รีวิว : Sony PULSE 3D สะดวก ไร้รอยต่อ มาพร้อมระบบเสียง 3 มิติเพื่อ PS5 โดยเฉพาะ

สำหรับเกมเมอร์ที่กำลังมองหาหูฟังดี ๆ เพื่อเล่นเกมบนเครื่อง PlayStation 5 ก็คงจะต้องชายตามาหา Sony PULSE 3D ก่อนเป็นอันดับแรก ด้วยความที่เป็นหูฟังอุปกรณ์เสริมของเครื่อง ที่วางขายมาพร้อมกันอยู่แล้วตั้งแต่ต้น

หากใครที่กำลังกังวล หรือมีความทรงจำไม่ดีมากับหูฟังสมัย PlayStation 4 ก็ต้องบอกว่ารอบนี้ Sony ทำการบ้านมาดี และรับรองว่าจะตอบโจทย์เกมเมอร์ที่อยากสัมผัสประสบการณ์ Next-gen ในราคาระดับเริ่มต้นได้อย่างแน่นอน

ของที่มีมาให้ภายในกล่อง

Spec พื้นฐานของ Sony PULSE 3D Wireless Headset

  • Driver: Neodymium 40 มม.
  • น้ำหนัก : ตัวหูฟัง 292 กรัม / อแดปเตอร์ : 6 กรัม
  • การเชื่อมต่อ : 2.4 GHz RF / สาย 3.5 มม.
  • ระยะการสื่อสารสูงสุด : ประมาณ 10 เมตร
  • ระยะเวลาการใช้งานเมื่อชาร์จจนเต็ม : สูงสุด 12 ชั่วโมงในระดับเสียงปานกลาง
  • สั่งการด้วยปุ่มกด
  • รองรับการชาร์จแบบ USB Type-C Cable

รูปลักษณ์ภายนอก

PULSE 3D มีหน้าตาการดีไซน์ที่ล้อกันมากับตัวเครื่อง PlayStation 5 ชนิดที่มองผ่าน ๆ ก็สามารถรู้ได้ทันที ด้วยการใช้โทนสีบอดี้เป็นสีขาวเป็นหลัก สลับกับสีดำตรงบริเวณที่คาดหัวและตัวครอบหู ให้ความรู้สึกเรียบหรูน่าหยิบจับ

ทั้งนี้แล้ว ตัววัสดุของหูฟังจะเป็นพลาสติก ซึ่งมีพื้นผิวคนละแบบกันกับเครื่อง PlayStation 5 และดูเผิน ๆ ไม่คงทนนัก แต่ก็แลกมาด้วยน้ำหนักที่กำลังพอดี สามารถสวมใส่ในชั่วโมงแรก ๆ ได้อย่างไม่อึดอัด

ทางด้านของตัวครอบหู/Earcup มีข้อสังเกตว่าเป็นหนังสังเคราะห์ และมาเป็นทรงกลมที่ดูผิดธรรมชาติจากใบหูของคนไปเล็กน้อย นั่นทำให้ใครที่หูใหญ่หน่อย ใส่ไปนาน ๆ เข้าจะรู้สึกไม่สบาย ต้องคอยขยับเรื่อย ๆ จนกว่าจะหาจุดที่พอเหมาะที่จะทำให้รู้สึกไม่อึดอัดเจอ ซึ่งก็ใช้เวลาอยู่พอตัวและอาจเสียอรรถรสตอนเล่นเกมไปได้

ปุ่มเปิด-ปิด จะอยู่ล้ำมาด้านหน้า ซึ่งในการใช้งานจริงจะเอื้อมมาโดนได้ยากที่สุด

ในส่วนของการควบคุมหูฟัง ทุกอย่างมาแบบเป็นปุ่มกดอยู่ที่ฝั่งด้านซ้ายทั้งหมด และจัดวางปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง ไว้บริเวณตรงกึ่งกลาง ทำให้สามารถคลำหาได้ง่าย แต่ก็น่าเสียดายที่การเพิ่ม-ลดเสียงไม่ได้มาเป็นตัวหมุน ซึ่งน่าจะทำให้สามารถควบคุมระดับเสียงได้ดั่งใจกว่า เพราะเมื่อมาเป็นปุ่มกดจะมีโมเมนต์ที่เสียงไม่ได้ดั่งใจ พอเพิ่มก็ดังเกินไป พอลดก็เบาไปนิด อย่างที่เจอเป็นปกติของหูฟังลักษณะนี้ ซึ่งมันก็ยังคงเกิดขึ้นกับ PULSE 3D อยู่เช่นกัน

จากซ้ายไปขวา : ช่องเสียบ USB-C, ปุ่มเปิด-ปิดไมค์, ปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง, ปุ่มเปิด-ปิดการมอนิเตอร์เสียงพูด, ปุ่มปรับเสียงแชท/เสียงเกม

ขณะที่การออกแบบปุ่มเปิด-ปิดหูฟัง จะเลือกใช้การดันแบบสวิตช์ ที่ลำบากผู้ใช้งานจะต้องจำทิศทางเอาเองว่าดันไปทางไหนคือเปิด หรือปิด และใช้แรงนิ้วดันอยู่ระดับหนึ่ง ซึ่งในทางกลับกัน ความยากก็จะทำให้ไม่เผลอไปกดโดนมันเข้าง่าย ๆ

การเชื่อมต่อ

แน่นอนว่า PULSE 3D ออกแบบมาเพื่อเน้นการใช้งานไร้สายเป็นหลัก โดยจะมี Adapter ให้เสียบเข้ากับพอร์ต USB ที่สะดวกมากอย่างที่หูฟัง PS5 ควรจะเป็น นั่นคือเพียงแค่เสียบ แล้วเปิดตัวหูฟังขึ้นมา เครื่อง PS5 ก็จะหาเจอและเริ่มใช้งานได้ทันทีแบบไม่มีรอยต่อ

ขณะที่ใครจะเอาไปใช้กับอุปกรณ์อื่น ๆ ขอแค่เพียงมีพอร์ต USB ก็สามารถใช้งานไร้สายได้เช่นเดียวกัน หรือจะต่อด้วยสาย 3.5 มม. ก็แล้วแต่ที่สะดวก แต่ทั้งนี้ฟีเจอร์เฉพาะที่ทำมาให้กับตัวเครื่อง PS5 ก็จะโดนตัดออก เหลือหลัก ๆ แค่เพิ่มลดเสียง และเปิดปิดไมค์เท่านั้น

จุดที่น่าชื่นชมอยู่ที่ตัว Adapter ที่มาแบบเรียวยาว ทำให้ไม่กินพื้นที่กับพอร์ตข้าง ๆ ของเครื่อง PS5

ซึ่งเอาเข้าจริงแล้ว ด้านหน้าเครื่องก็มี USB Type-A แค่พอร์ตเดียว (ข้าง ๆ เป็น USB-C) และเวลาเสียบมันก็จะถูกจิ้มเด่นยื่นออกมาที่ตรงกลางเครื่อง ขณะที่ถ้าเสียบเข้าพอร์ต USB ด้านหลังก็จะดูซ่อนจากสายตากว่า แต่บางคนอาจวางเครื่องไว้ในมุมที่เอื้อมได้ยาก ถ้าจะถอดไปเสียบอุปกรณ์อื่นก็จะไม่ถนัดเหมือนกัน ทั้งนี้ก็แล้วแต่ลักษณะการใช้งานว่าใครอยากเสียบ Adapter ไว้ตรงตำแหน่งใด

สำหรับการเชื่อมต่อแบบไร้สาย สามารถทำได้อย่างน่าประทับใจมาก ไม่มีอาการดีเลย์ให้เป็นที่สังเกตได้ สัญญาณที่รับมาต่อเนื่องสมบูรณ์ ซึ่งตามสเปคกระดาษที่ระบุว่าใช้งานได้ที่ประมาณ 10 เมตร ก็เรียกได้ว่าเหลือ ๆ สำหรับการเล่นเกมแล้ว

ระดับเสียงที่ได้ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี ขับออกมาได้ค่อนข้างดังระดับหนึ่ง ส่วนตัวผู้เขียนชอบเสียงดัง ๆ เพื่อฟังรายละเอียดแน่น ๆ ก็ยังปรับไปได้ที่ระดับเกือบสุดตอบโจทย์กับความต้องการ จะมีก็เพียงแค่เรื่องที่กล่าวไปก่อนหน้านี้ว่าตัวซอฟต์แวร์ซอยระดับเสียงมาให้ค่อนข้างน้อยไปบ้างเท่านั้นเอง

คุณภาพเสียง

ด้วยความเป็นหูฟังเกมมิ่ง ทำให้ PULSE 3D เน้นที่การเก็บรายละเอียดเสียงไว้อย่างครบถ้วนน่าพึงพอใจ มีเบสมาเป็นลูก ๆ ให้รู้สึกได้แบบเต็มอิ่ม แต่ก็ไม่บวมจนไปรบกวนย่านอื่นบ่อยครั้งจนเกินงาม

อย่างไรก็ตาม PULSE 3D ควรจะอยู่เพื่อปฏิบัติหน้าที่เป็นหูฟังสำหรับการเล่นเกมเท่านั้น เพราะคาแรคเตอร์ของหูฟังถูกปรับจูนไปที่การเน้นให้รู้สึกได้ถึงเสียงเอฟเฟคต์เป็นหลัก หากจะนำไปใช้เพื่อการฟังเพลงอาจต้องมีผิดหวัง ทั้งในแง่ของสเตจเสียงที่ไม่ได้อยู่อย่างที่ควรจะเป็น (สำหรับการฟังเพลง) และยังขาดเสียงปลายแหลมที่คมชัดพอจะทำให้ฟังเสียงนักร้องได้อย่างเพลิดเพลินไป

ทางด้านคุณภาพเสียงไมค์ ก็ต้องบอกว่า Sony ใส่แค่พอให้มันมีอยู่เท่านั้น เพราะเสียงรบกวนยังมีปรากฏอยู่ แต่เป็นระดับที่พอรับได้สำหรับใช้ในการสื่อสารกับเพื่อนในทีม หากใครที่เป็นเกมเมอร์สาย Single Player อยู่แล้ว ข้อด้อยเรื่องไมค์ข้อนี้ก็ยังพอจะมองข้ามไปเลยได้เหมือนกัน ถ้าไม่ได้จะพูดกับใครบ่อย ๆ

ระบบเสียง Tempest 3D Audio

ฟีเจอร์พระเอกของ PULSE 3D อยู่ที่ระบบเสียงสามมิติรอบทิศทาง ที่ Sony เลือกพัฒนาขึ้นมาใช้เอง และทำให้ตัวเครื่อง PlayStation 5 ไม่ได้มีระบบ Dolby Atmos มาด้วย

ต้องบอกว่าน่าพอใจกว่าที่คิด เพราะถึงยังไม่เก่งพอจะแทนที่ Dolby Atmos ได้ แต่ Tempest 3D มันก็มีแนวทางของมัน โดยผู้ใช้สามารถที่จะเข้าไปปรับ Profile เสียง 3D นี้ในหน้าตั้งค่าของ PlayStation 5 ซึ่งมีให้เลือกอยู่ 5 ระดับความสูง ทำออกมาเพื่อรองรับกับสรีระของบุคคลที่มีหลายแบบ และเปิดโอกาสให้สามารถปรับจูนเข้ากับตำแหน่งการได้ยินที่เหมาะสมที่สุดของผู้ใช้งาน

เดิมทีแล้วหูฟัง PULSE 3D เคยน่าสนใจกว่านี้ เพราะหากใครต้องการที่จะสัมผัสกับประสบการณ์ระบบเสียง 3D ของเครื่อง PlayStation 5 แบบเต็ม ๆ ก็ต้องมาฟังกับตัวนี้เท่านั้น แต่น่าเสียดายที่ปัจจุบันระบบเสียง Tempest 3D ไม่ได้เป็น Exclusive กับหูฟังนี้แล้ว เพราะมี SteelSeries Arctis 7P ที่ก็รองรับอยู่ด้วย และทำให้ข้อได้เปรียบตรงจุดนี้หายไป

ทดสอบกับการเล่นเกมจริง

เราลองทดสอบกับเกมหลาย ๆ แบบ ทั้งที่รองรับระบบเสียง 3D แล้ว และเกมทั่ว ๆ ไปที่ไม่ได้รองรับมาตั้งแต่แรก

สำหรับเกมแรกอย่าง Demon’s Souls ถือว่า PULSE 3D เป็นพระเอกตัวจริง เพราะสามารถที่จะระบุตำแหน่งได้แม่นราวกับตามอง ผู้ใช้จะได้ทิศทางเสียงที่สอดคล้องกันกับการสั่น Haptic Feedback ของจอยอย่างดีในการฟาดอาวุธลงไปแต่ละครั้ง ยังไม่รวมถึงตำแหน่งการโจมตีของศัตรู เช่นไฟจากมังกรที่พ่นออกมา ที่แทบจะจับได้ว่ามันกำลังพ่นอยู่เหนือหัว หรือหากโดนพ่นไฟไล่หลังอยู่ ก็จะรู้ได้เลยว่าอีกนานแค่ไหนกว่าที่ไฟจะมาถึงตัวและโดนย่างจนไหม้เกรียม

ลูกธนูของศัตรู หรือการโจมตีแบบ Projectile อื่น ๆ สามารถที่จะสัมผัสได้ถึงทิศทาง และระดับความสูง-ต่ำที่ถูกต้อง ซึ่งนี่เป็นปัจจัยที่สำคัญมาก ๆ ที่จะช่วยชีวิตคุณจากเหตุชุลมุนที่ต้องคอยหามุมปลอดภัยที่สุดเพื่อกินไอเท็มฟื้นฟูเลือด และเรารู้สึกว่ามันเห็นผลชัดมากจริง ๆ กับการสู้บอสอย่างเช่น Fool’s Idol ที่มีร่างแยกคอยยิงศรเวทย์มาจากหลายทิศทาง

สำหรับเกมถัดไป เราทดสอบกับ Destruction AllStars ซึ่งเกมนี้ไม่ได้ต้องการใช้ประโยชน์จากการจับทิศทางขนาดนั้น แต่จะเป็นในแง่ของอิมแพคความสะใจในการพุ่งชนศัตรูแต่ละครั้งเสียมากกว่า ซึ่ง PULSE 3D ก็ยังตอบรับได้อย่างน่าพอใจ แม้ในยามอึกทึกครึกโครม ที่มีการระเบิดหนัก ๆ เข้าจะมีอาการเสียงแตกอยู่ก็ตามที

อีกเกมกระแสแรงอย่าง Resident Evil Village (เดโมตัวแรก) จะได้สัมผัสกับความสมจริงแบบเต็ม ๆ ด้วยองค์ประกอบเล็ก ๆ น้อย ๆ ในเกม อย่างเสียงคนเดิน, เสียงน้ำหยดข้างบนหัว, เสียงหัวเราะจากระยะไกล, เสียงกระซิบใกล้ ๆ หรือเสียงไวน์ไหลออกมาจากถัง แต่ละจุดถูกออกแบบมาเข้าที่เข้าทาง ช่วยเพิ่มบรรยากาศความน่าขนลุกไปได้อีกขั้น

แล้วถ้าเป็นเกมที่ไม่ได้รองรับแต่แรกล่ะ ? เราทดสอบกับ Ghost of Tsushima หนึ่งในเกมยอดเยี่ยมส่งท้าย Gen ของ PlayStation 4 ที่ผ่านมา และพบว่ามันก็ยังให้เสียงที่ครบถ้วน ได้อารมณ์ของการกระทบดาบ และ Ambient ในยามเงียบสงัดวังเวงได้อย่างดี จะนั่งจะนอนฟังเสียงธรรมชาติเพลิน ๆ ทั้งวันก็ยังไหว… ถ้าไม่ติดที่ว่ามันใส่นาน ๆ แล้วไม่สบายหู

สำหรับเกมที่ไม่ใช่ First-party ของ PlayStation อย่าง Genshin Impact (เผื่อใครยังไม่ทราบ พอมาอยู่บน PS5 แล้วลื่นมาก !) จะแทบไม่ได้รับการบูสต์อะไรเลย และได้เสียงสเตอริโอปกติที่เล่นได้เพลิน ๆ ไม่ได้ประทับใจกับอะไรขึ้นเป็นพิเศษ

ส่วนเกมสุดท้าย เราลองกับ The Last of Us Part II ที่อันนี้พอเราต่อกับหูฟังแล้ว เกมจะปลดล็อคตัวเลือกระบบ 7.1 เพิ่มมา และผลลัพธ์ที่ได้ถือว่าสร้างความประหลาดใจมาก เพราะมันได้อิมแพคเยอะกว่าที่คิดไปไกล ไม่ว่าจะเป็นแรงกระทบกันของอาวุธ Melee, เสียงปืนอันกึกก้อง, เสียงเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างบรรดา Clicker หรือข้าวของตามพื้น ก็ได้ยินเข้ามาในรายละเอียดที่ดูดี เป็นอีกข้อพิสูจน์ว่าการออกแบบเสียงที่ดีจากฝั่งตัวเกม ก็มีส่วนช่วยให้ประสบการณ์ของผู้ฟังดีขึ้นได้เช่นเดียวกัน

สรุปโดยรวม

PULSE 3D มีฟังก์ชันสำหรับการเล่นเกมเท่าที่จำเป็นบน PlayStation 5 มาให้ครบถ้วน

ลบตราบาปของหูฟัง PlayStation 4 ได้ แต่ก็ไม่ถึงกับโดดเด่นขึ้นมาท่ามกลางหูฟังเกมมิ่งตัวอื่นในตลาด แม้จะมีระบบเสียงอัน (เกือบ) เป็น Exclusive อยู่ในมือก็ตาม

ด้วยราคาศูนย์ไทย 3,490 บาท ถือเป็นราคาที่คุ้มกับคุณภาพ และฟังก์ชันที่ได้แบบพอดิบพอดีมาก ๆ แล้ว ห้ามแพงไปกว่านี้ (แต่ถ้าถูกกว่านี้ได้ ใครกันจะไม่ชอบ)

จุดด้อยที่ชัดเจน มีอยู่ 2 เรื่อง

  • การออกแบบตัว Earcup ยังไม่รับกับสรีระ ทำให้ใส่นาน ๆ แล้วไม่สบาย
  • ความจุแบตไม่ได้อึดมากนัก สามารถเปิดอยู่ได้เต็มที่แค่ประมาณ 9-12 ชั่วโมง ซึ่งถึงจะได้ตามสเปคกระดาษ แต่ก็ยังถือว่าน้อยอยู่ดี

ใครที่กำลังคิดจะซื้อ อาจจะต้องเผื่อใจกันไว้บ้าง เพราะในอนาคตจะต้องมีหูฟังที่รองรับระบบเสียง Tempest 3D เพิ่มมาอีกเรื่อย ๆ ส่งผลให้ PULSE 3D ก็จะค่อย ๆ จืดลงไปตามกลไกการแข่งขันในตลาด

แต่อนาคตที่ว่า จะยังคงไม่มาถึงในเร็ววัน เพราะฉะนั้นปัจจุบัน PULSE 3D คือหูฟังที่คุ้มค่าที่สุดกับ PlayStation 5 แล้วในช่วงราคานี้ ซึ่งหากใครสนใจก็เตรียมตัวที่จะรอสั่งซื้อกันได้ที่ Sony Store และร้านที่เป็นตัวแทนของ PlayStation ทั่วประเทศ โดยคาดว่าจะมีการเติมของเข้ามาอีกอยู่เรื่อย ๆ แบบไม่นานเกินรอกันแน่นอน

 

ผู้เขียนบทความ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

close