ย้อนกลับไปในยุคที่เกมต่อสู้เป็นที่นิยม เรามีเกมอย่าง Street Fighter, Mortal Kombat, Tekken และอื่น ๆ อีกมากมาย ที่นำเสนอความเป็นนักสู้ผู้ใช้สองกำปั้นและสองเท้าห่ำหั่นกัน ทุก ๆ เกมมีลักษณะคล้าย ๆ กัน แต่จะไปต่างในด้านคอนเซปต์กับรูปแบบการเล่นเท่านั้น แต่ถ้าจะพูดถึงเกมต่อสู้ที่แตกต่างออกไปเลย ณ ช่วงเวลานั้น เราคงต้องพูดถึง SoulCalibur เกมต่อสู้ที่เปลี่ยนจากการดวลศิลปะการต่อสู้ทางร่างกาย มาเป็นศิลปะการต่อสู้ทางศาสตราวุธแทน

SoulCalibur ไม่ใช่ชื่อแรก ก่อนหน้านี้เกมใช้ชื่อว่า Soul Edge มาก่อน เนื้อหาของเกมจะเกี่ยวข้องกับอาวุธในตำนานสองเล่ม ได้แก่ Soul Edge ดาบมารที่ผู้ครอบครองจะได้รับพลังมหาศาล และ Soul Calibur ขั้วตรงข้ามกับดาบเล่มแรก แต่มีพลังมหาศาลพอ ๆ กัน เกมพัฒนามาเรื่อย ๆ จนถึงภาค 5 ก่อนหยุดพัฒนาไปเนื่องจากภาวะไม่ทำกำไรของซีรี่ส์

ในปี 2018 SoulCalibur กลับมาใหม่อีกครั้งหลังจากหายไปนานกว่า 6 ปีในชื่อ SoulCalibur VI ภาคนี้จะเป็นการล้างอายครั้งใหญ่ของซีรี่ส์ได้หรือไม่ ? ต้องดู

สไตล์การเล่าเรื่องสุดแหวกแนว

เราอาจจะชินกับการที่เกมต่อสู้สมัยนี้ใช้การเล่าเรื่องด้วยคัทซีนเป็นหลัก แต่ SoulCalibur ภาคนี้ไม่ทำตามเทรนด์ พวกเขาเลือกจะใช้วิธีเล่าเรื่องถึงสองแบบ คือคัทซีนในฉากสำคัญ และบทสนทนาคล้ายเกมวิชวลโนเวลในฉากปกติ ในตอนแรกการเล่าเรื่องแบบนี้ให้อารมณ์แปลกใหม่มาก ๆ เพราะน้อยครั้งที่เราจะเห็นเกมระดับสูง ๆ มาเสี่ยงตายแบบนี้ บอกเลยว่ากล้ามาก แต่สุดท้ายความกล้าก็ไม่สัมฤทธิ์ผลเท่าที่ควร เพราะเนื้อหาในเกมมันค่อนข้างจะใช้คำว่าน่าเบื่อได้ พอมาบวกกับการอ่านสไตล์วิชวลโนเวล มันยิ่งเพิ่มความน่าเบื่อของเกมเข้าไปอีก ในช่วงแรกเราอาจจะเพลิดเพลินกับการอ่าน แต่พอเริ่มเข้า Chapter หลัง ๆ เราจะรู้สึกว่า สุดท้ายมันก็ไม่ได้สำคัญอะไร จนเลือกที่จะกด Skip ข้ามไปมากกว่าจะเสียเวลานั่งอ่าน

ในโหมด Libra of Soul จะใช้ระบบคล้าย ๆ กัน คือมีเนื้อเรื่องมาให้ในแบบวิชวลโนเวล แต่ความพิเศษของโหมดนี้คือเราสามารถเลือกตอบคำถามระหว่างเล่นได้ ในช่วงแรกระบบนี้ได้ใจผู้เขียนไปเต็ม ๆ เพราะเหมือนว่าเราควบคุมชะตากรรมของตนเองได้แม้กระทั่งเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่พอนาน ๆ เข้ากลับรู้สึกเบื่อกับการที่ต้องตอบคำถาม บางคำถามไม่มีความสำคัญอะไรที่จะต้องตอบเลย เกมก็ยังบังคับให้เราตอบให้ได้ แถมในบางครั้งเราจำเป็นจะต้องซักถามข้อมูลจาก NPC บางตัว แต่ด้วยความที่เกมมันไม่ได้มีความโดดเด่นเรื่องบทสนทนาอยู่แล้ว ทำให้ระบบพวกนี้มันน่าเบื่อมากกว่าจะมีเสน่ห์ไปโดยปริยาย

Soul Calibur VI

เล่นง่าย แต่ยากจะเชี่ยวชาญ

ระบบการเล่นถือเป็นหัวใจสำคัญของเกมต่อสู้ SoulCalibur VI ค่อนข้างตอบโจทย์สำหรับผู้เล่นใหม่ที่ไม่เคยเล่นเกมไฟท์ติ้งมาก่อน เพราะความง่ายในการออกท่าทาง ระดับความเร็วของเกมที่ไม่เร็วมากจนเกินไป ทำให้มันเหมาะมาก ๆ หากคุณไม่เคยเล่นเกมไฟท์ติ้งใด ๆ มาก่อนเลย เกมค่อนข้างจะใช้ปุ่มเยอะแต่เข้าใจง่าย คอมมานต์ไม่ซับซ้อน ไม่จำเป็นจะต้องกดอะไรยาก ๆ ก็สามารถครีเอทท่าทางสวย ๆ ออกมาได้อย่างไหลลื่น และด้วยทุกอย่างที่กล่าวมา ทำให้ผู้เล่นใหม่สามารถต่อสู้กับผู้เล่นที่มีประสบการณ์ได้ค่อนข้างสูสีมากกว่าเกมอื่น ๆ

ในการเล่นระดับโปร เรามีโปรเพลเยอร์เกมต่อสู้แอบกระซิบบอกเรามาแบบลับ ๆ ว่าจริง ๆ เกมต้องใช้ความเชี่ยวชาญในการเล่นพอสมควร เพราะเทคนิคระดับสูงในเกมนี้มีเยอะจนเรียกว่าเป็นเกมสำหรับ “สุดยอดฮาร์ดคอร์เกมเมอร์” เลยก็ว่าได้ เช่น movement แปดทิศสุดโหดที่ถ้าฝึกจริง ๆ ก็หลบได้ทุกทาง ระบบ Reversal Edge ที่เน้นความเชี่ยวชาญในด้านการกดท่าทางของตัวละคร ถือเป็นความรู้ที่เจ๋งมาก ๆ อีกทั้งยังมีสุดยอดการโจมตีที่เรียกว่า Lethal มันคือเทคนิคใหม่ที่คุณจะต้องโจมตีให้ถูกมุม ถ้าถูกเมื่อไหร่จะทำให้ศัตรูหยุดเพื่อต่อคอมโบได้ซักพัก ถือเป็นเทคนิคที่เราไม่เคยเห็นในเกมใด ๆ มาก่อน จนอาจเรียกได้ว่านี่คือระบบเด่นของเกมนี้อย่างแท้จริง

แต่สุดท้ายยังไง แม้เกมจะแสดงความท้าทายอย่างสูงในระดับโปรตามที่พี่ชายโปรเพลเยอร์ของเราแนะนำ แต่เกมก็ดันมีปัญหาในเรื่องความสมดุล ตัวละครบางตัวเก่งมาก เก่งจนเกินไป ยกตัวอย่างเช่น Voldo ที่ท่าทางเยอะมาก ๆ แถมทิศทางในการเล่นก็แทบเดาทางไม่ได้ ความเชี่ยวชาญที่ให้มาด้านบนอาจจะทำให้สมดุลตัวนี้ถูกหักลบไปหากเล่นในระดับที่สูงมาก ๆ แต่ถ้าจะพูดกันในด้านมวยวัด ตัวละครพวกนี้ก็ได้เปรียบอยู่ดี เพราะอย่างที่เราบอกไปในตอนต้น คอมโบมันกดง่ายมาก เด็กแถวบ้านผู้เขียนยังกดท่าที่หลายคนบอกว่าทำยากของ Voldo ได้เลย

นอกจากนี้เกมยังคงมีปัญหาเล็ก ๆ เช่นเอฟเฟคของเกมที่จัดจ้านจนบางครั้งบังทิศทางดาบของศัตรู ทำให้เราโดนดาบในแบบโง่ ๆ ที่ตัวเราเองไม่คิดว่าจะโดน และโหมด Libra of Soul ที่เกียร์ของตัวละครแทบจะไม่ส่งผลอะไรเลย การที่เลเวลคุณต่างกับศัตรูมาก ๆ คุณจะได้แค่โบนัสบางส่วนเท่านั้น ซึ่งไอ้บางส่วนนี่มันก็น้อยมาก ๆ ส่วนตัวไม่รู้ว่าได้กี่เปอร์เซ็น คือมันก็รู้สึกได้แต่สุดท้ายยังไงฝีมือก็ยังเป็นส่วนสำคัญในการเล่นอยู่ดี

Soul Calibur VI

กราฟิกก็สวยดีนะ แต่…

พูดตรง ๆ เลยว่า SoulCalibur VI เป็นเกมที่กราฟิกค่อนข้างจะตกยุค ส่วนตัวเคยได้ลองเล่นตัวทดลองไปแล้วในงาน PSX ที่ผ่านมา เราก็เลยคาดหวังว่าตัวเต็มน่าจะแตกต่างและทำได้ดีกว่า ปรากฏว่าตัวเต็มกับตัวทดลอง “แทบจะไม่มีอะไรต่างกันเลย” จะพูดว่าผิดหวังเต็มปากก็ไม่ได้ อย่างน้อยตัวฉากของเกมยังทำออกมาได้ดูดี แต่ในเรื่องโมเดลตัวละครนี่รับไม่ได้จริง ๆ เอาเป็นว่าถ้าคุณเล่นเกมบ่อย ๆ คุณจะรู้ว่าเกมที่รีดกราฟิกโมเดลและฉากตัวละครออกมาได้มากที่สุดคือเกมต่อสู้ เพราะมันแทบจะไม่ต้องใช้พื้นที่ในการเรนเดอร์เยอะ ทำให้ใส่ทุกอย่างได้ทั้งหมดในเสกลฉากสี่เหลี่ยม เพราะฉะนั้นผู้เขียนก็เคยแอบคาดหวังว่า SoulCalibur VI ที่วางจำหน่ายในปี 2018 จะต้องสวยงามหยดย้อยแน่นอน เอาเป็นว่าต้องสวยกว่า Tekken 6 แน่ ๆ แหละ แต่พอเกมออกมาจริง ๆ ก็ทำออกมาได้ต่ำกว่ามาตรฐานค่อนข้างมาก หลายคนอาจจะให้เหตุผลว่าเพราะเกมต้องการรัน 60FPS ให้ได้ตลอดเวลา แต่ผู้เขียนก็อยากบอกให้รู้ไว้ว่ามีเกมบน PS4 อีกเยอะที่ภาพสวยกว่านี้มาก กินเสป็กกว่านี้มาก มีจำนวน Element มหาศาลกว่าเกมนี้มาก แต่ก็ยังรันได้ในระดับ 60FPS แบบนิ่ง ๆ

ข้อดีเพียงอย่างเดียวคือความไหลลื่นของเกมที่ยอดเยี่ยม ไม่มีจังหวะไหนที่เฟรมเรตดรอปลงหรือกระตุกเลย แถมฉากด้านหลังก็สวยมาก ๆ จนบางครั้งมองการโจมตีศัตรูไม่ออกเพราะเอาเวลาไปมองฉาก (ฮา) เอาเป็นว่าก็มีดีมีแย่คละ ๆ กันไป

Soul Calibur VI

เกณฑ์การให้คะแนนรีวิวจาก GamingDose

7
เกมดี
SoulCalibur VI
ต่อสู้ชัดเจน แต่เนื้อหาด้านอื่นยังไม่ชัด
SoulCalibur VI นำเสนอให้เห็นถึงทุกอย่างที่เกมต่อสู้ควรจะมีในระบบต่อสู้ของตัวมันเอง ทั้งความง่ายในฐานะมือใหม่ และเทคนิคจำนวนมากในระดับโปร แต่ด้วยปัญหาข้อใหญ่ ๆ ในเรื่องเนื้อหา, กราฟิก บวกกับปัญหาเล็ก ๆ ในบางจุด ทำให้ SoulCalibur VI น่าจะถูกใจสำหรับคอเกมไฟท์ติ้งระดับพระกาฬ แต่อาจไม่ถูกใจผู้เล่นที่มองส่วนประกอบอื่นของเกมเป็นหลัก
ข้อดี
เล่นง่าย เข้าใจง่าย
ฉากหลังสวยมาก
เอฟเฟคจัดเต็ม
ข้อด้อย
ระบบเสียงราวกับดูหนัง AV ก็มิปาน
ระบบการต่อสู้ที่ไม่สมดุล
เกมให้ค่ากับระบบการเล่นมากไป จนหลงลืมส่วนประกอบอื่น ๆ จนหมดสิ้น

Markrider

มาร์ค – Content Writer

บทความที่เกี่ยวข้อง