สารบัญ / Contents
โอนิมูฉะ กลับมาแล้ว อีกหนึ่ง IP ในตำนานของทาง Capcom แต่การกลับมาในครั้งนี้ จะมีอะไรเด็ดบ้าง ขอเชิญพบกับบทความรีวิว Onimusha: Way of the Sword
Story – จากซามูไรหัวรั้น สู่ผู้กุมชะตาปกป้องเกียวโต

ก่อนอื่นต้องบอกว่า เราได้ตัวเกมมาเล่นกันล่วงหน้าก่อนเกมออก สิ่งที่คุณผู้ชมเห็นทั้งหมดนี้ เป็นเพียงสิ่งเล็กน้อยจากเกมเต็มเท่านั้น เพื่อป้องกันไม่ให้มีการสปอยล์ หรือผู้เล่นเสียอรรถรส บางอย่างเราจะไม่ได้พูดถึงมัน ขอให้ผู้ชมอดใจรอไปดูในเกมเต็มด้วยตัวเอง มิยาโมโตะ มุซาชิ ซามูไรพเนจรแต่กลับมากด้วยฝีมือดาบ ได้เดินหน้าท้าทายเหล่าเจ้าสำนักดาบไปทั่วทุกหนแห่ง คนล่าสุดที่เขาโค่นลงได้คือโยชิโอกะ เซจูโร่ เขาจึงต้องหนีตายจากการตามล่าของเหล่าศิษย์สำนักโยชิโอกะทั้งหมด แต่อยู่ดี ๆ มุซาชิก็ถูกกองทัพนักรบปีศาจสังหารทิ้งไปพร้อมกับซาซากิ กันริว
แต่มุซาชิไม่ตาย เขาถูกชายแก่ปริศนายัดเยียดถุงมือที่มีพลังแห่งยักษาให้ พร้อมกลับมาสู่โลกคนเป็น มุซาชิพบว่ายังมีอีกหลายคนที่ได้ถุงมือแห่งยักษา และตอนนี้พื้นที่ที่เชื่อมต่อกับประตูนรกกำลังค่อย ๆ เปิดออก เป็นสาเหตุให้พวกเก็นมะหรือปีศาจร้ายค่อย ๆ ออกมาสู่โลกมนุษย์
มุซาชิจึงต้องรับหน้าที่ช่วยเหลือผู้คนและจัดการกับเหล่าเก็นมะไปพร้อม ๆ กับการใช้พลังของถุงมือยักษาโดยไม่ค่อยเต็มใจเท่าไรนัก เพื่อหาทางปกป้องเกียวโตจากการถูกกลืนกินในครั้งนี้
การเล่าเรื่องของ Onimusha ภาคนี้อาจจะแตกต่างไปจากภาคก่อน ๆ สักหน่อย หากดูจากชื่อตัวละครแล้ว เราจะได้พบเจอกับตัวละครที่มีตัวตนอยู่จริงในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นอีกมาก จะเจอใครบ้างก็ไปลองเล่นกันดูในตอนที่เกมออก ขอไม่สปอยล์ โดยมันใช้วิธีการเล่าเรื่องแบบเขียนเรื่องราวขึ้นมาใหม่ แต่ใช้ชื่อตัวละครในประวัติศาสตร์ คล้าย ๆ Wo Long ที่เอาสามก๊กมาทำเป็น Dark Fantasy อะไรประมาณนั้น แต่ของ Onimusha นี่จะจริงจังในด้านการเล่าเรื่องกว่าเยอะ

นอกจากการเล่าเรื่องแบบผูกโยงระบบ Progression ต่าง ๆ ไว้กับเนื้อเรื่องแล้ว ตัวเนื้อเรื่องเองเขาก็เขียนบทมาดี และน่าติดตามมาก เราจะอยากรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นต่อ จะพบเจอใครใหม่อีก และปัญหาต่าง ๆ จะถูกสะสางลงอย่างไร สลับกับการเล่าเรื่องจากหลากหลายตัวละคร เกมไม่ได้มุ่งเน้นไปที่ตัวละครหลักเพียงอย่างเดียว ทำให้เราอยากจะติดตามเรื่องราวต่อไปจนจบ
และที่ยิ่งทำให้เนื้อเรื่องมันทำให้เราอินง่ายขึ้น คือการที่เกมมีการใช้สีหน้าท่าทางที่ดีมาก ๆ แทบจะทุกฉากคัทซีน ทั้งเสียงพากย์ ใบหน้าตัวละคร ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างดีและดึงคนเล่นได้แบบอยู่หมัด การแสดงของทุกตัวละครในเกมนี้จัดอยู่ในระดับยอดเยี่ยมมาก ๆ

และที่ชอบเป็นพิเศษคือตัวละครมุซาชิ ที่ถูกนำเสนอออกมาในแบบของตัวละครที่เก่งแต่ติดแอ็ค ใครนึกไม่ออกให้นึกถึงตัวละครอย่างกินทามะที่ชอบทำตัวชิล แต่บทจะสู้ก็เก่งสุด ๆ แถมในทุกการต่อสู้ เขาจะต้องมีประโยคประชดประชัน หรือเหน็บแนมพวกศัตรูเกือบทุกตัว เป็นอีกความบันเทิงในการเล่น
และเมื่อเล่นจนจบแล้ว คุณจะเข้าใจเลยว่า ทำไมภาคนี้ถึงใช้ชื่อว่า Way of the Sword
Presentation – หนักหน่วง เด็ดเดี่ยว ทุกคมดาบ

เปิดหัวข้อด้วยการชมกันก่อนเลย สมกับชื่อภาค Way of the Sword นี่คือเกมที่มีการใช้อาวุธดาบได้เท่มาก เบียวมาก ทุกการฟาดฟัน ไม่ว่าจะเป็นสะบั้นศัตรูหรือปะทะกับดาบของศัตรูเราจะรู้สึกว่ามันมีน้ำหนัก มีแรงปะทะที่เหมือนดาบชนดาบจริง ๆ
และในทุก ๆ กระบวนท่าที่เราใช้ Finisher เหล่าศัตรูก็มักจะมีท่าพิเศษที่โคตรเบียว ดูแล้วอินมาก หรือขนาดการปัดป้องธรรมดา และชาร์จดาบติดไฟจากการป้องกันก็นำเสนอออกมาได้ดีมาก เป็นเกมที่ใช้ดาบได้เท่แบบสิ้นเปลืองสุด ๆ ใครชอบเกมที่ใช้ดาบเป็นอาวุธนี่คือเกมของคุณเลย นี่ยังไม่รวมถึงจังหวะการ Deflect และ Finisher สวนกลับบางตัว จะเป็นท่าเฉพาะพิเศษของแต่ละตัวที่ดุเดือด สะใจมาก เป็นเกมที่ทำถึงในแง่ของความเป็นเกมแอ็คชันสุด ๆ
ไม่ใช่แค่เราโจมตีมอนสเตอร์ที่รู้สึกเท่ แต่ทุกการสู้กับบอสหรือ Elite Monster หากเราพลาดท่าโดนพวกมันเล่นงานกลับด้วยท่าพิเศษ มันก็เท่ไม่แพ้กัน ถึงจะเป็นการเสียเลือดหรือตายไปเลย แต่การได้เห็นท่าโจมตีเท่ ๆ ของพวกมันนั้น ก็ต้องบอกว่ามีไม่กี่เกมที่เรารู้สึกว่ามันเท่ขนาดนี้ ไม่เว้นแม้แต่พวกศัตรู

RE Engine ของ Capcom ก็ถูกนำมาใช้อย่างคุ้มค่า นอกจากฉากจะสวยแล้ว คราวนี้ในฉากคัทซีนที่เป็นเรื่องราวและเหตุการณ์ต่าง ๆ ใบหน้า สีหน้าของตัวละครก็ถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม และทุกตัวละครเลยด้วย ทุกฉากคัทซีนเหมือนเราได้ดู Anime Movie ดี ๆ สักเรื่อง ถือเป็นอีกก้าวของ RE Engine เหมือนกัน
แม้จะเห็นฉากหลังเปิดกว้างแบบนี้ แต่เกมก็ไม่ใช่ Open World จริง ๆ เราอาจจะเดินไปไหนมาไหนได้ แต่จะถูกล็อคด้วย Story Progression ที่ต้องไปดำเนินเนื้อเรื่องหลักก่อน ถึงจะปลดล็อคพื้นที่ หรือการเข้าถึงบางอย่างได้ และเราจะได้วนกลับไปพื้นที่เดิมแต่ต่างเป้าหมายกันบ่อยมาก แต่ไปด้วยจุดประสงค์ที่ต่างกัน ไม่ว่าจะทำเควสท์รอง หรือสำรวจเพิ่มเติม ขอบอกว่าเกมนี้ไอเทมตามจุดต่าง ๆ ให้เก็บเยอะมากจริง ๆ
การได้เห็นชาวบ้านชาวเมืองได้รับความเดือดร้อนจากการรุกรานของพวกเก็นมะก็เป็นสิ่งที่เกมนำเสนอได้ดี แม้บางช่วงจะดูตลกหน่อย อย่างซอยนี้ ชาวบ้านอยู่กันสงบสุข เดินเล่นกัน ขายของหน้าบ้านกัน แต่เดินไปอีกซอย คือปีศาจเต็มไปหมด และส่วนใหญ่แล้ว รายละเอียดต่าง ๆ ในแผนที่ก็ละเอียดไม่ใช่น้อย บ่อยครั้งที่เราต้องซูมลงไปในแผนที่เพื่อดูว่ามันมีอะไรซ่อนอยู่ไหม
ความรู้สึกตอนเล่นเกมนี้ มันทำให้คิดถึง Resident Evil 4 มาก ๆ มันเป็นเส้นตรง แต่ก็มีพื้นที่ให้สำรวจ ยิ่งสำรวจเรายิ่งเก่ง ยิ่งมีของไว้ใช้ตอนสู้กับบอสหรือ Elite Monster มากขึ้น คุณจะดิ่งเนื้อเรื่องไปเลยยาว ๆ ก็ได้ ถ้าฝีมือการ Deflect คุณเจ๋งพอ แต่ถ้าสำรวจก็จะได้รางวัลเป็นของตอบแทน แถมยังมีพวก Level Design และสเตปการเล่าเรื่องและฉากที่คล้ายกันอีกด้วย แบบว่า ถ้าคุณเล่น Resident Evil 4 มา คุณจะเอ๊ะ หรือชี้นิ้ว ตบเข่าทันทีว่ามันเป็นแบบนี้นี่เอง

เมื่อจบเกมรอบแรกแล้ว จะปลดความยากระดับใหม่มาให้ด้วย สายเล่นซ้ำ เก็บ Collectible หรือของต่าง ๆ ในเกม ยังไงก็ได้เล่นกันจนคุ้มและเต็มอิ่มกันแน่ ๆ สรุปคือในด้าน Presentation ทั้งในแง่คอนเทนต์เกมและการนำเสนอเกม มันยอดเยี่ยมมาก ๆ
Gameplay – วิถีแห่งดาบที่ผู้เล่นต้องลองสัมผัส

ถึงหลายคนดูตัวอย่างแล้วจะรู้สึกว่ามันจะต้องเป็นเกม Souls แน่ ๆ แต่หลังจากที่ผู้เขียนได้ลุยจนจบแล้ว ต้องบอกว่ามีทั้งส่วนที่ไม่ใช่ และส่วนที่ได้กลิ่นอายของ Souls มาเต็ม ๆ
เกมเพลย์ของ Way of the Sword ยังคงเป็น Action แต่มันจะไม่ถึงกับ Hack & Slash รัวปุ่มฟาด ๆ ใส่ศัตรูได้ขนาดนั้น มาเริ่มเรื่องที่หลายคนคาใจเลยคือความยาก ที่ทุกคนมองว่าเกมมันง่ายไปหน่อย ศัตรูก็ยืนนิ่ง ไม่ยอมรุกใส่เรา แต่พอเล่นจริงผมถึงรู้ว่า ถ้าเรายืนอยู่เฉย ๆ ศัตรูมันจะไม่บุกเข้าหาเราเลยเช่นกัน มันจะเริ่มออกลวดลาย มีความไดนามิก และสวนกลับเราอย่างเจ็บแสบเมื่อเราบุกเข้าไปเท่านั้น และศัตรูเกือบทุกตัวในเกมทำงานแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นตัวกีกี้หรือพวกบอส
กับพวกกีกี้ บางตัวอาจจะเปิดฉากเล่นงานเราก่อน หรือถ้าเราเข้าไปฟันก็อาจจะทำดาเมจได้โดยง่าย แต่กับบอสส่วนใหญ่ มันจะรอจังหวะที่เราเปิดดาบใส่พวกมัน ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่ได้ตายในไม่กี่ดาบแน่ ๆ และเมื่อศัตรูเปิดฉากสวน คราวนี้ผู้เล่นต้องคิดทันทีว่าจะรับมือยังไง
Combat ของเกมนี้เรียบง่ายมาก คุณกดแค่ 4 ปุ่มบนฝั่งจอยด้านขวา คุณก็พร้อมจะจัดการศัตรูได้ ขออิงพื้นฐานจอย XBOX เป็นหลัก ปุ่ม X คือการ Deflect การโจมตี ปุ่ม Y คือตีเบาด้วยมือเดียว ปุ่ม B คือตีหนักด้วยดาบสองมือ และ A คือปุ่มหลบหลีก

ศัตรูจะมีท่าโจมตีหลายแบบ ตีปกติด้วยอาวุธ เราจะ Deflect สวนได้ แต่ถ้ามันใช้มือเปล่าไม่ว่าจะเป็นหมัดหรือเท้า เราต้องกดหลบเท่านั้น และถ้าศัตรูใช้ท่าจับพิเศษที่เป็นมือเรืองแสง เราต้องกดหลบเพื่อสวนกลับ คือมันไม่ใช่การ Deflect กู้โลก แต่ต้องดูว่าศัตรูออกท่าแบบไหนมา และใช้ท่าสวนกลับไปให้ถูกรูปแบบ
อีกส่วนที่ชอบคือ ถ้าเป็นเกมอื่นมันจะถูกเอาไปไว้ในการเลือกความยาก แต่เกมนี้ ผู้เล่นเลือกทำเองได้เลย นั่นคือการโจมตีประเภท Issen Attack การ Issen มันเหมือนกับการกด Perfect Deflect ที่เราจะสวนกลับการโจมตีศัตรูกลับไป พร้อมทำดาเมจมหาศาล แต่มันจะกดยากกว่ามาก ต้องเป๊ะมาก ๆ ในเกมอื่นมันอาจจะถูกเอาไปไว้ในความยากขั้นสูง แต่เกมนี้ ผู้เล่นเลือกกดเองได้เลย แทนการกดปุ่มปกติ ใครอยากเท่ อยากแกร่งก็ใช้ Issen แต่ก็ขอเตือนว่ามันต้องเป๊ะมากจริง ๆ ในการกด Issen แต่ก็คงไม่ยากเกินความสามารถ Gamer ยุคนี้แน่ ๆ
เกมยังมีลูกเล่นของการประดาบอีกหลายแบบ เช่น Blade Barrage เมื่อศัตรูตั้งรับเราได้ในบางช่วงจะเข้าสู่การประดาบ อันนี้สร้างสรรค์มาก โดยวิธีการเอาชนะการประดาบ ผู้เล่นต้องดูว่าก่อนเข้าช่วงประดาบ เราใช้การโจมตีแบบดาบมือเดียวหรือสองมือ และวิธีเอาชนะคือ เราต้องกดการโจมตีที่สลับกัน ถ้าเราเข้าการประดาบด้วยดาบมือเดียว หากโจมตีด้วยดาบมือเดียวไปเรื่อย ๆ เราจะแพ้ แต่ถ้าสลับไปโจมตีด้วยดาบสองมือ เราจะชนะศัตรูทันที และจะลดพลังศัตรูไปได้เยอะมาก ถ้าเข้าสู่การประดาบด้วยดาบสองมือก็แค่ทำตรงข้ามกัน

คือ Combat มันเรียบง่าย สนุก และท้าทายมาก ๆ กับบอสบางตัว เราอาจต้องจดจำ Moveset ใช้ความแม่นยำ และความชำนาญเข้าสู้ ยิ่งเล่นยิ่งตึง แต่ถ้าชนะได้ เราจะยิ่งเท่ เหมือนกับเราชำนาญวิถีแห่งดาบตามชื่อเกมจริง ๆ
ตัวมุซาชิของเราก็สามารถอัปเกรดของได้ 3 อย่างคือตัวผ้าคลุม ดาบ และถุงมือ ที่จะช่วยิ่มค่าพลังด้านต่าง ๆ แต่ส่วนตัวสำหรับผมนี่ ไม่ใ่ช่ข้อเสีย แต่รู้สึกว่าการที่เกมมันทำให้ศัตรูแกร่งขึ้นตามเนื้อเรื่องเสมอ มันทำให้การอัปเกรดสำหรับเราดูเห็นผลน้อยมากหรือไม่เห็นเลย เพราะศัตรูมันเก่งขึ้นตลอด ไม่มีจังหวะไหนที่เรารู้สึกว่าเกมมันง่าย ขนาดช่วงเล่นเควสท์รอง มันยังพาเราไปเจอพวกมินิบอส หรือศัตรู Elite ที่ต้องจริงจังในการสู้อยู่ดี การอัปเกรดของเกมนี้มันเลยเหมือนสิ่งที่ต้องทำ ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เราสบายขึ้น
และสำหรับคนที่คิดว่ามันยังยากไปอยู่ อยากเล่นง่าย ๆ เกมมีระบบตัวช่วยที่เรียกว่า Action Prompt ที่เราสามารถเปิด-ปิด ในหน้าการตั้งค่าได้ตลอดเวลา การเปิด Action Prompt จะทำให้เวลาศัตรูโจมตีมา เกมจะขึ้นบอกว่าเราควรจะกดอะไรเพื่อโต้ตอบ ตอนแรกคิดว่ามันจะทำให้เกมง่ายขึ้น แต่เปล่าเลย เพราะถ้าเรากดไม่ถูกจังหวะ มันก็โดนดาเมจเหมือนเดิม คือมันแค่บอกว่าต้องรับมือยังไง ไม่ได้ทำให้ง่ายขึ้น ใครที่อยากฝึกต่อสู้กับบอสในโหมด Rematch ผมแนะนำว่าเปิดเพื่อเรียนรู้กระบวนท่ามันไว้ก่อนได้ พอถึงเวลาจะเอาจริงค่อยปิดก็ได้ เพราะมันเปิด-ปิดได้ตลอดเวลา แม้จะสู้อยู่ก็ตาม และน่าจะเป็นระบบที่ช่วยใครหลายคนได้เยอะมากจริง ๆ

ไอเทมเสริมพลังต่าง ๆ เป็นของที่ผมรู้สึกว่า มันได้ใช้จริง ๆ ในบางจังหวะที่เรารู้สึกว่าการเจอศัตรูตัวนี้มันเหนื่อยเกิน เราจะยอมกดใช้ไอเทมเสริม เพิ่มพลังโจมตี เพิ่มความสามารถตัวละคร เพื่อปิดจบการต่อสู้ได้รวดเร็วขึ้น ใช้ไอเทมล้างสถานะดีบัฟต่าง ๆ หรือยาเสริมพลังแบบพิเศษที่ช่วยยื้อการต่อสู้ของเราให้รอดตายได้
สำหรับคนที่กลัวว่ามันจะง่ายไป ผมว่าในเกมเต็มมันจะไม่ทำให้คุณผิดหวัง และจบรอบแรกแล้ว ยังมีความยากระดับใหม่รอให้คุณเล่นซ้ำอีกรอบ แฟน ๆ Onimusha ไม่ผิดหวังกันแน่นอน
Performance – RE Engine ยังคงทำงานได้อย่างดีเยี่ยมและน่าประทับใจ

ขึ้นชื่อว่า RE Engine นั้น นอกจาก Dragon’s Dogma 2 ที่มีปัญหาอยู่บ้าง มันก็แทบจะเป็นเอนจิ้นเกมที่เป็นมิตรกับคอมพิวเตอร์ที่ผ่านมาตรฐานสเปคขั้นต่ำที่เกมกำหนดไว้ทั้งหมด และ Way of the Sword เองก็ด้วย
รอบนี้เราได้ทดลองกับสเปคคอมพิวเตอร์ที่อายุกลาง ๆ หน่อย อย่าง i5-12400f ram 32gb และการ์ดจอ RTX 3080 และใช้ Default ระดับ High เองก็สามารถรันเกมได้อย่างลื่นไหลที่ 60fps แบบนิ่ง ๆ โดยไม่เปิด DLSS เลย แต่แน่นอนว่าต้องไม่เปิด Ray Tracing ด้วย ส่วนเครื่องคอนโซล PS5 จะสามารถเลือกโหมด Quality และ Performance ได้ การเลือก Quality จะได้ภาพที่คมชัดขึ้น แต่ fps จะลดลงมาเหลือ 30 แต่ Performance จะได้ fps 60 นิ่ง ๆ เหมือนกัน ซึ่งใครชอบภาพสวย หรือ fps ก็แล้วแต่ แต่สรุปคือดีทั้ง 2 โหมดบนเครื่องคอนโซล
การตั้งค่าต่าง ๆ ของเกมก็ถือว่าเหมาะสมกับเกมยุคนี้สุด ๆ เพราะมันละเอียด ปรับแต่งทุกอย่างได้ตามใจชอบ เรื่องงานภาพ ฝั่งคอนโซลอาจปรับได้ไม่เยอะมาก แต่ฝั่ง PC จะสามารถตั้งค่าละเอียดได้ ปรับลดคุณภาพบางฉาก แสงเงา การแสดงผลต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับเครื่องคอมพิวเตอร์ของตัวเองได้อย่างละเอียด และแน่นอนว่าใครที่ไม่ชินกับการใช้ปุ่ม หรือการควบคุมใด ๆ ก็สามารถ Rebind ได้
แต่ด้วยความที่เรไาด้เกมมาก่อนเปิดจริง ปัญหาที่เกิดขึ้นก็มีอยู่บ้าง แต่มันเล็กน้อยมาก ๆ คือมันจะมีบางครั้งที่พอเราเข้าเกมไปใหม่เพื่อเริ่มเล่นต่อ เฟรมเรทมันจะตกแบบตกฮวบ เหลือประมาณ 25-30fps ตั้งค่ายังไงก็ไม่หาย วิธีแก้ก็ง่าย ๆ เลยคือ ปิดเกมเปิดใหม่ แค่นั้นก็หายแล้ว และคิดว่า Day 1 Patch ที่ทุกคนได้เล่นกันแล้ว น่าจะมีการแก้ไขและปรับปรุงกันเป็นที่เรียบร้อย
ส่วนปัญหาระหว่างเกมก็น้อยมาก สมกับเป็น Capcom ที่ยุคหลัง ปัญหา Performance นั้นเกิดขึ้นน้อยมากจริง ๆ
Verdict – การกลับมาที่น่าประทับใจของซีรีส์ Onimusha
ห่างหายไปนานหลายปี แต่การกลับมาครั้งนี้ของ Onimusha ต้องบอกว่าสมกับการรอคอยอย่างมาก ทั้งเนื้อเรื่องที่เข้มข้นชวนติดตาม เกมเพลย์ที่เล่นสนุก และชวนให้คุณเล่นซ้ำได้อีกตามสไตล์ เรียกได้ว่าเป็นปีทองของ Capcom จริง ๆ Resident Evil ไปแล้ว Pragmata ไปแล้ว Monster Hunter Stories ไปแล้ว Onimusha ภาคนี้ ก็ประสบความสำเร็จตามกันไปติด ๆ เลย













