BY Nuttawut Apiratwarakul

รีวิว The Sinking City 2 | ภารกิจพลิกชะตาครั้งใหม่ในเมืองจมบาดาล

The Sinking City 2 web
Views
ติดตามบน Google News
สารบัญ / Contents

ในปี 2019 Frogware สตูดิโอพัฒนาเกมสัญชาติยูเครนปล่อย The Sinking City ออกสู่สายตาชาวโลก และมันพิสูจน์ว่า เมื่อประสบการณ์สร้างเกม Sherlock Holmes หลายต่อหลายภาคของพวกเขาได้รวมเข้ากับกับโลกอันน่าสะพรึงของ H.P. Lovecraft ผลงานที่ได้ก็ออกมาน่าสนใจยิ่งนัก 

แม้จะไม่ประสบความสำเร็จในระดับปรากฏการณ์ แต่ก็ถือว่าเป็นหนึ่งในเกมที่ขายดีที่สุดของผู้พัฒนา ความสยดสยองอันเป็นเอกลักษณ์ของเรื่องราวแนว cosmic horror ทำให้กลุ่มแฟนเกมสืบสวนตั้งตารออย่างยิ่งที่จะได้เห็นการผจญภัยในโลกใต้เงื้อมมือเหล่าเทพบรรพกาล 

หลังการพัฒนาถึง 4 ปีเต็ม ท่ามกลางช่วงเวลาอันยากลำบากของมรสุมสงคราม โดยที่ทีมงานกว่า 95% ยังอยู่ในพื้นที่ที่มีเสียงเตือนภัยการโจมตี รวม 85,183 ครั้ง ทั้งยังต้องผ่านคนคืนอันยากจะข่มตาหลับมานับไม่ถ้วน ในที่สุด The Sinking City 2 ก็ได้อวดโฉมต่อชาวโลกในปี 2026 จนได้

และเกมที่เล่าเรื่องราวของความน่าสะพรึงกลัวอันเกินต้านทานจากผู้คนเคยสบตากับมันจริง ๆ จะเป็นอย่างไร เรามาสำรวจมันร่วมกันในบทความรีวิวชิ้นนี้ได้เลย

The Sinking City 2 a

Story | ความสยองขวัญอันไร้ปรานี

เรื่องราวของ The Sinking City 2 เล่าผ่านสายตาของ Calvin Rafferty ผู้ศึกษาศาสตร์ลึกลับที่ใฝ่ฝันจะประกอบพิธีพิธีกรรมท่องแดนฝันร่วมกับ Faye Bennett คนรักของเขา ทว่าผลลัพธ์กลับไม่เป็นดังคาด Calvin ตื่นขึ้นมาโดยที่แฟนสาวของเขายังคงไม่ได้สติ ร่างของเธอกลายเป็นภาชนะกลวงเปล่าที่มีหน้ากากลึกลับสวมทับอยู่

ความผิดพลาดครั้งนี้ผลักดันให้เขาออกเดินทางอีกครั้งเพื่อหาคัมภีร์ที่จะพาวิญญาณของเธอกลับเข้าร่างให้จงได้ แม้ว่าเมือง Arkham ในปี 1929 ที่พวกเขาอาศัยอยู่จะถูกน้ำท่วมหนัก และความสยดสยองเกินจินตนาการจะคืบคลานอยู่ทั่วก็ตาม

แม้ว่าตัวเส้นเรื่องหลักจะไม่ได้ฉีกหนีจากเกมผจญภัยทั่วไปนักและออกจะเบาบางไปสักหน่อยสำหรับเกมแนวนี้ แต่สิ่งที่ทีมงานทำได้ดีในการเล่าเรื่องของเกมภาคนี้ก็คือ การสร้างโลกจากเรื่องสั้นสยองขวัญตระกูล Lovecraftian ที่อิงจากวรรณกรรมต้นฉบับได้อย่างน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ฉากของเมือง Arkham และมหาวิทยาลัย Miskatonic ซึ่งเป็นสถานที่สมมติในรัฐแมสซาชูเซตส์ที่ Lovecraft เขียนขึ้นมา หรือการเอ่ยถึงร่องรอยของเหล่าเทพบรรพกาลหลายองค์ที่ปรากฏในเบาะแสต่าง ๆ ของเกม ซึ่งนับว่าเก็บสุนทรียะแบบวรรณกรรมยุคเก่า ๆ เอาไว้ได้ดีทีเดียว

และสิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันก็คือ ในบทสัมภาษณ์หนึ่ง ผู้พัฒนาเล่าว่าแม้พวกเขาจะไม่ได้ตั้งใจทำเกมที่พูดถึงสงครามโดยตรง แต่ความหวาดวิตกต่อสถานการณ์ชีวิตก็ถูกสะท้อนผ่านงานสร้างสรรค์ของพวกเขาอย่างไม่อาจเลี่ยง หลักฐานที่ชัดเจนที่สุดก็คือ บรรยากาศการอพยพหนีตายของชาวเมืองในตอนต้นเกม (เสียงไซเรนที่ใช้ในเกมอัดมาจากสัญญาณเตือนการโจมตีของจริง) และบันทึกปากคำของผู้คนที่เคยไปรบในแนวหน้าซึ่งแทรกอยู่ตามเอกสารในเกม ซึ่งทำให้ความสยดสยองในเกมดูจับต้องได้จริง

The Sinking City 2 b

Gameplay | อัดแน่นด้วยแอ็กชันยิ่งกว่าเดิม

ความเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดในเกมภาคนี้คือมันเน้นไปที่การต่อสู้แบบเกมสยองขวัญเอาชีวิตรอดมากกว่าภาคแรก ถือเป็นทางเลือกที่เสี่ยงพอสมควรสำหรับความคาดหวังของแฟน ๆ ที่ชื่นชอบการสืบสวน แต่ก็ทำให้มันเป็นที่ถูกอกถูกใจของคอเกมในวงกว้างพอสมควร

สำหรับผู้เขียนแล้วทางเลือกนี้ไม่แย่เสียทีเดียว ระบบต่อสู้ที่เห็นได้ชัดว่ารับแรงบันดาลใจจากเกมแบบ Resident Evil, Alan Wake และ Alone in the Dark ถือว่าสอบผ่าน แม้นั่นจะหมายความว่ามันรับมรดกข้อด้อยของเกมต้นแบบมาด้วย ไม่ว่าจะเป็นความขลุกขลักในการต่อสู้ระยะใกล้ หรือฝูงศัตรูฆ่าไม่ตายที่ขยันปรากฏตัวเพื่อขัดจังหวะการแก้ปริศนา

ระบบจัดการทรัพยากรชวนให้นึกถึง Resident Evil ยุคเก่า ๆ ที่ผู้เล่นจำเป็นต้องวางแผนให้ว่าจะออมกระสุนในจังหวะไหน ต้อง craft item อะไร และวางแผนวิ่งอย่างไรให้เสี่ยงน้อยที่สุดนับว่าท้าทายและดึงเสน่ห์แบบ old school ออกมาได้น่าสนใจดี

แต่จุดที่น่าหักคะแนนด้านเกมเพลย์คือการออกแบบศัตรูให้รับมือยากจนน่ารำคาญมากกว่าน่ากลัว เช่น Lethain Revenant ที่เน้นยิงระยะไกลแล้ววิ่งหนี หรือ Stygian Harvester ที่ใช้เวลาวิ่งหลบไปมาในฉากมากกว่าเขาปะทะผู้เล่น จังหวะของศัตรูเหล่านี้ถูกตั้งไว้ให้เร็วกว่าการโจมตีของผู้เล่น แต่หากเลี่ยงไม่สู้ก็จะถูกรบกวนการไขปริศนา เป็นการออกแบบอุปสรรคที่ทำลายส่วนดี ๆ ของเกมไปอย่างน่าเสียดาย

The Sinking City 2 f

การไขปริศนายังคงโดดเด่น

สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับว่าเป็นจุดบวกคะแนนของ The Sinking City 2 คือพัซเซิลที่ทำออกมาได้สนุกมาก ๆ ปริศนาทุกชิ้นออกแบบมาอย่างรัดกุมจนผู้เล่นไม่มีทางเดาได้ด้วยตัวเองเลยว่าจะแก้อย่างไรหากไม่ออกรวบรวมเบาะแสให้ครบ ซึ่งตรงนี้นับว่าเหนือชั้นกว่าเกมแนวเดียวกันที่ครองตลาดอยู่

เกมใส่ระบบ Investigation เข้ามาเพื่อให้ผู้เล่นจับกลุ่มและเชื่อมโยงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกันสำหรับการไขปริศนาแต่ละชิ้น ซึ่งมีรางวัลคุ้มค่าแตกต่างกัน ตั้งแต่คีย์ไอเท็ม อุปกรณ์อัปเกรดอาวุธ ไปจนถึงเนื้อเรื่องเสริมที่ช่วยเติมเต็มความสยองให้กับเรื่องราว

และทุกครั้งที่ผู้เล่นเชื่อมโยงเบาะแสได้ครบ 1 กลุ่ม จะมีรางวัลเป็นแต้มสำหรับปลดล็อคความสามารถใหม่ให้ตัวละครอีกด้วย เรียกว่าเป็นระบบที่ให้รางวัลแก่ผู้เล่นสายนักสืบอย่างคุ้มค่ากับความทุ่มเทมากทีเดียว

The Sinking City 2 g

อุปสรรคที่ไม่รู้จักตาย

ศัตรูทุกตัวในเกมถูกกำหนดมาให้แสดงจุดอ่อนอย่างชัดเจน แต่สิ่งที่ทำให้ศัตรูระดับล่างสุดของเกมนี้อย่าง Slither น่ากลัวก็คือการที่ศพเดินได้เหล่านี้สามารถลุกขึ้นมาสู้ได้อีกครั้งหลังถูกปราบไปแล้ว หากผู้เล่นไม่ชิงเหยียบปลิงที่จะเข้าสิงมันให้ตายเสียก่อนจะแผลงฤทธิ์

ลูกเล่นนี้เรียกความน่าสะพรึงให้กับเกมได้ไม่น้อยในช่วงต้น และคงจะทำได้ดีกว่านี้หากเกมแสดงเงื่อนไขชัดเจนว่า ปลิงกลุ่มไหนที่เหยียบแล้วมีผล หรือปลิงกลุ่มไหนเป็นของประดับฉาก น่าเสียดายที่การออกแบบนี้ทำให้ความสยองที่เคยมีเปลี่ยนไปเป็นความจุกจิกกวนใจอย่างน่าเสียดายในช่วงกลางถึงท้ายของเกม เมื่อพวกมันมีหน้าที่แค่เพียงชะลอความคืบหน้า หรือรบกวนไม่ให้ผู้เล่นได้ใช้สมาธิไปกับการแก้ปริศนาเท่านั้น

The Sinking City 2 c

Presentation | โลก Lovecraftian จากฝีมือแฟนตัวจริง 

การนำเสนอโลกแบบวรรณกรรม Lovecraftian ถือเป็นอีกหนึ่งจุดแข็งของเกม ผู้พัฒนาได้จินตนาการฉากเมือง Arkham ที่ถูกน้ำท่วมใหญ่ออกมาได้น่าสนใจ ทั้งสภาพอากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝนตลอดเวลา เหล่าอาคารพังไปบางส่วนจากความโกลาหล และความชั่วร้ายที่ซุกซ่อนอยู่ตามมุมมืดภายในเมือง

ผู้เขียนค่อนข้างประทับใจการเดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ ของเมืองด้วยเรือมากทีเดียว แม้ว่ามันจะเชื่องช้าไปสักหน่อย แต่ก็ถ่ายทอดความวังเวงของเมืองใหญ่ที่ถูกทิ้งร้างออกมาได้ดี น่าเสียดายที่จุดขายนี้มีให้เห็นเฉพาะในช่วงต้นเกมเท่านั้น เพราะอีก 3 ฉากใหญ่ของเกมเป็นพื้นที่ปิดขนาดใหญ่ แต่ก็พอทำความเข้าใจว่าด้วยทุนสร้างและสเกลของโปรเจกต์คงเป็นไปไม่ได้ที่มันจะตื่นตาอยู่ได้ตลอดความยาว 10-15 ชั่วโมงของตัวเกม

นอกจากนี้เกมยังมีจุดที่พิเศษมาก ๆ สำหรับแฟนวรรณกรรม Lovecraftion นั่นคือมีการกล่าวถึงสถานที่ ตัวละครเด่น และเหล่าสัตว์ประหลาดเลื่องชื่อจากหน้าวรรณกรรมปรากฏอยู่ทั่วทั้งเกม เป็นการแสดงความรักที่มีต่อ Cthulhu Mythos ได้อย่างน่าประทับใจ

The Sinking City 2 i

Performance | ปัญหาใหญ่ที่ยังแก้ไขได้

ประสิทธิภาพการแสดงผลถือเป็นแผลใหญ่ของ The Sinking City 2 เห็นได้ชัดว่าการพัฒนาเกมด้วย Unreal Engine 5 เรียกร้องมากกว่าความคิดสร้างสรรค์ สำหรับผู้เล่นในคอนโซลอาจไม่พบปัญหาการแสดงผลได้อย่างชัดเจน แต่บน PC นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะมีผู้เล่นหลายส่วนรายงานว่า แม้แต่บนคอมพิวเตอร์สเปกสูงก็ยังพบปัญหาภาพกระตุก โหลดพื้นผิวไม่ทัน และ ยังมีอาการ frame-time spike (เฟรมเรตตกเฉียบพลัน) เป็นระยะ 

ปัญหาที่ผู้เขียนพบด้วยตัวเองมีทั้ง texture pop-in และการกระตุกเมื่อต้องแสดงผลศัตรูจำนวนมากพร้อม ๆ กัน และการปรับคุณภาพการแสดงผลให้อยู่ระดับต่ำ นอกจากไม่ช่วยแก้แล้วยังเพิ่มปัญหาใหม่ขึ้นมาด้วย เช่นเกิด visual artifacts (การแสดงผลวัตถุผิดเพี้ยน) ghosting (ภาพลากเมื่อเคลื่อนไหว) และขอบวัตถุแตก

ส่วนการอัปสเกลภาพด้วย TSR ที่ผู้พัฒนาแนะนำก็ยังทำได้ไม่สมบูรณ์นัก เมื่อเทียบกับ DLSS (แนะนำ.ให้ปรับไว้ที่ Balanced และ Quality ส่วน Performance และ Ultra Performance ให้ผลลัพธ์ไม่ดีเท่าไรนัก) สำหรับผู้เล่นที่ใช้ PC สเปกกลาง – ล่าง การใช้ mod ปรับแก้ปัญหาการแสดงผลถือเป็นทางออกที่ใช้ได้ผลทีเดียว 

ซึ่งนั่นแปลว่าปัญหาทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น ผู้พัฒนายังพอจะแก้ไขด้วยอัปเดตต่อ ๆ ไปในอนาคต และพวกเขาก็ตอบรับความเห็นจากชุมชนผู้เล่นได้เร็วมากทีเดียว

Audio | อาวุธลับที่ยังคงใช้ได้ผล

ในทุกเกมสยองขวัญ งานออกแบบเสียงถือเป็นอีกหนึ่งอาวุธลับที่ไม่อาจมองข้าม และ The Sinking City 2 ก็ถือว่าสอบผ่านทีเดียว การกำกับจังหวะเงียบ โกลาหล ตื่นเต้น ทำงานได้ค่อนข้างแม่นยำ โดยเฉพาะช่วงที่เกมจงใจให้ผู้เล่นรู้สึกวังเวงใต้บรรยากาศชวนขนหัวลุก เช่น เสียงบางสิ่งเคลื่อนไหวอยู่ไกล ๆ ในตลาดปลาร้าง เสียงประตูปิดฉับพลัน หรือข้าวของกลิ้งตกพื้น

ทว่าส่วนนี้เองก็ยังมีปัญหาทางเทคนิคอยู่บ้าง เช่น ผู้เล่นบางรายที่ตั้งค่าเสียงเป็น 7.1 surround จะพบปัญหาเสียงของตัวละครหลักเบาเกินไปในช่วงเกมเพลย์ แต่กลับมาดังเป็นปกติในคัตซีน ซึ่งแม้จะแก้ได้ด้วยการปรับเป็น stereo แต่ก็ทำให้เสียอรรถรสไปมากทีเดียว

The Sinking City 2 e

Verdict | โลกอันน่าสะพรึงที่ยังต้องขัดเกลา

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า The Sinking City 2 เป็นเกมที่สร้างสรรค์ขึ้นจากความรัก และแรงใจที่แข็งแกร่งมากแค่ไหน มันอุดมไปด้วยรายละเอียดที่ชวนให้รู้สึกว่าโลกของวรรณกรรม Lovecraftian จับต้องได้จริง เต็มไปด้วยความน่าขนพองสยองเกล้าและปริศนาอันท้าทายในคราวเดียวกัน โดยเฉพาะการรวบรวมเบาะแสเพื่อแก้พัซเซิลที่โดดเด่นล้ำหน้าเกมแนวเดียวกัน

การปรับสัดส่วนปริศนาลงจากภาคแรกแล้วหันมาเน้นแอ็กชันถือเป็นการตัดสินใจที่ไม่แย่นัก เพราะมันทำให้เกมเข้าถึงได้ง่ายขึ้น เมื่อเทียบกับเกมสยองขวัญอื่น ๆ ที่ใช้เรื่องราวพื้นหลังเดียวกัน การถ่ายทอดความสยองขวัญจากวรรณกรรมตระกูลนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ Frogware ก็ทำออกมาได้ยอดเยี่ยมทีเดียว 

ด้านงานเทคนิคโดยเฉพาะ performance เป็นแผลใหญ่ที่ยากจะมองข้าม แต่ก็ใช่ว่าจะทำความเข้าใจไม่ได้ เมื่อผู้พัฒนาใช้เวลา 4 ปี ภายใต้สภาวะสงครามเพื่อสร้างสรรค์เกมนี้ขึ้นมา ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าอัปเดตแก้ไขปัญหาต่าง ๆ จะตามมาในเร็ววัน

ทว่าส่วนที่แก้ไขได้ยากมากคือการเล่าเส้นเรื่องหลักของเกมที่ออกจะจืดชืดไปสักหน่อยเมื่อเทียบกับโลกที่อยู่รายรอบซึ่งเต็มไปด้วยรายละเอียดที่น่าสนใจ 

อย่างไรก็ดี The Sinking City 2 ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนที่มองหาเกมสยองขวัญเอาตัวรอดรสชาติใหม่ แต่ยังไม่ฉีกหนีจากความเป็นเกมแอ็กชัน-ผจญภัยมากนัก และเป็นผลงานที่คนรัก Cthulhu Mythos ควรหาโอกาสสัมผัสดูสักครั้ง

คะแนน

Story: 6

Gameplay: 8

Performance 5

Presentation: 8

Audio: 8

The Sinking City 2

7 / 10 คะแนน

เกณฑ์การให้คะแนน
The Sinking City 2

ข้อดี

  • การนำเสนอน่าสนใจ
  • การไขปริศนาสนุกมาก
  • สร้างโลกนิยาย Lovecraftian ออกมาได้หนักแน่น
  • บรรยากาศวังเวงน่าขนลุก

ข้อเสีย

  • พฤติกรรมศัตรูน่ารำคาญมากกว่าน่ากลัว
  • การแสดงผลยังมีปัญหาอยู่มาก
  • เนื้อเรื่องไม่เข้มข้นนัก
  • งานเทคนิคบางส่วนยังรอการแก้ไข
Nuttawut Apiratwarakul

Nuttawut Apiratwarakul

ณัฐวุฒิ อภิรัตน์วรากุล (โน้ต) – ผู้ร่วมก่อตั้งและนักเขียนผู้หลงใหลในเกม RPG และเกมตระกูลดังจาก Blizzard ปัจจุบันติด Overwatch เข้าไส้