สารบัญ / Contents
หลังจากที่ตัวเกมหลักอย่าง Dragon’s Dogma 2 ออกวางจำหน่าย มันกลายเป็นเกมที่หลายคนชื่นชอบ ขณะเดียวกันเราก็ปฎิเสธไม่ได้ว่าตัวเกมมีบางจุดที่น่าผิดหวัง
แฟนเกมหลายคนก็เฝ้ารอคอยว่าเมื่อไหร่ Capcom จะเข็นส่วนเสริมระดับตำนานอย่างที่เคยทำไว้ในภาคแรก และในที่สุด ฟื้นคืนชีพให้ตัวเกมกันอีกครั้ง จนในที่สุด Dragon’s Dogma 2: Dark Arisen ก็ได้ฤกษ์เปิดตัวเพื่อเข้ามาสืบทอดเจตนารมณ์
แถมยังพกเอาความดาร์ก ความดิบเถื่อน และความท้าทายระดับที่พร้อมจะบดขยี้ผู้เล่นให้จมดินแบบเดียวกับที่เคยทำไว้ในภาคแรก
การกลับมาในครั้งนี้จะเป็นการเติมเต็มจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายให้ตัวเกมสมบูรณ์แบบอย่างที่ทุกคนคาดหวังหรือไม่ ทางผู้เขียนได้ใช้เวลาคลุกคลีและเอาชีวิตรอดในแดนเหนือแห่งใหม่นี้มาอย่างยาวนาน และพร้อมจะนำมาเล่าให้ฟังในบทความรีวิวนี้แล้วครับ
Story – การกลับคืนสู่ความมืดมิดในดินแดนเหมันต์

ฉากหลังของภาคเสริม Dark Arisen จะพาผู้เล่นก้าวออกจากแผ่นดินที่คุ้นเคย มุ่งหน้าสู่ดินแดนทางเหนืออันหนาวเหน็บที่ชื่อว่า Norgan พื้นที่รกร้างที่เต็มไปด้วยซากอารยธรรมโบราณและพายุหิมะที่พัดโหมกระหน่ำ โดยเรื่องราวจะเริ่มต้นขึ้นเมื่อ Arisen ตัวเอกได้ข่าวลือว่ามี Arisen อีกคนปรากฎตัวขึ้นพร้อมกับ สัมผัสได้ถึงเสียงเพรียกปริศนาที่ดังมาจากรอยแยกมิติ
นำพาเราไปพบกับเบาะแสของภัยคุกคามครั้งใหม่ และการปรากฏตัวของตัวละครลึกลับนามว่า Eir ที่ดูเหมือนจะกุมความลับของชะตากรรมโลกเอาไว้
ทิศทางของเนื้อเรื่องในภาคเสริมนี้จะมีความเป็น “ดาร์กแฟนตาซี” ที่จัดจ้านและกดดันกว่าภาคหลักอย่างเห็นได้ชัด โทนของเรื่องจะวนเวียนอยู่กับความตาย ความสิ้นหวัง และปริศนาของอดีต Arisen คนก่อนๆ ที่ล้มเหลวในการทำภารกิจ
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าโครงสร้างของเนื้อเรื่องหลักจะพยายามทำให้ออกมาเป็นเส้นตรงและน่าติดตามมากขึ้น แต่ปัญหาเดิมๆ จากภาคหลักก็ยังคงตามมาหลอกหลอน นั่นคือจังหวะการเล่าเรื่อง (Pacing) ที่ยังมีจุดสะดุดอยู่บ้าง บางช่วงของเกมดูเนือยเกินไป และบางปมปัญหาที่ปูมาอย่างยิ่งใหญ่กลับถูกคลี่คลายอย่างรวบรัดจนชวนให้รู้สึกเสียดาย
อีกจุดที่ต้องเล่ากันก่อนก็คือการจะเข้าถึง DLC ส่วนเสริมนี้ได้คุณจะต้องอยู่ในโลกแบบ “ปกติ” และเดินทางมาถึงเมืองหลัก Vernworth กันก่อน ดังนั้นใครที่เล่นไปไกลมาก ๆ แล้วในภาคหลักก็ต้องจบเกมและเริ่มต้นกันใหม่อีกครั้ง
เนื้อหาความขลัง ถูกซ่อนอยู่ในสภาพแวดล้อม
สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนต้องชื่นชมและถือเป็นจุดเด่นที่มาช่วยพยุงพาร์ทเนื้อเรื่องเอาไว้ คือการเล่าเรื่องผ่านสภาพแวดล้อม (Environmental Storytelling) ระหว่างที่คุณเดินฝ่าดงหิมะ คุณจะได้พบกับบันทึกเก่าๆ ซากศพของนักผจญภัย หรือซากปรักหักพังที่บอกเล่าเรื่องราวความรุ่งเรืองและการล่มสลายของ Norgan
รวมไปถึงการได้พูดคุยกับ NPC ตามแคมป์พักแรมเล็กๆ ที่กระจัดกระจายอยู่ตามแผนที่ แม้จะไม่ได้มีคัตซีนอลังการ แต่บทสนทนาเหล่านี้ช่วยให้เราเข้าใจความโหดร้ายของดินแดนนี้ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น มันให้อารมณ์เหมือนเราเป็นนักเดินทางที่กำลังค่อยๆ ปะติดปะต่อเรื่องราวด้วยตัวเอง ซึ่งสำหรับใครที่ชอบเสพ Lore และชอบการสำรวจ ก็น่าจะถูกใจกับวิธีการนำเสนอแบบนี้
แต่โดยรวมก็ต้องบอกว่า การเล่าเรื่องก็ยังถือเป็นปัญหาใหญ่และบาดแผลที่สำคัญที่สุดของ Dark Arisen เช่นเคยกับเกมภาคหลัก
Presentation – โลกอันโหดร้ายที่ถูกถ่ายทอดผ่านงานศิลป์ชั้นยอด

ตอนที่เห็นตัวอย่างแรกของภาคเสริมนี้ เราอาจจะคิดว่ามันก็แค่การเปลี่ยนสกินแผนที่เป็นหิมะ แต่พอได้มาสัมผัสโลกในเกมจริงๆ ต้องบอกเลยว่าทีมพัฒนาทำการบ้านมาดีมาก การออกแบบดินแดน Norgan ทำออกมาได้ถึงอารมณ์สุด ๆ มันสามารถถ่ายทอดความหนาวเหน็บ ความโดดเดี่ยว และความโหดร้ายของธรรมชาติได้อย่างยอดเยี่ยม
ดีไซน์ของดันเจี้ยนใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นถ้ำน้ำแข็ง ซากปราสาทโบราณ หรือรอยแยกมิติที่เต็มไปด้วยความวิปริต ทุกอย่างถูกรังสรรค์ออกมาให้ดูลึกลับและอันตราย บรรยากาศแสงและเงาภายในถ้ำลึกที่สะท้อนกับเปลวไฟจากตะเกียงของเรา ทำให้อดรู้สึกระแวงไม่ได้ว่าจะมีอะไรพุ่งออกมาจากความมืด
นอกจากนี้ เรื่องของเสียงประกอบ (Sound Design) ก็เป็นอีกสิ่งที่ช่วยยกระดับประสบการณ์การเล่นได้อย่างมหาศาล เสียงพายุหิมะที่พัดผ่านหู เสียงฝีเท้าที่เหยียบย่ำลงบนหิมะหนาเตอะ ไปจนถึงเสียงคำรามของมอนสเตอร์ระดับบอสที่ดังกึกก้องไปทั่วทั้งหุบเขา ยิ่งพอผสมเข้ากับดนตรีประกอบแนวออเคสตร้าที่เน้นความขึงขังและอลังการในจังหวะเข้าปะทะ มันช่วยปั่นอารมณ์ให้การต่อสู้แต่ละครั้งดูเป็นศึกชี้ชะตาที่ยิ่งใหญ่จริงๆ
Gameplay – ท้าทาย ขีดจำกัด และอิสระแห่งการต่อสู้

หากเนื้อเรื่องคือส่วนที่ชวนให้ติดตาม เกมเพลย์ก็คือหัวใจหลักที่ทำให้ Dragon’s Dogma 2: Dark Arisen กลายเป็น “ร่างสมบูรณ์” อย่างแท้จริง ภาคเสริมนี้เข้ามาตอบโจทย์สิ่งที่เกมเมอร์สายฮาร์ดคอร์โหยหาได้อย่างตรงจุดที่สุด
โดยรวมก็ต้องเรียกว่าส่วนของระบบการเล่นได้มีการแก้ไขจุดด้อยหลายอย่างที่ถูกวิจารณ์เอาไว้ในตัวเกมหลัก
ไม่ว่าจะเป็นความยากที่พร้อมจะลงโทษผู้เล่นที่ประมาท ความท้าทายอย่างแรกเลยคือ “ศัตรู” มอนสเตอร์ในภาคเสริมนี้ไม่ได้แค่ตีแรงขึ้นหรือเลือดเยอะขึ้น
แต่มันมาพร้อมกับแพทเทิร์นการโจมตีใหม่ๆ ความดุดันที่เพิ่มขึ้น และบางตัวยังมีกลไกพิเศษที่บังคับให้เราต้องแก้ทางให้ถูก ต่อให้คุณจะเป็นผู้เล่นที่ฟาร์มเลเวลมาสูงปรี๊ด สวมเกราะสุดเทพจากเกมหลัก หากคุณเดินทะเล่อทะล่าเข้าไปกลางดงศัตรู เกมก็พร้อมจะซัดคุณให้ลงไปนอนกองกับพื้นได้ในเวลาไม่กี่วินาที ความผิดพลาดในดันเจี้ยนระดับลึกอาจหมายถึงการต้องเริ่มใหม่และสูญเสียทรัพยากรไปอย่างเปล่าประโยชน์ ทำให้เราต้องมีสติและวางแผนก่อนเข้าปะทะอยู่เสมอ
การมาของ Hard Mode ซึ่งทำให้เกมยากขึ้นจริงก็ช่วยเพิ่มความท้าทายให้กับผู้เล่นเก่า ๆ กันด้วย
ลูปการฟาร์มที่ชวนให้เสพติดด้วยระบบ Relic System

จุดที่เข้ามาทำให้เกมเพลย์มีความหมายและทำให้เราอยากเล่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า คือระบบการหาไอเทมแบบใหม่ หรือ Relic System ในดันเจี้ยนระดับลึกและพื้นที่ใหม่ของภาคเสริมนี้ เราจะได้พบกับไอเทมปริศนาที่ยังไม่สามารถใช้งานได้ทันที แต่ต้องนำกลับมาให้ NPC ประเมินสภาพ (Appraisal) เสียก่อน
ซึ่งของที่สุ่มได้จากการประเมินนั้นมีตั้งแต่ขยะชิ้นโต ไปจนถึงอาวุธและชุดเกราะระดับ “ตำนาน” ที่มีสแตทและบัฟพิเศษซ่อนอยู่ พอมีระบบนี้เข้ามา มันเลยกลายเป็นการสร้างลูปการเล่น ที่ชวนให้เสพติด เราจะรู้สึกอยากลงดันเจี้ยนลึกขึ้น อยากสู้กับบอสที่เก่งขึ้น เพื่อหาไอเทมมาลุ้นกาชาประเมินของ ได้อารมณ์ของการเป็นนักล่าสมบัติอย่างแท้จริง
ซึ่งจุดนี้เป็นการแก้ไขปัญหาเดิมของเกมหลัก (อีกแล้ว) มันทำให้การสำรวจและการต่อสู้มีความหมายมากยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตามการฟาร์มของในรูปแบบนี้ก็อาจทำให้บางคนรู้สึกเบื่อได้ เพราะต้องใช้เวลานานพอสมควรกว่าจะได้เจอ Item ที่คุณจะอยากใช้งานจริง เพราะตัวเกมมีหลายอาชีพ มีหลายสกิลและบัฟให้ไลล่าตามหากัน
เพื่อนแท้ AI และความโกลาหลที่ควบคุมได้
แน่นอนว่าจุดขายของซีรีส์อย่างระบบ Pawns (ลูกน้อง AI) และระบบฟิสิกส์การต่อสู้ก็ถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้น AI ของเพื่อนร่วมทีมดูฉลาดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด พวกเขารู้จักหาจังหวะฮีล บัพธาตุให้ตรงกับจุดอ่อนศัตรู และช่วยดึงความสนใจได้ดีขึ้น
เมื่อรวมเข้ากับสกิลใหม่ๆ ของแต่ละ Vocation (สายอาชีพ) ที่ถูกเพิ่มเข้ามา ทำให้การปีนป่ายขึ้นไปเกาะบนหลังมอนสเตอร์ยักษ์เพื่อแทงจุดตาย หรือการผสานคอมโบเวทมนตร์เข้ากับการโจมตีกายภาพ มีความลื่นไหลและอิสระขั้นสุด
เรียกได้ว่า Dragon’s Dogma 2 ยังคงเป็นเกมแอ็กชัน RPG ที่มอบประสบการณ์การต่อสู้ที่โกลาหล อลหม่าน แต่ก็สนุกสะใจแบบที่หาจากเกมอื่นไม่ได้จริงๆ

คุ้มค่าทุกนาที กับการผจญภัยที่สูบเวลาชีวิต
สำหรับปริมาณคอนเทนต์ในภาคเสริมนี้ ต้องบอกว่า Capcom จัดหนักจัดเต็มแบบไม่กั๊ก ลำพังแค่การเล่นเนื้อเรื่องหลักของ Dark Arisen แบบไม่แวะทำเควสต์ย่อยเลย ก็อาจจะกินเวลาไปราวๆ 15-20 ชั่วโมงแล้ว
แต่ความสนุกที่แท้จริงจะเริ่มต้นขึ้นหลังจากจบเนื้อเรื่องหลัก (Endgame Content) เพราะตัวเกมจะมีดันเจี้ยนพิเศษแบบสุ่มที่ความยากจะไต่ระดับขึ้นไปเรื่อยๆ รอคอยให้เราเข้าไปท้าทาย ซึ่งในดันเจี้ยนเหล่านี้ก็จะมีบอสลับและไอเทมระดับสูงสุดซ่อนอยู่ ผสมผสานกับระบบ Relic Appraisal ที่อธิบายไปข้างต้น ทำให้ภาคเสริมตัวนี้มี Replay Value ที่สูงปรี๊ด ผู้เขียนเชื่อว่าถ้าคุณเป็นสายฟาร์มของและชอบความท้าทาย คุณสามารถงมอยู่กับเกมนี้เพิ่มได้อีก 30-40 ชั่วโมงสบายๆ โดยไม่รู้สึกเบื่อเลย
Performance – ลื่นไหล ไร้รอยต่อ แม้ในยามชุลมุน

ปัญหาใหญ่ที่เคยเป็นประเด็นกวนใจเกมเมอร์ในช่วงที่ตัวเกมหลักเปิดตัวใหม่ๆ คือเรื่องของเฟรมเรตและการบริโภคทรัพยากรเครื่องที่ค่อนข้างหนักหน่วง แต่สำหรับในเวอร์ชันรวมภาคเสริมนี้ จากการทดสอบเล่นอย่างยาวนาน พบว่าตัวเกมได้รับการปรับปรุงเรื่องเสถียรภาพ (Optimization) ให้ดีขึ้นอย่างก้าวกระโดด
เอาจริง ๆ ตัวเกมมีการ Patch แก้ปรับปรุงประสิทธิภาพมาก่อนแล้ว ก่อนที่ส่วนเสริม Dark Arisen จะวางขาย
ปัญหาเฟรมเรตตกในเมืองใหญ่ หรือจังหวะที่มีเอฟเฟกต์เวทมนตร์ระเบิดตู้มต้ามพร้อมกันหลายๆ สกิล ถูกจัดการได้ดีขึ้นมาก การโหลดฉากเข้าออกดันเจี้ยนทำได้รวดเร็ว ความลื่นไหลในฉากแอ็กชันสเกลใหญ่ที่มีมอนสเตอร์รุมล้อมสามารถขับเคลื่อนได้อย่างน่าประทับใจ ช่วยให้ประสบการณ์การต่อสู้มีความต่อเนื่อง ราบรื่น และไม่ค่อยมีอาการกระตุกมาขัดจังหวะให้เสียอารมณ์
ใครที่เคยหมดแรงจะเล่นต่อเพราะตัวเกมหลักมันมีประสิทธิภาพในการเล่นย่ำแย่เกินกว่าจะเล่นไหวก็สามารถหวนคืนโหลดเกมมาลองเล่นใหม่กันได้อีกครั้ง
สรุป – ร่างสมบูรณ์ของเกมแอ็กชัน RPG ที่แท้จริง

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แฟนเกมต่างคาดหวังที่จะได้เห็นการกลับมาของบรรยากาศแบบ Dark Arisen ในยุคสมัยใหม่ และในที่สุดมันก็กลับมาได้อย่างสมศักดิ์ศรี แม้ว่าในส่วนของการเล่าเรื่องอาจจะยังมีจุดที่ทำได้ไม่สุดทางนัก แต่งานภาพ บรรยากาศ ความท้าทายที่ดุดัน และระบบเกมเพลย์ที่ถูกขัดเกลามาอย่างดีเยี่ยม ก็สามารถกลบข้อด้อยเหล่านั้นไปได้จนหมดสิ้น
Dragon’s Dogma 2: Dark Arisen คือส่วนเสริมที่เข้ามาเติมเต็มและยกระดับให้เกมนี้กลายเป็นเกมแอ็กชัน RPG ดาร์กแฟนตาซีที่สมบูรณ์แบบ หากคุณเคยหลงรักความดิบเถื่อน อิสระในการต่อสู้ และความท้าทายจากซีรีส์นี้ นี่คือผลงานระดับ Masterpiece ที่คุณจะได้ใช้เวลาอยู่กับมันแบบข้ามวันข้ามคืนอย่างแน่นอน
จริงอยู่ว่ามันอาจจะไม่สมบูรณ์แบบแต่สิ่งที่ Dragon’s Dogma 2 Dark Arisen นำเสนอ ก็ยังหาเกมไหนมาเทียบเคียงไม่ได้
ถ้าคุณชอบภาคหลักอยู่แล้วคุณจะรัก Dragon’s Dogma 2 มากขึ้นไปอีก และถ้าคุณมองหาเกมแอกชั่นที่เล่นสนุก เร้าใจ มีการต่อสู้ที่ไม่เหมือนเกม RPG เกมอื่น ๆ นี่คือผลงานที่เราแนะนำให้คุณลิ้มลอง
Story (เนื้อเรื่องและการเล่าเรื่อง): 7.0 / 10
Presentation (การนำเสนอและงานศิลป์): 8.0 / 10
Gameplay (ระบบการเล่นและเกมเพลย์): 8.5 / 10
Performance (ประสิทธิภาพและการปรับแต่ง): 8.5 / 10
คะแนนเฉลี่ย: 8.0 / 10













