ถ้าจะมีแฟรนไชส์วิดีโอเกมไหนที่สามารถก่อร่างสร้างเอกลักษณ์ และสลักลึกลงไปในความทรงจำแฟน ๆ ได้ ทั้งในด้านสไตล์ศิลป์ และเสียงดนตรี หลายคนคงนึกถึง “Persona” ขึ้นมาก่อนเป็นชอยส์แรก ๆ
โดยเฉพาะกับ Persona 5 ซึ่งถือได้ว่าเป็นภาคที่โด่งดังสุด และเป็นที่จดจำมากสุดเช่นกันจากสายตาของคนทั้งโลก ดังนั้นถ้า Persona 5 จะมีคอนเสิร์ต แถมเป็นแบบฟูลแบนด์ (ที่ทีมงานใช้คำว่า “Special Big Band”) มันก็คงจะเป็นโอกาสที่พิเศษมาก ๆ สำหรับแฟนเกม
ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นในคอนเสิร์ตเมื่อวาน (16 มิถุนายน 2026) ก็เป็นความพิเศษที่ไม่ได้มีขึ้นบ่อยจริง ๆ ตั้งแต่เริ่มจนจบ
เราได้เห็นความคึกคัก (และผู้คนที่อัดแน่นยูเนี่ยนมอลล์) มาตั้งแต่ก่อนจะเริ่มเวลาเลยด้วยซ้ำ มันคือบรรยากาศของงานรวมญาติ ของคนที่คุยภาษาเดียวกัน ตลอดไปจนถึงหน้าบูธขาย Merch ที่ก็มีหลายชิ้นถูก Sold Out ไปอย่างว่องไว
ถึงจะน่าเสียดายหน่อยที่ส่วนตัวผู้เขียนไม่ได้ลางานไว้ช่วงกลางวัน ทำให้มาถึงหน้าคอนฯ ในเวลาที่ค่อนข้างกระชั้นแล้ว (แต่ตัวโชว์จริง ๆ ก็เริ่มเลทไปนิดหน่อย) อย่างไรก็ตาม ห้วงเวลา 2 ชั่วโมงกว่า ๆ หลังจากที่การแสดงเริ่มต้นขึ้น มันก็แทบไม่มีสักนาทีเลยที่จะทำให้เราผิดหวัง
เพราะคำว่าฟูลแบนด์ มันคือฟูลแบนด์จริง ๆ บนเวทีนั้นแน่นขนัดไปด้วยนักดนตรีร่วม 30 ชีวิต นำโดยคุณ Charlie Rosen ผู้ยืนเด่นตรงกลาง เป็นวาทยกรให้กับวง
และด้วยเหตุที่ทางผู้จัด (54 Entertainment) ขอความร่วมมือว่าอย่าเพิ่งสปอยล์เซ็ตลิสต์ภายในโชว์ เพื่อให้ประเทศอื่น ๆ ที่วงจะไปทัวร์นั้นยังคงได้ลุ้นเพลงกันอยู่ ดังนั้นโพสต์นี้ก็จะเป็นการเล่าถึง Performance และบรรยากาศในมวลรวม โดยไม่ระบุเจาะจงว่าเกี่ยวข้องกับเพลงใด
ช่วงเวลาขึ้นโชว์
หัวใจหลักที่จะขาดไปไม่ได้เลยในโชว์นี้ ก็คือคุณ Lyn Inaizumi นักร้องคนหลักของ Persona 5 ที่เพียงแค่คว้าไมค์เดินขึ้นเวทีมาโชว์พลังเสียง และผ่านไปได้ไม่กี่เพลง ก็สามารถละลายพฤติกรรมจนทำเอาผู้ชมลุกขึ้นยืนโยกกันได้ทั้งฮอลล์แล้ว

ด้วยความที่วง Persona 5 Big Band (จากนี้ไปจะเรียกย่อ ๆ ว่า P5BB) ใช้ดนตรี Acid Jazz เพื่อเข้าถึงหัวใจผู้ฟัง, ภาพที่ออกมามันจึงเป็นบรรยากาศที่คึกคัก มีแต่พีเพิ่ลที่โบกแท่งไฟ พีเพิ่ลที่ยืนโยก ยืนปรบมือเข้าจังหวะ และมีส่วนร่วมไปกับโชว์ในหลายเพลง
ขณะเดียวกัน บทเพลง Persona 5 ที่ถูกนำมาเล่นในคอนฯ นี้ ก็เป็นเวอร์ชันอัปเกรดพิเศษใส่ไข่ แบบที่ดีกว่าในทุกมิติ และคงไม่สามารถหาฟังได้จากที่ไหนอีก บางเพลงที่เดิมทีเคยเป็น BGM ของซีน ๆ หนึ่ง ก็ถูกตีบวกจาก +0 มาเป็น +10 ด้วยการเติมท่อนโซโล่ลากยาวเข้ามา หรือหากเพลงไหนที่มีข้อจำกัดบางอย่าง (บอกเจาะจงไม่ได้เพราะเดี๋ยวจะสปอยล์) พวกเขาก็ทดแทนด้วยการ Rearrange และสับเปลี่ยนเสียงเครื่องดนตรีชิ้นใหม่เข้ามา ซึ่งก็สามารถเฉิดฉายได้ไม่แพ้กับเวอร์ชันสตูดิโออัลบั้มเลย

สมาชิกวงหลายท่าน กับเครื่องดนตรีหลายชิ้น ถูกเกลี่ยซีนและได้รับการฉายแสงกระจาย ๆ กันไปในบทเพลงต่าง ๆ ตลอดโชว์ อันรวมไปถึงหัวหน้าวงอย่างคุณ Eric Miyashiro ในพาร์ททรัมเป็ต, คุณ Masato Honda กับลีลาแซ็กโซโฟนที่สะกดคนดูได้ทั้งฮอลล์ (จริง ๆ) เช่นเดียวกันกับวาทยกรอย่างคุณ Charlie Rosen เอง ก็มีลีลาในการล้อหลอกหยอกเล่นไปกับวงและคนดู, มีเครื่องเพอร์คัชชันติดมืออยู่แทบไม่ขาด และบางช่วงบางตอนก็หยิบกีตาร์มาโซโล่เอง ยิ่งดูก็ยิ่งรู้สึกว่าเมื่อไรก็ตามที่กล้องจับมาหาคุณ Charlie — เขาจะต้องอยู่ในอิริยาบถที่โคตรเท่ ออร่าจับอยู่เสมอ

ภาพรวมของวันนี้ มันจึงเป็นมหกรรมสมาชิกวง P5BB ที่ผลัดกันมาสาดซัดปล่อยพลังใส่คนดู จะเพลงเดือด เพลงเบา พวกเขาเอาอยู่ทั้งหมด
สิบเต็มสิบ ไม่มีหักแม้แต่เสี้ยวเดียวสำหรับ Performance จากสมาชิกวง
สนุกขนาดไหน– ก็ขนาดที่ว่าในช่วงท้าย แทบทั้งฮอลล์ไม่นั่งเก้าอี้กันอีกแล้ว คนไทยใส่เอเนอร์จี้ให้เต็มทั้งเสียงร้องเสียงกรี๊ด โชว์จบก็มีปรบมือขออังกอร์ หรือในจังหวะที่มือกลองแกอยากเอนเตอร์เทนคนดู (แบบจ้างร้อยเล่นล้าน เข้าถึงซิกเนเจอร์สุด ๆ) ทุกคนก็พร้อมใจกันเล่นไปกับเขาด้วย แบบที่ถ้าพี่ไม่เลิกตี เราก็ไม่เลิกเฮ
สถานที่และโปรดักชัน
ส่วนตัวค่อนข้างเห็นด้วยกับการที่ทีมงาน 54 เลือกมาจัดที่ยูเนี่ยนฮอลล์ เพราะวงแบบ P5BB ที่คนดูควรจะต้องสนุก ต้องลุกขึ้นโยกไปกับมัน จะให้ไปจัดในมหิดลสิทธาคารเหมือนกับคอนฯ ของวิดีโอเกมอื่น ๆ ก็คงจะไม่ใช่เรื่องนัก
ขณะเดียวกัน ห้างยูเนี่ยนมอลล์ก็ถือว่าเดินทางมาสะดวกมาก ใกล้รถไฟฟ้า 2 สาย สะดวกในเรื่องของกินด้วยเพราะชั้นล่าง ๆ มีแนวของกินอยู่เพียบ แถมยังเป็น Venue ที่ชาวด้อมเกม/อนิเมะคุ้นเคยกันดี เพราะหลาย ๆ อีเวนต์ทั้งงานคอส งานคอมิก ก็ล้วนเคยมาจัดที่นี่แล้วทั้งนั้น

อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่ทั้งคอนฯ นี้ มีจอแค่จอเดียวอยู่ตรงกลางเหนือเวที การจัดผังที่นั่งไว้เป็นทางยาว ก็แอบทำให้รู้สึกเหมือนกันว่าคนที่นั่งอยู่ข้างหลังน่าจะมองเห็นจอไม่ถนัด ยิ่งพอจัดเป็นที่นั่งแบบราบ (ไม่ใช่ Slope) ก็ยิ่งมีโอกาสโดนบังได้ง่ายขึ้นไปอีก ซึ่งถ้าสามารถเพิ่มจอฝั่งซ้าย-ขวา ของเวทีเข้ามาได้ ก็อาจจะช่วยให้คนนั่งแถวหลังเห็นชัดกว่านี้
แถมจอตัวเด่นตัวเดียวของคอนฯ นี้ ก็ยังแสดงผลภาพดีเลย์อยู่ประมาณหนึ่งด้วย เวลาถึงพาร์ทที่สมาชิกท่านไหนจะโซโล่แล้วกล้องตัดภาพมา ก็จะแอบรู้สึกขัด ๆ และรับมาได้ไม่เต็มรสอยู่เหมือนกัน
ส่วนในเรื่องระบบเสียง อ้างอิงจากตำแหน่งของผู้เขียนที่อยู่โซนหน้าแถว R ช่วงกลาง ๆ และห่างจากเวทีมาไม่มากนัก ก็ยังรู้สึกว่าเสียงลำโพงมันดังอยู่ในระดับคาบเส้นพอดี ดังนั้นก็ไม่ค่อยแน่ใจว่าลำโพงจะดังพอไปถึงแถวหลัง หรือผู้ชมแถวหลังจะได้ยินดีเทลเสียงต่าง ๆ ครบหรือไม่ ซึ่งถ้าเพิ่มจำนวนลำโพงเข้ามาในตำแหน่งที่เหมาะสมได้ ก็คิดว่าน่าจะดีกว่า
ขณะเดียวกัน ก็รู้สึกว่าในช่วง 2-3 เพลงแรกนั้นมีปัญหาอยู่พอสมควร ไม่ว่าจะเป็นเสียงร้องของคุณ Lyn ที่เบาไปจนขาดพลัง รวมถึงเสียงกีตาร์ตอนตีคอร์ด, เสียงเบส กับเสียงเปียโนที่กลืนจมไปเลยกับเครื่องชิ้นอื่น ๆ แต่หลังจากนั้นมาก็เหมือนว่าทีมงานน่าจะปรับให้ดีขึ้นได้แล้วจนไม่รู้สึกติดขัดอะไรอีก
สรุปโดยรวม

นอกเหนือจากข้อผิดพลาดด้านเทคนิคที่กล่าวไปในข้อที่แล้ว
ที่เหลือก็มีแต่ความประทับใจแล้วจริง ๆ ซึ่งก็ต้องชื่นชมไปถึงผู้จัดอย่าง 54 Entertainment ด้วย
คอนเสิร์ตรอบนี้ มันเหมือนเป็นอีกเครื่องยืนยันว่าพวกเขามีความพร้อมในการจัดคอนฯ หลากหลายรูปแบบ ไม่ได้จำกัดแค่ว่าต้องเป็นออร์เคสตราที่มหิดลเท่านั้นอีกแล้ว
และ ณ เวลานี้ เชื่อว่าหลายคนก็น่าจะมอง 54 เป็นความหวังอันดับ 1 แล้วด้วยซ้ำ ที่จะพาศิลปินของด้อมอนิเมะ/เกมที่เราชื่นชอบ ให้มาเยือนเมืองไทย (ล่าสุดเห็นว่าจะพาวง Togetoge มา ส่วนตัวเลยแอบลุ้นให้พา AveMyGO มาด้วยเหมือนกัน 👉👈)
ขณะเดียวกัน ก็เป็นอะไรที่น่าอิ่มใจมาก ๆ เช่นกันสำหรับแฟน ๆ ค่าย Atlus และ SEGA
เพราะการที่ P5BB เลือกจะมาไทยก่อนเป็นที่แรกสำหรับทัวร์ในแถบเอเชีย ก็อาจจะเป็นอีกครั้งที่ตอกย้ำว่า SEGA เขารักเมืองไทยขนาดไหน ทำให้คนไทยหมดแล้วทั้งเพิ่มซับไทยให้เกมใหม่แบบรัว ๆ (Persona 6 ก็มีภาษาไทย !) และในช่วงปลายปีนี้เอง ก็จะมีคอนเสิร์ตจาก Atlus เกิดขึ้นอีกทีด้วยกับ Metaphor: ReFantazio Orchestra World Tour ที่มหิดลสิทธาคาร
พอเอ่ยถึง Persona 6 ขึ้นมาแล้ว ก็ชวนให้นึกขึ้นได้เหมือนกัน ว่าตอนนี้เรากำลังอยู่ในยุคเปลี่ยนผ่านแบบเป็นทางการ จากภาค 5 ไปสู่ภาค 6
ซึ่งเราเชื่อว่ามาถึงตอนนี้ ทุกคนก็น่าจะอิ่มใจ และมีความสุขมากจริง ๆ กับการได้ติดตาม Persona 5 ตลอดมา
ได้เห็นมันออกเดินทาง
แตกแขนงเป็นหลากหลายเกมสปินออฟ
และแตกแขนงมาเป็นคอนเสิร์ตที่ยอดเยี่ยม
เป็นคอนเสิร์ตที่ร้อยเรียงบทเพลงของคุณ Shoji Meguro มาบรรเลงด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ พาเรากระโดดไปมาระหว่างแจ๊ส โซล และฟังก์ได้อย่างแพรวพราวเหลือเกิน
ดังนั้นไม่ว่าในอนาคต Persona 6 จะออกมาเป็นอย่างไร
ในห้วงเวลานี้, ณ ขณะนี้,
Persona 5 มันก็ได้สร้างตำนานไว้แล้ว ซึ่งจะไม่มีเกมไหนมาแทนที่ได้อีก
ในฐานะของอีกหนึ่งสื่อบันเทิงที่ยอดเยี่ยมที่สุด ซึ่งเกิดขึ้นในยุคสมัยของพวกเรา











