คงไม่ผิดนักหากจะบอกว่า “Elden Ring” คือเกมระดับบิ๊กเนม ที่ได้จุดระเบิดลูกใหญ่ และกลายเป็นอีกหน้าประวัติศาสตร์ของวงการเกมไปแล้ว อันถือได้ว่าเป็นผลงานชิ้นเอกจาก FromSoftware ด้วย ณ เวลาที่พวกเขาท็อปฟอร์มที่สุด
และในปี 2026 นี้, ก็เป็นจังหวะที่พวกเขาได้กลับมาอีกรอบ ด้วยการจับเอา Elden Ring มาพอร์ทลงเครื่อง Nintendo Switch 2 ซึ่งเรียกทั้งเสียงฮือฮา และเสียงฮือ ๆ ให้กับแฟน ๆ ในเวลาเดียวกัน เพราะหลายคนก็กังวลว่าเรื่อง Performance จะเป็นอย่างไร
ซึ่งถ้าใครอยากรู้ว่า Elden Ring บน Switch 2 มันจะเล่นได้โอเคหรือเปล่า
อยากฟังประสบการณ์จากคนที่เล่น Elden Ring จนหลับตาสู้บอสได้แล้วทุกตัว(แต่ไม่ชนะ)ว่าเล่นแล้วประทับใจแค่ไหน ?
แล้วคำว่า “Tarnished Edition” นี่มันคืออะไร มีสิ่งใดเพิ่มเติมมาจากเดิม ?
พวกเรา GamingDose ก็ขอถือโอกาสเล่าสู่กันฟังในรีวิวนี้
Content & Replayability — อาหารจานโปรดจานเดิม ที่เพิ่มเครื่องเคียง

เนื่องด้วยว่าเราเคยรีวิว Elden Ring ไปแล้วก่อนหน้านี้ ดังนั้นจึงขอข้ามในส่วนของเนื้อเรื่องไปเลย
ทั้งนี้ก็ต้องขยายความกันก่อน ว่าชื่อ “Elden Ring Tarnished Edition” มันก็คือ Elden Ring เกมดีเกมเดิมที่ผู้เล่นรู้จักกันดี ซึ่งมัดรวมเอา DLC ภาคเสริมอย่าง Shadow of the Erdtree เข้ามาไว้แล้วเรียบร้อยโดยไม่ต้องซื้อเพิ่ม
และใน Tarnished Edition ยังมีการเพิ่มคอนเทนต์ใหม่เข้ามาด้วยประมาณหนึ่ง ซึ่งแบ่งคร่าว ๆ ตามหัวข้อด้านล่างนี้
2 อาชีพใหม่ “อัศวินแห่งอิเดส” และ “อัศวินเกราะหนัก”

โดยส่วนตัวแล้ว รู้สึกว่าอัศวินแห่งอิเดสจะค่อนข้างน่าตื่นตาตื่นใจพอสมควร เพราะอาวุธ ‘ดาบใหญ่เบา’ ที่ติดมาด้วยจะฟันเป็นท่วงท่าแบบใหม่ที่ทั้งรัว และสง่างาม ในแบบที่ไม่ค่อยได้เห็นกันจากอาวุธประเภท Greatsword
แต่เอาจริง ๆ แล้วชาว Elden Ring ก็รู้มือกันดี ว่าอาชีพเริ่มต้นเหล่านี้จะหวือหวาได้แค่ในช่วงสั้น ๆ ตอนเริ่มเล่นเกมใหม่ในช่วงแรก เพราะหลังจากนั้นผู้เล่นจะ Build ไปเป็นสายอะไร หรือจะเลือกเปลี่ยนไปใช้อาวุธไหนก็ทำได้หมด แถมพอเล่นไปสักพัก เกมก็จะเปิดโอกาสให้ผู้เล่นสามารถรีเซ็ตแต้มสเตตัสได้อยู่แล้ว
มีเกราะใหม่มาให้เท่กันอีก 4 เซ็ต
แบ่งเป็นชุดเกราะสำหรับ 2 อาชีพใหม่ และอีก 2 ชุดใหม่ที่ผู้เล่นต้องไปตามหาเอง คือเซ็ต “Leontiel” ที่มาเพื่อเซอร์วิสแฟน ๆ เพราะเป็นรีเมกมาจากชุดของตัวละคร Lucatiel of Mirrah ใน Dark Souls 2 , กับเซ็ต “Golden Order” ที่มาเป็นสีทองอร่ามทั้งตัวสำหรับชาวลัทธิบัญญัติทองตัวจริง
อาวุธ+โล่ใหม่ ๆ ที่มาพร้อมท่าเฉพาะตัว

แต่ละชิ้นจะมีท่วงท่าที่จัดว่ายูนีคพอสมควร แต่ที่เป็นไฮไลต์สุดสำหรับเราก็น่าจะเป็น “Leontiel’s Greatsword”
เพราะสกิลของดาบเล่มนี้ จะเป็นการสะบัดผ้าแบบนักสู้วัวกระทิงเพื่อรอสวนกลับ อันนี้บอกเลยว่าเท่แบบไม่ดูเพื่อนดูฝูง แถมรูปร่างหน้าตา และท่าโจมตีก็ยังถอดแบบมาจากดาบของ Lucatiel of Mirrah ใน Dark Souls 2 (Hollowslayer ใน Dark Souls 3) ที่หลายคนชื่นชอบอยู่แล้ว ดังนั้นจากที่ในช่วงแรก ๆ ผู้เขียนเลือกเล่นเป็นสายเวท ก็ยอมรีเซ็ต Stat ใหม่แต่โดยดี เพื่อมาหล่อมาเฟี้ยวกับอาวุธนี้โดยเฉพาะ
นี่เรา…อยากได้สกินม้าหรือนี่

นอกเหนือจากของเล่นใหม่ ๆ แล้ว พี่ใหญ่ FromSoftware ของเรายังเพิ่มสกินของเจ้าม้า Torrent มาอีก 3 แบบ ซึ่งก็แอบน่าแซวน่าล้อประมาณนึง เพราะเรารู้สึกว่าแต่ละสกินมันค่อนข้างทิ้งความ Immersive ของเกมออกมานิด ๆ แต่ก็ยังไม่ได้ถึงขั้นน่าเกลียดอะไรนัก
ถ้าใครที่อยากขี่ม้าเทคมาโฮแบบเร้าใจเร้าอารมณ์ แค่ยืนออร่าฟาร์มเฉย ๆ ศัตรูก็วิ่งหนีแล้ว(ไม่จริง) ก็หามาใช้กันได้ในเกมเวอร์ชันนี้ ซึ่งทั้ง 3 สกินจะเป็นไอเท็มให้เก็บตามฉาก โดยจะถูกวางไว้ในจุดที่ผู้เล่นน่าจะต้องเดินผ่านแน่ ๆ เพียงแต่ว่าถ้าไม่หมุนกล้องสังเกตดูดี ๆ ก็อาจจะคลาดสายตาไปได้เหมือนกัน
บน Switch 2 ไม่เป็นไร แต่คนเล่นเครื่องอื่นแอบเซ็ง
ด้วยความที่เกมเวอร์ชัน Switch 2 วางขายมาแบบรวมครบทุกสิ่งเป็น Tarnished Edition อยู่แล้ว ในมุมของผู้เล่นแพลตฟอร์มนี้ ก็จะรู้สึกว่ามันอิ่มคุ้มจบในตัวดี
แต่ถ้ามองกลับกัน หากผู้เล่นบน PC หรือคอนโซลเครื่องอื่น อยากจะมีชุดเกราะใหม่ ๆ หรือดาบเท่ ๆ อย่าง Leontiel’s Greatsword มาใช้บ้าง ก็จะต้องจ่ายเงินเพิ่มอีก 149 บาท (ราคาบน Steam) เพื่อซื้อ “Tarnished Pack” เพิ่มเติม
ดังนั้นก็อาจจะรู้สึกได้ว่าตอนนี้ Elden Ring มันมีความ “กั๊กคอนเทนต์ไปขายใน DLC” ขึ้นมานิด ๆ แล้ว
จึงดูเป็นมูฟที่ไม่สวยเท่าไรสำหรับทีมงาน FromSoftware และไม่น่าแปลกใจที่จะมีแรงต่อต้านมาพอสมควรจากฝั่งผู้เล่นเดิม
ในมุมหนึ่ง ก็เข้าใจได้ว่าหากจะนำเกมมาพอร์ทลง Switch 2 เฉย ๆ โดยไม่เพิ่มอะไรเลย มันก็อาจจะแห้งไปหน่อย เลยตัดสินใจใส่ของแถมเข้ามาด้วย
แต่ในอีกมุม ถ้าทีมงานตบเอาคอนเทนต์เหล่านี้เข้าไปเป็นอัปเดตฟรีไปเลย ก็น่าจะโอเคกว่า เพราะก่อนหน้านี้ ขนาดโหมด PvP แบบโคลอสเซียม ก็ยังเพิ่มเข้ามาเป็นอัปเดตฟรีได้โดยไม่มีปัญหาอะไร
การกลับมาเยือนดินแดนมัชฌิมา รอบที่ N

ส่วนตัวผู้เขียนแล้ว จำไม่ได้เหมือนกันว่าเล่น Elden Ring มาแล้วกี่รอบ เพราะในช่วงที่ทำไกด์สู้บอส ก็ต้องมาคอยวิ่งไล่หาบอสแล้วถ่ายรูปทีละตัว ซึ่งบางทีก็หลงลืม หรือพลาดเงื่อนไขเจอบอส จนต้องไปเริ่มเล่นใหม่เพิ่มอีกรอบก็มีเหมือนกัน
แต่ถ้าประเมินคร่าว ๆ นับรวมทั้งบน PC และ PlayStation 5 ก็น่าจะไม่ต่ำกว่า 4 รอบแล้ว
ในการเล่นรอบที่ 5++ บน Switch 2 ก็ไม่น่าเชื่อว่าเกมยังคงมีอะไรให้เราว้าวอยู่ มันยังมีมุมใหม่ ๆ หรือโซนเล็ก ๆ ที่ก่อนหน้านี้มองข้ามไป/ไม่เคยสังเกตมาก่อน
ก็เลยอยากจะยืนยันคำเดิมว่า ทีมงาน FromSoftware ขยันซ่อนทางลับกันเก่งมากจริง ๆ ซ่อนแบบกลัวผู้เล่นจะหาเจอ ซ่อนแบบเหมือนเป็น KPI ของฝ่าย Level Design ที่จะต้องทำให้โลกในเกมนี้มีหลืบมุมให้เยอะที่สุด
ในขณะเดียวกัน การได้กลับมาเล่นซ้ำอีกรอบ ก็ยังตระหนักชัดได้อีกเรื่องหนึ่งว่า
เรารัก Elden Ring เกมหลักมากขนาดไหน
…เรายิ่งรักภาคเสริมอย่าง Shadow of the Erdtree มากกว่าอีกเท่าตัว
หนึ่งใน DLC ภาคเสริมที่ยอดเยี่ยมที่สุดของวงการ

Shadow of the Erdtree คือภาคเสริมที่วางขายตามมาในอีก 2 ปีให้หลังจาก Elden Ring
เพิ่มทั้งแผนที่ใหม่, เนื้อเรื่องใหม่ และคอนเทนต์อีกมหาศาล ยกระดับความยากไปอีกขั้นหนึ่งเมื่อเทียบกับเกมหลัก
และถือได้ว่าเป็น DLC สเกลใหญ่ที่สุดแล้วที่ทีมงาน FromSoftware เคยทำ — ถ้าวัดกันที่ขนาดในแนวราบ ภาคเสริมตัวนี้ก็น่าจะมีขนาดแผนที่อยู่ประมาณครึ่งหนึ่งของเกมหลัก แต่จุดที่น่าสนใจจริง ๆ ก็คือ “แนวดิ่ง” ที่ทีมงานสามารถออกแบบด่านมาได้หลากหลายเลเยอร์สุด ๆ มีตั้งแต่ยอดเขาสูงเสียดฟ้า ไปจนถึงใต้ดินที่ลึกสุดใจ โดยยังคงมีเส้นทางคดเคี้ยวเชื่อมต่อกันแบบที่ผู้เล่นก็อาจจะคาดไม่ถึง
การออกแบบทางเชื่อมใน DLC นี้ ทำให้เรานึกย้อนไปถึง Dark Souls ภาคแรกสุดที่สามารถทำให้หลาย ๆ ด่านเชื่อมโยงกันได้อย่างแยบยล แม้ว่าในฝั่ง Dark Souls จะมีความกระจุกตัวและ Interconnect กันมากกว่า แต่สำหรับ Shadow of the Erdtree แล้ว ส่วนตัวผู้เขียนก็มองว่าเป็น “โลกแฟนตาซี” ที่มีมิติตื้นลึกหนาบาง และน่าสำรวจมากที่สุดแล้วเท่าที่ทีมงานเคยรังสรรค์ออกมา
นอกเหนือจากในด้าน Level Design พวกเขาก็ยัง “สุดเหวี่ยง” มากขึ้นด้วยในเรื่องงานศิลป์
ด้วยความเป็น ‘ดินแดนเงาทมิฬ’ ที่มีความเซอร์เรียลมากกว่าเกมหลัก การกำกับศิลป์ในแต่ละด่าน แต่ละสถานที่ จึงสามารถใส่เอกลักษณ์เข้าไปได้เต็มที่เลยโดยไม่ห่วงเรื่องคุมโทนอีกต่อไปแล้ว เราได้เห็นทั้งชายฝั่งทะเลที่พืชพรรณถูกย้อมไปด้วยสีครามจนสวยราวกับภาพวาด, มีทั้งยอดเขาสูงแหลมที่ตัดกับท้องฟ้าสีแดงอันชวนให้สะพรึง หรือแม้กระทั่งฉากที่ให้บรรยากาศความ Horror ก็ยังมี แถมมีมากกว่า 1 โซนด้วย ในรสชาติที่แตกต่างกันไป
ทั้งหมดนี้ ถูกรายล้อมไว้ด้วยเรื่องราวของตัวละครใหม่ ๆ ที่ออกแบบมาให้สอดรับกันอย่างดี
ดูเป็น “เรื่องเล่าจากกลุ่มคนที่มีความเห็นต่างออกไป” จาก Elden Ring เกมหลัก ที่เผลอ ๆ แล้วจะน่าติดตามกว่าด้วยซ้ำ

รวมไปถึงบอสหลาย ๆ ตัว ก็เพิ่มความบ้าบิ่นดุดัน และออกแบบมาได้น่าสนใจไม่แพ้กันกับเกมหลัก
‘Bayle the Dread‘ พี่ชายที่พลัดพรากจากกันไปนานของผู้เขียน ก็ยังคงสง่างามเหมือนในวันแรกที่พบเจอกัน
ทั้งหมดนี้จึงเป็นสิ่งที่ทำให้ Shadow of the Erdtree นั้นน่าหลงใหล มันคือโลกอันหมองหม่นทว่าก็งดงาม ที่ถูกบรรจงคราฟต์มาด้วยมืออย่างดี อย่างไม่มีทางเลยที่ระบบหรือ AI ตัวไหนจะ Generate ขึ้นมาได้
เกมโลกเปิดที่ทำให้ผู้เล่นยังอยากกลับมาเล่นซ้ำ และเล่นซ้ำแล้วก็ยังรู้สึกว่า “ไม่เสียดายเวลาเลย” แบบนี้… นาน ๆ ทีจะมีมาสักครั้ง
Gameplay — กลิ้งหลบได้สบาย แต่ Parry อาจจะยัง

Elden Ring คือเกม Action RPG สำรวจโลกเปิด ที่มีจุดเด่นอยู่ที่ระบบต่อสู้อันเข้มข้น โดยเฉพาะฉากสู้บอสที่ทั้งหนักหน่วง และลงโทษผู้เล่นอย่างเด็ดขาด ตามรสมือของ FromSoftware ผู้เป็นต้นตำรับเกมแนว Soulslike
และเพราะความโหดตรงนี้เอง มันจึงทำให้ผู้เล่นต้องการให้เกมรันออกมาอย่างซื่อตรงและแฟร์ที่สุด ดังนั้น Performance ที่ทุกคนต้องการ (และจริง ๆ ตัวเกมก็กั้นเพดานไว้แค่นั้น) จึงต้องเป็นระดับ 60 FPS แบบนิ่ง ๆ
อย่างไรก็ตาม Switch 2 นั้นเป็นฮาร์ดแวร์ที่มีข้อจำกัด และทำให้สามารถรันเกมนี้ได้เพียง 30 FPS
ด้วยเหตุนี้ หากผู้เล่นหน้าเดิมที่คุ้นเคยกับจังหวะเกมแบบเดิม ๆ ได้มาลองจับเวอร์ชัน Switch ก็จำเป็นจะต้องใช้เวลาในการปรับตัว
ยิ่งถ้าเป็นผู้เล่นสาย Perfectionist ที่ต้องการความเป๊ะ และชอบที่จะจับจังหวะ Parry ศัตรู, การได้มาเล่นเกมนี้บน Switch 2 ก็แทบจะเป็นไปได้ยาก คุณอาจจะต้องเปลี่ยนวิธีการเล่น มารับมือศัตรูด้วยการกลิ้งหลบ หรือยกโล่ป้องกัน แล้วรอกด Guard Counter สวนกลับไปแบบง่าย ๆ แทน (กด L+ZR)
แต่ถ้าเกิดว่าใครไม่ได้ซีเรียสกับเรื่อง Parry อยู่แล้ว หรือเป็นผู้เล่นสไตล์หยาบกร้านแบบผู้เขียน ที่รับได้ถ้าตัวเองจะผิดพลาดบ้าง สู้ ๆ ไปก็มีเหม่อบ้าง ไม่ได้มีสมาธิอยู่ตลอดเวลา ก็ขอยืนยันว่าคุณจะยังเล่นเกมนี้บน Switch 2 ได้แบบไม่มีปัญหา และสนุกกับทุกคอนเทนต์ตั้งแต่ต้นจนจบบอสสุดท้ายของ DLC แน่นอน แบบไม่ได้รู้สึกว่ากำลังฝืนหลอกตัวเองอยู่ หรือเป็นการบำเพ็ญทุกรกิริยาอะไร

และพอคิดต่อจากตรงนั้น เราก็เลยนึกได้ว่าเหตุผลที่ Elden Ring ยังคงเล่นได้แบบสนุกติดพันบน Switch 2 แม้จะมีเฟรมเรตเหลือเพียงครึ่งเดียว นั่นก็เพราะมันไม่เคยเป็นเกมที่บังคับให้เราต้องชนะด้วย Reflex เพียงอย่างเดียวอยู่แล้ว
หากลองเทียบกับเกมก่อน ๆ หน้าอย่างเช่น Sekiro ที่แทบทุกอย่างจะต้องวัดกันด้วยจังหวะการกด Deflect (Parry) หากต้องเล่นแบบ 30 FPS ก็น่าจะเป็นหายนะแน่นอน แต่กับ Elden Ring ที่มีทางให้ผู้เล่นเลือกเดินได้เยอะ ถ้ารู้สึกว่าสู้ตัวไหนไม่ไหว ก็ยังมีพื้นที่ให้ปรับ Build, เปลี่ยนอาวุธ, อัญเชิญวิญญาณมาช่วย หรือเลี่ยงไปลุยคอนเทนต์ส่วนอื่นก่อนได้ แล้วค่อยกลับมาใหม่เมื่อพร้อม
นี่จึงเป็น ‘เกมยาก’ ที่เรามองว่ามันใจดีกับผู้เล่นอยู่เสมอ และยังออกแบบมาได้ยอดเยี่ยมเกินไปมาก ๆ จนแม้จะมีอุปสรรคในเรื่อง Performance ก็ยังไม่ได้ลดทอนความสนุกลงไปมากนัก
อีกหนึ่งแผลใหญ่ คือระบบออนไลน์
ขึ้นชื่อว่าเป็นเกมจากค่าย FromSoftware, ก็แน่นอนว่า Elden Ring บน Switch 2 ยังคงไม่รองรับการเล่นแบบ Crossplay และระบบ Cross-save ราวกับว่าทีมงานโดนคำสาปหรือต้องมนต์อะไรบางอย่าง จนยังไม่สามารถหลุดพ้นจากบ่วงนี้ได้
และสิ่งที่ตามมา ก็คือเราจะพบได้แค่กับผู้เล่นบน Switch 2 ด้วยกันเท่านั้น ซึ่งเดาว่าน่าจะมีจำนวนไม่เยอะมาก เพราะตลอดการเล่นเราก็ไม่มีโอกาสได้ Summon ใครมาช่วยสู้แบบ Co-op เลย และไม่เคยถูกผู้เล่นคนอื่น (ที่ไม่ใช่ NPC) Invade เข้ามาสู้กับเราแบบ PvP ด้วย
รวมถึง “ข้อความบนพื้น” ซึ่งเป็นระบบเด่นของเกมค่ายนี้ ที่ผู้เล่นสามารถเขียนทิ้งไว้ให้กับคนอื่น เพื่อบอกจุดที่น่าสนใจ/ทางลับ/จุดที่ต้องระวัง ก็ถือว่าเบาบางลงมากหากเทียบกับบนแพลตฟอร์มอื่น ก็เลยดูเป็นการสำรวจดินแดนมัชฌิมาที่เปล่าเปลี่ยวมากกว่าทุกที
แต่ก็เข้าใจได้ว่านั่นเป็นเพราะเกมนี้วางขายบนเครื่องอื่นมานานแล้ว ฐานผู้เล่นบน Switch 2 จึงอาจจะไม่ได้มีจำนวนเยอะนัก ขณะเดียวกัน ระบบออนไลน์ของเกมนี้ก็ยังถูกกั้นกำแพงไว้ด้วย Nintendo Switch Online ซึ่งถ้าไม่ได้จ่ายเงินเป็นสมาชิก ก็จะเล่นได้แบบออฟไลน์อย่างเดียว และเราก็คิดว่าน่าจะมีคนที่ไม่ได้สมัครไว้อยู่อีกจำนวนหนึ่งเหมือนกัน
บอกเล่าประสบการณ์แบบส่วนตัว

การได้กลับมาเล่น Elden Ring อีกในครั้งนี้ เราก็ยังรู้สึกว่ามันเป็นเกมที่ยอดเยี่ยม คราฟต์ทุกระบบมาให้เล่นได้อย่างติดพัน และฝังจำลงไปทั้งในสมองกับกล้ามเนื้อ
และเพราะแบบนั้นเอง ถึงจะทิ้งเกมนี้ไปแล้วเกิน 1 ปี แต่พอได้กลับมาจับอีกรอบ ก็เล่นได้คล่องมืออย่างรวดเร็ว ได้ฟีล I’m Still Worthy แบบธอร์ โอดินสัน ขึ้นมาทันที
แต่อย่างไรก็ตาม ก็ต้องชี้นิ้วกล่าวโทษเกมล่าสุดของทีมงานอย่าง Elden Ring Nightreign ที่ดันทำเอาผู้เขียนเสียนิสัย เพราะด้วยจังหวะเกม Nightreign ที่มันเร็วแรงเร่งรีบ ดีดขึ้นกว่าออริจินัลเป็นเท่าตัว สามารถกดวิ่งสปรินต์กันได้ราวกับสาวม้าอุมะมุสุเมะ แถมยังกระโดดไต่กำแพงขึ้นที่สูงได้อีก ก็เลยทำให้การกลับมาเล่นเกม Elden Ring ออริจินัลในครั้งนี้ รู้สึกว่าเกมมันช้าไม่ทันใจไปซะแล้ว และต้องใช้เวลาบำบัดตัวเองอยู่พอสมควร
แต่หลังทำรีวิวนี้จบแล้ว… ก็คงกลับไปเล่น Nightreign ต่ออีกอยู่ดี เป็นความสัมพันธ์แบบ Love-Hate เหมือนกับที่ทุกคนต่างก็ต้องมีเกม Dog เป็นของตัวเอง
Performance & Graphics — 30 FPS ที่ไม่ 30 เสมอไป

อย่างที่กล่าวไปก่อนหน้านี้, Elden Ring บน Switch 2 จะล็อคประสิทธิภาพไว้ที่ 30 FPS
และเป็นเหมือนกันหมดไม่ว่าคุณจะเล่นแบบ Handheld หรือเล่นแบบ Docked Mode (ต่อสาย HDMI ออกหน้าจอ) โดยไม่มีตัวเลือกให้ปรับกราฟิกใด ๆ ภายในเกม
ซึ่ง 30 FPS นี้ ก็ไม่ได้รันแบบนิ่ง ๆ ไปตลอดทั้งเกมด้วยเช่นกัน ในจังหวะที่เพิ่งโหลดฉากมาใหม่ หรือในจังหวะอื่น ๆ (ที่จับแพทเทิร์นไม่ถูก) ก็จะเห็นว่าเฟรมเรตมันดรอปลงมาบ้างเหมือนกันแบบสังเกตได้ด้วยตา
แต่ความถี่ของเหตุการณ์ดังกล่าวก็ไม่ได้มีเยอะนัก และไม่ได้เจออะไรแบบนี้ในฉากสู้บอสด้วย เลยไม่ได้ถึงกับเป็นจุดที่จะทำให้เสียอารมณ์ขนาดนั้น
การ Optimize ที่น่าจะทำได้มากกว่านี้
อันดับแรก ต้องชื่นชมว่า FromSoftware พอร์ทเกมนี้มาลง Switch 2 ได้ โดยเก็บรายละเอียดฉากและคงสไตล์งานศิลป์ของตัวเองไว้อย่างหมดจด
ทั้งนี้ จุดที่รู้สึกว่าเกมถูก Optimize มาแบบสังเกตได้ชัดจริง ๆ จะมีแค่
- ระยะ Draw Distance ที่โดนลดมาให้เหลือใกล้มาก ๆ , วัตถุชิ้นเล็ก ๆ เช่นก้อนหิน หรือพุ่มไม้ต่าง ๆ ถ้าอยู่ห่างผู้เล่นออกไปเพียง 7-8 ก้าวของน้อง Torrent ก็จะเริ่มถูกซ่อนออกจากจอแล้ว ในทำนองเดียวกัน ก็เลยจะได้พบอาการที่วัตถุ Pop-in เข้ามาอยู่หน้าจอแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยอยู่ค่อนข้างบ่อย โดยเฉพาะขณะกำลังขี่ม้า Torrent ออกสำรวจแมป
- หากมีศัตรูอยู่ใกล้ ๆ กันเป็นจำนวนมาก ทีมงานก็จะลดเฟรมเรต ทำให้ศัตรูขยับตัวอยู่ที่ตัวละราว ๆ 10 FPS ซึ่งแม้จะดูแล้วไม่สบายตา แต่ก็ถือเป็นเทคนิคทั่วไปที่ต้องยอมทำเพื่อรักษาความลื่นไหลในภาพรวมไว้ และหลายคนก็อาจจะเคยเจออะไรแบบนี้มาแล้วในเกมตระกูล Monster Hunter
และเพราะว่าเกมมัน Optimize มาแค่ประมาณนี้ ก็เลยทำให้แอบรู้สึกเหมือนกันว่าพวกเขาตัดสินใจผิดหรือเปล่า ที่เลือกจะมุ่งมาทางกราฟิกมากกว่าประสิทธิภาพ เพราะตลอดการเล่น ก็มักจะรู้สึกว่ามันยังลด Texture หรือแสงเงาต่าง ๆ ลงมาได้อีกเยอะ และสามารถทำออกมาเป็นตัวเลือกระหว่างโหมดกราฟิก กับโหมดประสิทธิภาพมาให้ผู้เล่นเลือกปรับได้
อย่างไรก็ตาม ก็เชื่อว่าทีมงานน่าจะพิจารณาแล้ว ว่าถ้าปล่อยให้ผู้เล่นเลือกได้ ทุกคนก็คงไปเลือกโหมดประสิทธิภาพกันหมด ก็เลยตัดสินใจที่จะมัดมือชกจนออกมาเป็น ‘เกมภาพสวยที่ล็อคไว้ 30 FPS’ ไปซะเลยอย่างน่าเสียดาย
Handheld vs Docked Mode
เอาจริง ๆ แล้ว ถ้าไม่ลองแคปฯ รูปมาเทียบกัน ก็แทบจะไม่รู้สึกว่าการเล่นแบบ Handheld กับ Docked Mode มันต่างกันอย่างไร
จุดแตกต่างเท่าที่เราสังเกตได้ ก็มีแค่ว่าใน Docked Mode จะมีแสงเงาที่ดีกว่า Handheld นิดหน่อย และบน Docked Mode จะถูกเรนเดอร์แบบ Dynamic โดยให้ความละเอียดสูงสุดที่ 1080p ทำให้วัตถุและฉากหลังต่าง ๆ มีความคมมากกว่าบน Handheld ตัวอย่างเช่นใน 2 รูปด้านล่างนี้
รูปที่แคปฯ จาก Handheld Mode

รูปที่แคปฯ จาก Docked Mode

ด้วยความที่ Handheld กับ Docked Mode มันไม่ได้แตกต่างกันมาก ดังนั้นส่วนใหญ่แล้วผู้เขียนก็จะเล่นบน Handheld เป็นหลักในสัดส่วนเกิน 90% และนาน ๆ ทีถึงจะต่อ Dock เล่น เพื่อมาลองให้รู้รสเฉย ๆ
โดยสำหรับการเล่นแบบ Handheld เท่าที่ลองจับเวลาดู แบตฯ ของ Switch 2 จะสามารถลากไปได้ถึงราว ๆ 2 ชั่วโมงครึ่ง ถือว่าสอบผ่านเลยสำหรับการเล่นแบบพกพา
ทั้งนี้ก็มีข้อสังเกตอยู่เรื่องหนึ่ง คือในด้านความรู้สึกแล้ว Joy-Con ของ Switch 2 อาจจะยังไม่ตอบโจทย์เกมนี้ได้เต็ม 100% นัก
โดยเฉพาะปุ่ม R ที่ต้องกดเป็นหลัก (เพราะเป็นปุ่มโจมตี) ด้วยความที่ Nintendo ออกแบบมาให้ปุ่มนี้มีความเรียวบาง ระยะการกดสั้น และมีสัมผัสที่ Clicky พอสมควร ก็เลยแอบไม่ถนัดเท่าไรหากจะต้องกดมันไปบ่อย ๆ ตลอดทั้งเกม ผู้เขียนก็เลยจัดการตัวเองด้วยการต่อกับจอยรุ่น Pro เล่นแทน ซึ่งก็สบายมือและโอเคกว่ากันเยอะ
Verdict — โดนลดเฟรม แต่ไม่โดนลดทรง

Elden Ring Tarnished Edition ยังคงเป็นผลงานมาสเตอร์พีซเกมดีเกมเดิม ที่มีทั้งการกำกับศิลป์อันงดงาม บอสไฟต์สุดตึง และบึงพิษ แถมไม่ว่าจะเกมหลักหรือภาคเสริม ก็ถูกรวมไว้ครบหมดแล้ว
แม้การรันได้เพียง 30 FPS จะทำให้ต้องเปลี่ยนวิธีการเล่นไปพอสมควร แต่ตัวเกมก็ออกแบบไว้อย่างยอดเยี่ยมมากพอ ที่จะทำให้ผู้เล่นพิชิตมันได้โดยมองหา Build ใหม่ ๆ หรือพลิกแพลงวิธีสู้ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องความเป๊ะมากนัก
และทำให้เกมเวอร์ชันนี้ ยังคงเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ Action RPG แห่งยุคสมัย ที่ถ้าหากว่าคุณชื่นชอบบอสไฟต์สุดท้าทาย ชอบเรื่องราวที่ชวนให้ใจแหลกสลายเหมือนกับเพลงของซีซั่นไฟว์ ก็จะสามารถวนเวียนติดพัน อยู่กับมันได้เป็นหลักร้อยชั่วโมงแน่นอน











