Review: Jump Force


การนำตัวละครจากการ์ตูนมาตีกันข้ามเรื่อง น่าจะเป็นความฝันอันดับแรก ๆ ของเหล่าผู้รักการ์ตูนทั้งหลาย เพราะไม่ว่าจะผ่านไปนานเท่าไหร่ กระทู้ คนโน้น VS คนนี้ ก็ยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่หยุดหย่อน

แต่เนื่องจากเสกลพลังของแต่ละเรื่องที่ไม่เท่ากัน ทำให้เราไม่ค่อยเห็นการตีกันข้ามเรื่องเท่าไหร่นัก จะเห็นก็แต่ครั้งที่พิเศษจริง ๆ แต่ก็เรียกได้ว่าน้อยจนนับครั้งได้ ด้วยเหตุนี้เหล่าผู้รักการ์ตูนทั้งหลายจึงเรียกร้องให้มี ‘เกม’ มาทำให้ความปรารถนาของพวกเขาเป็นจริง

เมื่อประมาณปี 2006 โลกเพิ่งจะได้รู้จักกับ Battle Stadium D.O.N เกมแนว Fighting ที่นำเอาการ์ตูน 3 เรื่องที่ดังที่สุดในขณะนั้นของ Jump มาปะทะกัน ในยุคนั้นถือว่าเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นมาก เพราะวันพีชและนารูโตะในตอนนั้น คือกระแสหลักที่มาแรงที่สุดแทบจะในโลก ส่วนดราก้อนบอล แม้ว่าจะจบไปนานแล้ว แต่กระแสยังคงเป็นอมตะ ทำให้เกมนี้โด่งดังเป็นพลุแตก แต่หลังจากที่เกมนี้ออกวางจำหน่าย เราก็แทบไม่ได้เห็นการ์ตูนที่เรารัก ปะทะกับการ์ตูนเรื่องอื่นอีกเลย

ปี 2019 เนื่องในโอกาสฉลองครบรอบ 50 ปีของนิตยสาร JUMP ทาง Bandai Namco จึงได้ปล่อย Jump Force เกมที่รวมตัวละครจากการ์ตูนจั๊มป์ในแบบที่ ‘มากสุดในประวัติศาสตร์’ มาไว้ในเกมเกมเดียวออกมาให้เราได้เล่นกัน คำว่ามากที่สุดในประวัติศาสตร์นี้ต้องบอกว่ามากของจริง เพราะมันรวมตัวละคร 42 ตัวละครจาก 16 ซีรี่ส์ในการ์ตูนจั๊มป์มาไว้ในเกมเดียวกัน เรียกได้ว่าใครเป็นแฟนจั๊มป์ไม่ควรพลาดเด็ดขาด ด้วยเหตุนี้เราก็เลยต้องจัดเกมนี้มาเพื่อรีวิวโดยเฉพาะ

Story

Jump Force

เรื่องราวของ Jump Force จะเริ่มต้นขึ้นจากการที่ Frieza นำทีมเหล่าวายร้ายมาบุก ‘โลกจริง’ ที่ตัวเราอาศัยอยู่ ร้อนถึงตัวละครใน Jump ที่ต้องข้ามมิติมาเพื่อปราบเจ้าพวกนี้โดยเฉพาะ คุณจะรับบทเป็นประชาชนตาดำ ๆ ที่โดนลูกหลงจากเหล่า Venom จนเสียชีวิต ยังดีที่ทรังค์ยังมีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มอบพลังจาก Umbras Cubes วัตถุพิเศษในเกมให้คุณ ส่งผลให้ตัวคุณฟื้นขึ้นมาพร้อมกับ ‘พลังพิเศษ’ ที่ส่งผลให้คุณใช้พลังของตัวละครในการ์ตูน Jump ‘ได้ทุกตัวละคร’

บอกกันตรงนี้ว่าพล็อตเรื่องของเกมค่อนข้างน่าสนใจ สิ่งที่ชอบเลยคือการนำตัวคุณเองเข้าไปหาตัวเรื่องได้ดี แม้ว่าคุณจะไม่เคยดูการ์ตูนเรื่องไหนเลย เราก็มั่นใจได้ว่าคุณจะสนุกกับเกมได้ เพราะส่วนตัวผู้เขียนไม่ใช่คนอ่านการ์ตูนเยอะอะไร (อ่านแต่การ์ตูนเก่า ๆ การ์ตูนใหม่แทบไม่ได้อ่าน) แต่ก็รู้สึกอินไปกับเนื้อเรื่องของเกมนี้ได้ ยิ่งตอนท้ายมีหักมุมหน่อย ๆ ยิ่งชอบ เอาเป็นว่าอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างโอเค

สิ่งที่ไม่ชอบเลยคือความ ‘นิ่ง’ ของเนื้อเรื่อง แม้ว่าเนื้อหาจะสนุกแค่ไหน แต่การบังคับ Grinding ของเกมที่หนักเกินไปก็สร้างปัญหาให้กับมันได้ ลองคิดภาพที่คุณกำลังอินกับเนื้อหาอย่างที่สุด คุณอยากจะปราบตัวร้ายตัวนี้ให้ตายตกไปโดยเร็ว แต่ดันโดนบังคับให้ฟาร์มเพื่อหาของบางอย่าง หากไม่ได้ของชิ้นนั้น คุณจะเล่นเนื้อเรื่องต่อไม่ได้ แถมไม่ใช่การบังคับให้เล่นรอบเดียว มันเกิดขึ้นหลายรอบมาก ๆ ทำให้พอจะเจอกับบอสจริง ๆ คุณก็ไม่มีอารมณ์อยากปราบมันแล้ว

Gameplay

Jump Force

ระบบการเล่นของเกมนี้จะคล้าย Dragonball Xenoverse 2 ค่อนข้างมาก (เกือบ 80%) แต่มีบางส่วนถูกปรับแต่งให้เข้ากับตัวละครอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ตัวละครจากซีรี่ส์ดราก้อนบอล แถมยังถูกปรับให้เล่นง่ายขึ้นมาก ไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานหรือรัวปุ่มยับ ๆ แบบ DB X2 ก็ได้ จุดสำคัญของระบบการเล่นจะคล้าย ๆ การเป่ายิ้งฉุบ ให้มองว่าการป้องกันคือกระดาษ ที่จะชนะการโจมตีแบบคอมโบ (ค้อน) เสมอ และการป้องกันก็จะแพ้การจับทุ่ม (กรรไกร) เหมือนกัน และการจับทุ่มก็จะแพ้การโจมตีแบบคอมโบด้วย

ระบบการปรับแต่งตัวละครในเกมทำได้ตั้งแต่รูปลักษณ์ เสื้อผ้า ยันท่าไม้ตาย ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้จะปลดล็อกได้ต่อเมื่อ คุณผ่านเงื่อนไขของมิชชั่นนั้น ๆ แล้ว ความโดดเด่นของการปรับแต่งตัวละครที่น่าสนใจที่สุด คือการใส่ท่าทางต่าง ๆ ของตัวการ์ตูนที่คุณชอบ รวมกันในตัวละครเดียว ออกมาเป็นตัวละครที่แข็งแกร่งที่สุด นั่นก็คือตัวคุณ

สิ่งที่น่าชื่นชมสำหรับเกมนี้เลยคือ การใส่ท่าไม้ตายแฟนเซอร์วิสเข้ามาในเกมแบบเต็ม ๆ ไม่มีกั๊ก ผู้เขียนในฐานะที่ชอบแค่การ์ตูนบางเรื่อง ยังรู้สึกได้เลยว่าผู้พัฒนาใส่ใจทำเกมนี้เพื่อแฟนบอยเอามาก ๆ ยิ่งมาอ่านเวอร์ชั่นแปลไทยยิ่งรู้สึกตื้นตัน เพราะพวกเขาเอาชื่อท่ามาจากมังงะแบบแปลไทยเกือบทั้งหมด ไม่น่าเชื่อว่าเกมต่อสู้เกมนี้จะเก็บรายละเอียดการแปลไทยมาได้ขนาดนี้

สิ่งที่ไม่ชอบเลยสำหรับเกมเพลย์ ก็คงหนีไม่พ้นความเร็วของเกมที่มีมากจนเกินไป ในช่วงแรก ๆ ที่ผู้เขียนเล่น บอกเลยว่ามองตามตัวละครไม่ทัน แต่พอเริ่มปรับตัวให้คุ้นชินแล้วก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรมาก สิ่งที่น่ารำคาญจริง ๆ ที่เล่นกี่ครั้งกี่ครั้งก็ยังรำคาญคือเอฟเฟกต์ของสกิล ที่เรียกได้ว่าสาดแสงกันแสบตาจนแทบตาบอด สิ่งที่ตลกคือตัวเกมมันเร็วมาก ๆ แต่ท่าไม้ตายแบบ Ultimate กลับใช้เวลาอารัมภบทค่อนข้างนาน กว่าจะปล่อยได้อีกฝ่ายก็กดป้องกันค้าง รอดตัวไปแล้ว

นอกจากนี้ยังมีเรื่องที่ ‘ไม่น่าให้อภัย’ เกิดขึ้นในเกม คือมุมมองการเล่นสองคนของเกมนี้ ‘เป็นมุมมองเดียวกับการเล่นคนเดียว’ คือไม่มีการแบ่งหน้าจอ ทำให้การเล่นสองคนทำได้ยากมาก ต้องใช้ความคุ้นชินระดับสูงถึงจะสามารถเล่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ (อันนี้ไม่รู้ว่าปรับมุมกล้องให้แบ่งหน้าจอได้หรือเปล่า ถ้าปรับได้ก็บอกเราดี ๆ อย่าด่าเรานะ อิอิ)

Performance

Jump Force

ในด้านกราฟิกบอกเลยว่าหายห่วง เพราะเกมนี้จัดเต็มทั้งสภาพแวดล้อม แสง สี คือทุกอย่างดูดีหมด ยิ่งโมเดลตัวละครยิ่งดูดี (คือไม่ได้ดูดีเฉย ๆ ดูดีมาก กอไก่ล้านตัว) แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือเกมรันได้ไม่ถึง 60FPS (PS4 Pro) และยังมีอาการกระตุกบ้างเป็นบางครั้ง แต่พอเข้าฉากต่อสู้แล้วก็ไม่มีอาการดังกล่าว ถือว่า Optimize มาได้ค่อนข้างดีแต่ไม่ถึงกับดีมาก

สิ่งที่เกลียดเลยสำหรับกราฟิกก็อย่างที่บอกไปข้างต้น ด้วยความที่เกมมันพัฒนาจาก Unreal Engine 4 ทำให้เอฟเฟคในเกมมันสว่างมากกว่าปกติ พอบวกกับการสาดท่าไม้ตายแล้ว กลายเป็นว่าแสบตามาก ยิ่งถ้าคุณได้ลองใช้สกิลประเภทบอลเกงกิ หรืออะไรก็ตามที่มันใหญ่พอจะโดนทั้งฉาก บอกเลยว่าขาวทั้งหน้าจอ ยิ่งกว่าโดนระเบิดแฟลชในเกม FPS อีก ตรงนี้ไม่รู้ว่าเป็นแค่คนเดียวไหม เพราะสายตาไม่ดีมาก แต่บอกเลยว่าไม่ชอบ

สิ่งที่ควรปรับปรุงคือการดาวน์โหลดระหว่างฉากของเกม ที่มีเยอะจนมากเกินไป ไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ตาม คุณจะเข้าด่าน คุณจะปรับแต่งสกิล จะปรับแต่งตัวละคร จะปรับแต่งนู่นนี่นั่น คุณก็ต้องดาวน์โหลดฉากอยู่เสมอ ทั้ง ๆ ที่เทคโนโลยีสมัยนี้ไปไกลแล้ว ดูอย่าง Dragon Quest ภาคล่าสุดสิ เข้าบ้านไม่เห็นต้องโหลดฉากเลย ทำให้เราไม่เข้าใจจริง ๆ ว่า จะทำฉากโหลดมาเยอะ ๆ ทำไม

Sound

Jump Force

เสียงพากย์ในเกมค่อนข้างใส่ใจพอสมควร เห็นได้จากที่ตัวละครของดราก้อนบอล ใช้ Cast เก่า ๆ กันเกือบทั้งหมด อันนี้ไม่รู้ว่าตัวอื่นจะใช้หลักเกณฑ์เดียวกันไหม เพราะเห็นฝรั่งโวยวายกันอยู่ว่าบางตัวไม่มีเสียงพากย์ เลยไม่อยากจะไปตัดสินในโซนนี้ซักเท่าไหร่ (เพราะไม่ได้ดูการ์ตูนด้วยแหละ)

นอกจากเรื่องเสียงพากย์แล้ว บอกเลยว่าเสียงเอฟเฟกต์กับ OST เกมนี้ค่อนข้างแน่น เปิดเสียงฟังดัง ๆ ค่อนข้างฟินพอสมควร มีทั้งเอฟเฟกต์ตูมตาม มีเสียงตะโกนโหวกเหวกโวยวาย เปิดโลกทัศน์ใหม่ในการเล่นเกมดี ใครที่รักเสียงย๊าก ว๊าก ทั้งหลายจากอนิเมะ น่าจะชอบเสียงจากเกมนี้อยู่พอสมควร