Bioshock ซีรีส์เกมระดับขึ้นหิ้งที่คอเกมทุกยุคทุกสมัยไม่ควรพลาด

สำหรับคอเกมสาย FPS แล้ว เชื่อว่าน้อยคนเหลือเกินที่ยังไม่เคยเล่น หรือไม่รู้จักกับซีรีส์ Bioshock เพราะนี่คือหนึ่งในเกม FPS ระดับขึ้นหิ้ง ที่ยอดเยี่ยมและโดดเด่นทั้งเนื้อเรื่องและระบบการเล่น ทั้ง 3 ภาคของซีรีส์เกมชุดนี้ ถ้าจะกล่าวได้ว่าเป็นเกมแห่งยุคสมัยที่คอเกม FPS ไม่ควรพลาดก็ไม่เกินเลยไปนัก และวันนี้เราขอหยิบเอาซีรีส์เกมขึ้นหิ้งเกมนี้มาเล่าแบบคร่าว ๆ ในทุกภาคให้เหล่าเกมเมอร์ได้เข้าใจกันว่ามันเทพยังไง

Bioshock 1: No Gods or Kings, Only Man

นี่คือประโยคสุดอมตะที่แฟน ๆ Bioshock ต้องเคยเจอ เพราะมันคือป้ายที่ตัวเอกของเกมภาคแรกเดินมาเจอในประภาคาร ก่อนที่มันจะพาเขาดำดิ่งลงสู่มหานครใต้สมุทรอย่าง Rapture

Bioshock ภาคแรกมีจุดเด่นที่ระบบการเล่นที่มีทั้งความเป็น Action RPG แต่ในบางครั้งมันก็ชวนสยองขวัญราวกับอยู่ในเกม Horror ก็ไม่ปาน เหนือสิ่งอื่นใดคือเนื้อเรื่องที่มีจุดหักมุมที่ค่อนข้างเซอร์ไพรส์คนเล่นพอสมควร ถ้าคุณเข้าใจภาษาและเนื้อเรื่องของเกม ต้องยอมรับว่า Bioshock ภาคแรก มีเนื้อเรื่องที่หักมุมและล้ำมากในยุคนั้น (ปี 2007) และด้วยความที่ภาษาอังกฤษก็สำคัญส่วนหนึ่ง มันจึงไม่ใช่เรื่องแปลก ถ้าคุณจะเคยเล่น Bioshock ภาคแรกจนจบ แต่ยังไม่เข้าใจว่าเนื้อเรื่องคืออะไร

เพราะสิ่งที่ทำให้ Bioshock ภาคแรก ยังคงเป็นเกมที่น่าจดจำ คือการผสมผสานความเป็น Action RPG รวมไปถึงทางเลือกที่หลากหลาย ยิ่งเราเล่นไปไกล ความสามารถของตัวละครเรา และอาวุธที่ผ่านการอัปเกรดก็จะยิ่งเยอะขึ้น แน่นอนว่าถ้าหากเราอยากเก่งขึ้น การต่อสู้กับ Big Daddy คือสิ่งจำเป็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นทำให้คุณต้องเตรียมตัวให้พร้อมเสมอ ยาพอไหม กระสุนพอหรือเปล่า

และจากปัจจัยนี้ แม้ว่า Bioshock จะไม่ใช่เกม Open World แต่การออกแบบแผนที่ที่ลุ่มลึกและน่าค้นหา หากผู้เล่นขยันสำรวจ ผู้เล่นแทบจะไม่ขาดเงิน ยา หรือกระสุนเลย ไม่รวมกับระบบแฮคตู้ขายไอเทมทั้งหลายที่ทำให้เราซื้อของได้ถูกลง ยิ่งอำนวยความสะดวกให้กับเรา

ในด้านเนื้อเรื่องที่มีการหักมุมก็ถือว่าเล่าออกมาได้น่าประทับใจ มันคือปัญหาของสงคราม การเมือง ความเหลื่อมล้ำ และหลอกคนเล่นให้ตายใจได้อยู่หมัด แม้ว่าพล็อตนี้ หากนำมาเล่าในปี 2020 อาจจะทำให้ใครหลายคนเดาออก แต่อย่าลืมว่านี่คือเกมปี 2007 ถ้าใช้มาตรฐานปี 2007 ตัดสิน ถือว่าไม่เลวแล้ว และทำให้เราจดจำซีรีส์เกมภาคแรกไปอีกนาน รวมไปถึงตอนจบที่ผู้เล่นเป็นคนเลือกเองระหว่างเล่นอยู่แล้ว จะได้จบดีหรือแย่ ก็อยู่ที่ว่าเราประพฤติตัวยังไง โดยรวมแล้ว Bioshock ภาคแรกคือความเจ๋งในทุกด้าน อาจไม่สมบูรณ์แบบ แต่ก็ต้องยอมรับว่าอยู่ในระดับยอดเยี่ยม เล่นจบแล้ว ประโยค Would you kindly? อาจจะฝังหัวคุณไปอีกนาน

Bioshock 2: การเล่าเรื่องราวของความรักได้อย่างอบอุ่น

แม้ว่า Bioshock ภาคแรก จะมีสเกลการเล่าเรื่องระดับการเมือง ความเหลื่อมล้ำ และการชิงดีชิงเด่น ช่วงชิงอำนาจ แต่ภาค 2 กลับย่อสเกลลงมาเหลือเพียงความรัก ความสัมพันธ์ระหว่าง Eleanor ที่ถูกปลูกถ่าย Plasmid ลงไป และ Big Daddy รหัส Subject Delta คือตัวเอกที่เราจะได้เล่นในเกมภาคนี้

แม้ว่าเราจะได้เล่นเป็น Big Daddy แต่เกมเพลย์การเล่นก็ไม่ต่างจากภาคแรกมากนัก Bioshock 2 ยังคงเกมเพลย์แบบเดิมไว้ คือแผนที่ที่ลุ่มลึก มีซอกมุมให้สำรวจเยอะ ยิ่งสำรวจก็จะยิ่งได้ไอเทมมากขึ้น เหมือนกับภาคแรก ระบบการต่อสู้ของภาคนี้ก็ทำให้เราถือทั้งอาวุธและพลัง Plasmid ด้วยกันได้ ดังนั้นเกมเพลย์ของภาค 2 จึงมีความเร็วที่สูงกว่า และหลากหลายกว่าพอสมควร เพราะเราไม่ต้องสลับอาวุธและพลังแล้ว ใช้พร้อมกันได้เลย

ส่วนเงื่อนไขในการแกร่งขึ้นก็ยุ่งยากกว่าเดิม ในการโค่น Big Daddy คนเก่า จากนั้นพา Little Sister ไปดูด Adam แล้วพาไปส่งบ้าน ทำให้บ่อยครั้งที่ผู้เล่นต้องลุยแทบจะ Non-Stop เลย แต่รางวัลที่ได้มาก็ถือว่าคุ้มกับการลงทุนและเสียเวลาไป และศัตรูใหม่สุดโหดอย่าง Big Sister

เนื้อเรื่องของ Bioshock 2 อาจไม่ยิ่งใหญ่และซับซ้อนเท่ากับภาคแรก แต่มันถูกทดแทนด้วยความอบอุ่น ความผูกพันที่ถ่ายทอดออกมาผ่านตัวละครของ Eleanor และ Subject Delta รวมไปถึงฉากจบที่ทำให้เราประทับใจไม่แพ้กับเกมภาคแรก (แน่นอนว่าต้องจบแบบ Good Ending) ด้วย

ที่สำคัญคือในภาค 2 นี้ DLC: Minerva’s Den ยังเป็นการเล่าเรื่องราวของเกมเพิ่มเติมที่แม้จะมีความยาวสั้น ๆ แต่ก็ยอดเยี่ยมถึงใจไม่แพ้เกมหลัก เป็น DLC ที่คุ้มค่าแก่การเล่นมาก

Bioshock Infinite: ที่สุดของเนื้อเรื่องอันยอดเยี่ยม

ก่อนอื่นขอให้หายห่วงจากการสปอยล์ เพราะถ้าเกิดเราจะสปอยล์เนื้อเรื่องของภาคนี้อย่างละเอียด เกรงว่าจะแยกย่อยไปได้อีกบทความหนึ่ง สำหรับ Bioshock Infinite คือภาคที่ฉีกแนวไปจากสองภาคแรก ทั้งการเปลี่ยนจากมหานครใต้น้ำอย่าง Rapture มาเป็นเมืองลอยฟ้าอย่าง Columbia

รูปแบบการเล่นที่แม้จะยังคงมีพลังพิเศษให้ใช้ แต่ลำพังแค่การเดินหน้ายิงแหลก ก็ได้อารมณ์ต่างจากสองภาคแรกแบบลิบลับ ในภาคนี้เกมได้กลายเป็น Shooter อย่างแท้จริง มีพลังเข้ามาเป็นสีสันให้เรากดใช้ในบางสถานการณ์ และทีเด็ดประจำภาคอย่างสลิงลอยฟ้าที่อาจทำให้ใครหลายคนเวียนหัว แต่สำหรับคนที่ไม่เป็น Motion Sickness นี่คือประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมอย่างที่สุด

ความลงตัวระหว่าง FPS และ RPG และการเปลี่ยนโทนของเกม จากเมืองใต้น้ำที่ให้อารมณ์สยองขวัญเล็กน้อย กลายมาเป็นมหานครแห่งการลอยฟ้าที่สว่างสดใส และได้เห็นชาวเมืองทำตัวแบบปกติเหมือนที่มนุษย์เขาเป็นกัน อาจกล่าวได้ว่า Bioshock Infinite น่าจะเป็นภาคที่เข้าถึงได้ง่ายที่สุดแล้ว ในด้านเกมเพลย์นะน่ะ เพราะเนื้อเรื่องนี่บางคนถึงกับต้องทำสรุปออกมาเป็นคลิปยาวนับชั่วโมงเลยทีเดียว

นอกจากนั้นยังมี DLC ของ Buried at Sea ที่มีการเชื่อมโยงกลับไปที่เกมสองภาคแรก ยิ่งทำให้แฟน ๆ Bioshock ตราตรึงกับภาคนี้เป็นพิเศษ ระบบ Big Daddy กับ Little Sister ก็กลายมาเป็นตัวเราที่มีคู่หูเป็นสาวน้อยสุดน่ารักอย่าง Elizabeth ที่มีความสามารถในการร่วมทางและคอยส่งของ เงิน กระสุนให้เรา ก็เป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้จาก Bioshock 2 ภาคแรก

Bioshock Infinite เป็นภาคปิดท้ายซีรีส์ Bioshock ที่อยู่ในใจแฟนเกมรุ่นใหม่หลายคน และมันก็ไม่ได้ทิ้งหรือทำให้แฟนเกมสองภาคก่อนหน้าผิดหวังเลยแม้แต่น้อย น่าประทับใจทั้งเกมเพลย์และเนื้อเรื่อง

ความสุดยอดของซีรีส์ Bioshock นั้น ยังถูกกล่าวถึงอยู่ทุกวันนี้ ไม่ว่าจะตัวเกมออริจินอลหรือรีมาสเตอร์ที่ทำให้ภาพดูดีขึ้น (แต่ก็มีปัญหามากขึ้นเล็กน้อย) สาวกเกม FPS ที่ชอบเสพเนื้อเรื่อง นี่คือไตรภาคที่พวกคุณต้องลองสัมผัสดูด้วยตัวเอง ถึงจะเข้าใจว่า ทำไมหลายคนถึงยกย่องให้มันยอดเยี่ยม สำหรับ Bioshock นี้

ผู้เขียนบทความ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

close