GamingDose

Support

BY Next

รีวิว 007 First Light: เกม James Bond ที่ดีที่สุดในรอบหลายปี

007 First Light
6 Views
ติดตามบน Google News
สารบัญ / Contents

หลังจากเฝ้ารอกันมานานถึง 5 ปีเต็ม ในที่สุดเกมนี้ก็ได้ปล่อยออกมาอย่างเป็นทางการแล้ว แต่มันจะสมการรอคอยขนาดไหน หาคำตอบกันได้ในบทความรีวิว 007 First Light นี้เลย!

หมายเหตุ: เนื้อหารีวิวในบทความนี้ดัดแปลงและเรียบเรียงจากบทพากย์วิดีโอต้นฉบับของ GamingDose โดยภาพประกอบในบทความอาจไม่ได้เป็น Screenshot ที่แคปเจอร์จากการเล่นจริงโดยตรง

007 First Light

Story – การเล่าเรื่อง ‘เจมส์ บอนด์’ ที่ฉีกจากทุกผลงานที่ผ่านมา

‘James Bond’ ในวัย 26 ปี คือลูกเรือกองบินสังกัดทหารเรือ ผู้ได้รับข้อเสนอจาก M ที่เป็นผู้อำนวยการหน่วย MI6 ให้มาฝึกเป็นสายลับ ด้วยความที่เขาเคยผ่านเหตุการณ์คับขัน ที่ไม่ใช่แค่รอดมาได้ แต่ยังสามารถช่วยคนที่เหลือของ MI6… ความหัวไวแถมใจเด็ดของบอนด์นี้เอง ได้ทำให้ M สนใจในตัวเขา แม้คนอื่น ๆ อาจจะไม่เห็นด้วย แต่ในเมื่อภัยร้ายกำลังคลืบคลานเข้ามา บอนด์ได้กลายมาเป็นหมากตัวใหม่ที่ฝ่ายตรงข้ามก็คาดไม่ถึง

โดยปกติแล้ว James Bond จะเป็นสายลับที่เก่งตั้งแต่ภาคแรก ไม่ว่าจะเป็นยุคของนักแสดงคนไหน เราก็จะเห็นเขาเก่งตั้งแต่เริ่ม แต่นี่คือครั้งแรกที่เราได้เห็นการเติบโตของเขา ตั้งแต่ยังไม่เป็นสายลับ ทำให้เราได้เห็นว่าเขาโดดเด่นเพราะอะไร และฝึกมายังไงจนเก่งได้ถึงขนาดนี้ 

และในเมื่อนี่คือต้นกำเนิดของ Bond… เรื่องราวใน First Light จะเป็นเหมือนการหล่อหลอมตัวเอก เพราะถึงแม้เขาจะหัวไวใจเด็ด แต่มันก็มีหลายเรื่องที่เขาไม่เคยเจอ มีความรู้สึกบางอย่างที่เขาต้องก้าวข้าม แล้วนอกจากเรื่องฝีมือมันก็ยังมีเรื่องของประสบการณ์ ยิ่งด้วยความที่เขายังเด็ก บอนด์เวอร์ชันนี้ ก็จะมีมุมที่เราไม่เคยเห็น

อย่างเรื่องราวระหว่างครูฝึกที่ไม่ชอบหน้าเขา และตัวของบอนด์ที่อีโก้ล้นฟ้า มันเลยเป็น “Gen-Z Bond” ที่ดูแปลกใหม่ แต่ก็ไม่ได้ประหลาดหรือหลุดจากกรอบจนขาดความเป็นตัวเอง เพราะสุดท้ายแล้ว ทุกอย่างใน First Light จะหล่อหลอมให้เขากลายเป็น “James Bond 007” แบบที่เรารู้จัก

เรื่องราวและองค์ประกอบเนื้อหาที่เน้นความร่วมสมัย

นอกจากการเติบโตของบอนด์ เราจะได้สัมผัสโลกสายลับในยุคปัจจุบันที่ให้ความรู้สึกคล้ายกับ James Bond ในยุค ‘Daniel Craig’ ทั้งแผนการของตัวร้ายกับเทคโนโลยีในเรื่องจะค่อนข้างอิงกับปัจจุบัน อาจจะมีเวอร์ไปบ้าง แต่ก็ไม่หลุดโลกเหมือนยุค Roger Moore หรือ Pierce Brosnan

ซึ่งในยุคปัจจุบันแบบนี้ มันก็ต้องเป็นอะไรที่เกี่ยวกับ AI ซึ่งก็ต้องยอมรับว่า First Light เอาประเด็นนี้มาดัดแปลงในเกม 007 ได้อย่างลงตัว และถึงนี่จะเป็นภาคแรกของบอนด์คนใหม่ ปมเรื่องของภาคนี้ก็ยังจบแบบเต็มอิ่ม ไม่ต้องรอภาคต่ออย่างเดียว

อาจจะมีอยู่บ้างตามสไตล์ผลงาน James Bond ที่จบเรื่องแล้วก็ยังมีอีกปริศนาที่ยังไขไม่ได้ ซึ่งก็ต้องเจอกันอีกทีในภาคใหม่ และก็มีตัวละครบางตัวที่หายไปเฉย ๆ ไม่มีการพูดถึงอีกเลย 

แต่โดยส่วนตัวแล้ว ผู้เขียนคิดว่านั่นอาจจะเป็นเรื่องสำหรับ DLC เพราะดูจากบรรดาเกม Hitman ที่ผ่านมา ถ้า First Light จะมีเรื่องเสริมบ้าง ก็ไม่เห็นแปลก 

ถึงเนื้อเรื่องในภาพรวม จะไม่ได้หวือหวาตราตรึงอะไรขนาดนั้น แต่มันก็เป็นการเปิดตัวบอนด์คนใหม่ ที่ยอดเยี่ยมสุด ๆ ณ เวลานี้ ผูเขียนยังไม่รู้ว่าบอนด์เวอร์ชันหนังจะได้ใครมารับบท แต่บอกตามตรงว่าตอนนี้จะเป็นใครก็ได้เลย เพราะเรามีบอนด์ของ Patrick Gibson ที่ดูอนาคตไกลมากแล้ว

นี่คือ Bond ที่ยังไม่สมบูรณ์แบบ แต่ทำให้เราอยากเห็นวันที่เขากลายเป็น 007 อย่างเต็มตัว

007 First Light

Presentation – โลกของ ‘เจมส์ บอนด์’ ที่คุณเล่นได้

“ใช่เลย นี่แหละโลกของ Bond”

สิ่งหนึ่งที่เกมนี้ตอบโจทย์ได้ดีมากก็คือการทำให้ผู้เล่นรู้สึกว่าเราอยู่ใน “โลกของ James Bond” จริง ๆ… ถึงเราจะอยู่ในฐานะของ Bond คนใหม่ ไม่ใช่ Bond ที่อิงจากเวอร์ชันหนัง แต่ทั้งลีลา บทบาท ท่าทางการพูดของตัวเอก สภาพแวดล้อม งานอาร์ท การออกแบบฉาก รวมไปถึงเพลงประกอบที่มีธีมของบอนด์แทรกอยู่ตลอด จับครั้งแรกก็รู้สึกเลยว่า “ใช่เลย นี่แหละ โลกของ Bond“

และในบางช่วงของเนื้อเรื่อง เราจะได้กลับมาที่สำนักงานใหญ่ของ MI6 ซึ่งแน่นอนว่าทั้งห้องของ M ห้องปฎิบัติการ หรือเด่นที่สุดอย่างห้องแลปของ Q… แต่ละจุดก็จะให้อารมณ์เหมือนเดินอยู่ในหนัง 007 โดยเฉพาะห้องแลป Q ที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์ทันสมัย แถมมีการใส่มุกที่เกิดจากความซนของ Bond แบบที่เราเคยเห็นจากในหนังเข้ามาด้วย เพียงแต่ว่ารอบนี้ เราเป็นคนทำเอง

ด้วยความที่ทีมพัฒนาเกมนี้ทำเกม Hitman มานานมาก ทำให้อะไรหลายอย่างใน First Light ดูจะเต็มไปด้วยกลิ่นอายของ Hitman ไมว่าจะเป็นการออกแบบฉาก ออกแบบภารกิจ ตัวเลือกในการผ่านฉาก แต่ละอย่างใกล้เคียงกันมาก เพราะอย่างว่า มือสังหารกับสายลับมันเป็นอะไรที่ใกล้เคียงอยู่แล้ว แต่ดีไซน์ของ First Light จะเป็น Hitman ที่กินง่ายกว่า

จากที่แต่ละด่านจะเป็นโลก Sandbox มีความเป็นไปได้หลายแบบ… First Light จะเป็นเกมที่มีเส้นเรื่องกำหนดมาแล้ว แต่การไปให้ถึงจุดหมายจะมีหลายทาง ทำให้มันเป็นเกมที่เข้าถึงง่ายกว่า

การออกแบบเกมเส้นตรงที่เต็มอิ่มและบันเทิงตลอดทาง

ด้วยความยาวของเนื้อเรื่องหลักแบบ 10 กว่าชั่วโมง ไม่ได้ยาวมาก แต่ก็ไม่ได้สั้น ผู้เขียนรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เล่นเกมเนื้อเรื่องที่เต็มอิ่มแบบนี้มานานแล้ว มันสนุกตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่มีช่วงไหนที่รู้สึกแผ่วลง แต่นอกจากโหมดเนื้อเรื่อง เรายังมีโหมด TacSim ที่จะปลดให้เราเล่นทุกฉาก หลังจากจบเนื้อเรื่องหลัก นี่ก็จะเป็นอีกทางในการเล่นต่อ

TacSim จะมีรูปแบบการเล่นหลัก ๆ 2 แบบ ได้แก่

  • Escalation – การไต่ระดับ Challenge ที่แต่ละ Tier จะยากขึ้นเรื่อย ๆ
  • Operation – ภารกิจที่จริงจังกว่า และใช้เวลานานกว่า

ในแต่ละโหมดจะมี Challenge ให้เราทำ เช่น

  • ผ่านด่านโดยไม่ยิงปืนสักนัด
  • ไม่ถูกพบตัว
  • จัดการศัตรูด้วยวิธีเฉพาะ

ถ้าเราทำ Challenge ได้ เราก็จะได้แต้มในการอัปเลเวล ที่ใช้ในการปลดของแต่งตัวหรืออัปเกรดอุปกรณ์ แถมมีบอร์ดคะแนนแข่งขันให้เราทำแต้มแข่งกับคนอื่นหรือแข่งกับเพื่อนเราที่เล่นเกมนี้ 

เล่นรอบเดียวอิ่ม แต่การเล่นซ้ำยังไม่ถึงระดับ Hitman

โดยรวมแล้ว นี่คือเกม Singleplayer ที่เล่นแล้วให้ความรู้สึก “อิ่ม” มาก ๆ ยิ่งถ้าใครเป็นแฟน James Bond อยู่แล้วก็ยิ่งคุ้มค่าเลย แต่ด้วยแนวทางใหม่ที่เกมปรับให้เข้ากับความเป็น James Bond มากขึ้น ก็ทำให้ต้องสละบางอย่างที่เคยเป็นข้อดีของ Hitman ไป นั่นคือความน่าเล่นซ้ำ

แม้ในหนึ่งฉากจะมีทางผ่านหลายแบบ แต่แค่กลับมาเล่นรอบสอง เราก็อาจเริ่มรู้สึกว่าไม่มีอะไรใหม่ให้กลับมาดูมากนัก ต่างจาก Hitman ที่หนึ่งฉากมีรายละเอียดเยอะมาก ถ้าอยากเห็นให้ครบ หรืออยากทำทุก Challenge ด่านหนึ่งสามารถเล่นซ้ำได้จนเหนื่อย แต่ 007 First Light ไม่ได้เป็นแบบนั้น

อย่างไรก็ตาม ความหลากหลายของ 007 First Light ก็เป็นรองแค่ Hitman เท่านั้น เพราะถ้าเทียบกับเกม Action ด้วยกัน เกมนี้ก็ถือว่าเล่นซ้ำได้เยอะพอตัว และแม้ฉากแรกจะทำได้ดี ด้วยการนำช่วงสอนการเล่นมาผูกเข้ากับการเล่าเรื่องของ Bond แต่ผู้เขียนก็รู้สึกว่าช่วง Tutorial ของเกมนี้ยาวไปเล็กน้อย เพราะกว่าจะผ่านช่วงสอนการเล่นทั้งหมดก็ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงกว่า

หรือถ้าใครเล่นช้าหน่อย ก็อาจใช้เวลาราว 3 ชั่วโมงกว่าจะได้เข้าสู่ภารกิจจริง ผู้เขียนรู้สึกว่าบางช่วงของการสอนสามารถยุบรวมให้เป็นการสอนชุดเดียวกันได้

ส่วนโหมด TacSim ที่เปิดให้เราเล่นซ้ำได้ ณ เวลานี้ก็ยังมีภารกิจไม่เยอะนัก โดยมี Escalation เพียง 5 แบบ และ Operation อีก 2 ด่าน

ถ้าใครไม่ได้ตั้งใจจะเก็บ Challenge ให้ครบทุกอย่าง เล่นไปไม่นานก็อาจเริ่มเบื่อได้ง่าย ๆ มันเลยกลายเป็นเกม Singleplayer ที่ให้ความรู้สึกอิ่มในรอบเดียว แต่ยังไม่ใช่เกมที่กินได้ยาว ๆ ในตอนนี้

อย่างไรก็ตาม ทีมพัฒนาก็ยืนยันแล้วว่าในอนาคต TacSim จะมีด่านใหม่อัปเดตมาให้เล่นเพิ่มเติม ซึ่งก็ต้องรอดูกันต่อไปว่าเนื้อหาใหม่เหล่านั้นจะทำให้เกมยังน่ากลับมาเล่นซ้ำได้มากแค่ไหน

First Light ไม่ได้แค่หยิบชื่อ 007 มาใช้ แต่มันสร้างโลกของ Bond ให้เราเข้าไปอยู่ในนั้นได้จริง ๆ

007 First Light
007 First Light

Gameplay – ไม่ใช่แค่ Hitman ใส่สูท แต่คือเกม 007 ที่มีตัวตนชัดเจน

Hitman ผสม Uncharted คือการเปรียบเปรยที่พูดกันมาตั้งแต่ช่วงเผยโฉมของ First Light ซึ่งพอได้จับจริง ๆ ก็ถือว่าใช่ แต่มันมีอะไรอีกเยอะที่ทำให้ First Light เป็นอะไรมากกว่านั้น 

จังหวะที่ผู้เขียนเล่นเป็นแล้ว ได้ใช้ของอุปกรณ์และใช้ลูกเล่นของความเป็นBondแบบเต็มที่ ผู้เขียนรู้สึกว่าBondในเวอร์ชันของ Patrick Gibson จะเป็นBondที่ผสมกันระหว่าง Bond ของ Daniel Craig กับBond ของ Pierce Brosnan

Bond เวอร์ชันเกมจะมีความต่อยหนักและบู๊แหลกคล้ายกับเวอร์ชันของ Daniel แต่ก็ไม่ต่อยยับเยิน บ้าพลัง วิ่งทะลุกำแพง เขาจะยังมีความสมูธ มีการรักษามาด และใช้วิธีละมุนละม่อมในการผ่านอุปสรรคที่ให้ความรู้สึกเหมือน Bond ในยุคของ Pierce

แต่ในขณะเดียวกัน อุปกรณ์ไฮเทคของเขาก็ไม่ได้เวอร์วังอลังการเหมือนยุคของ Pierce… เป็นแค่ของใช้ทั่วไป ที่มีลูกเล่นสายลับ อาจจะมีโอเวอร์บางอัน อย่างปากกามิซไซล แต่ยังไม่ถึงกับมีรถล่องหนหรือว่ารถบังคับผ่านมือถือ ถือเป็นการผสมกันระหว่าง Bond 2 ยุคที่ดูลงตัวมาก ต่อยหนัก แต่ก็ยังเนี๊ยบ ใช้ของเยอะ แต่ก็ไม่หลุดโลก

ภารกิจแบบลอบเร้นที่ให้ผู้เล่นเลือกทางเอง

ถ้าคุณเคยเล่น Hitman มาก่อน คุณจะเข้าใจเกมนี้ได้ทันที เพราะในหนึ่งฉาก เราจะไม่ได้รู้ตั้งแต่แรกว่ามีทางเลือกอะไรให้ทำบ้าง แต่ต้องค่อย ๆ หาข้อมูลจากการคุยกับ NPC หรือดักฟังบทสนทนา แล้วข้อมูลเหล่านั้นจะกลายเป็นเบาะแสให้เรา ทำให้เราสามารถหาเส้นทางในการไปให้ถึงเป้าหมายได้

แล้วแต่ละฉากก็จะมีเขตหวงห้ามที่เราไม่สามารถเดินเข้าไปได้ตรง ๆ แต่เราสามารถเข้าไปในพื้นที่เหล่านั้นได้หากปลอมตัวหรือมี Key Item ที่ถูกต้อง ส่วนจังหวะที่ศัตรูถูกดึงความสนใจ หรือติดสถานะผิดปกติ ก็ให้ความรู้สึกคล้ายกับ Hitman อยู่พอสมควร

ดังนั้น ถ้าใครเคยผ่าน Hitman มาก่อน ก็จะเล่นเป็นได้แทบจะทันที แต่ถ้าใครไม่เคยเล่น ก็ไม่ต้องกังวล เพราะระบบโดยรวมเข้าใจไม่ยาก

Gadget และทรัพยากรที่ทำให้ทุกทางเลือกมีต้นทุน

สิ่งที่ทำให้เกมนี้ไม่ใช่ Hitman ก็คือความเป็น Bond ในแต่ละภารกิจ โดยเราจะพกอุปกรณ์ได้จำกัด ขึ้นอยู่กับว่าเราเลือกเอาอะไรติดตัวมาบ้าง เช่น

  • ถ้ามี Strap Laser เราก็สามารถเปิดล็อกในบางจุดได้โดยไม่ต้องหากุญแจ และไม่ต้องใช้กำลังจนเกิดเสียงดัง
  • ถ้าเอา Dart Phone มาด้วย เราก็สามารถวางยาศัตรูได้ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ค่อนข้างสารพัดประโยชน์

เราจะมีทางเลือกมากน้อยแค่ไหน จึงขึ้นอยู่กับอุปกรณ์ที่เลือกมาด้วย แต่การใช้อุปกรณ์เหล่านี้จะกินทรัพยากร เช่น แบตเตอรี่ หรือสารเคมี และเมื่อใช้ไปแล้วมันจะไม่ฟื้นกลับมาเอง ต้องคอยหาเก็บระหว่างทาง

ดังนั้น เราจึงต้องคิดเผื่อด้วยว่าจะใช้อุปกรณ์ในจังหวะไหน เพราะถ้าทรัพยากรหมดตอนที่อยากใช้ ก็ต้องยอมอด แล้วหาทางอื่นแทน

ระบบสัญชาตญาณที่ทำให้ Bond เท่ได้ทั้งตอนลอบเร้นและต่อสู้

และอีกอย่างที่เป็นเอกลักษณ์ของ 007 First Light คือระบบ สัญชาตญาณ โดยหลอดสีส้มรูปสายฟ้าจะบอกระดับสัญชาตญาณที่เรามี ซึ่งได้มาจากการกำจัดศัตรู ค้นพบเบาะแสใหม่ หรือทำ Objective สำเร็จ เช่น

  • ในระหว่างการต่อสู้ นี่คือพลังที่เอาไว้ชะลอเวลาแล้วยิงอย่างแม่นยำ
  • แต่ระหว่างการลอบเร้น เราสามารถใช้มันในการกระซิบเพื่อล่อให้ศัตรูมาสำรวจ
  • ใช้ Bluff หลอกศัตรูว่าเราเป็นคนของพื้นที่นั้น
  • แกล้งยอมแพ้ แล้วสวนกลับด้วย Takedown

เราสามารถเดินเข้าไปตรง ๆ แล้วกด Bluff เพื่อหลอกศัตรูบริเวณนั้นให้เข้าใจว่าเราเป็นคนของที่นี่ ในช่วงเวลาสั้น ๆ ทำให้เดินผ่านศัตรูไปได้เลย แต่ระบบนี้จะไม่เวิร์กถ้ามีศัตรูระดับหัวหน้าอยู่ใกล้ ๆ

หรือในจังหวะที่เราถูกเจอตัว เกมก็ไม่ได้ Alert ทันที เรายังสามารถ Bluff ในจังหวะนั้นได้ ถ้ามีสัญชาตญาณมากพอ หรือใช้วิธีแกล้งยอมแพ้ พอศัตรูเดินเข้ามาใกล้ ก็ค่อยจับ Takedown แทน

แต่สัญชาตญาณเองก็เป็นทรัพยากรอย่างหนึ่งที่ไม่ฟื้นกลับมาเอง ดังนั้นเรายังต้องวางแผนว่าจะใช้มันในจังหวะไหนถึงจะคุ้มที่สุด และนี่คือการเอาความสมูธกับความเท่ของ Bond มาใส่ในเกมลอบเร้นได้อย่างลงตัวมาก

Combat ที่ใช้ปุ่มน้อย แต่ต่อยได้หนักและลื่นไหล

เวลาที่เรา Stealth แตก หรือเป็นฉากบังคับให้ปะทะ… Bond ก็ยังสามารถใช้กำลังได้ โดยระบบต่อยตีของ 007 First Light จะให้ความรู้สึกเหมือนเกม Action ทั่วไป แต่ก็มีสไตล์ของ Bond แบบ Daniel Craig แทรกอยู่

เราสามารถปัดการโจมตีสีเหลืองได้ แต่ถ้าเป็นการโจมตีสีแดงจะต้องหลบอย่างเดียว และสิ่งที่ผู้เขียนชอบมากคือระบบการกดคอมโบที่ใช้ปุ่มไม่เยอะ แต่มีลูกเล่นจากจังหวะการกด

เรากดเพียงปุ่มเดียวก็จริง แต่การกดค้างหรือกดทีเดียวจะทำให้เกิด Action ที่ไม่เหมือนกัน เช่น สามารถจับศัตรูโยนไปในทิศทางที่ต้องการได้ แต่ถ้ากดค้าง จะเป็นการลากศัตรูตามทิศทางที่เราเดิน หรือการกดต่อยรัว ๆ จะเป็นการต่อยธรรมดา แต่ถ้ากดค้างในจังหวะที่ถูกต้อง ก็จะกลายเป็นคอมโบอีกแบบ เช่น การต่อยท้องเพื่อเปิดช่องศัตรู

โดยรวมคือใช้ปุ่มไม่กี่ปุ่ม แต่สู้ได้อย่างลื่นไหล แถมยังเต็มไปด้วยท่วงท่าดุเดือด สมกับความเป็น Bond สายต่อยหนัก

License to Kill และการต่อสู้ที่ไม่ได้มีดีแค่การยิง

ในเกม เราไม่สามารถหยิบปืนมาใช้ได้ทันทีตราบใดที่ศัตรูยังไม่ใช้ปืน นี่คือกฎเหล็กของเกมที่เราไม่สามารถแหกได้เลย เมื่อไหร่ที่ศัตรูเริ่มใช้ปืน เกมจะเข้าสู่สถานะ License to Kill และในจังหวะนั้น เราจะยิงแหลกได้ทันที

อย่างไรก็ตาม เกมนี้ก็ไม่เหมือนเกมยิงทั่วไป เพราะปืนแต่ละกระบอกจะมีกระสุนให้พกได้น้อยมาก ถึงจะดูประหลาดอยู่บ้าง แต่มันก็เหมาะกับบริบทของ Bond เพราะเป็นการบีบให้เราเปลี่ยนปืนไปเรื่อย ๆ และใช้ลูกเล่นมากกว่าการยิงธรรมดา

เราสามารถยิงมือศัตรูให้ปืนหลุด ยิงขาเพื่อเปิดช่องให้เข้าไป Takedown หรือแม้แต่ปาปืนใส่หน้าศัตรูก็ยังได้ แถมระหว่างต่อสู้ เรายังสามารถใช้อุปกรณ์จาก Q-Labs ควบคู่ไปด้วย

ดังนั้น เกมจึงเปิดให้เรา Mix and Match ได้หลายแบบมาก ไม่ว่าจะเป็นการสู้ประชิดผสมกับการใช้ปืน ใช้อุปกรณ์ตัดจังหวะศัตรู แล้วเข้าไป Takedown เพื่อแย่งปืนมาใช้ หรือจะลองจับจังหวะแบบอื่นตามที่คิดได้ เกมนี้ก็แทบจะเปิดให้ทำได้เกือบหมด

ส่วนผสมจากหลายเกมที่กลายเป็น 007 ในแบบของตัวเอง

ในภาพรวม มันเหมือนเป็นการเอาข้อดีของหลาย ๆ เกมมารวมกัน ทั้งดีไซน์แบบ Hitman การเตะต่อยและการวิ่งยิงแบบ Uncharted รวมถึงการแฮ็กและการใช้สภาพแวดล้อมแบบเกม Watch Dogs โดยที่ทุกอย่างยังอยู่ภายใต้บริบทของ 007

นี่คือความเป็น James Bond ในรูปแบบวิดีโอเกม ที่ไม่เคยมีเกมไหนทำได้มาก่อน และต่อให้คุณไม่ใช่แฟน James Bond แต่ถ้าคุณชอบเกมแนว Stealth กับ Action ก็มีโอกาสสูงมากที่จะชอบเกมนี้

ปัญหาบางจุดที่เกมพยายามทำให้ Bond เท่เกินไป

ติดอยู่เรื่องหนึ่งคือ ผู้เขียนแอบรู้สึกว่าเกมนี้พยายามทำให้เราเท่เกินไปนิดหนึ่ง ก็เข้าใจได้ว่านี่คือ Bond และความเป็น Bond มันต้องเท่ แต่สมดุลของเกมบางจุดก็ดูประหลาดอยู่เหมือนกัน

อย่างในจังหวะยิงกัน ฉากช่วงนั้นจะเต็มไปด้วยวัตถุไวไฟ ที่ไม่รู้ว่าจะเยอะอะไรขนาดนี้ และศัตรูของเราก็ดูเหมือนอยากตาย เพราะมักจะไปยืนอยู่ใกล้ ๆ ของที่ระเบิดได้บ่อยมาก

หลายครั้งที่ศัตรูของ Bond ใช้ถังระเบิดเป็นที่กำบัง จนอดคิดไม่ได้ว่าเป็นทหารแบบไหนกัน ไม่เห็นเหรอว่ามีถังแดงอยู่รอบตัวขนาดนี้

หรือการ Takedown ระหว่างต่อสู้ ศัตรูทุกตัวจะหยุดโจมตีทันที กลายเป็นจังหวะอมตะ คล้ายกับการ Glory Kill

อย่างในเกม Doom มันยังมีเหตุผลรองรับว่า นี่คือวิธีเติมพลังชีวิต ดังนั้นเกมจึงต้องให้โอกาสผู้เล่นในจังหวะที่กดท่าแบบนี้ แต่ใน 007 First Light เราไม่ได้เติมพลังด้วยวิธีนี้ ทว่าเราก็ยังเป็นอมตะระหว่างใช้ท่า Takedown อยู่ดี

นั่นแปลว่าเราสามารถปาปืน ปาของ ใช้ Gadget ทำให้ศัตรูมึน แล้วก็ Takedown ต่อไปเรื่อย ๆ โดยที่ยังอยู่ในจังหวะปลอดภัย ถ้าเป็น Call of Duty, Wolfenstein หรือ Uncharted ป่านนี้คงพรุนไปแล้ว

เข้าใจแหละว่า Bond ต้องเท่ แต่มันก็แอบตลกไปนิดหนึ่ง

และในเกมนี้จะใช้ระบบฟื้นพลังด้วยตัวเอง แต่ในการเล่นโหมดยาก เกมจะเพิ่มเวลาที่ใช้ในการฟื้นพลังให้นานขึ้น

จังหวะที่เราเจ็บหนัก จะต้องใช้เวลาถึง 12 วินาทีถึงจะฟื้นกลับมาได้ ขณะที่โหมดปานกลางลงไปจะใช้เวลาแค่ 6 วินาที นั่นแปลว่าโหมดยากใช้เวลาฟื้นพลังช้ากว่าถึง 2 เท่า

เข้าใจได้ว่าโหมดยากก็ต้องมีความยากมากขึ้น แต่การเพิ่มเวลาฟื้นพลังแบบนี้เป็นดีไซน์ที่ผู้เขียนรู้สึกว่าไม่ค่อยเวิร์ก เพราะมันเหมือนเป็นการดึงผู้เล่นออกจากเกมการเล่นให้นานกว่าเดิม 2 เท่า

และด้วยสปีดการต่อสู้ที่เร็วขนาดนี้ อัตราการฟื้นพลังไม่ควรถูกปรับให้ช้าลง ผู้เขียนมองว่าควรให้รีเจนเร็วเท่าเดิม แล้วไปเพิ่มความดุหรือความแม่นของศัตรูแทน แบบนั้นน่าจะเวิร์กกว่า

นี่คือเกม Stealth/Action ที่ทำให้เรารู้สึกว่า “กำลังเล่นเป็น James Bond” จริง ๆ

007 First Light

Performance – สวยแบบไม่กินเครื่อง และลื่นขึ้นกว่าเดิมด้วย DLSS

ทีมงานของ GamingDose ที่ได้เล่นเกมนี้ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “เฮ้ย ภาพโคตรสวย” แต่ในขณะเดียวกันก็ “เฮ้ย มันไม่กินเครื่องอย่างที่คิดด้วยนี่หว่า”

ซึ่งต้องยอมรับว่า ผลงานจาก IO Interactive ตั้งแต่ Hitman แล้ว เรื่องการทำเกมให้ทุกเครื่องเล่นได้ลื่นไหล เขาถนัดมาตลอด ตอนที่เล่นแรก ๆ บางฉาก ผู้เขียนยังนึกว่าเกมใช้เทคนิค Ray Tracing แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่ นี่คือความประณีตในการออกแบบให้แต่ละฉากดูสวยที่สุด ด้วยเทคโนโลยีที่หลายคนเข้าถึงได้

ระบบแสงเงาถูกออกแบบให้มีการสะท้อนจากจุดกระทบ โดยที่มันไม่ได้เป็นแค่แสงแบบสำเร็จรูป แต่เปลี่ยนแปลงตามจังหวะที่ตัวละครเราเดินผ่านไปจริง ๆ หรือพื้นผิวบางจุดที่เป็นแก้วหรือกระจก ก็สะท้อนออกมาได้ชัดเจนมาก

ซึ่งนี่คือเทคนิคการสร้างกระจกที่ใช้กันมานานแล้ว แต่ใน 007 First Light ทีมพัฒนากำหนดให้บางจุดใช้การจำลองภาพสะท้อนแบบนี้ เพื่อเน้นเก็บรายละเอียดให้ดีที่สุด ทำให้ทุกฉากดูสวยงาม โดยไม่กินเครื่องหนักเกินไป

Path Tracing ที่จะยกระดับภาพขึ้นไปอีกขั้น

แต่อย่างที่รู้กันว่า ถ้าเกมเปิดใช้ Path Tracing จริง ๆ ภาพก็จะสวยขึ้นไปอีกขั้น เพราะทั้งพื้นผิว ภาพสะท้อน และแสงเงาจะมีการตอบสนองทั้งฉาก จากการจำลองแสงเงาในแบบที่ใกล้เคียงกับโลกจริงมากขึ้น

ซึ่งในตอนนี้ 007 First Light ยังไม่มีโหมด Path Tracing แต่จะมีการอัปเดตตามมาในภายหลัง และน่าจะทำให้เกมที่ภาพสวยอยู่แล้ว ยกระดับขึ้นไปอีกแน่นอน

แต่ก็ต้องยอมรับว่า แค่สิ่งที่เกมทำมาตั้งแต่แรก ผู้เขียนว่ามันก็น่าจะได้ใจใครหลายคนแล้ว เพราะนอกจากภาพจะสวย เครื่องเก่า ๆ หรือฮาร์ดแวร์เมื่อ 4-5 ปีก่อน ก็ยังเล่นได้สบาย

DLSS และ Frame Generation คือทางเลือกสำหรับคนที่อยากได้ความลื่นสุดทาง

แต่ถ้าใครอยากได้ความลื่นมากกว่าปกติ ก็ต้องมีฮาร์ดแวร์ที่คู่ควร และนี่ก็เป็นอีกเกมที่เหมาะมากกับการเล่นด้วยการ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 50 Series ที่มาพร้อมฟีเจอร์ NVIDIA DLSS 4.5 และ Multi Frame Generation ที่รอบนี้ดันได้สูงสุดถึง 6 เท่า จากเดิมที่เคยได้สูงสุด 4 เท่า

ในการเล่นแบบพลังดิบ ไม่เปิดฟีเจอร์ช่วยอะไรเลย ด้วยการ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 5090 ที่ความละเอียด 4K พร้อมปรับกราฟิกสุดทุกอย่าง เกมก็ยังพอเล่นได้ด้วยเฟรมเรตระดับ 80-90 FPS

แต่ในบางจังหวะที่เจอเอฟเฟกต์ Particle หนัก ๆ เช่น ตอนใช้ระเบิดควันแล้ววิ่งเข้าไปต่อยศัตรู จังหวะนี้จะกินแรงเครื่องมากเป็นพิเศษ จนทำให้เฟรมเรตตกลงไปต่ำกว่า 60 FPS ได้เหมือนกัน

แต่ถ้าเราเปิด DLSS พร้อมกับ Frame Generation จังหวะที่เจอเอฟเฟกต์หนัก ๆ เหล่านี้ก็แทบไม่มีความหมาย เพราะเกมลื่นเกิน 100 FPS ได้ตลอดเวลา

และต้องบอกว่าที่ผู้เขียนเปิดใช้อยู่ตอนนี้ ยังเป็นแค่ระดับ 2 เท่า ด้วย DLSS แบบ Quality เท่านั้น ยังไม่ต้องไปไกลกว่านี้เลย แต่ถ้าลองปรับเป็นระดับ 6 เท่า เฟรมต่ำสุดที่ได้คือราว 320 FPS ส่วนการเล่นปกติก็ขยับไปเฉียด ๆ 400 FPS

หลายคนอาจมองว่ามันเกินความจำเป็น แต่ถ้าคุณมีจอที่ Refresh Rate สูงกว่าปกติ อย่างระดับ 240Hz และปรับ Frame Generation ให้สอดคล้องกับ Refresh Rate ของจอได้ มันจะเป็นประสบการณ์ที่ลื่นจนไม่อยากเลิกเล่น

แถมนี่ยังเป็นความแรงที่เผื่อเอาไว้สำหรับตอนที่เกมได้รับการอัปเดต Path Tracing ในอนาคต ซึ่งอันนั้นน่าจะกินเครื่องหนักแน่นอน แต่ถ้ามีการ์ดจอระดับนี้ก็ไม่น่ามีปัญหา

เพราะฉะนั้น ถ้าใครอยากได้ประสบการณ์แบบนี้ NVIDIA GeForce RTX 50 Series คือฮาร์ดแวร์ที่ตอบโจทย์มาก

สรุปผลการทดสอบพลังดิบ NVIDIA GeForce RTX 5090 บนความละเอียดภาพ 4K

จากการทดสอบบน NVIDIA GeForce RTX 5090 ที่ความละเอียด 4K และปรับกราฟิกสุดทุกอย่าง:

  • ไม่เปิดฟีเจอร์ช่วย: ประมาณ 80-90 FPS
  • เจอเอฟเฟกต์ Particle หนัก ๆ: อาจตกต่ำกว่า 60 FPS
  • เปิด DLSS + Frame Generation ระดับ 2 เท่า: ลื่นเกิน 100 FPS
  • เปิด Frame Generation ระดับ 6 เท่า: เฟรมต่ำสุดราว 320 FPS และเล่นปกติเฉียด 400 FPS

ปัญหาเทคนิคที่เจออยู่บ้าง แต่ไม่ได้ทำลายภาพรวม

แต่ถึงแม้มันจะเป็นเกมที่ภาพสวยและกินเครื่องน้อย ในช่วงแรกก็ยังมีผู้เล่นบางส่วนที่เจอปัญหาเกมเปิดไม่ได้ เปิดแล้วล่ม หรือเปิดได้ครั้งหนึ่ง แต่พอกลับมาเปิดอีกทีกลับเข้าเกมไม่ได้

บางคนสามารถเล่นเนื้อเรื่องจนจบได้ตามปกติ แต่พอจะเข้าไปเล่นโหมด TacSim เกมกลับล่มตลอด ซึ่งตรงนี้ทีมงานก็แพตช์แก้ไขไปเรียบร้อยแล้ว แต่ไม่แน่ใจว่ายังมีใครเจอปัญหาอยู่หรือเปล่า

โดยส่วนตัว ผู้เขียนเจอปัญหานี้อยู่ครั้งหนึ่ง แต่กรณีนั้นน่าจะมาจาก Cloud Save เพราะผู้เขียนเล่นอยู่ 2 เครื่อง แล้วทำให้ Setting Graphics รวน พอปรับ Setting ใน Cloud ให้ตรงกัน ปัญหาก็หายไป ระหว่างการเล่น ก็มีบางครั้งที่ NPC อาจติดบั๊ก เดินไม่ไปไหน แต่มันก็ไม่ได้ส่งผลอะไรมากนัก

จุดที่มีผลมากกว่าคือจังหวะที่เรากดใช้อุปกรณ์ หรือใช้การล่อด้วยเสียง บางครั้งมันจะไม่ทำงานทันที แล้วดันไปติดในจังหวะที่เราไม่ตั้งใจ ทำให้ค่อนข้างน่าหงุดหงิดมาก

บางครั้งผู้เขียนถึงกับต้องโหลด Checkpoint ใหม่ เพราะแผนที่วางไว้พังหมด ก็ยังไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามันเป็นบั๊กหรืออะไร แต่นอกจากปัญหานี้ เกมก็เล่นได้ดีมาก ส่วนเรื่องเกมล่มก็ไม่รู้ว่าใครจะเจอบ้างหรือเปล่า เพราะอย่างที่รู้กันว่า PC ของแต่ละคนไม่เหมือนกันอยู่แล้ว

นี่คือหนึ่งในเกมที่ทำให้เห็นว่าการออกแบบภาพที่ดี สำคัญพอ ๆ กับเทคโนโลยีที่ใช้

007 First Light

สรุป – จุดเริ่มต้นที่ยอดเยี่ยมของ Bond คนใหม่

หลังจากที่ James Bond มีวิดีโอเกมที่ค่อนไปทางแย่มาหลายครั้ง ในที่สุดเราก็มีเกม James Bond ที่ยอดเยี่ยมเสียที

และมันไม่ใช่แค่เกมจากหนังที่ออกมาเกาะกระแสช่วงหนึ่งเท่านั้น แต่นี่คือจักรวาลใหม่ของ Bond คนใหม่ ที่ยังสามารถสานต่อไปได้อีกไกล

นี่คือ ‘เจมส์ บอนด์’ ที่เกมเมอร์คู่ควร

นี่คือ ‘เจมส์ บอนด์’ ที่กำลังจะสร้างตำนานใหม่

และนี่คือ ‘เจมส์ บอนด์’ ที่แท้จริงของวงการเกม

ปัญหาเดียวหลังจากนี้คือ ในภาคต่อไป พวกเขาจะสามารถก้าวข้ามภาคแรกได้หรือเปล่า ซึ่งก็ต้องรอดูกันต่อไป

Score Breakdown

Story – 9/10

การเล่า Origin ของ Bond คนใหม่ทำได้สดใหม่ มีเสน่ห์ และทำให้ Patrick Gibson กลายเป็น Bond ที่น่าติดตามมาก

Presentation – 8/10

บรรยากาศของ 007 มาเต็ม ทั้ง MI6, Q-Labs, งานอาร์ต และเพลงประกอบ แต่ความน่าเล่นซ้ำยังไม่สุดเท่า Hitman

Gameplay – 8.5/10

เป็นส่วนผสมของ Stealth, Action, Gadget และความเป็น Bond ที่ลงตัว แม้บางจุดจะพยายามทำให้ผู้เล่นเท่เกินไปนิด

Performance – 9/10

ภาพสวย ลื่นไหล กินเครื่องน้อยกว่าที่คิด และยิ่งเด่นขึ้นเมื่อใช้ DLSS กับ Frame Generation

007 First Light

8.6 / 10 คะแนน

เกณฑ์การให้คะแนน
007 First Light

ข้อดี

  • นำเสนอเรื่องราวของ Bond ในแง่มุมใหม่ ๆ ที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน
  • หยิบความ Action กับความ Stealth มาผสมผสานได้อย่างลงตัว
  • ถ่ายทอดความเป็น ‘James Bond’ ผ่านรูปแบบวิดีโอเกมได้อย่างมีความคิดสร้างสรรค์และน่าประทับใจ
  • บันเทิงไม่มีเบื่อตั้งแต่ต้นจนจบ
  • เต็มอิ่มจุใจตั้งแต่การเล่นครั้งแรก
  • งานภาพงดงามสมยุค แถมไม่กินสเปคเครื่องอย่างที่คิด

ข้อเสีย

  • การออกแบบฉากบู๊บางจุดมีความล้น "เอาเท่" เกินพอดีไปบ้าง
  • ช่วงฝึกสอนกินเวลานานไป และสามารถรวบรัดกว่านี้ได้
  • ความยาวนานของการฟื้นพลังในโหมดยากทำให้ผู้เล่นหลุดห่างจากเกมเพลย์ไป

SHARE

Nantahwut Indarachalerm

Nantahwut Indarachalerm

นันทวุฒิ อินทรเฉลิม (เน็กซ์) – เกมเมอร์ผู้คลั่งไคล้ Resident Evil, DOOM และสารพัดเกมยิงสุดเดือด ที่อยากถ่ายทอดเรื่องราวของวิดีโอเกมผ่านมุมมองแบบคนเล่นจริง