สารบัญ / Contents
หลังจากเมื่อปีที่แล้ว ทาง GamingDose ได้ไปทดลองเล่นเดโม่ของเกมนี้ที่งาน gamescom 2025 มา ในที่สุดเมื่อช่วงต้นเดือนกันยายนที่แล้ว ผู้เขียนก็ได้มีโอกาสบินลัดฟ้าไปเล่นพรีวิวเกมจริงของ Phantom Blade Zero ถึงประเทศจีน โดยความยาวของเซสชั่นก็ยาวถึง 6 ชั่วโมงเต็มเลย เรียกได้ว่าเล่นจุใจแบบเต็มอิ่ม ซึ่งหลังจากที่ได้สัมผัสกับเกมจริงแล้ว ก็มีหลายเรื่องที่น่าหยิบมาพูดคุย ผู้เขียนจึงขอมาแชร์ประสบการณ์หลังเล่นให้คุณผู้อ่านกัน เกมนี้มีดียังไง? มีอะไรน่าสนใจบ้าง? แล้วเราตั้งความคาดหวังกับมันได้สูงแค่ไหน? หาคำตอบกันได้ในบทความพรีวิว Phantom Blade Zero เลย
แอ็กชั่นจีนกำลังภายใน ที่จัดเต็มทั้งท่วงท่าและอาวุธ

รูปแบบการต่อสู้ของเกมนี้จะเป็นสไตล์วิทยายุทธจีนแบบเต็มสูบ ซึ่งจุดที่ทำผู้เขียนอึ้งมากก็คืออนิเมชั่นการต่อสู้ที่ทำออกมาได้ละเอียดและพิถีพิถัน ไม่ว่าจะเป็นอนิเมชั่นของตัวเอก ศัตรูตามทาง มินิบอส หรือบอสใหญ่… อนิเมชั่นของตัวละครทั้งหมดทำออกมาดูดีทั้งสิ้น เพราะแบบนี้เอง ฉากการต่อสู้ใน Phantom Blade Zero จึงอลังการมาก
ยิ่งฉากตอนสู้กับบอสใหญ่จะยิ่งน่าตื่นตาตื่นใจเลย พอดีไซน์รูปลักษณ์กับเมคานิคของบอสทั้งโดดเด่นและมีเอกลักษณ์ พอมาประกอบเข้ากับความตระการตาของงานฉากด้วยแล้ว ซีนบอสไฟท์จึงหวือหวาอย่างที่ควรจะเป็นจริง ๆ
ใครที่ได้ดู ตัวอย่างเกมเพลย์รอบ State of Play ไป ก็น่าจะได้เห็นฉากสู้บอสเชิดสิงโตแล้ว ซึ่งตอนผู้เขียนเล่นรอบพรีวิวก็ได้มีโอกาสสู้กับบอสตัวนี้ กับบอสอื่นอีก 2 ตัวด้วย… และมันน่าจดจำทุกตัว

อาวุธทุกชิ้นมีความสามารถเฉพาะของตัวเองหมด
ถัดมา ในส่วนของอาวุธก็ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน ทีแรกตอนผู้เขียนรู้ว่าเกมนี้มันมีอาวุธถึง 55 ชิ้น แบ่งออกเป็นอาวุธหลัก 30 กับออกอาวุธรอง 25… ผู้เขียนก็คิดว่าในเชิงของดีเทลมันอาจจะไม่ได้ต่างกันมาก และคงมีต่างกันจริง ๆ แค่ 10 อย่าง แต่ปรากฏว่าอาวุธทุกชิ้นในเกมมีดีเทลต่างกันหมด
อย่างอาวุธหลักทั้ง 30 ชิ้นนั้น แต่ละอันมีสไตล์การสู้ สกิลพิเศษ ความสามารถ กับท่วงท่าการตีเป็นของตัวเองหมด แล้วในส่วนของความสามารถ ยิ่งเราอัพเลเวลอาวุธนั้น ความสามารถใหม่ก็จะปลดล็อคมาเพิ่ม พูดง่าย ๆ คือ ทุกอาวุธในเกมไม่มีของซ้ำ แต่ละชิ้นออกแบบใหม่แบบใส่ใจทุกจุด แล้วยิ่งอัพเลเวลอาวุธไปไกล มันก็จะยิ่งมีลูกเล่นเพิ่ม

ซึ่งความหลากหลายของอาวุธตรงนี้ มันทำให้เราได้เปิดประสบการณ์ใหม่อยู่ตลอด และได้ลองพลิกแพลง Build อาวุธไปเรื่อย
อีกจุดที่ชวนทึ่งมากคือ เวลาที่คุณทำลายเกราะป้องกันศัตรู คุณจะสามารถกดท่าเผด็จศึกศัตรูตัวนั้นได้ แล้วอาวุธแต่ละชิ้นก็มีท่า Finisher ไม่เหมือนกันอีก
พออาวุธมีความหลากหลายในทุกระเบียบนิ้ว แน่นอนว่าผู้เล่นอย่างเราก็ย่อมอยากลองเปลี่ยนอาวุธไปเรื่อย ซึ่งตัวเกมก็ออกแบบระบบ ที่เอื้อให้เราเปลี่ยนอาวุธเล่นได้ง่าย โดยตอนที่เราอยากอัพอาวุธชิ้นใหม่ เราสามารถรีเซ็ตอัพเกรดของอาวุธชิ้นเก่า แล้วได้ทรัพยากรคืนแบบ 100% เลย ฉะนั้น เวลาจะเปลี่ยนอาวุธ ก็ไม่ต้องกลัวขาดทุน เราสับเปลี่ยนได้แบบสบายใจ
คอมแบ็ตอันเร้าใจที่มีมิติ ครีเอทีฟ และท้าทาย

ระบบคอมแบ็ตของเกมนี้ถือว่าออกแบบมาได้ครีเอทีฟมาก และไม่เคยมีเกมไหนที่ออกแบบระบบคอมแบ็ตในลักษณะนี้มาก่อนเลย
ในเกมนี้ ผู้เล่นจะมีหลอดพลังที่เรียกว่า “Sha-Chi” ซึ่งจะมีคุณสมบัติคล้ายกับหลอดสตามิน่า เวลาที่คุณออกท่าโจมตี หรือตั้งรับศัตรู หลอด Sha-Chi ก็จะลดลง แล้วมันจะค่อย ๆ ฟื้นขึ้นมาในช่วงที่เราไม่ได้ออกแอ็กชั่นอะไร แล้วถ้าเกิดทำ Sha-Chi หมดหลอด เราจะทำอะไรไม่ได้ไปพักนึงเลย เปิดช่องโหว่ให้ศัตรู กระหน่ำเราได้เต็ม ๆ ดังนั้น เราต้องสังเกตหลอดนี้เสมอ อย่าทำอะไรมั่วซั่วจนใช้เกลี้ยง
ที่น่าสนใจคือ ในส่วนของการตั้งรับ ถ้าคุณกด L2 ค้าง มันจะเป็นการตั้งการ์ด ที่บล็อคการโจมตีแบบออโต้ แต่มันจะเสีย Sha-Chi เยอะมาก ในทางกลับกัน ถ้าคุณกดแตะ L2 ในจังหวะที่เกือบโดนตี มันจะเป็นการ Parry ซึ่งจะไม่เสีย Sha-Chi เลย และถ้าคุณกดกลิ้งหลบในจังหวะที่เกือบโดนโจมตี มันจะเป็นการทำ Perfect Dodge ซึ่งจะช่วยฟื้นค่า Sha-Chi ให้

ซึ่งกลไกตรงนี้เป็นดีไซน์เกมเพลย์ที่ฉลาดมาก ทั้งยังทำให้คอมแบ็ตมีมิติขึ้นไปอีก ด้วยความที่การโจมตีจะต้องใช้ Sha-Chi… ถ้าคุณอยากออกท่าโจมตีให้ได้นานและต่อเนื่อง คุณก็ต้องประคอง Sha-Chi ให้ได้ ซึ่งหัวใจสำคัญของการประคอง Sha-Chi ก็คือการตั้งรับให้ดีนั่นเอง
ไม่ว่าจะเป็นการกด Parry ให้คล่อง, ใช้บล็อคออโต้แค่ตอนคับขัน, หรือถ้าจะเพลย์เซฟก็กด Dodge เอา เพราะการ Dodge เป็นแอ็กชั่นเดียวที่ใช้แล้วไม่เสีย Sha-Chi, แล้วถ้าจังหวะไหนเอื้อให้ Perfect Dodge เราก็กลิ้งหลบให้แม่น จะได้ฟื้น Sha-Chi ระหว่างคอมแบต แล้วมีพลังไปโจมตีศัตรูต่อ
โฟลว์การต่อสู้ที่หลากหลายด้วยอาวุธหลักทั้งสอง

มิติของคอมแบ็ตไม่ได้จบอยู่แค่นี้ แต่มันลึกได้กว่านี้อีก เพราะคุณใส่อาวุธหลักได้ถึง 2 ชิ้น ซึ่งพอเกมมีอาวุธหลักตั้ง 30 ชิ้น หมายความว่าคุณสามารถจัดสารพัดคอมโบคู่อาวุธได้ตามสไตล์ตัวเองเลย
จังหวะการสู้ของคุณจะเป็นแบบไหน ก็ขึ้นอยู่กับคู่อาวุธที่คุณสวมใส่ แล้วนอกจากอาวุธหลัก มันยังมีอาวุธรอง ที่ใส่ได้อีกสองชิ้นด้วย ซึ่งอาวุธรองจะคล้ายกับสกิลพิเศษที่ใช้ได้จำกัด
พอมีปัจจัยเรื่อง Loadout อาวุธมารวมด้วย มิตของคอมแบ็ตจึงลึกเอามาก ๆ

อีกจุดที่ผู้เขียนชอบมากคือ เกมมันดีไซน์ระบบที่เอื้อให้คุณจำเป็นต้องสลับอาวุธหลักใช้อยู่ตลอด เพราะการสับเปลี่ยนอาวุธหลัก จะเป็นการฟื้น Sha-Chi ให้กลับมาเต็มหลอด ดังนั้น เวลาที่คุณผลาญ Sha-Chi ไปกับโฟลว์โจมตีกับโฟลว์ตั้งรับจนสุดทางแล้ว การเปลี่ยนอาวุธก็จะเป็นเหมือนกับการเริ่มโฟลว์ใหม่นั่นเอง
แต่การเปลี่ยนอาวุธหลักจะมีคูลดาวน์ ดังนั้น หลังเปลี่ยนก็ยิ่งต้องมีสติกว่าเดิม เพราะถ้าผลาญ Sha-Chi มั่วซั่วในช่วงนี้ คุณจะเสียเปรียบทันที
“พลิกแพลงให้สุด บุกให้เข้ม รับให้เป็น จัดเต็มให้เน้นทั้งสองอาวุธ นี่แหละนิยามคอมแบ็ตของ Phantom Blade Zero”
ระบบสำรวจที่ติดพัน ล้ำลึกพอประมาณ

ระบบสำรวจของเกมนี้ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญของเกมการเล่นเลย ด้วยความที่มันคือเกม RPG ดังนั้น ถ้าคุณอยากเก่งขึ้น อยากได้อาวุธใหม่ อยากมีของไปอัพอาวุธ อัพสกิล หรืออัพสแตท คุณก็ต้องขยันสำรวจ โดยดีไซน์ของแผนที่ ก็จะคล้ายกับพวกเกมตระกูล Souls กับ Soulslike ที่มีความลึก และมีทางแยกให้เดินสำรวจเยอะ เพียงแต่มันจะไม่ได้ซับซ้อนเท่าเกม Souls
แล้วในแผนที่ก็มีอะไรให้ทำเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นภารกิจเสริม พื้นที่พิเศษ กับทางแยกมากมายที่พาเราไปเจออะไรต่อมิอะไร แล้วในแผนที่ก็จะมีบางจุดที่ล็อคไว้ โดยเราจะเข้าถึงพื้นที่นั้นได้ ก็ต่อเมื่อเราได้อาวุธรองที่ใช้ในการเข้าถึงพื้นที่นั้น
เช่น จุดที่เป็นพื้นที่สูง คุณต้องได้อาวุธรองที่เป็นตะขอเกี่ยวมาก่อน คุณถึงจะโหนขึ้นไปได้
โดยรวมแล้ว ระบบสำรวจของ Phantom Blade Zero ทำมาดียอดเยี่ยมมาก นอกจากกิจกรรมที่มีให้ทำเยอะแล้ว มันยังมีเรื่องความหวือหวาของการดีไซน์ด่านด้วย เนื่องจากในหนึ่งแผนที่จะมีความหลากหลายทางทัศนียภาพพอสมควร ทำให้เวลาที่เราเดินสำรวจ เราจะเจอกับสภาพแวดล้อมใหม่ ๆ อยู่ตลอด ทำให้นอกจากเกมจะจูงใจให้เราอยากสำรวจเพื่อเก่งขึ้นแล้ว แผนที่ของมันก็น่าสำรวจในตัวมันเองด้วย
การอัพเกรดก็มีแง่มุมเรื่องความท้าทายอยู่ด้วย

ระบบอัพเกรดของเกมนี้มีความท้าทายอยู่หลายจุดเหมือนกัน จุดแรกคือค่าที่ใช้ซื้อของกับค่าที่ใช้อัพสกิลตัวละครจะใช้สกุลเดียวกัน ที่เรียกว่า Remnant Dust
โดยเราจะได้มันจากการฆ่าศัตรู เก็บไฟล์เอกสาร กับเปิดหีบในฉาก พอการซื้อของกับการอัพกสกิลต่างก็ใช้ Remnant Dust ทั้งคู่ เราก็ต้องวางแผนให้ดีว่าจะเอามันไปใช้กับอะไรก่อนหลัง
อย่างที่สองคืออาวุธแต่ละประเภทใช้ของอัพเกรดแยกกัน ส่วนไอเท็มที่ใช้อัพสแตทก็จะหายากมาก เท่ากับว่าถ้าคุณอยากเก่งให้สุด (ซึ่งคุณจะอยากแน่นอนเพราะศัตรูมันโหด) คุณข้ามไม่ควรข้ามการสำรวจเลย ยังไงก็ต้องขยันสำรวจเข้าไว้
เนื้อเรื่องเบาบาง กระตุ้นความน่าสนใจช่วงต้นแทบไม่ได้

ถ้าจะมีจุดไหนในเกมที่ดูจะมีแผลชัดอยู่ จุดนั้นก็คงเป็นเนื้อเรื่อง
ตั้งแต่ต้นจนจบเซสชั่นพรีวิว ผู้เขียนไม่รู้สึกดึงดูดกับเนื้อเรื่องเกมช่วงต้นเลย ที่หนักหนาสุดคือตัวเอกอย่าง Soul ที่กลวงมาก แม้ดีไซน์ตัวละครจะเท่ แต่ในส่วนของเรื่องราว ปูมหลัง กับบุคลิกของเขานั้น ช่างจืดชืดชะมัด จนตัวละครนี้เป็นเหมือนกับ Avatar ไร้วิญญาณที่ไม่ได้สามารถสร้างความผูกพันกับคนเล่นได้เลย
อีกปัญหาที่เห็นชัดคือลำดับการเล่าเรื่องที่สะเปะสะปะ อย่างในช่วงเปิดเรื่อง เกมเลือกปูปมปัญหาเรื่องที่ตัวเอก ถูกเพื่อนร่วมสำนักหักหลัง และโดนแทงเข้าที่หัวใจ จนต้องไปหาทางรักษาชีวิต ซึ่งในระหว่างหาทางรักษา ตัวเอกของเราก็ต้องหาคำตอบด้วย ว่าเพราะอะไรเพื่อนซี้ของเขาถึงหักหลังแล้วไปร่วมแก๊งตัวร้าย… นี่คือสิ่งที่ตัวเกมปูมาตอนต้น

เรื่องของเรื่องคือ ตลอดช่วง 6 ชั่วโมงแรกของเกม มันแทบจะไม่ได้พาเราไปโฟกัสกับเรื่องที่ปูมาเลย แต่ดันไปเล่าเรื่องอะไรก็ไม่รู้ แล้วเกมก็ชอบมีจังหวะโยนคัตซีนย้อนอดีตแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย
อย่างมันจะมีอยู่จังหวะหนึ่งที่เราก็กำลังทำเควสหลักไปเรื่อย แล้วจู่ ๆ คัตซีนฉากอภิมหาสงครามในอดีต ก็โผล่ขึ้นมาเฉยเลย แล้วตัวละครเกือบทั้งหมดในคัตซีนนั้น ไม่เคยถูกปูเรื่องหรือเล่าในส่วนไหนมาก่อน จู่ ๆ ก็โผล่มางง ๆ
แน่นอนว่าธรรมชาติของการเล่าเรื่องจะต้องมีการโยนประเด็นกับกลุ่มตัวละครใหม่อยู่แล้ว แต่วิธีการโยนของ Phantom Blade Zero ไม่มีโครงสร้างพอสมควร นึกจะโยนตอนไหนก็โยน และไม่มีการเกริ่นใด ๆ ลำดับการเล่าเรื่องกับประเด็นในเกมจึงสะเปะสะปะมาก
อย่างไรตาม ถ้าถามว่าทุกองค์ประกอบด้านเนื้อเรื่องในช่วงต้น มันแย่ไปเสียหมดไหม… มันก็ไม่ถึงขั้นนั้น เควสเสริมหลายตัวทำเนื้อเรื่องมาดี การเล่าเรื่องผ่านไฟล์เอกสารก็ช่วยให้เรารู้จักโลกในเกมกับสถานการณ์รอบตัวมากขึ้น ปมบางจุดก็น่าติดตาม
แต่เนื้อเรื่องหลัก วิธีการเล่าเรื่อง กับตัวละครเอก ค่อนข้างอยู่ในอาการสาหัส ผู้เขียนก็ได้แต่หวังว่าหลังพ้น 6 ชั่วโมงแรกของเกมไป องค์ประกอบทั้งหลายในด้านเนื้อเรื่องจะดีขึ้น
เกมยากที่ทำตัวเองให้เข้าถึงง่าย

ตอนที่ผู้พัฒนาพรีเซนต์ Phantom Blade Zero ให้สื่อในรอบพรีวิวนี้ฟัง พวกเน้นย้ำจุดหนึ่งชัดเจนเลยว่า “เกมนี้ ไม่ใช่เกม Soulsborne” แต่มันคือเกมแอ็กชั่นเต็มพิกัดที่ออกแบบให้มีความท้าทายสูง
จริงอยู่ว่ามีองค์ประกอบหลายจุดที่ทาบเกี่ยวกับเกม Souls อยู่บ้าง เช่น ศัตรูกับบอสที่สู้ยากสู้เย็น ดีไซน์แผนที่ที่มีลำดับชั้นกับทางแยกที่ซับซ้อน กับจุดเซฟรีเลือดเป็นช่วง ๆ
แต่ทั้งหมดทั้งมวลมันก็คือเกม Action เน้นบู๊ที่ใส่ความยากเป็นองค์ประกอบสำคัญของประสบการณ์การเล่น คล้ายกับที่ Onimusha: Way of the Sword มันคือเกมแอ็กชั่นที่ยาก แต่มันไม่ใช่เกม Souls
ยังไงก็ตาม ถึงแม้ Phantom Blade จะเป็นเกมยาก แต่มันก็ออกแบบระบบหลายอย่างให้เข้าถึงง่าย
อย่างแรกเลยคือศัตรูในแผนที่ตายแล้วไม่เกิดใหม่ ไม่ว่าจะเป็นศัตรูธรรมดาหรือมินิบอสก็ตาม แล้วต่อให้คุณจะไปกดรีเลือดหรือฟื้นหลังที่จุดเซฟ ศัตรูก็ไม่เกิดใหม่แบบในเกม Souls หรือ Soulslike เหมือนกัน
หมายความว่าศัตรูทั้งหลายแหล่นั้น ตายแล้วตายเลย ถ้าคุณสำรวจแผนที่หนึ่งจนครบ แล้วจัดการศัตรูหมดแล้ว คุณจะไม่มีศัตรูให้สู้ในแผนที่นั้นอีก แต่กว่าจะไปถึงจุดนั้นได้ คุณก็ต้องใช้เวลาอย่างต่ำ 5-6 ชั่วโมง ต่อการเคลียร์หนึ่งแผนที่
อย่างที่สอง เวลาสู้กับบอสแล้วโดนบอสฆ่าตายตอนเฟสสอง ตอนคุณกลับมาสู้ใหม่ คุณจะไม่ต้องไปเริ่มสู้บอสตั้งแต่เฟสแรก แต่จะเริ่มที่เฟสสองเลย อีกทั้งระยะทางจากจุดเกิดมาตรงจุดสู้บอส ก็เดินแค่แป๊บเดียว เรียกได้ว่าตายปุ๊บ คุณได้ไปแก้มือกับบอสแบบรวดเร็วทันใจ
ที่สำคัญคือคุณไม่สูญเสียอะไรจากการตาย ไม่มีบทลงโทษ และไม่มีผลลัพธ์ไม่พึงประสงค์ใด ๆ
ความเข้าถึงง่ายถูกออกแบบมาเพื่อให้เกมได้โชว์ความแอ็กชั่นแบบเต็มสูบ

หากคุณอ่านบทความมาถึงตรงนี้ แล้วคุณเป็นคนที่โหยหาความท้าทายระดับฮาร์ดคอร์ พอรู้ว่าศัตรูเกมนี้ไม่เกิดใหม่ บอสก็สู้ต่อเฟสสองได้เลย แถมตายก็ไม่มีบทลงโทษ คุณก็อาจจะรู้สึกว่าเกมนี้มันออมมือให้ผู้เล่นเกิน ซึ่งก็เป็นเข้าใจได้ เพราะผู้เขียนเล่นเกมนี้ไปในช่วง 2 ชั่วโมงแรก ก็รู้สึกแบบนี้เลย แต่พอยิ่งเล่นไป ผู้เขียนกลับคิดว่ากลไกแบบนี้ ก็เหมาะกับทิศทางของ Phantom Blade Zero เหมือนกัน
อย่างที่ได้กล่าวไป เกมนี้วางตัวเองเป็นเกมบู๊ ดังนั้น ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ที่เกมการเล่นจะถูกออกแบบให้เน้นความต่อเนื่องเป็นหลัก
สาเหตุที่ศัตรูตายแล้วไม่เกิดใหม่ ก็เพราะเราจะได้สำรวจแผนที่กับเคลียร์เป้าหมายหลักและย่อยได้ต่อเนื่อง
สาเหตุที่รีเลือดตรงจุดเซฟแล้วศัตรูไม่ respawn ก็เพราะเขาอยากเอื้อให้เรามีพลังชีวิตกับค่าพลังเต็ม ๆ ที่พร้อมซัดกับศัตรูมหาโหดข้างหน้าได้เต็มที่
สาเหตุที่ตายตอนสู้บอสเฟสสอง แล้วมาเริ่มสู้ใหม่ที่เฟสสองได้เลย ก็เพราะช่วงแอ็กชั่นจะได้ไม่หยุดชะงัก
พอผลลัพธ์ที่ได้จากความเข้าถึงง่ายมันก่อให้เกิดผลลัพธ์ตามนี้ ผู้เขียนก็เลยไม่ได้มีปัญหาอะไร
แล้วนอกเหนือจากที่ว่ามา อีกเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผู้เขียนไม่ตะคิดตะขวงกับความเข้าถึงง่ายของมัน คือท้ายที่สุดแล้ว ต่อให้จะมีจุดที่ออมมือให้ เกมนี้ก็ยังเป็นเกมยากอยู่ดี และประสบการณ์ที่ได้ก็ยังท้าทายถึงใจ
ท้ายที่สุด เกมยากที่ดัดกลไกบางอย่างให้เข้าถึงง่ายไม่ได้ทำให้ศักดิ์ศรีของเกมลดน้อยลง หากการทำเช่นนั้นสอดรับกับทิศทางของเกมมันก็ไม่มีปัญหา ซึ่งจากที่ได้เล่นไป มันก็สอดรับกับทิศทางของเกมจริง แถมดีกรีความท้าทายก็ไม่ได้ลดน้อยลงแต่อย่างใด
ผลงานที่เตรียมต่อแถวผู้ท้าชิง “เกมแอ็กชั่นแห่งปี”

สำหรับพรีวิว Phantom Blade Zero ก็จะจบลงเท่านี้ บอกตามตรงว่าเกมนี้ดูดีอย่างน่าเหลือเชื่อกว่าที่ผู้เขียนคิดไว้มาก โดยเฉพาะในส่วนของเกมเพลย์ที่ครบเครื่องทั้งความเร้าใจ ท้าทาย ครีเอทีฟ แถมมิติเกมเพลย์ก็ลึกมาก อีกทั้งยังถ่ายทอดความจีนกำลังภายในได้สุดปรอทเลย
แม้เนื้อเรื่องจะน่าเป็นห่วง แต่ทุกองค์ประกอบของเกมที่เหลือก็เพียงพอจะให้ Phantom Blade Zero ติดรายชื่อเกมแอ็กชั่นแห่งปีได้สบาย ๆ
ส่วนใครสนใจเกมนี้ก็อดใจรอไปก่อน เพราะตัวเกมมีกำหนดวางขาย 28 ตุลาคมนี้ บน PC และ PlayStation 5













