สารบัญ / Contents
ผู้บุกเบิกเกมยิง RPG Loot Shooter กลับมาอีกครั้งในภาคที่ 4 ภาคนี้จะยังคงความเดือดไว้ได้มากแค่ไหน ขอเชิญพบกับรีวิว Borderlands 4
Story – ปลดแอกดาว Kairos จากทรราชย์ The Timekeeper

ดาว Kairos ดวงดาวที่ถูกปกครองโดย The Timekeeper ทรราชย์ที่กดขี่ประชาชนด้วยการฝังสลักไซเบอร์เนติกควบคุมประชาชนทุกคน ด้วยอุบัติเหตุยานตก ทำให้เราถูกจับไปและฝังสลักด้วย แต่ด้วยความช่วยเหลือจากกลุ่มต่อต้าน เราจึงเอาตัวรอดมาได้ และเข้าร่วมกับกลุ่ม Crimson Resistance เพื่อปลดแอกดาว Kairos จากกองกำลังภาคี The Order
เนื้อเรื่องดูราบเรียบเป็นเส้นตรง แถมบางช่วงยังได้กลิ่นของความเป็น Far Cry ด้วย แต่อยากจะบอกว่ามันแค่มีความคล้ายคลึงเท่านั้น เพราะเอาเข้าจริงแล้ว เนื้อเรื่องมันก็ยังมีความเป็นตัวตนของ Borderlands อยู่ และใครที่รู้สึกไม่ชอบตัวร้ายของภาค 3 ผมว่าภาคนี้มันดูดีกว่า
แต่ก็ยังไม่ได้พีคเท่า Handsome Jack ในภาค 2 อย่างน้อยในแง่ดีไซน์และความเท่ ก็ยังดูดีกว่าภาค 3 พอสมควร ในส่วนของเนื้อเรื่องหลัก มันก็แทบจะเดินตามรอยเกมแอ็คชันทั่วไป ยิ่งมันมาในรูปแบบของการเดินหน้าปลดแอกดวงดาวนี่ยิ่งเรียบง่าย แถมบางช่วงก็ยืดจนน่าเบื่อเหมือนกัน
แต่สิ่งที่ทำให้เนื้อเรื่องของ Borderlands ดูเป็น Borderlands จริง ๆ มันคือเรื่องของเนื้อเรื่องเสริมที่อยู่ตามข้างทาง ซึ่งภาคนี้จัดหนักจัดเต็มมาเกือบ 100 ภารกิจ มีตั้งแต่ช่วยเหลือคนจริงจัง ลากยาวไปจนถึงกาวเต็มพิกัดอย่างมิสไซล์ที่มีหัวจิตหัวใจ ที่ตัวเองไม่ระเบิดเลยรู้สึกไม่มีค่า ไปจนถึงชักโครกมีชีวิตที่แค้นมนุษย์ที่มาถ่ายหนักแบบไม่เกรงใจมันเลย คือเควสท์เสริมบางเควสท์นี่ น่าจะมีแต่ Borderlands นี่แหละ ที่คิดได้ และกล้าทำออกมาได้ด้วย

และตัวละครหลักของเราที่มีมากถึง 4 ตัว ผมได้ลองเล่นแค่ 2 ตัว และลองสังเกตท่าทีการตอบโต้และการพูดคุยกับคนอื่น ๆ มันจะมีความต่างกันด้วย อาจไม่ได้ส่งผลกระทบกับเนื้อเรื่องหลักทั้งหมด แต่น่าจะส่งผลกับอารมณ์ร่วมของผู้เล่นตลอดการเดินทาง
แน่นอนว่าสำหรับภาคนี้ ตอนจบของมันก็ดูเหมือนจะไม่จบจริง ๆ แม้จะยืนยัน Story Pack ที่จะมีเนื้อเรื่องใหม่มาเพิ่มอีก แต่เราก็คาดเดาได้ว่า Borderlands 4 ยังไม่ใช่ภาคสุดท้ายของแฟรนไชส์แน่นอน แฟน ๆ เกมยิง RPG ชุดนี้น่าจะได้สัมผัสซีรีส์นี้ไปอีกนาน
Presentation – ผันตัวสู่โลก Open World ไร้รอยต่อ

ถ้านำเอา Borderlands 4 ไปเทียบกับเกมอื่น ๆ ก็คงไม่อาจบอกได้เต็มปากว่ามันใหม่ยกแผง แต่ถ้าเทียบกับภาคก่อน ๆ ในแฟรนไชส์ ภาคนี้ถือว่าปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงการนำเสนอไปหลายอย่าง
อย่างแรกคือโลกภายในเกมที่เปลี่ยนรูปแบบการนำเสนอ จาก 1 แอเรียต่อ 1 ฉาก ให้กลายมาเป็นโลก Open World แบบไร้รอยต่อในภาคนี้ การไปยังพื้นที่ใหม่ของเกมไม่จำเป็นจะต้องตัดเข้าฉากโหลดอีกต่อไป ทำให้มันดูลื่นไหล และต่อเนื่องมากยิ่งขึ้น และระบบยานพาหนะภาคนี้ก็ถูกปรับเปลี่ยนใหม่ จากที่เราต้องไปที่ Station เพื่อเรียกรถ ภาคนี้เราสามารถกดปุ่มเรียกออกมาจากตรงไหน ที่ไหนก็ได้ เหมาะสมอย่างยิ่งกับเกมที่ผันตัวเองไปเป็น Open World เต็มรูปแบบ
ส่วนสไตล์การเล่น ก็คือสไตล์เกม Open World ทั่วไป ทุกพื้นที่ที่คุณเข้าถึงได้ จะเต็มไปด้วยภารกิจเสริม ไอเทมให้เราเก็บสะสมเพื่อปลดล็อคแต้มในการอัปเกรดตัวละครต่าง ๆ ในแง่การสำรวจภาคนี้สนุกขึ้นเพราะระบบ Movement ใหม่ที่เกมเพิ่มเข้ามา รวมไปถึงระบบ ECHO-4 ที่เมื่อเรากดสแกนพื้นที่ จะมีการบอกจุดไฮไลท์สำคัญที่เราต้องมาร์คตำแหน่งเอาไว้ แล้วมันจะมีเส้นไกด์นำทางขึ้นมา
แต่เจ้าเส้นไกด์นี่แหละที่เป็นข้อเสียของเกมด้วย เพราะมันมีปัญหากับพื้นที่ภารกิจที่เป็นการสำรวจพื้นที่แนวตั้ง บ่อยครั้งเส้นนำทางจะฉลาด พาเราอ้อม หาทางขึ้นให้โดยอัตโนมัติ ไม่ต้องงมหาเอง แต่บางภารกิจนี่คือ เส้นนำทางชี้โต้งขึ้นไปเลย แบบ.. แล้วจะขึ้นไปยังไง… โชคดีที่มันมีไม่เยอะมาก แต่ก็ถือว่าบางครั้งมันก็นำทางเราได้ไม่ค่อยดีเท่าไรนัก
และการสำรวจในภาคนี้จะใช้หลักการ “ทางที่ดีคือทางตรง” ก็ไม่ได้ เพราะเราจะเจออุปสรรคเป็นภูเขาสูง ฉากกั้นสูง ๆ ที่ไม่สามารถปีนได้เยอะมาก ตรงนี้ทำให้ความสนุกในการสำรวจลดลงไปเยอะจริง ๆ เหมือนเขาออกแบบแผนที่มาเน้นความเป็นภูเขาสูงต่ำเยอะไปหน่อย การจะเข้าถึงสถานที่ ก็ยังต้องหาเส้นทางที่เหมาะสมเข้าไปอยู่ดี
ส่วนของกราฟิก แม้จะยังคงมีกลิ่นอาย Cell Shade เส้นขอบหนาดำ ๆ เหมือนหนังสือการ์ตูนและภาคก่อน ๆ แต่โทนของมันจะจริงจังมากยิ่งขึ้น ซึ่งพอมันผสมรวมกับโลก Open World เต็มตัว บอกเลยว่าภาคนี้กินสเปคขึ้นด้วยแน่นอน
หน้าต่าง UX/UI ของเกม ถูกปรับเปลี่ยนใหม่หมด สำหรับคนอื่นอาจจะคิดต่างกันไป แต่สำหรับผม อย่างน้อยคือมันดูง่ายและจัดการง่ายยิ่งขึ้น คราวนี้ช่องเก็บอาวุธและสัมภาระของเราจะดูระเบียบเรียบร้อยขึ้น เห็นกันชัด ๆ ไปเลยว่าใช้ได้กี่ช่อง มีช่องสำหรับชุดยาเติมพลัง และอุปกรณ์จำพวกระเบิด และยังมีเกราะ กับม็อดคลาสเสริมด้วย
ระบบช่องอาวุธก็มี Filter ที่ละเอียดมาก ทำให้เหมาะสมแล้วกับการค้นหาอาวุธประเภทที่เราต้องการจะใช้ได้อย่างรวดเร็ว เพราะภาคนี้อาวุธปืนมันเยอะจริง ๆ ใครมาเล่นภาคนี้เป็นภาคแรกน่าจะหัวหมุนกับการเลือกหาอาวุธปืนที่ชอบที่ใช่กันแน่
และที่ขาดไปไม่ได้ เชื่อว่าหลายคนอยากจะรู้ว่ามันดีมากแค่ไหนกับ ภาษาไทยในเกม ขอพูดกันตรง ๆ แบบไม่ประณีประนอมเท่าไรว่าทั้งดีและแย่ในเวลาเดียวกัน
ข้อที่สองคือ Borderlands มันเป็นซีรีส์เกมที่ต้องใช้คำหยาบถึงจะได้อารมณ์ บางคนอาจจะไม่ชอบที่ได้เห็นคำหยาบในสื่อบันเทิง แต่ในเคสของ Borderlands ที่บทสทนาและอารมณ์ของตัวละครมักจะมีความหยาบคายและจิกกัดสูง การใช้สรรพนาม “คุณ เธอ เขา เรา ฉัน” ในจังหวะเหล่านี้มันจึงค่อนข้างไม่ได้ฟีลพอสมควร ถ้าใครเล่นภาษาอังกฤษได้ ก็แนะนำว่าใช้ภาษาอังกฤษไปเลย อาจจะได้อรรถรสมากกว่า

แต่ปัญหาจริง ๆ อีกอย่างก็คือเรื่องของการตัดคำและตัวหนังสือ คือมันตัดคำในจังหวะที่แปลกแทบจะทั้งเกม สมมติประโยคพูดว่า ฉันกำลังจะบุกไปยัง Terminus Range เพื่อจัดการเจ้าบ้านั่น แต่ซับในเกมจะตัดเป็น ฉันจะบุกไปยัง Terminus แล้วตัดคำไปเลย ขึ้นซับใหม่เป็น Range เพื่อจัดการเจ้าบ้านั่น
คือมันไม่ต่อเนื่องและอ่านยากเอาเรื่อง ยิ่งเกมนี้ตัวละครมันพูดกันบ่อยมากในช่วงที่เรายิงกันอยู่ มีงงกันบ้างแหละว่าสุดท้ายมันคุยอะไรกัน แต่เห็นว่าอันนี้แพทช์ Day 1 จะมีการแก้ไข ก็รอดูว่าภาษาไทยจะดีขึ้นหรือเปล่า แต่ใด ๆ คืออย่างน้อย เราก็สามารถเสพเรื่องราวของเกมได้อย่างรู้เรื่องแน่นอน แม้จะไม่ได้ดีเลิศ แต่มีก็ดีกว่าไม่มี
ส่วนของคอนเทนต์ทั้งหมดของเกมนั้น เอาแค่เนื้อเรื่องหลักก็ต้องใช้เวลาราว ๆ 15-20 ชั่วโมง แล้วแต่คน แต่ถ้าจะเก็บทุกอย่างครบ และเล่นต่อ Endgame Content คราวนี้ก็จะขึ้นอยู่กับตัวผู้เล่นแต่ละคนเองแล้ว และคราวนี้มาดูกันว่า Borderlands 4 มีเกมเพลย์อะไรใหม่ ๆ ที่น่าสนใจกันบ้าง
Gameplay

เกมเพลย์ก็คือสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปพอสมควรใน Borderlands 4 แก่นหลักของมันยังคงเป็นเกม Loot Shoot RPG เหมือนเดิม และยังคงมาพร้อม Gunplay ที่ยิงสนุก ดุเดือดตั้งแต่ต้นจนจบเกม แต่คราวนี้ Gearbox ใส่ของใหม่เพิ่มเข้าไปในระบบ Movement ที่เราเคยพูดถึงกันไปแล้ว ทั้ง Air-Dash, Double Jump, Grappling Hook ทำให้เกมภาคนี้ มีการเคลื่อนไหวที่ลื่นไหลและรวดเร็วมาก หากใครเล่นพลิ้ว ๆ นี่ บอกเลยว่าเท่จัด ฟีลตอนเล่นมันเหมือน Doom แต่เป็น RPG เลย
แต่การที่ตัวละครของเรามีความรวดเร็วขนาดนี้ ศัตรูเองก็ไม่น้อยหน้าเช่นกัน ในภาคนี้ศัตรูของเรา นอกจากพวก Psycho ที่น่าจะคุ้นเคยกันมาตั้งแต่ภาคแรก ๆ แล้ว ศัตรูกลุ่มใหม่ก็คือ The Order หรือภาคี ที่เป็นเหล่าตัวร้ายหลักบนดาว Kairos พวกนี้ออกแนวลัทธิประหลาด มีทั้งสายเวท สายจักรกล ทำให้การโจมตีของพวกภาคีมันเอาเราทุกทาง แถมบางตัวยังมีเกราะพิเศษ ที่บังคับให้เราต้องสลับปืนธาตุออกมายิงโจมตี การต่อสู้ของ Borderlands 4 จึงดุเดือดเข้มข้นไม่แพ้ภาค 3
ที่โดดเด่นและเห็นได้ชัดเลยว่า สนุกขึ้นก็คือ Boss Fight ใน Borderlands ภาคก่อน ๆ ผมจะรู้สึกว่าบอสมันก็แค่ตัวปกติที่เลือดเยอะ กับลูกเล่นเยอะขึ้นหน่อย ไม่ได้รู้สึกว่ามันน่ากลัวอะไรขนาดนั้น แต่สำหรับภาคนี้ บอสก็คือบอสจริง ๆ แบบตัวใหญ่เบ้อเร่อ แถมยังสาดกระสุนและสกิลใส่เราจนแทบจะกลายเป็น Bullet Hell ไปแล้ว แต่ก็ดีหน่อยตรงที่เขารู้ว่ายังไงเราก็ต้องโดนซัดจนร่วงแน่นอน ก็จะมีการใส่มอนสเตอร์เล็ก ๆ ตามฉากไว้ พลาดท่าล้มขึ้นมาก็ต้องรีบใช้ Second Wind ให้ได้ ใครที่ไม่ชอบบอสไฟท์ภาคเก่า ๆ คุณอาจจะสนุกกับภาคนี้
แต่หลายฉากก็จะรู้สึกได้ว่าการ Spawn ของศัตรูมันโอเวอร์ไปมาก คือใส่เข้ามาแบบกะเอาเปรียบคนเล่นสุด ๆ ล้มจนก๊อกสองกลายเป็นก๊อกสาม ก๊อกสี่ และที่น่าปวดหัวยิ่งกว่าคือ หลายจังหวะมากที่เราดันฆ่าศัตรูตัวสุดท้ายในฉากแบบมันก็ระเบิดตัวเองใส่เราด้วย ทำให้เราล้ม แต่ไม่มีตัวไหนให้ยิงแล้วเพื่อชุบ กลายเป็นว่าต้องยอมตายเกิดใหม่สถานเดียว และการตายตอนเงินเยอะนี่ เจ็บปวดมากเวลาเห็นเงินลดไปหลายหมื่นจากการที่เราแค่ไม่มีตัวให้ยิงชุบเลย

บางระบบก็ถูกเปลี่ยนไปเพื่อทำให้เข้ากับเกมการเล่นแบบ Full Open World อย่างเช่นการอัปเกรดกระเป๋าเพิ่มความจุกระสุนที่แต่ก่อนเราอาจจะต้องสะสมเงินไปซื้อที่ NPC แต่ในภาคนี้ การออกสำรวจจะให้แต้ม SDU ที่เอาไว้ใช้เพิ่มความจุกระเป๋า ซึ่งจะมีทั้งกระเป๋ากระสุนปืนประเภทต่าง ๆ ไปจนถึงกระเป๋าเก็บปืนที่เราดรอปได้จากการสำรวจ
ปืนต่าง ๆ ก็ยังคงเหมือนกับภาคก่อน ๆ แต่ละบริษัทปืนจะมีจุดเด่นที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้น Build ของผู้เล่นในเกมนี้ นอกจากสกิลตัวละครแล้ว ก็อาจจะต้องมานั่งเลือกว่าชอบใช้ปืนบริษัทไหน แล้วพยายามหามาใช้ และภาคนี้ยังใส่ช่องใส่ม็อดคลาสและอุปกรณ์เสริมเข้ามา ซึ่งบางออปชันจะเป็นการทำให้ปืนบางประเภทแรงขึ้น อย่างผมนี่ได้ม็อดทำให้ปืนลูกซองแรงขึ้น รีโหลดเร็วขึ้นตั้งแต่กลางเกม ทำให้จะเห็นได้ว่าเกือบทั้งคลิปนี้ก็ของผม มีการใช้ปืนลูกซองบ่อยมาก เพราะโชคดีดรอปมา ทำให้การต่อสู้มันสะดวกขึ้นแบบเห็น ๆ
วกกลับมาที่สกิลตัวละครกันบ้าง ในภาคนี้ Vault Hunter ทั้ง 4 คนของเราจะมีสกิลมาให้ 3 สาย เลือกเอาเลยว่าอยากเล่นสายไหน หรือถ้าลองสายนึงแล้วไม่เวิร์คก็สามารถทำการรีสกิลพอยท์ได้ตลอดเวลาที่เครื่องรีตามเมืองต่าง แต่เอาจริง ๆ แล้ว การอัปเลเวลและสกิลของเกมนี้ไม่ได้ยุ่งยากอะไรนัก ทุกอย่างอาจขึ้นอยู่กับความชอบของผู้เล่น + กับอุปกรณ์และม็อดต่าง ๆ ที่หามาได้ ซึ่งก็ค่อนข้าง RNG ถ้าโชคดีได้เร็วก็อาจจะเก่งเร็วขึ้นหน่อย แต่ท้ายที่สุดแล้วผู้เล่นทุกคนก็จะเก่งใกล้เคียงกันอยู่ดีในตอนท้าย

กิจกรรมต่าง ๆ นอกจากภารกิจหลักของเกมนี้ก็จะเป็นการรับล่าค่าหัวที่เราจะต้องไปล่าเป้าหมาย หรือมอนสเตอร์ มีการเก็บซีเครทไอเทมที่ซ่อนอยู่ตามฉากต่าง ๆ เท่านั้น เพราะส่วนใหญ่แล้วร้อยละ 80-90% ของเกมนี้คือการยิง ยิงกันเท่านั้น ดาว Kairos มันเหมือนดาวเถื่อนคนคอนอะไรทำนองนั้น ทุกย่างก้าวที่เราเข้าไป มีแต่ลูกปืนเท่านั้นที่ใช้แก้ปัญหาได้
นำมาสู่ข้อเสียที่อาจจะเป็นปัจเจกเสียหน่อยคือ เกมเพลย์ของมันจะวนลูปอยู่กับการยิง หาของดีขึ้น อัปเกรดตัวละคร วนไปยิงใหม่ บอสใหม่ที่แม้จะสนุกแต่ก็ยังเป็นการยิง ยิงเท่านั้น ใครที่เบื่อหรือไม่ชอบอะไรแบบนี้ เล่นไปสักพักอาจจะรู้สึกว่ามันไม่มีอะไรใหม่เท่าไรนัก แต่ถ้าคุณชอบเกมยิงแบบเดือด ๆ แต่เป็น PvE ไม่ใช่ PvP ชอบการ Grinding ชอบการสำรวจ นี่อาจจะไม่ข้อเสีย ดังนั้นลองพิจารณากันเอาเองว่าคุณชอบเกมแนวนี้หรือไม่ ซึ่งส่วนตัวผมซัดไปจนจบรอบแรก ใช้เวลาไปถึง 40 ชั่วโมงก็คิดว่าคุ้มค่าและเต็มอิ่มมากแล้ว
และส่วนของ Endgame Content อันนี้ผมอาจจะให้ดูได้แค่ภาพเล็กน้อย เพราะการจะปลดโหมด Endgame ของภาคนี้ คุณต้องจบเนื้อเรื่องหลักก่อน แถมยังมีขั้นตอนปลดล็อคที่บอกได้เลยว่าสปอยล์กันแบบโบ้ม ๆ เอาเป็นว่า Endgame Content ของภาคนี้ มีการพยายามจะลองอะไรใหม่ ๆ ด้วยการมี Weekly Challenge มีผังสกิลชุดใหม่ที่เพิ่มสเตตัสของเราแบบเป็นเปอร์เซน ทำให้เรารู้สึกว่าการลงแต้มไปอัพ 1 แต้ม มันเห็นผลมากขึ้นจริง ๆ

ส่วน Weekly Challenge ก็ทำให้เรารู้สึกอยากกลับเข้าเกมบ่อยขึ้น ไม่แน่ว่าที่เราเคยพูดไว้ขำ ๆ ว่า Borderlands อาจเป็น Live Services เข้าสักวัน อาจจะเป็นจริงก็ได้ แต่สำหรับตอนนี้ Endgame Content ยังไม่ได้มีอะไรใหม่มาก นอกจกาเล่นภารกิจเดิมในความยากที่โหดขึ้น หรือความยากเกมโดยรวมเพิ่มขึ้น แลกกับของดรอปที่ดีขึ้น ซึ่งเอาจริงจบรอบแรกแล้ว จะพักไปเกมอื่นกันก่อน แล้วค่อยกลับมาซัดช่วง Endgame ก็ทำได้ เพราะมันมีความยากระดับ Ultimate Vault Hunter ที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ ด้วย
ถ้าคุณชอบเกม RPG ชอบการ Grinding ชอบการสะสมปืนเป็นร้อยเป็นพันกระบอก นั่งหาของที่ชอบ อาวุธที่ใช่ Borderlands ยังคงเป็นเกมยิง RPG ที่มีความเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองสูงมาก และหากคุณชอบภาค 3 ที่เกมเพลย์อยู่แล้ว ก็ไม่ควรพลาดจริง ๆ
Performance – เตรียมตัวให้พร้อมกับสเปค PC ที่ใช้สูงขึ้น

ย้ำกันตัวโต ๆ ก่อนเริ่มหัวข้อนี้ว่า เราได้เกมนี้มาเล่นกันตั้งแต่ช่วงปลายสิงหาคม และตอนที่วิดีโอนี้ออก เกมก็คงออกไปแล้ว อาจจะมี Day 1 Patch ไปแล้วด้วย ดังนั้นนี่คือสิ่งที่เราเจอในช่วงก่อนเกมออกและหวังว่าจะไม่เจอในเกมเต็ม
อย่างแรกคือเรื่องของ Performance ที่การใช้ RTX 5090 ของเราไม่ใช่ข้อดีขนาดนั้น เพราะมัน Crash บ่อยมาก แบบมาก ๆ โดยเฉาพะในช่วงครึ่งหลังของเกมที่เกมกำลังจะพาเราไปเจอลาสบอส ตรงนั้นนี่คือผมเกมแครชจุดเดิมทุกรอบ จนต้องยอมถอดใจ ดาวน์เกรดตัวเองลงไปเล่นบนเครื่องสเปครองลงมาอย่าง RTX 5070 แทน ปรากฎว่าเรื่องเกมแครช หายไปเลย
แต่สิ่งที่เราต้องย้ำกันอีกทีคือเกมภาคนี้มันกินสเปคขึ้นเยอะมาก ๆ ด้านการ์ดจออาจจะยังใช้ 30-40 Series เล่นได้อยู่ แต่อย่างน้อย CPU คุณต้องแรงระดับนึง ผมลองใช้กับเครื่องส่วนัว สเปค i5 12400f – RTX 3080 เล่น 1080p ยังแทบไม่ไหว ถ้าจะเอาเฟรม 60-70 นี่ต้องดึงภาพต่ำ ซึ่งภาพเกมมันแย่มาก หลายคนยุคนี้น่าจะไม่ชอบ เอาเป็นว่าถ้าอยากได้ภาพสวยก็ต้องยอมกับสเปคเครื่องที่เพิ่มขึ้น หรือไม่ก็เล่นบนคอนโซลแทน

ส่วนอื่นก็ถือว่า ตามมาตรฐาน AAA ก็คือการตั้งค่าแบบละเอียด ตั้งแต่การตั้งค่าปุ่ม การช่วยยิง การจัดคำบรรยาย Subtitle ไปจนถึงรูปแบบการเล่นต่าง ๆ ก็เอาให้เข้ามือตามความชอบของผู้เล่น ดังนั้นสิ่งที่ต้องกังวลจริง ๆ ในส่วน Performance สำหรับชาว PC คือเตรียมเครื่องให้พร้อม อย่างน้อยทะลุขั้นต่ำขึ้นไปหน่อยก็ยังดี ไม่งั้นอาจจะไม่ได้ประสบการณ์ที่ดีนัก โดยเฉพาะกับ Borderlands ที่เฟรมเรทสำคัญมาก ไม่งั้นยิงกันลำบากหน่อย
Borderlands 4 ยังคงทำหน้าที่ของตัวเองในฐานะ Loot Shoot RPG ได้ดีมาก มีการปรับปรุงของใหม่ ใส่ความสนุกเข้ามาเพิ่มมากขึ้นอีก ถ้าคุณชอบเกมเพลย์ภาค 3 คุณจะรักภาคนี้แน่นอน ไม่ต้องไปถึงขั้น Endgame Content เอาแค่จบเกมรอบแรก หรือเปลี่ยนตัวละครเล่น คุณก็น่าจะอยู่กับมันได้นานมากพอแล้ว แต่ต้องย้ำอีกครั้งว่า ถ้าคุณชอบแนวนี้น่ะนะ













