สารบัญ / Contents
แม้ยากจะทำใจยอมรับ แต่งานที่คุณทำมีส่วนในการกำหนดวิถีชีวิตของคุณมากกว่าที่คิด คุณต้องตื่นกี่โมง กินข้าวที่ไหน จับจ่ายอย่างไร หรือมองเรื่องไหนเป็นสิ่งสำคัญ ล้วนขึ้นอยู่กับงานที่คุณทำหาเลี้ยงชีพทั้งสิ้น ชีวิตใต้อิทธิพลของงานอาจจะไม่ได้ฟังดูเลวร้ายนัก หากคนเราพอจะมีอำนาจในการเลือกสัมมาชีพเลี้ยงชีวิตได้ประมาณหนึ่ง
คำถามที่น่าสนใจก็คือ ทุกวันนี้ เราเลือกงานได้หรือเปล่า หรืออันที่จริงแล้วฝ่ายที่เลือกไม่ใช่เรา
ผู้เขียนขอเสียมารยาทเฉลยเอาไว้ตรงนี้เลยว่า รีวิวเกมชิ้นนี้ไม่มีคำตอบให้ แต่อยากจะชวนคุณผู้อ่านมาร่วมกันใคร่ครวญผ่านเนื้อหาของเกม Thank You for Your Application ว่าเบื้องหลังของการคัดเลือก “ทรัพยากรมนุษย์” นั้นมีอะไรซ่อนอยู่บ้าง อะไรที่ทำให้อนาคตของคนคนหนึ่งถูกตัดสินด้วยเอกสารสมัครงานเพียงไม่กี่หน้า และคุณมั่นใจได้แค่ไหนว่าชีวิตจะดีขึ้นหลัง HR ยอมรับคุณเข้าทำงาน
ส่วนใครที่ร่างเรซูเม่เตรียมไว้ร่อนสมัครงาน หลังจากอ่านบทความนี้ ขอแนะนำให้ลองทบทวนดูอีกที และถามตัวเองอีกครั้งว่านี่คือทางเลือกของคุณจริง ๆ หรือไม่

Story – กรุณาตรวจสอบคุณสมบัติเบื้องต้น
คุณคือ C89 ผู้อพยพที่เพิ่งจบการศึกษาจากสถาบันแห่งหนึ่งใน Aeropolis ไม่มีใครรับคุณเข้าทำงานหลังจากร่อนใบสมัครไปยังบริษัทหลายต่อหลายแห่ง อนาคตของคุณต้องดับวูบ หากหางานไม่ได้ก่อนใบอนุญาตพำนักชั่วคราวจะหมด แต่หลังจากคณะบริหารประกาศนโยบายใหม่ Aeropolis Lab บริษัทวิจัยขนาดใหญ่ก็รับคุณเข้าทำงานในฐานะ “ผู้สัมภาษณ์ฝึกหัด” แบบเฉียดฉิวเต็มที่
เช่นเดียวกับ Papers, Please ที่เป็นต้นธารแรงบันดาลใจใน Thank You for Your Application ผู้เล่นต้องรับบทด่านแรกสุดของการสมัครงาน คอยตรวจสอบเอกสารและสัมภาษณ์ผู้สมัครให้ได้ตามเกณฑ์ที่บริษัทกำหนดไว้ หรือตีตกเอกสารเหล่านั้นด้วยเหตุผลที่ฟังขึ้น คะแนนที่ทำได้ในแต่ละวันจะเป็นตัวกำหนดรายได้ที่ผู้เล่นจะต้องเอามาจ่ายค่าสาธารณูปโภคต่าง ๆ และทางเลือกในบางจุดของเกมจะเป็นตัวกำหนดฉากจบที่มี 6 แบบ
การดำเนินเรื่องส่วนใหญ่จะอิงอยู่กับเอกสารในรูปแบบอีเมล ข้อความบนกระดานสนทนา และจดหมายภายในขององค์กร นอกจากนี้ เกมยังเพิ่มลูกเล่นให้กับการเล่าปูมหลัง (Lore) ด้วยระบบล็อกที่จะปลดตามเลเวลของผู้เล่นเพื่อบีบให้ผู้เล่นตั้งใจเก็บคะแนนและเลื่อนขึ้นระดับสูง ๆ
แต่ทีเด็ดของเกมนี้มาในรูปแบบของบทสนทนาระหว่างการสัมภาษณ์งานในแต่ละวัน ในช่วงแรกสุดเราจะได้สัมภาษณ์เด็กจบใหม่ ก่อนที่เกมจะค่อย ๆ เพิ่มระดับความหนักหน่วงให้เราสัมภาษณ์ผู้ใหญ่ที่ต้องมาหางานแข่งกับเด็ก ไปสู่จุดหนักหนาที่สุดอย่างการสัมภาษณ์พนักงานปัจจุบันว่าใครควรจะได้อยู่หรือไปในท้ายที่สุด

ทำไมเราต้องรับคุณเข้าทำงาน?
ไม่มีใครรู้หรอกว่าชีวิตพนักงาน Aeropolis Lab จะสุขสมหรือทุกข์ทน แต่ไม่ว่าจะเป็นยังไงก็น่าจะดีกว่าการตกงานจนถูกยึดใบอนุญาตพำนักอาศัย ถูกไล่จากอพาร์ตเมนต์ หรือต้องอดมื้อกินมื้อกันทั้งครอบครัว ทุกคนที่ปรากฏตัวในคอกสัมภาษณ์ล้วนแล้วแต่มีเหตุผลของตัวเอง บางคนถึงกับลดศักดิ์ศรีมาอ้อนวอนเราเพื่อให้ได้ทำงาน มันคงจะง่ายกว่าถ้าบางคนยอมโกง ปลอมแปลงเอกสาร เราจะได้ไม่ต้องลำบากใจเมื่อปฏิเสธ
ส่วนที่น่าสนใจในการเล่าเรื่องผ่านบทสัมภาษณ์ก็คือ เราแทบตัดสินไม่ได้เลยว่าคำตอบแบบไหนถูกหรือผิด เพราะทุกความเห็นอกเห็นใจมีราคาอย่างเป็นรูปธรรม การยอมทำงานผิดแล้วถูกหักเงินกระทบถึงความเป็นอยู่ของครอบครัว แต่การทำตามหน้าที่แบบตรงตามตำราเป๊ะก็เท่ากับว่าเราต้องเป็นคนใจร้าย ตัดสินชีวิตคนอื่นอย่างไม่ดูดำดูดี
ภาระการตัดสินใจของผู้เล่นคือเราจะตัดสินอนาคตแบบไหนให้พวกเขา จะให้มันจบลงตรงนี้เลย หรือจะประวิงเวลาให้มันไปจบด้วยการเป็นเบี้ยใช้แล้วทิ้งของบริษัทในภายภาคหน้า
เกมใช้ภาวะการตัดสินใจที่ยากลำบากสะท้อนประเด็นร่วมสมัย 2 อย่างไปพร้อม ๆ กัน อย่างแรกคือการใช้อำนาจนำ (Hegemony) ของรัฐและองค์กรธุรกิจ เพื่อเบียดให้คนตัวเล็ก ๆ ปะทะกันเอง ปัดให้พวกเขาแบกรับความลำบากใจกันเองเพื่อเก็บเกี่ยวผลประโยชน์สูงสุด อีกอย่างคือการเปลี่ยนมนุษย์เป็นหน่วยผลิตอันแสนเย็นชาด้วยอำนาจทุนที่ไร้การกำกับดูแล โดยเฉพาะในช่วงที่รัฐอ่อนแอหลังวิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นแบบวนซ้ำอยู่ร่ำไป
คิดว่าอนาคต 5 ปีข้างหน้าของคุณจะเป็นอย่างไร
แม้ว่าฉากหลังของ Thank You for Your Application จะเป็นโลกดิสโทเปียในอนาคตอันใกล้ แต่ก็นับว่าเป็นตลกร้ายทีเดียวที่เรื่องราวในโลกของเกมดูไม่ใช่เรื่องไกลตัวเท่าไหร่นัก ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ตัวละครหลักเจอในห้องสัมภาษณ์ หรือสิ่งที่ถูกเล่าผ่านเอกสารอื่น ๆ ทั้งข้อความในแท็บโซเชียล อีเมล และประกาศภายในของบริษัท
สภาวะความไม่แน่นอนทั้งหลายที่อยู่ในเกมนี้ชวนให้นึกถึงหนังไทยที่เล่าเรื่องใกล้เคียงกันอย่าง “พนักงานใหม่ โปรดรับไว้พิจารณา” (2026; นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์) ในแง่ที่มันเล่าถึงความลำบากใจของพนักงานฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ที่พยายามหาคนที่แกร่งที่สุดเพื่อเผชิญหน้ากับระบบที่รู้กันดีว่าโหดร้ายเหลือทนและรู้อยู่เต็มอกว่าการ “ได้งาน” ไม่ใกล้เคียงชัยชนะเลยแม้แต่น้อย
และในแง่ที่สภาพสังคมมีส่วนกำหนดว่างานจะมอบความเป็นไปได้มากมายให้มนุษย์ได้ยกระดับศักยภาพของตน หรือเป็นเครื่องมือขูดรีดผลประโยชน์โดยเอาความมั่นคงในชีวิตเป็นตัวประกัน

Gameplay – ประสบการณ์ฝึกงาน 7 ชั่วโมง
ตัวเกมแบ่งการเล่นในแต่ละวันออกเป็น 2 ช่วง นั่นคือช่วงทำงานในช่วงกลางวัน และช่วงใช้ชีวิตส่วนตัวในตอนกลางคืน เกมนี้ดำเนินรอยตามสูตรเกมแบบ Papers, Please แบบไม่แตกแถวเท่าไหร่นัก ข้อดีของสูตรนี้ก็คือมันสร้างความอึดอัดได้ตรงธีมเกมมากทีเดียว เพราะไม่ว่าผู้เล่นจะดำเนินเกมในช่วงไหน ก็จะรู้สึกเหมือนโดนขังอยู่ในกล่องเล็ก ๆ และใช้ชีวิตตามกิจวัตรตลอดเวลา
สิ่งที่ทำให้เกมนี้ฉีกมาจากเกมต้นทางเล็กน้อยคือช่วงที่มันปล่อยให้ผู้เล่นสำรวจเรื่องราวหลังเลิกงานผ่านอินเตอร์เฟสสื่อสาร ส่วนนี้ทำหน้าที่ของมันได้ดีทีเดียวในฐานะสีสันท่ามกลางความเย็นชาที่ถูกนำเสนอตลอดทั้งเกม โดยเฉพาะแท็บ Social ที่เก็บเอาท่าทีของผู้คนบนอินเทอร์เน็ตในปัจจุบันมานำเสนออย่างครบถ้วน
เกมเพลย์ในช่วงสัมภาษณ์งานไม่มีอะไรหวือหวานักในช่วงต้น สิ่งที่น่าสนใจก็คือเกมทำให้การตีตกใบสมัครงานของใครสักคนยากกว่าการให้ผ่าน เพราะเราต้องหาเหตุผลที่จะไม่รับให้ถูกต้องตามเกณฑ์ถึงจะปฏิเสธใบสมัครนั้น ๆ ได้ เมื่อบวกรวมกับเงื่อนไขเวลา ค่าตอบแทน และการประเมินในช่วงจบกะ ถือว่าเกมออกแบบความรู้สึกกดดันมาได้ดีทีเดียว

Presentation – สวัสดิการและผลตอบแทนที่คาดหวัง
เกมจะเริ่มเข้มข้นจริง ๆ ก็ต่อเมื่อมันดำเนินไปถึงช่วงที่ผู้ใหญ่มีประสบการต้องมาสมัครงานแข่งกับเด็กจบใหม่ ความท้าทายทางเกมเพลย์ยกระดับตามปกติ แต่สิ่งที่เกมทำได้ดีเกินคาดคือมันสะท้อนความโหดของตลาดงานยุคใหม่ออกมาได้อย่างเป็นรูปธรรม
มันชวนให้นึกถึงการถกเถียงบนโลกจริงในประเด็นความย้อนแย้งที่ตลาดงานเรียกร้องประสบการณ์การทำงานจากพนักงานระดับเริ่มต้น แต่ก็ปฏิเสธที่จะรับเด็กจบใหม่มาสั่งสมประการณ์ ในขณะเดียวกันพวกพนักงานประสบการณ์สูงแต่อายุเกิน 35 ก็ถูกกันออกจากการพิจารณาเพราะประเมินว่ามีศักยภาพในการเติบโตต่ำ ทำให้กรอบคุณสมบัติของแรงงานแคบลง แม้ว่าจะมีคนต้องการตำแหน่งงานอยู่เต็มบ้านเต็มเมืองก็ตาม
อีกส่วนที่น่าสนใจก็คือเกมสะท้อนประเด็นร่วมสมัยออกมาได้ค่อนข้างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสุขภาพจิตของคนทำงาน การเอาทัศนคติไปผูกกับการสร้างผลิตผล (Productivity) กระแสการปลดพนักงาน และความพยายามในการแทนที่มนุษย์ด้วยปัญญาประดิษฐ์

ภาระค่าใช้จ่ายประจำ
สำหรับเกมฟอร์มเล็ก Thank You for Your Application ใช้ประโยชน์จากข้อจำกัดเพื่อนำเสนอประเด็นที่ต้องการได้คุ้มค่าทีเดียว แต่ในขณะเดียวกันบางจุดในเกมก็เดินตามสูตรที่ไม่ค่อยจะมีประสิทธิภาพนัก จุดที่เห็นได้ชัดที่สุดคือฟีเจอร์การจับจ่ายใช้สอยในช่วงจบวัน
ไอเท็มที่วางขายในเกมมีความดึงดูดต่ำมาก หากไม่นับสารพัดอุปกรณ์ตกแต่งที่ช่วยลดอัตราความเครียดรายวัน และการที่ของฟุ่มเฟือยไม่น่าซื้อก็ทำให้มันพลาดเป้าในการเสียดสีทุนนิยมไปอย่างน่าเสียดาย
สิ่งที่อาจจะพอทดแทนกันได้คือการวางขายไอเท็มปลดล็อกปุ่มลัด ซึ่งก็ไม่ได้อำนวยความสะดวกมากขึ้นสักเท่าไรนัก เพราะเกมออกแบบมาให้ใช้เมาส์เล่นเป็นหลัก (รองรับการใช้คอนโทรลเลอร์บางส่วน แต่ยังห่างไกลกับคำว่าสะดวกอยู่มากทีเดียว) การลากเคอร์เซอร์เพียงเสี้ยววินาทีก็แทบจะทดแทนการกดปุ่มตัวเลขได้ทั้งหมด ข้อด้อยเล็ก ๆ ในจุดนี้ชวนให้คิดได้ว่าผู้พัฒนายังหาทางให้ระบบเงินในเกมลงตัวกับประเด็นที่จะสื่อสารได้ไม่ดีนัก
Audio – ทำงาน ทำงาน ทำงาน
เกมหยิบเอาสุนทรียะในการทำงานมานำเสนอได้น่าสนใจทีเดียว เพราะขณะที่ผู้เล่นกำลังถูกกดดันด้วยกรอบเวลาและการประเมินผล เสียงที่บรรเลงอยู่ในพื้นหลังกลับเป็นเพลง Lo-Fi สุดชิลแนวยอดนิยมสำหรับเปิดทำสมาธิตอนทำงาน
เห็นได้ชัดว่าความไม่เข้ากันอย่างรุนแรงเป็นการเสียดเย้ยที่ถูกออกแบบมาอย่างดี ราวกับว่าผู้พัฒนาพยายามทำทุกอย่างให้เอื้อต่อการทำงานมากที่สุด เพื่อให้เราได้สัมผัสความโหดร้ายของ “งาน” ได้อย่างเต็มที่ และชี้กลับมาว่าความผิดพลาดทุกอย่างที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากความพยายามล่อลวงต่าง ๆ นานา แต่มาจากความไม่สมบูรณ์พร้อมของผู้เล่นล้วน ๆ
ซึ่งนั่นทำให้เพลงเดิมทวีความหลอนมากยิ่งขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป ไม่ใช่เพราะท่วงทำนอง แต่เป็นเพราะเราเข็ดขยาดกับการสร้างผลงานมากขึ้นเรื่อย ๆ จนเริ่มเฉยชา
ผลงานที่หมายถึงการผลักสังคมให้ค่อย ๆ ลงเหวทีละนิดด้วยการคลิกไม่กี่ครั้ง

Verdict – ด้วยความเคารพ จากว่าที่นายจ้างของคุณ
Thank You For Your Application ไม่ใช่เกมที่ออกแบบมาเพื่อความบันเทิงสุขสม แต่สิ่งที่มันมอบให้คือประสบการณ์ที่น่าสนใจ ตัวเกมเสียดสีโลกการทำงานใต้ระบบองค์กรที่ขับเคลื่อนโดยทุนก็จริง แต่ลึกลงไปกว่านั้นมันชี้ให้เห็นว่าผู้ร้ายตัวจริงไม่ใช่ HR ที่ปัดใบสมัครของคุณลงถังขยะ แต่เป็นเจ้าของอำนาจนำที่สร้างเงื่อนไขเพื่อใช้มือไม้ของพวกเขาทำประโยชน์สูงสุดให้ตัวเอง
ทิวทัศน์จากอีกฟากของโต๊ะสัมภาษณ์งานที่ได้เห็นในเกมนี้นับว่าน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะมันย้ำเตือนข้อเท็จจริงที่ว่า พนักงานแผนกทรัพยากรบุคคลก็เป็นมนุษย์มีเลือดเนื้อ มีภาระต้องรับผิดชอบเช่นเดียวกับผู้สมัครงาน และเราทุกคนล้วนอ่อนแอไร้กำลัง หากสังคมไม่เอื้อให้แรงงานมีอำนาจต่อรอง













