สารบัญ / Contents
Pragmata คือวิดีโอเกมของ Capcom ที่น่าจับตามองมากที่สุดเกมหนึ่งของปี 2026 นี้เลยก็ว่าได้ ด้วยความที่เกมนี้คือผลงาน IP ใหม่แกะกล่องของค่าย อีกทั้งเกมเพลย์สุดครีเอทีฟของมันก็ยังเป็นการคิดใหม่ทำใหม่ จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไรที่หลายคนจะตั้งความหวังกับเกมนี้ไว้สูงลิ่ว
แต่ Pragmata มันจะยอดเยี่ยมสมกับความคาดหวังหรือเปล่า? แล้วมันจะเป็น IP ใหม่ที่เปิดศักราชได้น่าประทับใจหรือไม่? ติดตามหาคำตอบกันได้ในบทความรีวิวนี้เลย
Story – มนุษย์วัยกลางคนกับจักรกลตัวจิ๋ว

Pragmata จะว่าด้วยเรื่องราวของนักบินอวกาศที่มีชื่อว่า Hugh Williams โดยเขาและสมาชิกในทีมได้ถูกส่งให้มาสืบเรื่องที่สถานีวิจัยบนดวงจันทร์ หลังจากที่จู่ ๆ มนุษย์บนสถานีขาดการติดต่อไปแบบไม่ทราบสาเหตุ
สถานีวิจัยนี้มีชื่อเรียกว่า The Cradle และกำลังพัฒนา Lunafilament ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสร้างจากแร่บนดวงจันทร์ ที่สามารถก็อปปี้วัตถุหรือสสารใดก็ตามที่สัมผัสกับมันได้ อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยี Lunafilament ยังไม่สมบูรณ์แบบ และยังต้องวิจัยศึกษาต่ออีกเยอะ
แต่แล้ววันหนึ่ง สถานีวิจัยนี้ก็ขาดการติดต่อไปดื้อ ๆ
ในคราแรก Hugh กับสมาชิกในทีมเข้าใจว่าต้นตอของมันเกิดจากปัญหาระบบสื่อสารขัดข้อง แต่พอเดินทางมาถึงสถานี พวกเขาก็พบว่าสภาพของตัวอาคารด้านใน มันมีจุดที่พังทะลายเยอะมาก พวกเขาจึงฟันธงทันทีว่า สถานีวิจัยนี้น่าจะเกิดภัยร้ายบางอย่างขึ้นแล้ว
แต่ยังไม่ทันจะสืบหาสาเหตุ สถานีวิจัยก็ดันเกิดเหตุแผ่นดินไหว ส่งผลให้สมาชิกคนอื่นในทีม เสียชีวิตกันทั้งหมด มีเพียง Hugh เท่านั้นที่รอดชีวิตมาได้ โดยเขารอดตายมาได้ เพราะถูกหุ่นยนต์ปริศนารูปร่างเหมือนเด็กช่วยชีวิตเอาไว้ เธอบอกว่า ชื่อของเธอคือ “ดี-ไอ-0336-7”

ด้วยความที่ชื่อมันยาวและเรียกยาก… Hugh ก็เลยตั้งชื่อและเรียกเธอสั้น ๆ ว่า Diana
แต่ยังไม่ทันจะได้พักหายใจ หุ่นยนต์ทุกตัวบนสถานีก็ดันหมายหัวทั้งสองอย่างไม่ทราบสาเหตุ โชคดีที่ Diana มีความสามารถในการแฮ็กวงจรหุ่น ทำให้ Hugh สามารถต่อกรกับศัตรูเหล่านี้ได้
และนี่ก็คือจุดเริ่มต้นการผจญภัยของมนุษย์วัยกลางคนกับจักรกลตัวจิ๋ว
ไวยกรณ์หลักของการเล่าเรื่องคือ “การเล่าผ่านไฟล์เอกสาร”

ในช่วงเปิดเรื่อง เกมจะกระตุ้นความสนใจของเราด้วยการโยนคำถามต่าง ๆ นา ๆ ให้เรา ทั้งคำถามที่ว่า เกิดอะไรขึ้นบนสถานีวิจัยนี้? ทำไมหุ่นยนต์ถึงมาโจมตีเรา? แล้ว Diana มาจากไหน? และเธอมาทำอะไรที่นี่? แต่จะไปถามเธอก็ไม่ได้คำตอบเหมือนกัน เพราะนอกจาก Diana จะไม่รู้ที่มาที่ไปของตัวเองแล้ว เธอเองก็งุนงงกับเรื่องทั้งหมดไม่ต่างจาก Hugh
ประเด็นคือคำตอบของคำถามทั้งหมด มันแทบจะไม่ได้ถูกเล่าผ่านคัตซีนตรง ๆ เลย แต่มันจะถูกเล่าอยู่ในไฟล์เอกสารกับวิดีโอโฮโลแกรมที่บันทึกเหตุการณ์บนสถานีในอดีต
ซึ่งจุดเด่นของการเล่าเรื่องแบบนี้คือการที่มันทำให้เราต้องขบคิด และปะติดปะต่อเรื่องราวด้วยตัวเอง เพราะคำตอบมันจะไม่ได้ถูกโยนมาก้อนเดียวเสร็จสรรพ แต่มันจะเล่าผ่านไฟล์กับวิดีโอทั้งหลายทีละนิด แล้วมันก็ไม่ได้เล่าแบบเรียงลำดับเหตุการณ์หรือมีหัวข้อที่ชัดเจนด้วย ทำให้เราจะต้องเอาเศษส่วนของเรื่องเล่าทั้งหมดมาประกอบให้เป็นรูปเป็นร่าง แล้วทำความเข้าใจด้วยตัวเอง
ข้อดีคือมันทำให้เราอินมาก ซึ่งสิ่งที่ผู้เขียนมองว่าตัวเกมทำได้ยอดเยี่ยมคือการที่เกมมันดีไซน์ประสบการณ์การเสพไฟล์เอกสารได้พอเหมาะพอเจาะเลย
ออกแบบการเล่าเรื่องผ่านไฟล์เอกสารได้ดีเยี่ยม

โดยส่วนมากแล้ว เกมที่เน้นเล่าเรื่องผ่านไฟล์มักจะมาตกม้าตายเรื่องความยาวเหยียด กับความถี่ที่โผล่มาให้อ่านบ่อยเกิน ทำให้แทนที่คนเล่นจะอินไปกับเกม กลายเป็นว่าข้อมูลมันเยอะจนหนักสมองเกิน แถมพอไฟล์เอกสารมันโผล่มาถี่ มันยังเป็นตัวขัดจังหวะให้เกมเพลย์ไม่ต่อเนื่องด้วย
แต่ปัญหาที่ว่านี้ไม่มีใน Pragmata เลย ไฟล์เอกสารมันยาวกำลังดี อ่านสนุก และไม่ได้โผล่มาให้อ่านบ่อย
ที่สำคัญคือมันก็ไม่ได้มีแค่ไฟล์ที่เอาไว้อ่านอย่างเดียว แต่มันยังมีพวกวิดีโอโฮโลแกรมที่มีภาพให้เราดู กับมีเสียงบรรยายให้เราฟัง ทำให้การตามเก็บข้อมูลจากไฟล์ต่าง ๆ ไม่รู้สึกเลี่ยนหรือเอียนเกินไป
แล้วพวกข้อมูลที่สำคัญกับตัวเรื่องจริง ๆ ส่วนใหญ่มันก็มักจะวางตำแหน่งอยู่ในจุดที่ผู้เล่นจะต้องเดินผ่านอยู่แล้ว เราจึงไม่ต้องกังวลว่าจะพลาดข้อมูลชิ้นใหญ่ไป

นอกจากนี้ ไฟล์เอกสารกับโฮโลแกรมก็ไม่ได้มีแค่อันที่เป็นจิ๊กซอว์ที่เอาไว้ให้เราไขคำตอบของปริศนาทั้งหมด แต่มันจะมีอันที่เป็นเรื่องเล่าทั่วไป ที่บอกเล่าชีวิตความเป็นอยู่ของคนบนสถานีวิจัยด้วย ทำให้เราได้รู้ว่า พวกเขาใช้ชีวิตกันอย่างไร แล้วการใช้ชีวิตบนนี้มันส่งผลกระทบกับตัวพวกเขาในแง่มุมไหนบ้าง
อ่านมาถึงตรงนี้ เนื้อหากับการเล่าเรื่องใน Pragmata มันดูมีทรงใช้ได้เลย แต่เนื้อเรื่องของเกมนี้ ก็มีแผลอยู่เหมือนกัน ซึ่งมันก็ดันเป็นแผลที่ใหญ่พอตัวเลย ถึงขั้นที่ความดีงามที่เล่ามาก่อนหน้าก็ไม่สามารถอุดบาดแผลตรงนี้ได้
แผลที่ว่าคือการที่เรื่องราวการผจญภัยของทั้งสองคน มันแทบจะไม่มีเรื่องราวยิบย่อย โผล่ขึ้นมาระหว่างทางเลย
ขาดเรื่องราวยิบย่อยระหว่างทางที่ทำให้เรื่องราวการผจญภัยมีมิติขึ้น

เกือบจะตลอดทั้งเกม เหตุการณ์ระหว่างทางใน Pragmata มัน “แทบจะ” มีแค่การสู้กับศัตรู กับการหาคำตอบของปริศนาถูกปูไว้ตอนแรก
สาเหตุที่ใช้คำว่า “แทบ“ เพราะมันก็ไม่ถึงกับไม่มีเลย เนื้อเรื่องในเกมมันก็มีเรื่องราวยิบย่อยกับปมปัญหาใหม่ ๆ ที่ถูกโยนมาระหว่างทางบ้าง แต่มันน้อยนิดเหลือเกิน แล้วกว่าจะมีอะไรแบบนี้โผล่เข้ามาครั้งแรก… มันก็ผ่านไปครึ่งเกมแล้ว
ต่อให้ประเด็นที่ปูมาตอนแรกมันจะน่าติดตามหรือน่าสนใจแค่ไหน แต่การที่เนื้อเรื่องแทบไม่มีเรื่องราวยิบย่อยระหว่างทาง เรื่องราวการผจญภัยของ Hugh กับ Diana จึงขาดมิติกับรสชาติไปพอสมควรเหมือนกัน
หากจะเปรียบเทียบให้ผู้อ่านเข้าใจง่ายขึ้น ลองจินตนาการดูว่า ถ้าเกิดการผจญภัยของ Kratos กับ Atreus ใน God of War (2018) มันมีแค่เรื่องการเอากระดูกแม่ไปโปรยบนยอดเขา แล้วไม่มีเรื่องราวยิบย่อยเกิดขึ้นระหว่างทางเลย

ไม่มีช่วงที่เจอ Sindri กับ Brok ไม่มีช่วงที่ต้องไปทำภารกิจเสริมช่วยเหลือคนนั้นคนนี้ ไม่มีเหตุการณ์ตอน Atreus ป่วย และไม่เจอเหตุการณ์พลิกผันใด ๆ
มีเพียงการตบตีศัตรู ตบเทพ กับการบรรลุเป้าหมายที่ถูกปูมาตอนต้นอย่างเดียว การผจญภัยของสองพ่อลูกจะจืดชืดไปเลย
ซึ่งนี่คือแผลใหญ่ของเนื้อเรื่องใน Pragmata
และแน่นอนว่ามันเป็นอะไรที่น่าเสียดายมาก เพราะจุดที่ยากที่สุดอย่างการทำให้การเสพไฟล์เอกสารมันออกมาสนุกและกลมกล่อม เกมมันก็สำเร็จแล้ว เหตุไฉนเรื่องพื้นฐานที่สุดของการออกแบบเนื้อเรื่องแนว “ผจญภัย” อย่างการใส่เรื่องราวยิบย่อยระหว่างทางเข้ามาถึงถูกมองข้ามไปได้
หากเกมไม่มีบาดแผลนี้ องค์ประกอบด้านเนื้อเรื่องของ Pragmata จะสมบูรณ์แบบมาก
Presentation – การนำเสนอ “คู่หู” ที่แปลกใหม่ในโลกวิดีโอเกม

วิดีโอเกมที่นำเสนอการผจญโลกของคนสองคนหาใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร เราเห็นกันมานักต่อนักแล้วทั้งใน The Walking Dead, The Last of Us, God of War, Bioshock Infinite, Uncharted และเกมอื่น ๆ อีกเพียบ
และล่าสุด เราก็ได้เห็นผลงานแนวนี้อีกครั้งในเกม Pragmata แต่เกมนี้มันมีแนวทางการนำเสนอในจุดนี้ที่ต่างจากทุกเกมที่ผ่านมาเลย
โดยปกติแล้ว ความสัมพันธ์ของสองคู่หูที่เราเคยสัมผัส แม้จะมันจะเป็นการพึ่งพากัน แต่มันจะมีฝ่ายหนึ่งที่ยืนด้วยลำแข้งตัวเองได้ กับอีกฝ่ายที่มักจะเปราะบางและต้องอาศัยให้คู่หูอีกคน คอยปกป้องดูแล
แต่ใน Pragmata นั้น ทั้ง Hugh กับ Diana ต่างสำคัญต่อกันและกัน “แบบเท่า ๆ กัน” หากขาดคนใดคนหนึ่งไป ทุกอย่างพังไม่เป็นท่าแน่นอน ซึ่งความยอดเยี่ยมของการนำเสนอในจุดนี้คือการที่เกมมันสะท้อนเรื่องนี้ออกมา ทั้งในเชิงของเนื้อหา และเกมการเล่น
เนื้อหาและเกมการเล่นที่สอดรับกันอย่างไร้ที่ติ

สภาวะความสัมพันธ์ระหว่าง Hugh กับ Diana ที่ต่างฝ่ายต่างต้องพึ่งพากัน ถูกนำเสนอออกมาผ่านทั้งเนื้อหาและเกมเพลย์เลย ซึ่งการทำสองสิ่งนี้ให้ลงตัวและรับส่งกันอย่างดี ถือเป็นงานยากสำหรับผู้พัฒนามาก แต่พวกเขาก็สามารถทำสิ่งนี้ได้สำเร็จ
ในเชิงของเนื้อหา… Diana จะฉลาดกว่า Hugh มากเพราะเธอคือหุ่นยนต์ มีข้อมูลมากมายก่ายกอง โหลดอยู่ในสมองเยอะ ยิ่งเป็นเรื่องเทคโนโลยี เธอจะยิ่งฉลาดเป็นกรด แต่ความคิดอ่านความอ่านของ Diana จะเท่ากับเด็กอายุ 7 ถึง 8 ขวบ ทำให้หลายครั้งเธอจะทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลัง หรืออ่านสถานการณ์รอบตัวไม่ออก
ส่วนทางฝั่ง Hugh… ถึงแม้จะไม่ได้ฉลาดเท่า Diana แต่เขาคือมนุษย์วัยกลางคนที่ผ่านโลกมาเยอะแล้ว เพราะฉะนั้น เขาสามารถสอนวิชาชีวิตหลายอย่างให้กับ Diana ได้ อีกทั้งยังทำให้เธอเข้าใจความหมายของ “การมีชีวิต” ด้วย
อย่างไรก็ตาม ถึง Hugh จะประสบการณ์เยอะ แต่ Diana เขาฉลาดเรื่องเทคโนโลยี ซึ่งการเอาตัวรอดบนสถานีวิจัยนี้ จะต้องอาศัยความรู้เรื่องเทคฯ เยอะมาก ทำให้ทั้ง Hugh กับ Diana ต่างก็ต้องพึ่งพากันและกันทั้งคู่ ไม่มีใครคนใดคนหนึ่งที่สำคัญไปกว่าอีกคน
แล้วนอกจากเกมมันจะนำเสนอเรื่องนี้ผ่านเนื้อหา มันยังนำเสนอออกมาผ่านเกมการเล่นด้วย

หลายคนน่าจะรู้กันดีอยู่แล้วว่า คอมแบตของเกมนี้คือการที่คุณจะต้องแฮ็กและยิงศัตรูไปพร้อมกัน โดยการแฮ็คจะเป็นตัวแทนความสามารถของ Diana ส่วนการยิงก็จะเป็นของ Hugh ซึ่งเวลาที่คุณจะโจมตี คุณจะเอาไปปืนยิงศัตรูดื้อ ๆ ไม่ได้ เพราะกระสุนปืนของเราเจาะเกราะแทบไม่เข้า ด้วยสาเหตุนี้เอง ก่อนที่คุณจะยิงศัตรู คุณจะต้องทำการแฮ็กศัตรูตัวนั้นเสียก่อน ซึ่งการแฮ็กก็จะเป็นเหมือนกับมินิเกมเล็ก ๆ ที่คุณจะต้องลากเส้นจากจุดเริ่มต้น ไปให้ถึงปลายทางที่เป็นโหนดสีเขียว
หลังจากที่แฮ็กเสร็จ จุดอ่อนของศัตรูตัวนั้นก็จะโผล่ออกมา เปิดโอกาสให้เรายิงไปที่จุดอ่อนดังกล่าวเพื่อทำดาเมจได้ (ใครที่อยากเห็นภาพและลองเล่นระบบแฮ็กของเกมนี้ สามารถไปลองเล่นบนเว็บไซต์ของทาง Capcom ได้)
สเต็ปการเล่นของเกมนี้จึงต้องอาศัยทั้งการแฮ็กของ Diana สลับไปกับการยิงของ Hugh ตลอดทั้งเกม ซึ่งเกมเพลย์ลักษณะนี้ช่วยสะท้อนภาวะที่ต้องพึ่งพากันระหว่างสองตัวละครนี้ได้ดีมาก จนผู้เขียนก็อดทึ่งกับความฉลาดด้านการออกแบบตรงนี้ไม่ได้จริง ๆ
ความคุ้นชินกับระบบของผู้เล่นเองก็สะท้อนความเข้าขาของ Hugh กับ Diana

อีกจุดที่โดนเส้นผู้เขียนอย่างมากคือ การที่เรายังจับจังหวะการเล่นไม่ถูกในช่วงแรก ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ลั่นยิงศัตรูก่อนแฮ็ก แยกประสาทไม่เก่ง ใช้สมาธิเพ่งตอนแฮ็กเกินกว่าเหตุ หรือยังไม่รู้ว่าตอนไหนควรบุก ตอนไหนควรถอย มันก็เป็นกระจกสะท้อนความยังไม่เข้าขากันของ Hugh กับ Diana ในช่วงต้น ได้พอดีเป๊ะเลย
แล้วพอถึงช่วงที่เราเล่นคล่อง มันก็สะท้อนว่าสองคนนี้เริ่มเข้าขากันแล้ว
เพราะฉะนั้น การนำเสนอเรื่อง “การพึ่งพากันระหว่างสองตัวละคร” มันจึงมีทั้งมิติของเนื้อหา และมิติของเกมเพลย์ แล้วทั้งเนื้อหากับเกมเพลย์ก็สามารถรับส่งและสอดประสานกันได้ยอดเยี่ยมมาก
เท่านั้นยังไม่พอ เกมมันก็ยังมีลูกเล่นที่ให้เราได้เห็นปฏิสัมพันธ์ระหว่างสองตัวละครนี้อยู่ตลอด ผ่านระบบหลายรูปแบบด้วย ทำให้เราก็ยิ่งรู้สึกใกล้ชิดและผูกพันไปกับ Hugh และ Diana ยิ่งขึ้นอีก
Hugh กับ Diana “จดจำ” ทุกเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างทางได้

เวลาที่เรากลับมาที่ฐานหรือ Shelter เพื่อทำธุระหรือพักหายใจ เราจะสามารถเข้าไปพูดคุยกับ Diana ได้ ซึ่งบทพูดสนทนาที่เกิดขึ้นก็จะเกี่ยวกับเรื่องราวต่าง ๆ ที่ทั้งคู่เพิ่งจะไปเจอกันมา ทั้งเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นบนเส้นเรื่องหลัก, ศัตรูที่พวกเขาเผชิญหน้า, อุปสรรคที่พวกเขาเจอระหว่างทาง, ไอเทมที่พวกเขาเก็บได้ หรือแม้แต่ข้อมูลบางอย่างที่อ่านเจอในไฟล์
ทั้งหมดที่ว่ามานี้ล้วนสามารถกลายเป็นหัวข้อสนทนาที่ Diana จะชวนเราคุยที่ฐานได้
ระบบนี้อาจจะฟังดูเป็นลูกเล่นเล็ก ๆ แต่มันคือระบบที่สร้างอารมณ์ร่วมให้คนเล่นได้ดีมากทีเดียว เพราะมันทำให้เราได้เห็นว่า ทุกอย่างที่เราเจอตลอดการเดินทาง มันไม่ใช่แค่เกิดขึ้นแล้วผ่านไปเฉย ๆ แต่มันเป็นเรื่องที่ทั้งสองตัวละครนี้จดจำได้จริง ๆ
และอีกระบบที่ทำให้เราได้เห็นปฏิสัมพันธ์ของสองตัวละครนี้ ก็คือระบบไอเทมที่มีชื่อเรียกว่า R.E.M หรือ Read Earth Memory
สิ่งของของมนุษย์ที่ Diana สามารถเข้าไปเล่นได้

ไอเทม R.E.M จะเป็นไอเทมของสะสมที่เป็นสิ่งของต่าง ๆ ของมนุษย์โลก ที่ถูกก็อปปี้ แล้วพรินต์ออกมาด้วยเทคโนโลยี Lunarfillament ซึ่งไอเทม REM ที่ว่านี้ เราสามารถเอาไปส่งเป็นของขวัญให้กับน้อง Diana ที่ฐานได้ ซึ่งพอกดส่งของขวัญไป ไอเทมอันนั้น มันก็จะไปโผล่เป็นหนึ่งในคอลเล็กชั่นของสะสมของเรา ซึ่ง Diana ก็จะเข้าไปเล่น หรือมีปฏิสัมพันธ์กับไอเทมชิ้นนั้นได้
แล้วด้วยความที่สิ่งของพวกนี้มันจำลองมาจากของใช้มนุษย์บนโลก… Diana ก็จะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมันเลย ทุกครั้งที่ Hugh เก็บ R.E.M มาได้ เขาก็จะอธิบายให้ Diana ฟังว่า ของชิ้นนี้มันเอาไว้ใช้ทำอะไรและสำคัญกับมนุษย์ในแง่ไหนบ้าง ถือเป็นระบบที่ดีไซน์มาดีมาก
ทุกองค์ประกอบออกแบบมาให้เราผูกพันกับสองตัวละครอย่างถึงที่สุด

ถ้าจะให้สรุปสั้น ๆ Pragmata มันรู้ว่าเรื่องความสัมพันธ์ของสองตัวละครนี้คือแกนกลางที่สำคัญที่สุดของเกม แล้วมันก็สามารถออกแบบการนำเสนอที่ช่วยชูให้สิ่งนี้มันเฉิดฉายได้มากที่สุด นอกจากมันจะหยิบเนื้อหากับเกมเพลย์มาสอดประสานกันได้ดี มันยังมีระบบยิบย่อยต่าง ๆ ที่ช่วยทำให้เราได้เห็นปฏิสัมพันธ์ของ Hugh กับ Diana ในมุมที่หลากหลายขึ้นอีก
ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือมันทำให้คนเล่นทั้งอินและทั้งหลงรักสองตัวละครนี้
Gameplay – รสชาติใหม่สุดครีเอทีฟของ “เกมการยิง”

ผู้เขียนเชื่อว่าตอนที่หลายคนเห็นคอมแบต Hack-and-Shoot ของ Pragmata ครั้งแรก ปฏิริยาที่เกิดขึ้น มันจะมีอยู่สองแบบ แบบแรก… เฮ้ย โคตรเจ๋ง คิดได้ไง? กับแบบที่สอง… เฮ้ย ทำไมมันดูยุ่งยากจัง จะแยกสมองเล่นยังไง?
ด้วยความที่คอมแบตของเกมนี้มันคือการเอาเกมการเล่นของเกมพัซเซิล มาผสมผสานเข้ากับเกมยิง เพราะงั้น จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ใครหลายคนจะเห็นแล้วรู้สึกว่ามันดูสับสน และอาจดูไม่เวิร์คตอนเล่นจริง
แต่ผู้เขียนสามารถพูดได้เต็มปากหลังเล่นจบเลยว่า ระบบคอมแบตของเกมนี้มันออกแบบมาได้สนุกและลงตัวมาก นอกจากมันจะไม่ได้น่ารำคาญแล้ว มันยังเป็นความรู้สึกที่แปลกใหม่ที่เราไม่เคยรู้สึกมาก่อนในเกมยิงอื่น ๆ ที่ผ่านมา
ก่อนที่เราจะทำดาเมจรุนแรงกับศัตรูได้ เราจะต้องทำการแฮ็กเพื่อเปิดจุดอ่อนศัตรูออกมาก่อน จากนั้นถึงค่อยเริ่มยิงไปที่จุดอ่อนเพื่อทำดาเมจรุนแรงกับมัน หากเรายิงศัตรูทั้งที่ยังไม่ได้แฮ็ก ศัตรูจะแทบไม่ได้รับดาเมจเลย เพราะงั้น เราต้องแฮ็กก่อนยิงเสมอ

เกมเพลย์ของการแฮ็กก็จะเป็นอย่างที่เล่าไปก่อนหน้า เวลาที่คุณกดเล็งปืน หน้าต่างแฮ็กจะโผล่มาฝั่งขวามือ แล้วคุณก็จะต้องขยับเส้นบนกระดานจากจุดเริ่มต้นไปที่จุดปลายทาง ซึ่งจะเป็นโหนดสีเขียว เสร็จแล้ว การแฮ็กก็จะเป็นอันสำเร็จ อย่างไรก็ตาม กระดานแฮ็กจะมีโหนดสีฟ้ากับโหนดพิเศษด้วย
โหนดฟ้ายิ่งลากผ่านได้เยอะ ดาเมจจากการแฮ็กสำเร็จก็จะยิ่งรุนแรงขึ้น และระยะเวลาที่จุดอ่อนศัตรูโผล่ ก็จะนานขึ้นด้วย ส่วนโหนดพิเศษจะเป็นดีบัฟ และมีจำนวนจำกัด ยิ่งลากผ่านโหนดพิเศษอันนั้นเยอะเท่าไหร่ ประสิทธิภาพและระยะเวลาของดีบัฟก็จะยิ่งดีขึ้นและนานขึ้น เปิดโอกาสให้คุณใส่เต็มข้อกับศัตรูตัวนั้นได้
แต่ปืนหลักติดตัวของคุณ แม้มันจะมีกระสุนไม่จำกัด แต่มันมีคูลดาวน์ เพราะฉะนั้น ตั้งใจเล็งจุดอ่อนดี ๆ ถ้ายิงวืดบ่อย คุณจะเสียจังหวะการทำดาเมจไป ซึ่งหลักการนี้ ก็จะเป็นแบบเดียวกับปืนพิเศษ ที่กระสุนจำกัดด้วย แค่มันจะเปลี่ยนจากการคูลดาวน์เป็นการรีโหลดแทน
ความท้าทายด้านเกมเพลย์ที่ทำให้เราต้องงัดทุกทักษะมาใช้

ความสนุกและความท้าทายของ Pragmata คือการที่เกมมันบีบให้เราต้องใช้หลายหลายทักษะ เพื่อเอาตัวรอด และเอาชนะศัตรูในศึกนั้น
การแฮ็กต้องอาศัยไหวพริบ การยิงต้องอาศัยความแม่นยำ และในขณะที่คุณทำสองสิ่งนี้ คุณก็ต้องอาศัยการสังเกตสิ่งรอบตัว เพื่อรักษะระยะห่างและหลบหลีกศัตรูด้วยเหมือนกัน
อย่าลืมว่าระหว่างที่เรากำลังแฮ็กกับยิง ศัตรูมันยังคงเดินหน้าเข้าหาเราและโจมตีเราได้ เพราะงั้น เราจะมาแฮ็กไม่รู้อีโหน่อีเหน่ หรือยิงแบบไม่สนนกสนกาได้ แต่ต้องอย่าลืมรักษะระยะหรือหลบการโจมตีด้วย
โดยการหลบจะทำได้ 2 แบบ คือการกด dodge เพื่อโยกหลบ และการกดกระโดด แต่การ dodge กับการกระโดด รวมไปถึงการลอยค้างบนอากาศ จะสูญเสียสตามิน่า ซึ่งถ้าสตามิน่าของผู้เล่นลดลงจนหมดหลอด เราจะทำแอ็กชั่นเหล่านี้ต่อไม่ได้อีกพักหนึ่งเลย หมายความว่าเราก็ต้องใช้ทักษะในการบริหารจัดการสตามิน่าด้วย เพราะฉะนั้นแล้ว ตอนไหนควรทำอะไร ก็ต้องคิดให้ดีก่อน

เล่ามาถึงตรงนี้ คุณผู้อ่านน่าจะพอเห็นภาพแล้วว่าเกมมันใช้ทักษะมากแค่ไหน คำถามต่อมาคือแล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าตอนไหนควรทำอะไร?
คำตอบคือ “ประสบการณ์” และการ “อ่านเกมให้เป็น”
คุณต้องรู้จักสังเกต เรียนรู้จดจำ และมีสติตลอดเวลา โดยเฉพาะสติถือเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะศัตรูในเกมนี้มันโหดเอาการ
ศัตรูที่หลากหลายและพร้อมจะเล่นงานเราได้ทุกครั้ง

ด้วยความที่ศัตรูในเกมนี้ มันจะโผล่มาทีละ 3 ถึง 4 ตัวเป็นอย่างต่ำ แล้วศัตรูมันก็มีหลายประเภทมาก ซึ่งแต่ละประเภทก็จะมีความสามารถและจุดอ่อนจุดแข็งที่ต่างกันออกไป เราจึงต้องใช้ทักษะการจำว่าศัตรูแต่ละตัว มีจังหวะการโจมตีแบบไหน แล้วต้องสู้กับมันอย่างไรถึงจะเวิร์คสุด
แล้วยิ่งเล่นไปไกล คุณก็จะยิ่งเจอศัตรูเก่ง ๆ ที่มีวิธีรับมือประหลาดกว่าตัวอื่น โดยศัตรูที่คุณจะได้เจอทั้งหมดจะมีมากกว่าสิบประเภทเลย ส่วนบอสในเกมนี้ก็ไม่ต้องพูดถึง… ทั้งดีไซน์รูปลักษณ์กับความโหด เรียกได้ว่าถอดหลักปรัชญามาจากเกม RE ก็คงจะไม่ผิดนัก
ถึงศัตรูจะโหดหิน แต่ผู้เล่นก็โหดไม่แพ้กัน

พอคอมแบตมันใช้หลายทักษะ แถมศัตรูก็ตึงมือทั้งในแง่ของความหลากหลายและจำนวน เพราะงั้น Pragmata นั้นหาใช่เกมง่ายแต่อย่างใด มันคือเกมยากอย่างไม่ต้องสงสัย แม้มันอาจจะไม่ได้ยากถึงขั้น Dark Souls แต่มันก็คือเกมยากที่บีบให้เราต้องงัดทุกวิชามาใช้
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้อุปสรรคในเกมนี้มันจะโหดหิน แต่คุณก็ไม่ใช่ตัวละครที่ไร้พิษสง ในทางตรงกันข้าม ความสามารถของผู่เล่นมันโหดพอ ๆ กับศัตรูเลยก็ว่าได้
เรามีปืนให้เลือกใช้เยอะมาก ยิ่งเล่นก็ยิ่งมีปินใหม่มาใช้เพิ่ม ซึ่งปืนแต่ละกระบอกก็จะมีความสามารถแตกต่างกัน แถมเรายังใส่ปืนได้ถึง 4 ช่อง ทำให้เราสามารถจัด loadout ให้พร้อมรับมือกับหลากสถานการณ์ได้ แล้วถ้าเล่นไปไกล เราใส่ปืนได้มากกว่า 4 ช่องอีก
ไหนจะโหนดแฮ็กพิเศษที่ก็มีให้เลือกใช้เยอะพอกัน อีกทั้งเรายังใส่ม็อดเพื่อเพิ่มบัฟบางอย่าง ให้ตัวละครเราได้ด้วย เช่น เพิ่มเลือดสูงสุด เพิ่มระยะการแฮ็ก เพิ่มดาเมจเวลายิงศัตรูระยะใกล้ เป็นต้น ยาเติมเลือดก็มีให้ใช้ แต่แน่นอนมันใช้ได้ในปริมาณจำกัด
แถมแทบทุกอย่างที่ผู้เขียนลิสต์มา เราสามารถอัพเกรดมันได้ด้วย ทำให้เรายิ่งเก่งขึ้นไปอีก

เพราะงั้น ถึงคอมแบตและอุปสรรคของเกมนี้มันจะตึงมือ เราก็ตึงไม่แพ้กัน ซึ่งพอทั้งเรากับอุปสรรคมันเก่งพอกันทั้งคู่ การสู้กับศัตรูใน Pragmata มันจึงทั้งดุเดือด ทั้งมัน และทั้งเร้าใจเรามาก
แล้วนอกจากคอมแบตที่เกมนี้มันดีไซน์มายอดเยี่ยมแล้ว อีกองค์ประกอบสำคัญที่มันทำมาดีมาก ก็คือระบบสำรวจที่ชวนให้ติดพันจนลืมเวลา
ระบบสำรวจที่จูงใจให้เราอยากแวะทุกซอกมุม

พื้นที่ทั้งหมดในเกมจะแบ่งออกเป็นหลายแอเรียใหญ่ด้วยกัน ซึ่งแต่ละแอเรียก็จะเป็นพื้นที่กว้างที่มีทางแยกสลับซับซ้อนแบบเดียวกับเกม Resident Evil เลย
แล้วด้วยความที่แผนที่มันจะมีทั้งส่วนของภาคพื้นดินกับพื้นที่สูง เวลาที่เราออกสำรวจมันจึงให้ความรู้สึกคล้ายกับการพาคัวร์ด้วย อีกทั้งระหว่างทางก็จะมีพัซเซิลให้แฮ็กเพื่อหาทางไปต่อในแต่ละพื้นที่ ทำให้การสำรวจฉากมันทั้งเพลินและไม่น่าเบื่อเลย
แล้วนอกจากแผนที่มันจะออกแบบมาดี เกมมันก็สร้างแรงจูงใจสำคัญ ที่ทำให้เราอยากสำรวจทุกซอกมุมด้วย อย่างแรกคือการพัฒนาตัวละคร อย่างที่สองคือการเสพเนื้อหา
เรื่องการพัฒนาตัวละครก็ตรงไปตรงมา เนื่องจากศัตรูในเกมมันมีแต่จะเก่งขึ้น ดังนั้น เราก็ต้องถีบตัวเอง ให้เก่งขึ้นตลอดเหมือนกัน ซึ่งการจะทำแบบนั้นได้ก็ต้องหาทรัพยากรมาอัพเกรดตัวละคร และถ้าอยากได้ทรัพยากรเยอะ เราก็ต้องขยันสำรวจเข้าไว้

ส่วนเรื่องก็เสพเนื้อหาก็จะเป็นอย่างที่เล่าไปในหัวข้อ Story… ด้วยความที่เกมนี้เน้นเล่าเรื่องผ่านไฟล์ หากเราอยากเข้าใจเนื้อเรื่องและเสพเรื่องราวให้ได้มากที่สุด เราก็ต้องขยันสำรวจหาไฟล์เอกสาร และวิดีโอโฮโลแกรมเข้าไว้
พอเกมมันสร้างแรงจูงใจให้คุณอยากสำรวจได้ ประจวบเหมาะกับการที่แผนที่มันออกแบบมาอย่างดี การสำรวจของ Pragmata จึงเป็นกิจกรรมที่ชวนดูดวิญญาณและพาเราเพลินจนลืมเวลาสุด ๆ
อย่างไรก็ตาม เกมนี้มันพาเราบู๊ถี่อยู่พอสมควร แล้วแม้การสำรวจมันจะติดพัน แต่มันก็กินเอเนอร์จี้คนเล่นอยู่เหมือนกัน เกมจึงออกแบบระบบ Shelter หรือฐานหลบภัยเพื่อให้เราได้มีจังหวะพักหายใจเป็นช่วง ๆ บ้าง
ฐานพักใจที่ช่วยคั่นเวลาความดุเดือดของโลกภายนอก

ในแต่ละแอเรียของเกมจะมีจุดเข้า Shelter กระจัดกระจายออกไป ซึ่งนอกจากการกลับเข้า Shelter จะช่วยฟื้นคืนพลังชีวิตให้ตัวละครเราแล้ว คุณยังสามารถเติมกระสุนและโหนดแฮ็ก, อัพเกรดอาวุธ, อัพค่าพลังตัวละคร, จัด Loadout และพูดคุยหรือให้ของขวัญกับ Diana ได้
แล้วมันก็ยังมีอย่างอื่นให้ทำนอกเหนือจากนี้ด้วย ซึ่งมันจะเป็นอะไรบ้าง ผู้เขียนก็ขอให้คุณผู้อ่านได้ไปสัมผัสด้วยตัวเองจะดีกว่า เอาเป็นว่าข้างใน Shelter มันมีกิจกรรมให้ทำหลากหลายไม่แพ้กับตอนออกสำรวจเลย
สนุก สดใหม่ และท้าทายตั้งแต่ต้นจนจบ

เกมเพลย์ของ Pragmata มันดีเลิศในทุกองค์ประกอบจริง ๆ ทั้งระบบคอมแบต ทั้งความท้าทายของอุปสรรค ไหนจะเรื่องระบบสำรวจที่ทำออกมาได้ติดพันมาก แล้วยิ่งเล่นไปเรื่อย ๆ เกมมันก็มีของใหม่โยนใส่ผู้เล่นตลอด
ทุกครั้งที่ผู้เขียนมีความคิดในหัวว่า “ถ้าเกมมันใส่อันนี้เข้ามาด้วย มันน่าจะสนุกขึ้นอีกนะ” แล้วมันก็ใส่เข้ามาจริง ๆ
นี่จึงถือเป็นผลงานที่ออกแบบประสบการณ์ตั้งแต่ต้นเกมจนจบเกมได้น่าทึ่งมาก ไม่มีช่วงไหนของเกมที่น่าเบื่อเลย และเกมมันสนุกแบบตลอดรอดฝั่งจริง ๆ
Performance – ขัดเกลามาดีสมกับเป็นผลงานของ Capcom

ขึ้นชื่อว่าเป็น RE Engine แล้ว ประสิทธิภาพการรันและการแสดงผลของเกมก็ทำออกมาน่าประทับใจตามความคาดหมาย นอกจากภาพที่ได้มันจะออกมางดงามได้มาตรฐานของเกม AAA ยุคนี้ เกมมันก็ยังเล่นได้ลื่นไหลไร้ปัญหา โดยเครื่องที่ผู้เขียนใช้ในการเล่นเพื่อรีวิวจะเป็นเครื่อง PlayStation 5 Pro ซึ่งตลอดระยะเวลากว่า 16 ชั่วโมงที่เล่น ผู้เขียนไม่เคยเจอจังหวะที่เฟรมเรตตก หรือพบเจอบั๊กแม้แต่ครั้งเดียว

แล้วในขณะที่เรามักจะเห็นเกม AAA ปัจจุบันกินพื้นที่อย่างต่ำก็ 60 ถึง 70 GB ขึ้นไปจนชินตา เกมนี้มันสามารถ optimize ข้อมูลจนมีขนาดเพียงแค่ 30 GB กว่า ๆ เท่านั้น ถือเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ที่ผู้เขียนก็สงสัยเหมือนกันว่าทาง Capcom เขาทำได้อย่างไร
เพราะฉะนั้นแล้ว ในส่วนของ Performance มันก็สอบผ่านฉลุยทุกข้อแบบไม่มีจุดบกพร่องใด ๆ เลย
Verdict – อีกหนึ่งเกมยอดเยี่ยมแห่งปี 2026 ที่คุณห้ามพลาด

หากจะเปรียบเทียบ Pragmata เป็นอาหารสักจานหนึ่ง มันก็คืออาหารที่ดูดีน่ารับประทานตั้งแต่แรกเห็น แถมพอตักมันเข้าปาก รสชาติของมันก็ทั้งอร่อยและถูกปากสมกับรูปร่างหน้าตาอันดูดีของมัน ที่สำคัญคือรสชาติของอาหารจานนี้ มันยังเป็นรสชาติที่เราไม่เคยได้ลิ้มรสมาก่อนเลย
ทำให้ตลอดช่วงการ “รับประทาน” ตั้งแต่คำแรกจนถึงคำสุดท้าย เป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำมาก
เพราะฉะนั้นแล้ว นี่คืออีกผลงานยอดเยี่ยมอย่างไม่ต้องสงสัย หากคุณเป็นคนที่หลงใหลในความท้าทาย และอยากสัมผัสรสชาติของเกมยิงที่ไม่เคยมีมาก่อน อีกทั้งยังชื่นชอบเกมที่หยิบมิตรภาพของตัวละคร “คู่หู” มานำเสนอได้อย่างกินใจ… Pragmata จะเป็นวิดีโอเกมที่คุณหลงรักสุดหัวใจแน่นอน














