สารบัญ / Contents
Assassin’s Creed Black Flag Resynced ได้วางขายกันไปแล้ว เป็นทั้งการ Remake ภาคต้นฉบับเดิม และเป็นทั้งภาคต่อหากนับตาม Lore ของเกมตระกูล Assassin’s Creed เพราะมีรายละเอียดหลายอย่างที่เพิ่มเข้ามาใหม่ รวมถึงเนื้อหาส่วนปัจจุบันที่ต่างไปอย่างชัดเจน
แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงเหมือนเดิม คือ เรื่องราวการผจญภัยของ Edward Kenway ตัวเอกของภาคนี้ ที่ค่อย ๆ ผ่านเรื่องราว เปลี่ยนแปลงตันเองจากโจรสลัดที่ต้องการแสวงหาความร่ำรวย อยากพิสูจน์ตัวเอง สู่การเป็นสมาชิกคนสำคัญขององค์กร Assassin ที่ได้รับการเคารพนับถือ และยังคงถูกพูดถึงจากเหล่า Assassin ในยุคต่อ ๆ มา
จากการเปิดตัวครั้งแรกในภาค 4 Black Flag เมื่อปี 2014 มาจนถึง Resynced ในปี 2026 ประวัติของ Edward ยังมีการเสริมเติมต่อเข้าไปเข้าสมบูรณ์ยิ่งขึ้นใน Lore ของจักรวาล AC ผ่านสื่อต่าง ๆ อยู่เรื่อย ๆ ทำให้จากประวัติเดิมที่ก็ยาวพอสมควรอยู่แล้ว มีการขยายรายละเอียดเพิ่มเข้าไปอีก และในบทความนี้เราอยากจะให้ท่านผู้อ่านได้รู้จักกับ Edward มากยิ่งขึ้นว่าเรื่องราวของเขาที่มีมากกว่าที่เราเห็นในเกมตั้งแต่เกิด จนถึงวันที่เขาเสียชีวิตเป็นอย่างไรบ้าง
ซึ่งเนื้อหาเหล่านี้ที่นำมาเขียนให้อ่าน นอกจากจะมาจากเกม Black Flag แล้ว จะมาจากนิยาย Black Flag ที่เป็นนิยายจากเกมโดยตรง นิยาย Forsaken ที่เป็นเรื่องราวการเดินทางของ Haytham Kenway ผู้เป็นลูกชายในช่วงต้น รวมถึง Webtoon ที่เพิ่งจบไปช่วงปีก่อนอย่าง Forgotten Temple
ว่าแล้วเราก็ขอเชิญทุกท่านไปพบกับบทความเปิดประวัติ Edward Kenway ตั้งแต่กำเนิดจนวาระสุดท้ายของยอดมือสังหารคนนี้

เด็กชายชาวเวลส์จากเมือง Swansea
Edward James Kenway เกิดในวันที่ 10 มีนาคม 1693 ในเมือง Swansea พ่อของเขาชื่อ Bernard Kenway ชาวเมือง Manchester ที่มาหลงรักสาวชาวเวลส์จากเมือง Cardiff ชื่อ Linette Hopkins (หลังแต่งงานเปลี่ยนนามสกุลเป็น Kenway ตามสามี) ทั้งสองลงหลักปักฐานในเมือง Swansea
เมื่อ Edward อายุ 10 ขวบ ครอบครัวของเขาย้ายไปอยู่ในเมือง Bristol ทำให้ Edward ต้องจากเพื่อนฝูงกลุ่มเดิม และที่ Bristol ซึ่งเป็นบ้านใหม่ Edward กลับมีปัญหาเรื่องการปรับตัวเพราะเขาไม่เหมือนคนอื่น ๆ ที่เป็นคนท้องถิ่น ไม่เหมือนแม้กระทั่งสำเนียงการพูด นอกจากนี้ Edward ยังไม่ชอบชีวิตการเป็นคนเลี้ยงแกะของครอบครัว ทำให้ในช่วงวัยรุ่นเขาเป็นตัวปัญหาที่คนรอบข้างรับรู้ แถมยังไม่ชอบช่วยงานของครอบครัว เอาแต่ไปสิงอยู่ในโรงเตี๊ยมเป็นส่วนใหญ่ และใช้เวลาหมดไปกับการเมาสุรา
ดอกฟ้ากับหมาวัด
เมื่ออายุได้ 17 ปี เขาก็ได้พบพานกับ Caroline Scott ลูกสาวของตระกูล Scott ที่เป็นนักธุรกิจที่ร่ำรวยจากการขายชา ในตอนที่เขาเข้าไปช่วย Rose หญิงรับใช้ของตระกูล Scott ไม่ให้ถูกกลุ่มของ Tom Cobleigh จากตระกูลพ่อค้าที่ร่ำรวยกับลูกน้องขืนใจ นอกโรงเตี๊ยม Auld Shillelagh โรงเตี๊ยมประจำของ Edward
การกระทำนี้ของ Edward ทำให้พวก Tom Cobleigh มาแก้แค้นในอีกสองวันให้หลัง ด้วยการฆ่าแกะของตระกูล Kenway 2 ตัวแล้วเอาซากไปวางขู่หน้าบ้าน ซึ่ง Edward พยายามจะไปแก้แค้น แต่ถูกพ่อห้ามไว้เพราะกลุ่มพ่อค้าเหล่านี้มีการรวมตัวกันเป็นองค์กรโดยมี “คนที่มีอำนาจ” หนุนหลัง Bernard พ่อของ Edward เองก็ได้รับเชิญ แต่เขาเลือกที่จะปฏิเสธข้อเสนอในการเข้าร่วมกลุ่ม

ตั้งแต่การพบเจอกันครั้งแรก Edward หลังรัก Caroline เข้าอย่างจัง แต่ด้วยความต่างชั้นทางสังคม บวกกับการที่เธอมีคู่หมั้นคือ Matthew Hague ลูกชายของผู้บริหาร East India Company ที่ทรงอิทธิพลอยู่แล้ว ความรักของทั้งสองก็ดูจะเป็นไปไม่ได้
แต่ Edward ก็ไม่ละความพยายาม เขายังตามจีบ Caroline อย่างไม่ลดละ แม้ว่าครั้งหนึ่งจะถูกพวกของ Matthew Hague ทำร้ายจนเจ็บหนักเพื่อสั่งสอน จนสุดท้าย Caroline ก็ตกลงใจแต่งงานกับ Edward ในปี 1712 เนื่องจากเธอเหนื่อยหน่ายกับสิ่งที่สังคมคาดหวังจากเธอในการแต่งงานกับ Matthew Hague แต่เธอก็รู้ว่าพ่อของเธอต้องไม่พอใจที่เธอแต่งงานกับ Edward แน่ ๆ
ชีวิตแต่งงานที่ไม่สวยหรู
และเป็นไปตามคาดเมื่อพ่อของ Caroline ไม่พอใจเอามาก ๆ จนถึงขั้นตัดพ่อตัดลูก ทำให้ Caroline ที่ไม่มีทรัพย์สินใด ๆ แล้วมาอาศัยอยู่กับตระกูล Kenway โดยที่พ่อแม่ของ Edward ก็เอ็นดูเธอมาก เพราะเธอเป็นเหมือนตัวแทนของลูกสาวที่พวกเขาเสียไป
แต่ความไม่พอใจในชีวิตแบบนี้ของ Edward ก็ค่อย ๆ เพิ่มขึ้น เขาไม่พอใจที่ไม่สามารถมอบชีวิตที่สุขสบายกว่านี้ให้กับภรรยาได้ และนั่นเริ่มทำให้เขาไปดื่มที่โรงเตี๊ยมบ่อยขึ้นจนละเลยหน้าที่ของสามีที่ดี
คืนหนึ่งในปี 1712 ขณะที่ Edward ไปดื่มเหล้าจนเมาตามปกติ พ่อของ Caroline ก็มาพบเขาพร้อมยื่นข้อเสนอ ว่าให้ส่งตัวลูกสาวคืนมาด้วยการไปจากชีวิตของเธอซะ แลกกับเงินก้อนโต แต่ Edward ก็เมาจนหมดสติไปเสียก่อน เขาจึงพา Edward กลับไปที่บ้าน เพื่อให้ลูกสาวได้เห็นว่า Edward เป็นสามีที่แย่ขนาดไหน
วันต่อมา Edward จึงกลับไปหาพ่อของ Caroline เพื่อปฏิเสธข้อเสนอเก่าแล้วยื่นข้อเสนอใหม่ให้ เนื่องจาก Edward มีความต้องการจะไปเสี่ยงโชค แสวงหาชื่อเสียงและเงินทองจากการเป็น Privateer (สลัดหลวง คือ เรือเอกชนที่ได้รับอนุญาตจากราชการให้สามารถโจมตี ดักปล้นเรือศัตรู โดยทรัพย์สินที่ปล้นมาได้จะถูกนำไปแบ่งกัน) และเขาสัญญาว่าจะไม่กลับมาเกาะอังกฤษจนกว่าจะมีเงินทองมากมาย ซึ่งเขาชี้ให้พ่อของ Caroline เห็นว่า มันมีโอกาสสูงมากที่เขาจะเสียชีวิตหรือไม่ได้กลับมา นั่นทำให้ Caroline สามารถแต่งงานใหม่ได้ รวมถึงเขายังสามารถใช้โอกาสที่ Edward ไม่อยู่เปลี่ยนใจลูกสาวได้ด้วย ซึ่งพ่อของ Caroline ก็ตกลง

แม้ว่า Caroline จะไม่เห็นด้วยและอยากให้สามีอยู่ด้วยก็ตาม แต่เมื่อ Edward ประกาศว่าเขาจะออกเดินทาง ทำให้ Caroline โกรธมาก จนเธอยกลับไปอยู่กับพ่อของเธอ
ในคืนที่เขาจะออกเดินทาง พ่อของ Caroline ก็ส่งคนมาเผาฟาร์มเลี้ยงแกะของตระกูล Kenway โดยหนึ่งในนั้นมี Tom Cobleigh ที่เป็นอริของ Edward อยู่ด้วย เพื่อไม่ให้ Caroline กลับมาหาตระกูล Kenway ได้อีก
อาจจะเป็นโชคดีที่เรือที่ Edward จะโดยสารไปนั้นออกเดินทางช้ากว่าที่นัดหมายไว้ Edward เลยกลับมาที่บ้านแล้วพบว่าบ้านกำลังถูกเผา เขาเตือนพ่อแม่ที่กำลังหลับอยู่ทัน แต่ว่าฟาร์มทั้งหมดก็ถูกเผาจนวอดวายไปหมดแล้ว นั่นทำให้พ่อของเขาประกาศตัดพ่อตัดลูกกับ Edward เพราะเป็นคนที่ทำให้ครอบครัวต้องพบกับความยากลำบาก
Edward พยายามตามหาตัวคนที่วางเพลิงฟาร์มของครอบครัวเพื่อแก้แค้น แต่ก่อนจะได้สอบปากคำ Tom Cobleigh เขาก็ถูก Wilson ลูกน้องของ Matthew Hague จัดการสังหารปิดปากไปก่อน Edward พยายามเข้าต่อสู้แต่ด้วยความห่างชั้นของประสบการณ์ทำให้เขาพ่ายแพ้และถูกทำให้สลบไป ก่อนจะตื่นขึ้นมาบนเรือ Emperor ที่เขาตั้งใจจะออกโดยสาร พร้อมกับคำขู่ว่าหากเขารักษาสัญญาที่ทำให้ไว้กับพ่อของ Caroline พ่อกับแม่ของ Edward ก็จะไม่ได้รับอันตรายใด ๆ
ชีวิต Privateer
ชีวิตบนเรือของ Edward ก็ยังคงยากลำบากเพราะเขาถูกกลั่นแกล้งจากคนอื่น ๆ ที่มีประสบการณ์มากกว่า โดยเฉพาะกะลาสีชื่อ Blaney เนื่องจากเขาไม่ชอบใจที่ Edward ไม่เกรงกลัวเขา
ในตอนนั้นกัปตันเรือ Emperor ชื่อว่า Alexander Dolzell มองว่าสงครามสืบราชบัลลังก์สเปนที่ทำให้เหล่ามหาอำนาจในยุโรปทำสงครามกัน กำลังจะจบลงทำให้พวก Privateer กำลังจะหมดหน้าที่ เขาจึงประกาศต่อลูกเรือว่าจะหันหน้าสู่การเป็นโจรสลัดแทน โดยสัญญาว่าใครที่ไม่เอาด้วยก็จะหาทางส่งกลับบ้านอย่างปลอดภัย
ตอนแรก Edward ก็จะไม่เอาด้วย แต่มีลูกเรือชื่อ Friday ห้ามเขาไว้ ทำให้ Edward รู้ว่า Alexander Dolzell โกหก เพราะคนที่ไม่เอาด้วยจะถูกโยนลงจากเรือ
ในช่วงเดือนมกราคมปี 1713 ขณะที่ Emperor กำลังปล้นเรือพ่อค้าชื่อ Amazon Galley Edward ได้รับหน้าที่ให้เฝ้าดูกัปตันเรือชื่อ Benjamin Pritchard เขาสังเกตว่าแหวนที่ Benjamin Pritchard สวม เป็นแหวนที่มีลวดลายกางเขนแบบเดียวกับที่เขาเคยเห็น Wilson สวม ซึ่ง Benjamin Pritchard เสนอว่าเขาจะอธิบายให้ Edward ฟังถ้า Edward รับรองความปลอดภัยให้เขา แต่ยังไม่ทันไรเขาก็ถูก Alexander Dolzell สังหารเสียก่อน
ในช่วงเวลาเดียวกัน Privateer นามว่า Edward Thatch (ภายหลังเป็นที่รู้จักกันในชื่อ Blackbeard) ก็ตามมาช่วยเรือ Amazon Galley พอเห็นว่าคนน้อยกว่าสู้ไม่ได้ Blaney เลยก่อกบฏเพื่อจะย้ายฝั่ง แต่ก่อนที่เขาจะสังหาร Edward ได้ Thatch ที่ถูกชะตาในตัว Edward ก็เสนอให้ Blaney กับ Edward ต่อยกัน ใครชนะจะได้มาเป็นลูกเรือของ Thatch

Blaney เป็นคนตัวใหญ่ นั่นทำให้เขาแข็งแกร่งกว่า Edward ด้วย Edward สู้ไม่ได้เลย แต่จุดเปลี่ยนอยู่ที่ Blaney ชักอาวุธออกมาซึ่งผิดกฎทำให้ Thatch ยิง Blaney เสียชีวิตและทำให้ Edward ได้เข้าร่วมเป็นลูกเรือของ Thatch
ภายใต้การชี้นำของ Thatch ทำให้ Edward ได้เรียนรู้วิชาต่าง ๆ ทั้งการต่อสู้ การใช้อาวุธ เป็นเวลา 6 เดือนใน Jamaica จนกระทั่งช่วงต้นปี 1713 สนธิสัญญา Utrecht ก็ถูกเขียนขึ้น เป็นการยุติความขัดแย้งของการต่อสู้กันของชาติมหาอำนาจยุโรป นั่นทำให้พวก Privateer ตกงาน และทำให้ก๊วนของ Thatch ตัดสินใจเข้าสู่เส้นทางโจรสลัดเช่นกัน
ช่วงต้นปี 1714 Edward พบกับ กัปตันเรือโจรสลัด Abel Bramah ตอนที่เขาเดินทางมาถึง Nassau โดย Edward ตัดสินใจเข้าร่วมเป็นลูกเรือ แม้ว่า Thatch จะไม่ชอบ Bramah เท่าไหร่ นั่นทำให้ Edward กลายเป็นลูกเรือของเรือ Jacobite
สวมรอย Duncan Walpole
และเป็นเรือ Jacobite นี่เองที่เป็นเรือที่ Edward อยู่ตอนเริ่มเกม Black Flag ในเดือนมิถุนายน 1715 Jacobite เข้าโจมตีและพยายามปล้นกองเรือ แต่ว่าก็เกินกำลังที่เหล่าลูกเรือจะสู้ไหว จนหลบหนีและสุดท้ายก็สามารถรอดมาได้เพราะพายุ และในตอนนั้นเอง Edward ก็พบกับบุคคลสวมฮู้ดปริศนา พร้อมกับดินปืนของเรือระเบิดจนทำให้เรือจม ผู้รอดชีวิตมีเพียง Edward กับชายปริศนาที่ไปเกยตื้นที่ชายหาด Cape Bonavista
ชายปริศนาที่ได้รับบาดเจ็บ พยายามยื่นข้อเสนอให้ Edward พาไปที่ Havana ซึ่ง Edward ตอบตกลงแต่ว่าต้องจ่ายเงินทันที ทำให้ชายปริศนาที่รู้สึกไม่วางใจ ยกปืนขึ้นมาขู่ แต่ปืนที่ดินปืนเปียกน้ำก็ยิงไม่ได้ เขาจึงพยายามหนีเข้าไปในป่า ซึ่ง Edward ก็ไล่ตามไป จนสุดท้ายทั้งสองคนก็ต่อสู้กันและเป็น Edward ที่สังหารชายปริศนาได้
หลังจากที่สำรวจร่างของชายปริศนา Edward พบจดหมายจากผู้ว่าการของ Havana ชื่อ Laureano de Torres y Ayala เนื้อความในจดหมายเขียนถึงคนชื่อ Duncan Walpole ทำให้ Edward รู้ว่าชายปริศนาคนนี้ชื่อ Duncan Walpole และเขากำลังจะไป Havana เพื่อไปส่งมอบของเป็นลูกบาศก์แก้วปริศนา รวมถึง Duncan ยังจะไปเข้าร่วมองค์กร Templar ด้วย Edward ที่รู้ว่าพวกเขาไม่เคยพบกัน จึงสวมรอยเป็น Duncan ไปยัง Havana เพื่อไปรับเงินรางวัล และในการพยายามหาทางไปยัง Havana เขาก็โชคดีพบกับพ่อค้าที่กำลังถูกทหารอังกฤษทำร้ายเพราะเข้าใจว่าเป็นโจรสลัด Edward จึงจึงเข้าช่วยเหลือ ทำให้เขาได้รู้จักกับ Stede Bonnet และใช้เรือของ Bonnet เดินทางไปยัง Havana

เมื่อมาถึง Edward ก็ไปก่อความวุ่นวายในบาร์ในเมืองไว้เล็กน้อย รวมถึงไปเอาของที่จะต้องไปส่งมอบให้ Laureano de Torres y Ayala ที่ถูกทหารสเปนยึดไปคืนมา ก่อนจะเดินทางไปพบกับ Laureano de Torres y Ayala ในฐานะ Duncan Walpole
ที่การนัดพบของ Templar Edward พบกับสมาชิกคนอื่น ๆ คือ Woodes Rogers กับ Julien du Casse และเป็น Julien du Casse ที่สังเกตเห็นว่า Edward ไม่ได้มี Hidden Blade ติดตัว เขาจึงมอบ Hidden Blade ที่เขาไปชิงมาจาก Assassin ให้ รวมถึงขอให้ Edward แสดงทักษะการลอบสังหารของ Assassin ให้ชมเป็นขวัญตา ซึ่ง Edward ก็สามารถเอาตัวรอดมาได้โดยไม่ถูกสงสัย
เมื่อการประชุมเริ่มขึ้น Edward มอบแผนที่และลูกบาศก์แก้วปริศนาให้กับ Laureano de Torres y Ayala ก่อนที่ทั้งสามจะเข้าพิธีเป็น Templar จาก Laureano de Torres y Ayala ที่เป็น Grand Master หลังจากนั้นเหล่า Templar ก็พูดคุยกันถึงสถานที่ลึกลับชื่อ Observatory ที่ Templar ต้องการตามหาให้เจอ และเชื่อว่าพลังของมันจะทำให้สามารถสอดส่องคนทั้งโลกและรู้ความลับของคนแต่ละคนได้ แต่การจะตามหาให้เจอนั้นต้องอาศัยความรู้ของชายที่ถูกเรียกว่า Sage

เหล่า Templar เดินทางเข้าเมืองไปพบกับชายที่ถูกจับชื่อ Bartholomew Roberts ที่ถูกเรียกว่า Sage เพื่อถามข้อมูลของ Observatory ในขณะที่กำลังเดินทางกลับ พวกเขาก็ถูกเหล่า Assassin โจมตี และพยายามชิงตัว Bartholomew Roberts ไป แต่ Bartholomew Roberts ก็อาศัยจังหวะชุลมุนหลบหนี ซึ่ง Edward ก็สามารถไปไล่ตามกลับมาได้ จากผลงานทั้งหมดนี้ทำให้ Edward ได้รับเงินตอบแทน 1000 Reales
แต่เงินจำนวนแค่นี้มันน้อยมาก ทำให้ Edward โมโห เขาจึงตัดสินใจที่จะตามหา Observatory ให้เจอด้วยตัวเอง แล้วเอาที่อยู่ของมันไปขายให้คนที่ยอดจ่ายหนักที่สุด เขาจึงลอบเข้าไปในคุกที่ Bartholomew Roberts ถูกขังอยู่ เพื่อไปช่วยเหลือและสอบถามข้อมูล แต่เมื่อไปถึงก็พบว่า Bartholomew Roberts แหกคุกไปได้แล้ว และเขาพบว่าเหล่า Templar รู้ตัวแล้วว่าเขาไม่ใช่ Duncan Walpole ทำให้เขาถูกจับเตรียมส่งกลับยุโรป

Assassin’s Creed Black Flag
หลังจากที่ถูกจับ เขาถูกจับขังในเรือขนสมบัติเพื่อส่งกลับยุโรป แต่ Edward ก็สามารถหลบหนีมาได้ และพบกับชายที่ภายหลังจะมาเป็นสหายคนสนิท คือ Adewale พวกเขาช่วยกันหลับหนีจากการคุมขัง ช่วยเหลือนักโทษคนอื่น ๆ และทำการขโมยเรือลำหนึ่ง หลบหนีกองเรือเข้าไปในพายุ และสุดท้ายก็มุ่งหน้าไป Nassau ที่เพื่อน ๆ ของเขาอาศัยอยู่
เมื่อมาถึง Edward ก็พบกับสหายเก่า อย่าง Edward Thatch, James Kidd และ Benjamin Hornigold ก่อนที่จะบอกชื่อเรือที่ตนไปขโมยมาว่า Jackdaw ทำให้เขาได้กลายเป็นกัปตันเรือของตัวเองเสียที
Edward ช่วยเหลือเพื่อน ๆ ในแผนการก่อตั้งรัฐโจรสลัด และในแผนการหนึ่งทำให้เขาเดินทางไปยังเกาะ Great Inagua ที่เขาพบว่า Julien du Casse อยู่ที่นี่ เป็นผู้ปกครองเกาะนี้ Edward ไม่อยากให้ความลับเรื่องที่ตัวเองยังอยู่ในแคริเบียนหลุดลอดไป เขาจึงตัดสินใจสังหาร Julien du Casse ทิ้ง และยึดเกาะมาเป็นฐานของตัวเอง


หลังจากนั้นเวลาล่วงเลยผ่านมาจนถึงเดือนมีนาคม 1716 James Kidd เดินทางมาหา Edward ที่ Great Inagua และพา Edward ไปดูอะไรหลาย ๆ อย่างบนเกาะ หนึ่งในนั้นคือการไขปริศนาแท่นหินมายันด้วยการใช้ Eagle Vision รวมถึงการที่ Edward เริ่มทำการพัฒนาชุมชนบนเกาะนี้ให้มีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จากเดินที่คนบนเกาะนี้ถูก Julien du Casse ปกครองอย่างกดขี่
Edward พบกับประตูที่มีชุดของ Templar ถูกล็อคไว้ในคฤหาสน์ของ Great Inagua และพบว่าเขาต้องการกุญแจอีก 4 ดอก James Kidd บอกว่ากุญแจที่เหลืออยู่ในการครอบครองของ Templar 4 คน ถูกส่งไปโจมตีสำนักงาน Assassin 4 แห่ง จากแผนที่ที่ Edward เอาไปให้พวก Templar เขาแนะนำว่าให้ Edward ไปเตือน Assassin เพื่อแก้ไขความผิดพลาดที่เขาเคยทำ แต่แน่นอนว่า Edward ในตอนนั้นอยากได้แค่สมบัติหลังประตูที่ถูกล็อค ก่อนที่ James Kidd จะล่องเรือออกจากเกาะไป เขาขอให้ Edward มาพบที่ Tulum เพราะเขามีอะไรอีกหลายอย่างที่ต้องการจะโชว์ Edward
หลังจากนั้นหลายสัปดาห์ Edward ก็ไปถึง Tulum และพบว่าที่นั่นถูกทหารเข้าโจมตีและต่อสู้กับกลุ่ม Assassin Edward พบกับ James Kidd และ Mentor ของ Assassin ในแถบนั้น ชื่อ Ah Tabai ที่โกรธ Edward ที่ทำให้การทรยศของ Duncan Walpole สำเร็จ แถมยังเอาชุดและอาวุธของ Assassin ไปใช้โดยที่ตัวเองไม่มีสิทธิ์อีก
James Kidd พยายามช่วย Edward ด้วยการบอกว่า Edward มี Eagle Vision รวมถึงขออนุญาตเข้าไปในวิหาร เพื่อยืนยันตัวตนของ Bartholomew Roberts ว่าเป็น Sage จากที่เขายืนยันว่าหากเห็นหน้าเขาอีกจะจำได้แน่นอน
ขณะเข้าไปในวิหาร James Kidd ก็อธิบายเรื่องราวของ Templar กับ Assassin แบบย่อ ๆ รวมถึงเรื่องที่เขาเป็น Assassin และเมื่อไปถึงด้านในสุด หลังจากที่ไขปริศนาสำเร็จ เขาก็พบว่าใบหน้าที่ถูกแกะสลักคือใหน้าของ Bartholomew Roberts เป๊ะ ๆ เป็นการยืนยันว่าเขาคือ Sage ตัวจริง
หลังจากออกมาจากวิหาร Tulum ถูกทหารอังกฤษเข้าโจมตีอีกครั้งและจับ Assassin รวมถึงลูกเรือ Jackdaw เป้นตัวประกับ ซึ่ง Edward ก็สามารถช่วยเหลือพวกเขาได้ แต่สุดท้ายจากความเสียหายที่เขาทำไว้ Ah Tabai บอกว่าเขาไม่ได้รับการต้อนรับที่ Tulum อีก

ในช่วงปีนั้น Edward ก็เดินทางไปรอบแคริเบียน และตามหากุญแจ Templar ไปในตัว จนสามารถปลดล็อคชุด Templar หลังประตูในคฤหาสน์ของ Great Inagua จนได้
วันเวลาล่วงเวลาเข้ามาถึงมกราคม 1717 Nassau ได้ต้อนรับสมาชิกใหม่ Charles Vane กับ Jack Rackham ที่มาพร้อมกับข้อมูลของ Laureano de Torres y Ayala ที่อยู่ในป้อมปราการใกล้ ๆ Edward จึงเดินทางไปโจมตีและยึดป้อม ทำให้เขาได้พบกับ Templar Grand Master อีกครั้ง
Edward ได้ข้อมูลว่า Templar มีข้อมูลที่อยู่ของ Sage ที่ถูกพ่อค้าทาสชื่อ Laurens Prins จับไว้ที่ Kingston Edward จึงวางแผนจะชิงตัว Sage กลับมา แต่ที่นั่นเขาก็พบกับ James Kidd ที่กำลังตามล่าและสังหาร Laurens Prins อยู่ด้วย
สุดท้าย Edward สามารถสังหาร Laurens Prins ได้ แต่ก็เป็นอีกครั้งที่ Sage สามารถหลบหนีไปได้ และเป็นในเหตุการณ์นี้นี่เองที่ Edward รู้ความจริงว่า James Kidd แท้จริงเป็นผู้หญิง และชื่อจริงของเธอคือ Mary Read แต่กำชับว่าห้ามเอาเรื่องนี้ไปบอกใครเด็ดขาด
ในปี 1718 Nassau กำลังเจอกับโรคและอาการป่วย พร้อม ๆ กับข่าวว่าผู้ว่าการของเกาะบาฮามาสคนใหม่ Woodes Rogers จะขอพระราชทานอภัยโทษให้กับพวกโจรสลัด ทำให้ Edward Thatch กับ Benjamin Hornigold เริ่มมีความเห็นไปคนละทาง แต่สุดท้ายก็ตกลงกันได้ว่าจะตามหายามารักษาคนบนเกาะ เพราะหากคนบนเกาะไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม Nassau ก็ไม่มีค่าพอให้ช่วยเหลือ
เมื่อการดำน้ำไปงมยาที่จมไปกับซากเรือไม่ได้ผล Charles-Towne จึงเป็นอีกหนึ่งจุดหมายสำหรับการตามหายา Edward ตามไปสมทบ Edward Thatch ที่จับตัวประกันมาเรียกค่าไถ่เป็นยารักษาโรคก่อนแล้วเป็นเวลา 8 วัน โดยที่ไม่ได้รับคำตอบ Edward จึงอาสาไปเอายามาให้ เมื่อเอายารวมถึงวิธีปรุงยามาได้สำเร็จ Edward Thatch จึงบอกกับ Edward ว่าเขาจะไม่กลับไป Nassau แต่เลือกที่จะเกษียณตัวเองจากชีวิตโจรสลัดแทน
ไม่นานหลังจากปัญหาเรื่องโรคและอาการป่วยจบลง Nassau ก็ถูกกองทัพเรือราชนาวีอังกฤษปิดล้อม พร้อม Woodes Rogers ที่ปรากฏตัวพร้อมกับคำประกาศพระราชทานอภัยโทษเป็นข้อเสนอให้กับเหล่าโจรสลัด แต่ในระหว่างที่กำลังตัดสินใจกันนี้ กองเรืออังกฤษจะปิดน่านน้ำไม่ให้มีใครออกจากเกาะได้ ทำให้ผู้นำของ Nassau เสียงแตก โดย Benjamin Hornigold กับลูกน้องของเขา เลือกที่จะรับข้อเสนอ แต่ Charles Vane ปฏิเสธ
นี่จึงนำไปสู่แผนของ Edward กับ Charles Vane เพราะในตอนนั้น Edward เห็นแล้วว่าถึงเวลาต้องละทิ้ง Nassau แล้ว ประเทศของเหล่าโจรสลัดไปไม่รอดแล้ว ทำให้เกิดแผนฝ่าวงล้อมกองเรืออังกฤษ

แต่ทุกอย่างก็ไม่ได้ราบรื่นเสียทีเดียว เพราะทางฝั่งทหารอังกฤษเอง ก็มีความเห็นไม่ลงรอยกัน เนื่องจาก Commodore Peter Chamberlaine ที่เดินทางมากับ Woodes Rogers ตัดสินใจไม่ทำตามความคิดของ Woodes Rogers และสั่งให้ทหารอังกฤษเตรียมทำลายเรือของพวกโจรสลัด ทำให้ Edward ตัดสินใจสังหาร Peter Chamberlaine และต่อมาก็ทำการใช้เรือระเบิดเปิดวงล้อมเรืออังกฤษแล้วมุ่งหน้าหลบหนีไปฐานของ Edward ที่ Great Inagua
เมื่อประเทศโจรสลัดล่มสลาย วันเวลาจึงผ่านไปอย่างไรจุดหมาย จน Edward มีแผนจะพา Edward Thatch กลับมา แม้ว่า Mary Read จะมองว่ามันไม่มีประโยชน์ Edward จึงมุ่งหน้าไปยังเกาะ Ocracoke ที่ Edward Thatch เลือกไปใช้ชีวิตหลังเกษียณจากการเป็นโจรสลัด
เมื่อมาถึงเขาก็พบ Charles Vane ที่มาพยายามโน้มน้าว Edward Thatch ก่อนแล้ว แต่จบลงด้วยความล้มเหลว สุดท้าย Edward ก็ต้องยอมรับความจริงว่า Edward Thatch จะไม่กลับไป ในขณะเดียวกัน Edward Thatch ก็มีข้อมูลมาบอก Edward ถึงชายชื่อ Roberts ที่เขาตามหา ว่าตอนนี้ชายคนนั้นอยู่บนเรือชื่อ The Princess
ในงานเลี้ยง Edward สังเกตเห็นชายท่าทางแปลก ๆ จึงแอบสะกดรอยตามไป ก่อนจะพบว่าพวกทหารอังกฤษกำลังเตรียมการโจมตีเกาะเพื่อบุกปราบ Edward Thatch และเริ่มเปิดฉากยิงปืนครกใส่อาคารบ้านเรือนบนเกาะ Edward รีบกลับไปที่เรือ Jackdaw โดยที่ Edward Thatch ก็อยู่บนเรือด้วย และทั้งหมดก็พยายามพากันหลบหนี แต่หลังจากที่พยายามบุกขึ้นเรือ Man O’ War กำลังคนของพวก Edward น้อยกว่า และในช่วงชุลมุน Edward Thatch ก็ถูกสังหารโดย Robert Maynard ผู้นำการโจมตีครั้งนี้ ส่วน Edward ถูกซัดตกเรือ แต่สามารถว่ายกลับขึ้น Jackdaw ได้ และพาลูกเรือหลบหนีออกมาได้สำเร็จ
เมื่อความฝันในการฟื้นฟูประเทศโจรสลัดพังทลาย Edward จึงหวนกลับไปตามหา Observatory อีกครั้ง จากเบาะแสที่ Edward Thatch ให้มา เขากับ Charles Vane จึงร่วมมือกันเพื่อตามหา Roberts แต่ไม่ทันได้ความอะไร Jack Rackham อีกหนึ่งโจรสลัด ก็ทำการก่อกบฏร่วมกับลูกเรือคนอื่น ๆ ที่ไม่เห็นด้วยกับการตามล่าที่ไร้สาระนี้ Edward กับ Charles Vane ถูกนำไปปล่อยเกาะ Isla Providencia และหลังจากผ่านไปไม่กี่เดือน Charles Vane ก็เริ่มเสียสติ ทำให้ Edward เข้าต่อสู้ด้วย และจบลงที่ Edward ปล่อย Charles Vane เอาไว้บนเกาะคนเดียว ส่วน Edward นั้นโชคดีที่มีเรือหาปลาผ่านไปแถวเกาะนั้นพอดี เขาก็ทำการยึดเรือแล้วกลับมายัง Great Inagua ได้ เมื่อกลับมาเขาก็พบ Mary Read กับ Adewale ที่รออยู่แล้ว พร้อมกับ Jack Rackham ที่ถูกจับตัวไว และเรือ Jackdaw ที่ยังอยู่ดี

Edward เริ่มตามล่า Roberts อีกครั้ง โดยตามเบาะแสไปจนถึง Kingston ที่นั่นเขาพบว่าเหล่า Templar ก็อยู่ในเมืองด้วย รวมถึงอดีตสหายเก่า Benjamin Hornigold ที่ตอนนี้ไปเป็น Templar แล้ว เขาแอบดักฟังข้อมูลจนทราบว่า Templar มีข้อมูลง่า Roberts อยู่ที่ Príncipe ชายฝั่งของแอฟริกา ซึ่ง Benjamin Hornigold ตาดีเห็นเรือ Jackdaw จอดเทียบท่าอยู่ จึงรู้ว่า Edward อยู่ที่นั่น Edward รีบหลบหนีการตามล่าแล้วแล้วหันหัวเรือมุ่งหน้าสู่แอฟริกา
Edward เดินทางมาถึงจุดหมายในเดือนมิถุนายน 1719 เมื่อขึ้นฝั่งก็พบว่ากัปตันเรือ The Princess ถูกสังหาร และลูกเรือถูกจับ ด้วยฝีมือของ Josiah Burgess กับ John Cockram ลูกน้องสองคนของ Benjamin Hornigold และในที่สุด Edward ก็ได้เจอกับ Roberts ก่อนที่จะตกลงกันว่า Edward จะสังหารพวก Templar และช่วยเหลือลูกเรือของ The Princess ส่วน Roberts ต้องพาเขาไปหา Observatory ซึ่ง Edward ก็สามารถสังหาร Templar ได้สำเร็จ และได้เห็น Roberts ขึ้นเป็นกัปตันเรือคนใหม่
หลังจากกลับมาจากแอฟริกา Roberts บอกว่าต้องใช้ลูกบาศก์ใส่เลือก หรือ Blood Vials เพื่อใช้เปิดทางสู่ Observatory ทั้งสองจึงลอบบุกกองเรือโปรตุกีสเพื่อเอา Blood Vials มา รวมถึงยังยึดเรือนำของกองทัพมาได้ และภายหลัง Roberts ก็ตั้งชื่อเรือใหม่ว่า Royal Fortune
หลังจากนั้นขณะที่ Roberts กำลังจะนำทางไปยัง Observatory Edward ก็พบว่าเขาถูกเรือของ Benjamin Hornigold ติดตามมา จึงทำการเข้าต่อสู้ ทำให้เรือของ Benjamin Hornigold ไปเกยตื้นที่เกาะใกล้ ๆ ก่อนที่ Edward จะใช้โอกาสนี้สังหารอดีตสหาย
หลังจัดการปัญหาเรียบร้อย Edward จึงมุ่งหน้าไปสมทบ Roberts ที่ Long Bay ที่นั่นเขาบุกป่าฝ่าดง รวมถึงต่อสู้กับกลุ่มผู้พิทักษ์ที่ปกป้องสถานที่แห่งนี้จนเข้าไปจนถึง Observatory ที่ตามหามาหลายปี Roberts ในฐานะ Sage หนึ่งตัวตนพิเศษจากยุคสมัยของ Isu เผ่าพันธุ์สิ่งมีชีวิตที่มีเทคโนโลยีระดับสูงผู้สร้างมนุษย์ในอดีตกาลอันแสนไกล เขามีความทรงจำของตัวตนสมัยเป็น Isu อย่าง Aita ติดมาด้วย ก็รื้อฟื้นความทรงจำของตัวเองแล้วเปิดประตู โดยหลังจากเปิดประตูเขาทำการสังหารผู้ติดตามของตัวเองทั้งหมด ด้วยเหตุผลว่าความคิดและเหตุผลของพวกเขาไม่สามารถรองรับสิ่งที่จะเห้นของใน Observatory ได้ ส่วน Edward นั้นแตกต่างออกไป
ระหว่างทางเดินทาง Observatory Roberts อธิบายกลไกการทำงานของสถานที่แห่งนี้ ว่ามันสามารถฉายภาพสิ่งที่บุคคลคนนั้นเห็นแบบ Real-time แต่ว่าต้องมีเลือดของคนคนนั้นใส่อยู่ในลูกบาศก์แก้ว Roberts สาธิตการทำงานของมันให้ Edward ดู นั่นทำให้ Edward เข้าใจในที่สุด ว่าทำไม Templar ถึงตามหาสถานที่อย่างเอาเป็นเอาตาย เพราะว่าสถานที่นี้จะทำให้ Templar สอดส่องคนได้ทุกคนบนโลก ขอแค่มีเลือดเพียงหยดเดียว และสามารถใช้ข้อมูลที่ได้มานั้นเพื่อผลประโยชน์แก่ Templar เอง

ในขณะที่ Edward คิดว่าสิ่งนี้จะทำให้เขากับ Roberts สามารถเป็นเจ้าสมุทรได้ Roberts ก็โจมตีเขา พร้อมบอกว่า Edward ในตอนนี้หมดประโยชน์กับตนแล้ว Roberts ปิดผนึกห้องฉายภาพ และจากไปพร้อมกับ “กะโหลกแก้ว” หนึ่งในชิ้นส่วนสำคัญของ Observatory ที่ทำหน้าที่เหมือนเป็นตัวฉายภาพขนาดพกพา
Edward ที่โดน Roberts หักหลัง หนีออกมาจากห้องฉายภาพผ่านรอยแตกของอาคาร แต่เมื่อออกมาข้างนอกได้สำเร็จเขาก็บาดเจ็บ และถูกโจมตีโดย Roberts กับลูกน้อง Roberts บอกว่า Jackdaw เรือของ Edward หนีไปแล้ว ทำให้เหลือเขาเพียงคนเดียว และสุดท้าย Edward ก็ถูกโจมตีจนหมดสติ พร้อมกับถูก Roberts ส่งตัวให้ทางการอังกฤษเพื่อเอาค่าหัว
Edward ถูกจับไปขังในคุกที่ Kingston เป็นเวลาหนึ่งปี และในช่วงเดือนพฤศจิกายน 1720 เขาถูกนำตัวมาดูการตัดสินโทษของอดีตสหายที่กลายเป็นโจรสลัด อย่าง Mary Read กับ Anne Bonny ที่รอดพ้นโทษประหารเพราะประกาศว่าพวกเธอทั้งสองกำลังตั้งท้อง ทำให้ต้องเลื่อนการประหารออกไปจนกว่าเด็กจะคลอด ส่วน Edward ก็ถูกข่มขู่โดย Templar ที่เดินทางมาดูคำตัดสินเช่นกัน ว่าหากบอกที่อยู่ของ Observatory จะปล่อยตัว Edward เป็นอิสระ แต่ Edward ปฏิเสธข้อเสนอนั้นและถูกนำตัวกลับไปเข้าคุก
จนกระทั่งในเดือนเมษายน 1721 Mentor ของ Assassin ในแถบแคริเบียนอย่าง Ah Tabai ที่ Edward เคยพบเจอเมื่อหลายปีก่อน เดินทางมาเพื่อช่วย Mary Read กับ Anne Bonny และเพื่อการนั้นก็มาช่วย Edward ด้วย ทั้งหมดแหกคุกออกมาได้สำเร็จ แต่ Mary Read ที่ป่วยหนักหลังการคลอดลูกอาการทรุดลงอย่างรวดเร็วและเสียชีวิตต่อหน้า Edward ก่อนตายเธอขอให้ Edward เลือกทางชีวิตที่ถูกต้อง
Ah Tabai จากไปพร้อม Anne Bonny กับร่างของ Mary Read กลับไปยัง Tulum แต่ก่อนหน้านั้นเขาก็เอาชุด Assassin ของ Edward มาให้ พร้อมบอกว่าถึงแม้ Edward จะยังไม่คู่ควบกับชุด แต่ชุดที่ Edward ใส่มาหลายปีนี้เหมาะกับเขาดี

หลังแหกคุกสำเร็จ แลกกับการสูญเสีย Mary Read ไปต่อหน้า Edward ดิ่งหนัก ไปดื่มจนเมาเห็นภาพหลอนของภรรยาและอดีตเพื่อน จนกระทั่ง Adewale มาปลุกเขาที่กำลังนอนสลบอยู่ริมหาดใน Kingston พร้อมกับเอาเรือ Jackdaw มาส่งคืน แต่ Adewale บอกว่าเขาขอลาออกจากการเป็นนายท้ายเรือ (Quartermaster) ของ Jackdaw พร้อมบอกให้ Edward เดินทางไปหา Assassin ที่ Tulum เมื่อเขาพร้อม
สุดท้าย Edward ก็เดินทางไป Tulum ที่นั่นเขาพบว่าสิ่งที่เขาทำไว้เมื่อ 6 ปีก่อน ทำให้ฐานของ Assassin ถูกโจมตีอยู่เสมอ Edward เริ่มเข้าใจและมองเห็นถึงเรื่องราวต่าง ๆ ที่ผ่านมา ที่ตอนนี้เขาเป้นคนที่เงินทองมากมาย แต่เขาสูญเสียคนที่เขารักเกือบทุกคนไประหว่างทาง Edward จึงต้องการเปลี่ยนแนวทางการใช้ชีวิต และแก้ไขความผิดพลาดในอดีตของตน ซึ่ง Assassin ก็ยินดีช่วย Edward จึงร่วมกับ Assassin ต่อสู้ขับไล่ทหารสเปนที่มาบุก หลังจากนั้นจึงวางแผนการขั้นต่อไป ในการตามล่าและสังหารเป้าหมาย 3 คน คือ Woodes Rogers, Laureano de Torres y Ayala และ Bartholomew Roberts
ระหว่างนั้น Edward ได้พูดคุยกับ Anne Bonny และได้รู้ว่าลูกของเธอที่คลอดออกมาเสียชีวิตแล้ว ทั้งสองคนได้พูดคุยถึงเพื่อนและสหายที่เสียไประหว่างทาง และสุดท้าย Edward ก็ชวน Anne มาเป็นนายท้ายคนใหม่ ซึ่งเธอตอบตกลง
Edward เดินทางไป Kingston เพื่อไปตามล่าเป้าหมายแรก คือ Woodes Rogers Edward ปลอมตัวในชุดของทูตชาวอิตาเลี่ยนที่เดินทางเพื่อเข้าไปในงานเลี้ยงของ Woodes Rogers เพื่อสังหารเขา (ภายหลัง Edward ถึงรู้ว่าเขายังไม่ตายและกลับไปอังกฤษ) โดยที่ Woodes Rogers ให้ข้อมูลว่า Roberts ถูกพบเห็นที่ชายฝั่งแอฟริกา แถว Príncipe
Edward เดินทางกลับไปแอฟริกาอีกครั้งในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 1722 เพื่อไปตามล่า Roberts และหลังจากการต่อสู้กันทางเรือ Edward ก็โดดขึ้นเรือ Royal Fortune ของ Roberts เพื่อสังหารเขาได้สำเร็จ พร้อมเอากะโหลกแก้วกลับมาอยู่ในการครอบครอง รวมถึงยังทำตามคำขอสุดท้ายของ Roberts คือให้โยนร่างของเขาลงทะเลเพื่อไม่ให้ Templar ได้ร่างของเขาไป

Edward ใช้กะโหลกแก้วใส่ลูกบาศก์ที่บรรจุเลือดของ Laureano de Torres y Ayala เพื่อดูว่า Templar Grand Master คนนี้ตอนนี้อยู่ที่ไหน นั่นทำให้เขาเดินทางกลับไปยัง Havana
แต่เมื่อการทำสังหารเป้าหมาย กลับกลายเป็นตัวหลอกที่สวมชุดของ Laureano de Torres y Ayala และนี่เป็นกับดักที่ Templar วางไว้ Edward เข้าต่อสู้กับองครักษ์ของ Laureano de Torres y Ayala อย่าง El Tiburón และหลังจากการต่อสู้ที่ยากลำบาก Edward สามารถเอาชนะและหลบหนีออกมาได้ หลังจากหลบหนีออกมาเขาทราบข้อมูลว่า Laureano de Torres y Ayala เดินทางออกจากเมืองไปก่อนแล้ว และเขาคาดว่า Laureano de Torres y Ayala น่าจะเดินทางไป Observatory
Edward เดินทางไปถึง Observatory และหลังจากผ่านการต่อสู้ทั้งทางเรือและทางบก เขาก็เข้าไปจนถึงอาคารข้างใน เขาพบว่ากลกไกป้องกันตัวของอาคารกำลังทำงาน Edward ทำการปีนป่ายหลบลำแสงที่สลายร่างมนุษย์ได้ในพริบตาเหล่านั้น พร้อมกับทำลายกลไกป้องกันตัวของอาคารไปจนถึงตัวของ Templar Grand Master และสังหารเขาได้ใน
หลังจากสังหาร Templar Grand Master ลงได้ พวก Assassin นำโดย Ah Tabai ก็ตามมาสมทบ Ah Tabai ใส่กะโหลกแก้วกลับเข้าไปในที่ที่มันควรอยู่ ทำให้กลไกป้องกันตัวของอาคารสงบลง พร้อมกันนั้น Assassin ยังบอกว่าจะปิดผนึกสถานที่นี้อีกครั้ง
หลังเรื่องราวจบลง เหล่า Assassin ยังมีเรื่องราวที่ต้องสะสางเพราะลูกบาศก์บรรจุเลือดของชาว Isu ทั้งหมดถูกเอาออกไปจาก Observatory ทำให้ต้องตามหาว่ามันไปอยู่ที่ไหน โดย Ah Tabai ขอให้ Edward ช่วยอีกแรง แต่ก่อนหน้านั้น Edward คิดว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องเดินทางกลับบ้านที่อังกฤษไปหาภรรยา
แต่ชีวิตก็ไม่ได้ใจดีกับ Edward นัก เมื่อมีจดหมายจากอังกฤษตอบกลับจดหมายของ Edward ที่เขาส่งไปก่อนหน้านี้ แจ้งข่าวการเสียชีวิตของภรรยาของตน ที่เสียชีวิตไปก่อนหน้านั้น 2 ปีแล้ว และนั่นก็ทำให้ Edward รู้ถึงการมีอยู่ของลูกสาวอย่าง Jennifer Scott

Edward ทำการจัดแจงให้ Jennifer เดินทางมาหาเขาที่แคริเบียน โดยที่เธอมาถึงช่วงเดือนตุลาคม 1722 ระหว่างนั้น Edward ก็สะสางเรื่องต่าง ๆ พร้อมยกฐานที่ Great Inagua ให้เป็นของเหล่า Assassin
ก่อนกลับเขาชวน Anne Bonny กลับอังกฤษด้วยกัน แต่เธอปฏิเสธ รวมถึงเธอยังบอกว่าเธอเองก็น่าจะไม่อยู่กับ Assassin แล้วเช่นกัน Anne บอกว่า Edward จะต้องเป็นพ่อที่ดีได้แน่ และในตอนนั้นเรือก็มาถึงพร้อมกับ Edward ที่ได้เจอลูกสาวครั้งแรก ก่อนที่จะล่องเรือกลับอังกฤษหลังจากนั้นพร้อมกับพูดคุยกับลูกสาวที่เพิ่งได้เจอเป็นครั้งแรก
เป็นอันจบเรื่องราวของเกม Assassin’s Creed Black Flag
เรื่องราวหลังกลับจากอังกฤษ

Edward เดินทางกลับมาถึงอังกฤษก่อนพาหลานเดินทางไปเจอกับแม่ของตน ที่ในตอนนี้ฐานะยากจนเพราะฟาร์มถูกเผาไปพร้อมกับทรัพย์สินทั้งหมด จนต้องมาทำงานในโรงเตี๊ยม ส่วนพ่อเสียชีวิตไปก่อนหน้านั้นหลายปี Edward ที่ตั้งใจจะแก้แค้นให้กับแม่ ทำให้แม่ของ Edward เสียใจและผิดหวังในตัวลูกชายมาก ที่หายหน้าไปหลายปี พอกลับมาก็ยังคงพูดถึงการแก้แค้นและการฆ่าคนอื่น จนเธอจึงตัดสินใจตัดความสัมพันธ์แม่ลูกกับเขา
แม้จะเสียใจ แต่ Edward ก็มุ่งมั่นล้างแค้นต้องการสะสางเรื่องราวทั้งหมด เพราะได้รับรู้แล้วว่า Templar อยู่เบื้องหลังเรื่องราวและความลำบากในชีวิตของเขา เพราะพ่อของ Caroline เป็นสมาชิกขององค์กร Templar Edward จัดการสังหารพ่อตาของตนได้สำเร็จ แต่ก่อนที่เขาจะสังหาร Matthew Hague อดีตคู่หมั้นของ Caroline คู่แค้นของเขา ก็กลับถูกขัดจังหวะจากพ่อของ Hague และ Robert Walpole นายกรัฐมนตรีคนแรกของอังกฤษ และญาติของ Duncan Walpole
Robert Walpole เสนอว่าจะขอพระราชทานอภัยโทษให้ Edward และลูกเรือของเขาทั้งหมด หากยอมไว้ชีวิต Matthew Hague โดยถือเป็นการแสดงความขอบคุณที่เขาสังหาร Duncan Walpole ที่นำความเสื่อมเสียมาสู่ตระกูล Walpole รวมถึงยังขอให้เลิกตามล่า Woodes Rogers ที่ตอนนี้ถูกขังคุกจากข้อหาหนี้สิน และถูกขับออกจาก Templar ไปแล้วเพราะ Templar ไม่สนับสนุนการใช้ทาส Edward จึงตอบรับข้อเสนอ แล้วย้ายไปอยู่ใน London
เมื่อชีวิตลงตัว Edward ก็เข้าร่วมกับ Assassin ในอังกฤษ แล้วค่อย ๆ ไต่เต้าจนได้รับความเคารพในฐานะ Master Assassin ในขณะเดียวกันเขาก็ได้พบรักกับหญิงสาวชื่อ Tessa Stephenson-Oakley ลูกสาวเจ้าของที่ดินผู้มั่งคั่งที่เขาไปเช่าบ้านอยู่ และด้วยอิทธิพลของครอบครัวเธอทำให้ Edward สามารถซื้อคฤหาสน์หลังโตได้ ทั้งสองคนตกหลุมรักและแต่งงานกันในปี 1724 และทั้งสองคนรวมถึงลูกสาวอย่าง Jennifer ก็ย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านใหม่อย่างมีความสุข

ในฐานะ Assassin เขากลายเป็นผู้นำของสาขาร่วมกับ Assassin อีกคนที่ใช้ฉายาว่า Miko โดยที่ไม่มีใครรับตำแหน่ง Mentor และด้วยการชี้นำของทั้งสองคนทำให้องค์กรในอังกฤษมีความมั่นคงอย่างมาก และสามารถต่อสู้กับอำนาจของ Templar ได้นานเป็นสิบปี โดย Edward ใช้เสน่ห์ของตัวเองสร้างเส้นสายไปทั่ว ส่วน Miko ก็ออกเดินทางไปทั่วยุโรปเพื่อตามหา Pieces of Eden และสร้างความสัมพันธ์กับ Assassin สาขาอื่น ๆ
Edward ยังคงมีออกเดินทางอยู่บ้าง เพื่อไปตามหาพวกสถานที่ของ Isu ที่คล้ายกับ Observatory เขาเดินทางไปเจอวิหารของพวก Isu หลายแห่งในอิตาลี รวมถึงเดินทางไปยังซากป้อม Alamut ที่มีวิหารอยู่ (วิหารเดียวกับภาค Mirage) และหนึ่งในการค้นพบที่เขาเก็บไว้เป็นความลับที่สุด คือการเจอ Shroud of Eden ไอเทมทรงพลังของชาว Isu ที่สามารถใช้ฟื้นฟูบาดแผลได้ไม่ว่าจะหนักหนาแค่ไหน เขาจึงนำมันไปซ่อนไว้ (และภายหลังผ้าคลุมนี้ก็กลายเป็นสิ่งที่ Assassin กับ Templar ต่อสู้แย่งกันในภาค Syndicate)
Edward เขียนทุกอย่างเกี่ยวกับการเดินทางของเขาไว้ในบันทึกส่วนตัว ทำให้ข้อมูลในบันทึกนั้นมีค่ามหาศาลต่อ Assassin รวมถึง Templar ที่ต้องการแย่งชิงข้อมูลเหล่านั้น
การเดินทางครั้งใหม่สู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
Edward ออกเดินทางอีกครั้งไปยังมาเก๊าในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 1725 หลังจากที่ในวันคริสมาสต์ปีก่อน เขาได้ข้อมูลสถานที่ของชาว Isu มาจาก Assassin ที่เดินทางมาจากแคริเบียน และเล่าถึงความไม่ชอบมาพากลที่เกิดขึ้นในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
จากเบาะแสเล็ก ๆ นำไปสู่การผจญภัยที่กินเวลานานหลายเดือน เพราะมันนำไปสู่วิหารลับของชาว Isu ในป่าลึกของเมียนม่า และวัตถุ Piece of Eden 3 ชิ้นที่ทรงพลัง และเมื่อนำมารวมกันจะยิ่งทรงพลังมากยิ่งขึ้น Edward เขาไปพัวพันกับแผนการลับของ Templar รวมถึงความขัดแย้งของผู้มีอำนาจในท้องที่ที่ต้องการ Artifact มาเพื่อขยายอำนาจของตัวเอง
รวมถึงต้องต่อสู้กับกลุ่ม Assassin จากจีนที่ต้องการ Piece of Eden ไปฟื้นฟูองค์กร การเดินทางกินเวลานานหลายเดือน พา Edward ไปยังสถานที่ต่าง ๆ ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงการที่เขาได้พบกับพันธมิตรใหม่ เป็นซามูไรสาวจากตระกูล Templar อย่าง Shimazu Saito ที่หันมาจับมือกับ Edward ในการต่อสู้กับ Templar หรือจะเป็น Yun Pyeong-Gyu นักประดิษฐ์ชาวเกาหลี และลูกเรือ Fenghuang รวมถึงก่อตั้งสมาคมการค้า Zhang Wei Union และหลังจากสะสางเรื่องราวในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เสร็จ เขาก็เดินทางกลับบ้านในปีเดียวกัน
ชีวิตช่วงสุดท้าย และการเสียชีวิตของตำนานโจรสลัด – มือสังหาร

ในวันที่ 4 ธันวาคม 1725 Tessa ก็ให้กำเนิด Haytham (Tessa กับ Jennifer เดินทางไปเยี่ยม Edward ที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ครั้งหนึ่ง แล้ว Tessa กับ Edward ก็มีอะไรกันที่นั่น) Edward จึงค่อย ๆ ถอนตัวออกจากการปฏิบัติภารกิจแนวหน้า รวมถึงยังเริ่มฝึกสอน Haytham เพื่อเตรียมความพร้อมให้เป็น Assassin ตั้งแต่เด็ก โดยที่ยังไม่บอกเหตุผลที่แท้จริงของการฝึกฝนลูกขาย
Edward มีชายชื่อ Reginald Birch ที่ Robert Walpole แต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการที่ดินให้กับ Edward เป็นคนสนิท เขายังเป้นคู่หมั้นของ Jennifer แม้ว่าเธอจะบอกพ่อว่าเธอไม่ชอบเขาก็ตาม จนกระทั่ง Jennifer รู้ว่าคนสนิทของเขาเป็น Templar จึงไปบอกพ่อ ทำให้ Edward กับ Birch มีปากเสียงหัน โดย Borch ขู่ Edward ให้ส่งสมุดบันทึกมา แต่ Edward ปฏิเสธ แต่ Haytham ดันไปเผลอบอกที่ซ่อนของบันทึกเข้า
หลังจากนั้นไม่นาน ในวันที่ 3 ธันวาคม 1735 คฤหาสน์ของ Edward ถูกกลุ่มคนปริศนาบุก พวกเขาสังหารคนรับใช้ไปหลายคน รวมถึงลักพาตัว Jennifer ไป (ภายหลังอีกหลายปี Haytham ถึงสืบเจอว่าเธอไปอยู่ที่ไหนแล้วตามไปช่วย) ส่วน Edward หลังจากแน่ใจว่าภรรยากับลูกชายปลอดภัยแล้ว ก็เข้าต่อสู้กับผู้บุกรุกสองคน แต่พลาดท่าถูกดาบแทงทะลุอกเสียชีวิต เป็นการปิดฉากตำนานโจรสลัด – มือสังหาร
แม้จะเสียชีวิตไปแล้ว แต่สิ่งที่ Edward ทำยังคงส่งผลต่อ Assassin ยุคหลัง ๆ อีกมากมาย เขาได้รับการนับถือจากเหล่า Assassin ในยุคต่อมา หรือแม้แต่กลายเป็นความทรงจำที่ตัวตนปริศนาอย่าง The Guide ให้เราไปสำรวจเพื่อต่อสู้กับ Ego ใน Black Flag Resynced
ส่วนเรื่องราวหลังจาก Edward เสียชีวิตก็ยังไม่จบ เพราะยังมีเรื่องราวของ Haytham ที่ต่อเนื่องต่ออีก แต่ใครที่สนใจคงต้องไปหาอ่านจากนิยาย Forsaken แทนครับ บอกเลยว่าน่าสนใจไม่แพ้กันเลย
สำหรับใครที่สนใจก็สามารถตามไปอ่านรีวิวของตัวเกมภาคใหม่อย่าง Assassin’s Creed Black Flag Resynced ได้ ที่นี่
















