ถ้านับจากภาคล่าสุดอย่าง Splinter Cell: Blacklist (2013) ก็นับเป็นเวลา 12 ปีพอดีที่เราไม่ได้สัมผัสเกมจากแฟรนไชส์ Tom Clancy’s Splinter Cell จากค่าย Ubisoft ปีนี้ (2025) ทาง Ubisoft ได้ส่งแอนิเมชัน Splinter Cell: Deathwatch มาเหมือนเป็นน้ำทิพย์ชโลมใจและบอกเป็นนัยว่า แม้ว่าเราจะยังไม่ได้เห็นภาคต่อที่กำลังอยู่ระหว่างการสร้างใหม่ แต่อย่างน้อยแฟรนไชส์นี้ก็ยังไม่ได้ถูกฝังลืมตลอดกาล วันนี้เราจึงขอกระโดดข้ามจากรีวิวเกม สู่รีวิวแอนิเมชันเต็มรูปแบบเรื่องนี้กัน
Splinter Cell: Deathwatch แอนิเมชันฉายบน Netflix ความยาว 8 ตอน ผลิตโดยทีมสร้างของ Derek Kolstad ผู้เขียนบท John Wick โดยมี Liev Schreiber รับบทเสียงพากย์ Sam Fisher รุ่นลุงในวัยเกษียณ การกลับมาครั้งนี้ไม่ใช่สายลับในเงามืดอย่างที่แฟนคุ้นเคย แต่เป็นสายลับสายบู๊ล้างผลาญแบบเต็มรูปแบบ
ลุงแซมในวัยใกล้เกษียณและความเชื่อมโยงกับจักรวาลเกม (ไม่มี Spoil)
เรื่องราวในแอนิเมชันถูกวางไว้หลังเหตุการณ์ในเกมภาค Blacklist ราว 12 ปี Sam Fisher อดีตสายลับจากหน่วย 4th Echelon ใช้ชีวิตสงบในฟาร์มชนบทในโปแลนด์ ก่อนจะถูกลากกลับเข้าสู่โลกเดิมเมื่อ Zinnia McKenna สายลับสาวได้รับบาดเจ็บจากการตามล่าในพื้นที่ห่างไกล ทำให้หน่วยงานขอความช่วยเหลือจากลุงแซมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ตัวละครดั้งเดิมจากอย่าง Anna Grímsdóttir ก็กลับมาในบทบาทฝ่ายสนับสนุน ในส่วนของเนื้อเรื่องก็มีการเชื่อมโยงเหตุการณ์จากภาค Chaos Theory โดยเฉพาะตัวละคร Diana Shetland ลูกสาวของ Douglas Shetland ที่เคยเป็นทั้งเพื่อนและศัตรูของ Sam มาก่อน การกลับมาเหล่านี้ช่วยเชื่อมโยงคนดูหน้าใหม่และฐานแฟนเก่าได้อย่างลงตัว แม้จะยังไม่ได้มีการเกริ่นนำ ปูพื้นหรือเพิ่มเติมมิติในตัวละครให้คนดูรู้สึกอินได้มากเท่าที่ควร

งานภาพและฉากแอ็กชัน – เท่ ดิบ ดุ สมกับชื่อผู้สร้าง
งานแอนิเมชันของ Deathwatch มาในโทนภาพแบบสมจริง ใช้แสงเงาหนักแน่น บรรยากาศทึบหม่น พยายามสอดแทรกดีไซน์การใช้แสงสีเขียวอันเป็นเอกลักษณ์เข้าไปหลายจุด ฉากแอ็กชันโดดเด่นจนกลายเป็นจุดขายสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นฉากต่อสู้ประชิดตัว การลอบเข้าอาคาร หรือการหลบหนีจากการซุ่มยิง ทุกฉากออกแบบให้มีน้ำหนัก ความรุนแรง และจังหวะที่ชวนลุ้น โดยมีการใช้กล้องเคลื่อนไหวและมุมภาพที่ช่วยเพิ่มอารมณ์ตึงเครียดได้ดี
ฉากบู๊หลายซีนให้ความรู้สึกถึงความดิบ ความหนัก และความอันตรายที่เป็นธรรมชาติ โดยเฉพาะตอนท้าย ๆ ที่ยกระดับความมันส์และเดิมพันทางอารมณ์ขึ้นไปอีกระดับ ถ้ามองในแง่ความบันเทิงแล้ว Deathwatch ทำได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่องเลย
เดินเรื่องกระชับ สนุก แต่ยังไม่ลึกเท่าเกม
Deathwatch เล่าเรื่องในแบบกระชับ จังหวะเร็ว ไม่มีฉากยืดเยื้อ เหมาะกับการดูรวดเดียวจบ พล็อตว่าด้วยการกู้ข้อมูลลับและแผนสมคบคิดระดับโลกซึ่งพอจะคาดเดาได้ในระดับหนึ่ง ตัวเรื่องไม่ได้ซับซ้อนแบบภาคเกมเก่า ๆ แต่ก็ยังพอมีจังหวะให้ลุ้นและน่าติดตามต่อเนื่องทุกตอน
สิ่งที่ยังไม่สุดคือการปูความสัมพันธ์ตัวละครรอง เช่น Zinnia หรือ Diana ที่เปิดตัวได้น่าสนใจ ปมดราม่าปูมหลังของตัวละครที่คิดว่าควรจะเล่าได้ดีกว่านี้ ซึ่งน่าเสียดายเพราะตัววัตถุดิบและการเชื่อมโยงกับเกมมีศักยภาพจะพาไปไกลกว่านี้ได้ (แต่อาจจะต้องรอดูในซีซันถัดไปที่ได้รับการยืนยันแล้วว่ามาแน่นอน)

Sam Fisher โฉม(และเสียงพากย์)ใหม่ – สุขุม หนักแน่น แต่เปลี่ยนไปมาก
Sam Fisher ใน Deathwatch มาในโหมดสายลับรุ่นลุงที่เงียบ สุขุม หนักแน่น และห่างไกลจาก Sam รุ่นเก่าที่เรารู้จัก เสียงพากย์ของ Liev Schreiber ทำได้ดีในแง่ความลุ่มลึก แต่ยังไม่ทดแทนเอกลักษณ์เสียงเก่าที่เคยทำให้ Sam มีเสน่ห์เฉพาะตัวได้
บทพูดถูกลดความจิกกัดลง กลายเป็น Sam ที่เน้นภารกิจ ไม่เน้นหยอกเล่น พูดปั่นประสาทศัตรู หรือกวนอารมณ์เพื่อนร่วมทีมแบบที่เราเคยได้ยินใน Chaos Theory หรือภาคอื่น ๆ ใครที่ตามแฟรนไชส์นี้มาตั้งแต่ต้นจะรู้สึกได้ชัดว่านี่ไม่ใช่ Sam คนเดิม แต่นี่คือ Sam ในเวอร์ชันที่โตขึ้น เหนื่อยขึ้น และแบกรับอดีตมากขึ้น
ระหว่างรับชมแต่ละตอนจะให้ความรู้สึกเหมือนลุงแซมกลายเป็นตัวละครที่แสดงโดยลุง Liam Neeson อดีตอะไรสักอย่างมือฉมังที่ลาวงการ แต่ต้องอาศัยความเก๋าและประสบการณ์กลับมาต่อยตีพร้อมสอดรับตัวละครคนรุ่นใหม่ที่มีความมุทะลุในฐานะพี่เลี้ยง เป็นความรู้สึกที่คุ้นชินแต่สนุกจนมองข้ามไปได้ไม่ยาก

รูปแบบการนำเสนอจาก Ghost สู่ Panther
Deathwatch เดินเรื่องในโลกของสายลับที่เต็มไปด้วยสีเทา ทุกฝ่ายต่างมีอดีตและแรงจูงใจที่ชวนตั้งคำถาม ไม่มีใครเป็นฮีโร่แท้จริง Sam Fisher เองก็เป็นแค่ทหารแก่ที่แบกอดีตหนักอึ้งกลับมาเผชิญศัตรูที่เขาอาจเคยร่วมสร้างมากับมือตอนหนุ่มและ Zinnia McKenna กับการแหกระเบียบปฏิบัติการและเส้นคั่นระหว่างงานกับความสัมพันธ์ส่วนตัว
โลกภายในแอนิเมชั่น พล็อตการก่อการร้าย และโลกจารกรรมยังคงเป็นแบบที่เราคุ้นเคยในจักรวาล Splinter Cell ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน ถ้าให้อธิบายแบบเห็นภาพก็อยากให้ลองนึกถึงพล็อตภาพยนตร์อย่าง Mission Impossible หรือภาพยนตร์ 007 ภาค No Time To Die ที่ตัวร้ายลงมืออย่างตรงไปตรงมา
โทนเรื่องหม่น ดิบ มีฉากทรมาน ฉากยิง ฉากสังหารตรง ๆ โดยไม่ยั้งมือ ให้กลิ่นอายคล้าย John Wick ผสม Mission: Impossible ส่วนที่ขาดไปคือการนำเสนอการลอบเร้นที่มักจะได้เห็นในเกม จุดเด่นของเกมอย่างอุปกรณ์สายลับถูกลดบทบาท แว่นสามเลนส์กลายเป็นเพียงของประดับ และภารกิจที่ควรเล่นแบบเงียบ ๆ กลับกลายเป็นฉากยิงสนั่นเมือง
ซึ่งก็พอเข้าใจเหตุผลอยู่บ้างว่าอาจจะเป็นสิ่งที่นำเสนอในรูปแบบแอนิเมชั่นให้สนุกได้ยาก หรือจะมองอีกมุมก็อาจจะบอกว่าตัวแอนิเมชันนำเสนอในรูปแบบของเกมเพลย์แบบ Panther (ลอบเร้นแบบฆ่า) มากกว่าสไตล์ Ghost ที่เรารู้จักก็ว่าได้
มีการอ้างอิงถึงเหตุการณ์ในเกมอย่าง Chaos Theory อย่างแนบเนียน Easter Egg ปรากฏให้แฟนเกมได้ยิ้ม เช่น เสียงเปิดแว่นสามเลนส์ หรือรหัสปฏิบัติการบางอย่าง ถือว่าทีมสร้างยังให้ความเคารพกับต้นฉบับในระดับหนึ่ง แม้จะเลือกเล่าในแนวทางใหม่ทั้งหมดก็ตาม นอกจากนี้ยังเชื่อมต่อกับจักรวาลเกมอื่น ๆ ของ Ubisoft ได้อยู่บ้าง (ใครที่ดูแล้วรู้สึกเก็บไม่ครบ ลองอ่านต่อได้ที่นี่)

สรุป – มันส์แบบใหม่ในชื่อเดิม
Splinter Cell: Deathwatch เป็นซีรีส์แอนิเมชันที่ดูสนุก ตัดต่อดี แอ็กชันมันส์ งานภาพสวยงาม และมีจังหวะการเล่าที่ดึงดูดให้ดูต่อเนื่องจนจบแบบหยุดไม่ได้
แต่ในอีกด้านหนึ่ง มันก็ห่างไกลจากความเป็น Splinter Cell แบบดั้งเดิมพอสมควร – ไม่มีภารกิจแอบย่องเนิบนาบ ไม่มีอารมณ์ขันจิกกัดของ Sam บรรยากาศเงียบ ๆ แบบยิงไฟดับแล้วแอบซุ่ม แถมยังเปลี่ยนเสียง เปลี่ยนโทน เปลี่ยนจังหวะจนแฟนเก่าอาจไม่รู้สึกว่านี่คือ Sam Fisher ที่เคยรู้จัก
หากคุณเป็นแฟนหนังแอ็กชัน สายลับ บู๊ดิบ ๆ และอยากดูอะไรที่มันส์ระเบิดในรูปแบบแอนิเมชัน หรือแฟนเกม Splinter Cell ที่ขอแค่อะไรก็ได้ – Deathwatch คือซีรีส์ที่ดูแล้วไม่เสียดายเวลาแน่นอน
แต่ถ้าคุณเป็นแฟนเดนตายของ Splinter Cell ที่ยังฝันถึงเกมภาคใหม่แบบลอบเร้นล้วน ๆ – ซีรีส์นี้อาจไม่ใช่สิ่งที่คุณรอคอย











