หลังจากวันเวลาล่วงเลยมา 13 ปีนับตั้งแต่วันที่ Assassin’s Creed IV: Black Flag วางขาย ท้ายที่สุดผลงานเกมภาคนี้ก็ได้ถูกหยิบมารีเมคใหม่ในชื่อ Assassin’s Creed Black Flag Resynced ซึ่งด้วยความที่ภาค Black Flag คือหนึ่งในเกมภราดรนักฆ่าที่ยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาล นี่จึงเป็นผลงานรีเมคที่สร้างความคาดหวังให้กับแฟนเกมมาก อย่างตัวผู้เขียนที่หลงรักภาคต้นฉบับสุดหัวใจ ก็ค่อนข้างที่จะคาดหวังและตั้งหน้าตั้งตารอเกมนี้พอสมควร
และในวันที่ 12 พฤษภาคมที่ผ่านมา ผู้เขียนได้มีโอกาสไปเล่นเซสชั่นพรีวิวของเกมนี้มาเป็นเวลา 3 ชั่วโมงเต็มด้วยกัน ก็เลยขอใช้โอกาสนี้มาแชร์ประสบการณ์หลังเล่นให้ทุกคนได้อ่านกันในบทความนี้ เกมนี้มันมีอะไรน่าสนใจบ้าง? แล้วเท่าที่เล่นมา รู้สึกยังไงกับมัน? หาคำตอบกันได้ในบทความพรีวิว Assassin’s Creed Black Flag Resynced
โลกทะเลแคริบเบียนที่รังสรรค์อย่างงดงาม

สิ่งแรกที่ผู้เขียนสัมผัสได้ตั้งแต่ช่วง 40 นาทีแรกของเซสชั่นพรีวิวก็คือกราฟิกของเกมที่รังสรรค์ออกมาได้งามตาเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นรายละเอียดพื้นผิว แสงเงา เฉดสี หรือเงาสะท้อน ทุกอย่างที่มาว่านี้อยู่ในเกณฑ์ที่ดูดีมาก ซึ่งพอองค์ประกอบด้านงานภาพมันทำออกมางดงาม สถานที่แต่ละแห่งในเกมก็เลยสามารถส่งมอบอารมณ์ความรู้สึก มาถึงตัวคนเล่นได้เต็มเหนี่ยวเลย
อย่างในพื้นที่ป่าไม้เขียวฉอุ่ม เราจะรู้สึกได้ถึงความร่มเย็น ความสดชื่น และความเบาสบายของบรรยากาศรอบตัว หรือตอนที่อยู่ในเมืองท่าติดทะเล เราจะก็จะรู้สึกได้ถึงความครึกครื้นของสภาพชุมชน ณ ที่แห่งนั้น
แล้วจุดที่ผู้เขียนชอบมาก ๆ ก็คือสภาพแวดล้อมในเกมนี้จะมีอนุภาคเล็ก ๆ ของธรรมชาติรอบตัวที่ล่องลอยอยู่ในอากาศด้วย เช่น ละอองเกสร เศษใบไม้ เศษใบหญ้า ผีเสื้อ หรือแมลงต่าง หรือตอนที่เราอยู่ในฉากที่มีไฟไหม้ เราก็จะเห็นพวกเศษละอองเถ้าธุลีที่ฟุ้งกระจายอยู่รอบตัว
แม้รายละเอียดพวกนี้มันจะเป็นองค์ประกอบที่ยิบย่อยมาก แต่มันถือเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยสำคัญที่ช่วยทำให้โลกในเกม มันมีมิติและมีชีวิตชีวาขึ้น ซึ่งพอรายละเอียดนี้ถูกเอามาประกอบเข้ากับงานภาพที่สวยเอาเรื่อง บรรยากาศในเกมก็เลย ออกมาสมจริงหรือ immersive สุด ๆ
แล้วเมื่อพูดถึงความ immersive… อีกจุดที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือความงดงามของท้องทะเล
ท้องทะเลงามวิจิตรและการจำลองน้ำที่สมจริง

ย้อนไปตอนภาคต้นฉบับ ผู้เขียนว่าเชื่อว่าใครที่เคยได้สัมผัมมันมาก่อนก็น่าจะจำความฟินกับความชิวของการล่องเรือได้ดี ซึ่งมาในภาครีเมคนี้ ตัวเกมก็ถูกยกระดับในจุดนี้ขึ้นไปอีก สีสันของท้องทะเล คลื่นทะเล โฟมทะเล และบรรยากาศรอบตัวถือว่าทำออกมาได้ “สวยตาแตก” มาก
นอกจากนี้ จุดที่ทำผู้เขียนทึ่งอย่างมากก็คือระบบฟิสิกส์น้ำของเกมที่สมจริงเอามาก ๆ
ก่อนที่ผู้เขียนจะได้เข้าเซสชั่นพรีวิว ผู้พัฒนาก็ได้ออกมาพรีเซนต์เกี่ยวรายละเอียดของเกมให้ฟัง ซึ่งในส่วนของระบบฟิสิกส์น้ำ เขาเอ่ยปากเลยว่า นี่คือเทคโนโลยีการเรนเดอร์และการจำลองน้ำที่ล้ำที่สุด เท่าที่ทางค่ายเคยพัฒนามา ซึ่งพอได้มาเห็นกับตาในเกม มันก็ออกมาดูดีสมคำคุยเขาจริง ๆ
แล้วนอกจากท้องทะเลมันจะจำลองออกมาสมจริงมาก สภาพของท้องทะเลในเกม ก็ยังมีการผันแปรไปตามสภาพภูมิอากาศด้วย ถ้าเป็นในช่วงที่อากาศปรอดโปร่ง คลื่นทะเลมันก็จะนิ่งสงบ แต่ถ้าเป็นช่วงที่ท้องฟ้าคะนอง สภาพท้องทะเลก็จะเริ่มมีอาการแปรปรวนให้เห็น และถ้าเกิดมีฝนตกพายุรุนแรง ท้องทะเลมันจะมีคลื่นคลุ้มคลั่งอย่างเห็นได้ชัดเลย
มากไปกว่านั้น เวลาที่มีการยิงปะทะกันกับเรือศัตรู ประเภทอาวุธแต่ละแบบที่ใช้ยิงก็จะมีการตอบสนองกับน้ำอย่างที่ควรจะเป็นด้วย

อย่างเช่นกระสุนจากปืนใหญ่ เวลาที่เรายิงโดนน้ำ ม่านน้ำที่เกิดจากแรงกระแทกก็จะอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ แต่ถ้ามันเป็นแรงระเบิดจากถังไฟ หรือกระสุนปืน Mortar ที่ยิงดิ่งลงมาจากฟ้า ม่านน้ำที่เกิดจากแรงกระแทก ก็จะสูงลิ่วเลย ฉากการบู๊บนทะเลในเกมจึงออกมาดุจดั่งฉากในภาพยนตร์มาก
อย่างไรก็ตาม หากลองไม่ไล่เรียงถึงผลงานทีผ่านมาของ Ubisoft… การที่เราได้เห็นภาพของเกม Black Flag Resycned มันออกมางามตาขนาดนี้ ก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิดคาดเท่าไหร่ เพราะการเนรมิตกราฟิกของโลกในเกม มันเป็นของถนัดของค่ายเกมเจ้านี้อยู่แล้ว ซึ่งมาในเกมนี้ เขาก็รังสรรค์โลกในเกมออกมาได้งดงามจริง ๆ
ตอนปี 2013 เราตระการตากับภาพเกมต้นฉบับยังไง ตอนปี 2026 ในภาครีเมคนี้ เราก็จะได้ตระการตาเช่นเดียวกัน แต่ความน่าสนใจคือ Assassin’s Creed Black Flag Resynced มันไม่ใช่แค่สร้าง asset ใหม่หมดและยกระดับงานภาพจากต้นฉบับอย่างเดียว แต่เกมเพลย์ของมันก็ได้ผ่านการตีความใหม่ และปรับปรุงขึ้นมาจากภาคต้นฉบับด้วย ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ก็น่าสนใจอยู่เหมือนกัน
คอมแบ็ตรสชาติใหม่ที่ยังเก็บกลิ่นอายต้นฉบับไว้ได้

ตอนที่ Ubisoft ประกาศออกมาว่า Assassin’s Creed Black Flag Resynced จะไม่ใช่เกม RPG… ใครหลายคนก็น่าจะเฮไปตาม ๆ กัน แต่เกมเพลย์ของรีเมคก็ไม่ได้เอาทุกอย่างจากต้นฉบับมาใช้ดื้อ ๆ แต่มันคือการเอาเกมเพลย์แบบเก่ามาตีความให้ร่วมสมัยขึ้น พร้อมกับใส่ของใหม่เข้าไป โดยมีโจทย์ใหญ่คือ “เอกลักษณ์ของภาคต้นฉบับจะต้องไม่ถูกลบหาย”
ซึ่งจุดเปลี่ยนที่ใหญ่ที่สุดของคอมแบ็ตในภาครีเมค ก็คือระบบ counter attack ที่ถูกยกเครื่องใหม่หมด เพื่อปรับปรุงให้การต่อสู้มีความท้าทายขึ้น ซึ่งส่วนตัวแล้ว ผู้เขียนเห็นด้วยกับการตัดสินใจนี้ เพราะระบบ counter attack จากภาคต้นฉบับมันค่อนข้างที่จะมีแผลที่ชัดเจนเหมือนกัน แม้มันจะเป็นระบบที่พาให้เรารู้สึกเมามันกับฉากแอ็กชั่นในเกมมาก
หากย้อนไปตอนภาคต้นฉบับ หรือกระเถิบไปอีกนิดก็ตอนภาค 3… หลายคนน่าจะจำกันได้ว่า การกด counter attack มันทรงพลังแค่ไหน ต่อให้ศัตรูจะขนกันมามากมายก่ายกองเพียงใด แค่กด counter attack อย่างเดียว ก็สามารถเก็บศัตรูได้เรียบแล้ว แล้ววินโดว์ในการกด counter มันกว้างมาก แทบจะไม่ต้องกะจังหวะอะไร ก็กดติดได้ง่าย ๆ

การ counter attack ในเกมภาคต้นฉบับ
ในเชิงของความเป็นเกมแอ็กชั่น การ counter แล้วจัดการกับศัตรูได้รัว ๆ มันก็ดูเท่และก็เล่นได้มันส์มือดี อย่างตัวผู้เขียนเองก็ค่อนข้างถูกใจกับความดุเด็ดเผ็ดมันที่ระบบนี้มอบให้ แต่ข้อเสียของมันก็ใหญ่หลวงเหมือนกัน เพราะมันทำให้คอมแบ็ตของเกมขาดมิติไปเยอะ
ช่วง 7 ชั่วโมงแรกของเกม เราอาจจะเอนจอยกับมัน แต่พอผ่านไปนาน ๆ มันจะเริ่มรู้สึกซ้ำซากจำเจ แล้วปัญหาที่หนักสุดของระบบ counter สุดโกงดังกล่าว ก็คือการที่มันลบแรงจูงใจที่ทำให้เราอยากลอบเร้นไปจนหมดสิ้น ในเมื่อการบู๊มันจบศึกได้ไวกว่าและง่ายกว่า เราก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องไปพิรี้พิไรกับการย่องเบาลอบเร้น
ด้วยสาเหตุนี้เอง ในภาครีเมคนี้ ตัวเกมจึงเปลี่ยนระบบ counter attack ให้เป็นการ parry แทน
ท่วงท่าใหม่ที่ท้าทายขึ้น แต่ยังให้ความบู๊ดุเดือดได้ดีเช่นเคย

การกด perfect parry ในภาครีเมค
การกด parry สำเร็จจะเป็นการปัดป้องการโจมตีของศัตรู และทำให้หลอดการป้องกันของศัตรูลดลง ซึ่งถ้าหากหลอดป้องกันลดลงจนหมดหลอด เราจะสามารถเทคดาวน์ศัตรูตัวนั้นได้
อย่างไรก็ตาม ถ้าหากว่าเรากด parry ในจังหวะที่ดาบของศัตรูใกล้จะโดนตัวเราพอดี มันจะเป็นการทำ perfect parry ซึ่งนอกจากมันจะทำให้ศัตรูสตั๊นท์ไปพักนึงแล้ว มันจะเป็นการเปิดช่องให้เราเทคดาวน์ได้ทันที
แล้วถ้าหากว่าดาบที่เราใช้อยู่มันเป็นดาบระดับสูง เราจะสามารถเทคดาวน์ศัตรูแบบต่อเนื่องได้ด้วย ซึ่งจะพุ่งต่อเนื่องได้กี่ตัวนั้น ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของดาบที่เราใช้
และนี่ถือเป็นการดีไซน์คอมแบ็ตที่ฉลาดมาก เพราะแม้เกมมันจะท้าทายขึ้น อาศัยสกิลมากขึ้น และต้องกะจังหวะการเข้าทำ กับการปัดป้องให้ดี แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ยังเทคดาวน์ศัตรูระหว่างสู้แบบเท่ ๆ ได้ เพียงแต่ว่าเราต้องใช้ความสามารถในการกะจังหวะเพื่อให้กด perfect parry ติด ถึงจะทำเช่นนั้นได้
ซึ่งถ้าหากว่าคุณกด perfect parry จนเซียนแล้ว คุณจะได้มีโมเมนต์เทคดาวน์ศัตรูเป็นโขยงเหมือนกับตอนได้กด counter ในภาคต้นฉบับเลย แต่ในรอบนี้ มันมีความหมายขึ้นและฟินขึ้น เพราะเราต้องใช้ความสามารถในการเล่นสูงกว่าเดิม ถือเป็นการเอาระบบ counter attack ของภาคต้นฉบับ มาตีความใหม่ได้ฉลาดมาก เกมท้าทายขึ้นก็จริง แต่มัน ก็ยังเก็บกลิ่นอายของความบู๊ลั่นสะบั้นแหลกในต้นฉบับไว้ได้
แต่นอกจากระบบ counter attack ที่ถูกตีความใหม่แล้ว ตัวเกมก็ใส่ลูกเล่นใหม่ ๆ ที่ช่วยเพิ่มมิติของการสู้ด้วยเช่นกัน
ลูกเล่นใหม่ที่ช่วยให้การต่อสู้มีความหวือหวาขึ้น

ลูกเล่นแรกที่ถูกเพิ่มเข้ามาในภาครีเมคก็คือความสามารถในการ “ถีบ” และการ “เตะตัดขาศัตรู” โดยการถีบกับการเตะตัดขาจะเป็นแอ็กชั่นที่ลดหลอดการป้องกันของศัตรูลง เพิ่มโอกาสให้เราเทคดาวน์ศัตรูตัวนั้นได้ไวขึ้น แต่ก็ใช่ว่าเราจะเดินไปถีบหรือเตะแบบสุ่มสี่สุ่มห้าได้ เพราะถ้าหากศัตรูตัวนั้นกำลังตั้งการ์ดอยู่ เวลาที่เราถีบหรือเตะตัดขา มันก็จะถอยหลบไปแบบสบาย ๆ เลย ถ้าเราอยากจะเตะหรือถีบมันให้โดน เราจะต้องพุ่งไปโจมตีมันเสียก่อน จากนั้นถึงจะถีบหรือเตะตัดขามันได้
แล้วถ้าเราถีบศัตรูไปโดนกับวัตถุ ไม่ว่าจะเป็นกำแพง เสา หรือสิ่งกีดขวางอะไรก็ตาม หลอดป้องกันของศัตรู ก็จะลดจนหมดหลอดเลย ทำให้เราสามารถเทคดาวน์ได้ทันที ส่วนการเตะตัดขา ถ้าเกิดคุณทำสำเร็จ มันก็จะลดหลอดป้องกันจนหมด และทำให้เราเทคดาวน์ได้เช่นกัน ซึ่งนี่ก็ถือเป็นการออกแบบที่ทำให้ผู้เขียนรู้สึกงุนงงเหมือนกัน เพราะถ้าการเตะตัดขามันลดหลอดป้องกันได้ทั้งหมดเลยโดยที่ไม่ต้องมีเงื่อนไขพิเศษเหมือนกับการถีบ มันก็ไม่มีความจำเป็นอะไรที่เราจะต้องถีบ เพราะการเตะตัดขามันโกงกว่า
แต่ถ้าเกิดเรามองว่าการมีออพชั่นถีบมันช่วยทำให้การเคลื่อนไหวในการต่อสู้ของ Edward มันมีความหลากหลายขึ้น ผู้เขียนมองว่ามันก็คงพอถูไถได้ แต่มันจะดีกว่านี้เยอะเลย ถ้าการถีบกับการเตะตัดขา มันมีเงื่อนไขในการใช้ที่แตกต่างกัน และไม่ได้มีประสิทธิภาพที่ห่างกันขนาดนี้ ก็ต้องรอดูว่าในเวอร์ชั่นเกมเต็ม ผู้พัฒนาจะมีการปรับบาลานซ์อะไรในจุดนี้หรือเปล่า
ต่อมา อีกหนึ่งลูกเล่นที่ถูกเพิ่มเข้ามา ก็คือตะขอเกี่ยวศัตรู
ตะขอเกี่ยว: ลูกเล่นจากภาคเก่าที่ไฉไลกว่าเดิม

อุปกรณ์นี้เป็นสิ่งที่มีมาตั้งแต่ในภาคต้นฉบับแล้ว แต่กลไกหลักของมันในตอนนั้นจะโฟกัสไปที่การ Stealth กับการใช้ประกอบท่าเทคดาวน์ศัตรูมากกว่า แต่ในภาครีเมคนี้ เขาปรับกลไกให้ตะขอเกี่ยวเอาไว้ใช้เล่นแบบบู๊ ที่สำคัญคือเราจะได้อาวุธนี้มาใช้ตั้งแต่ต้นเกมเลย ต่างจากภาคต้นฉบับเราจะได้มาตอน Sequence 11 ซึ่งเป็นช่วงโค้งสุดท้ายของเกม
หลักการทำงานของตะขอเกี่ยวในภาครีเมคจะเป็นการดึงศัตรูที่อยู่ในระยะให้เข้ามาหาตัวเรา นอกจากนี่จะเป็นวิธีเข้าทำศัตรู มันยังทำให้ศัตรูตัวดังกล่าวเสียหลัก และเปิดช่องให้เรา ได้เข้าไปทำดาเมจกับมันด้วย ที่สำคัญคือเราเอามันมาใช้พลิกแพลงกับศัตรูที่อยู่บนที่สูงได้
สมมติว่ามันมีศัตรูตัวหนึ่งยืนอยู่บนหลังคา แทนที่เราจะปีนขึ้นไปสู้กับมัน เราก็ใช้ตะขอเกี่ยวลากมันตกหลงคาแทน
พอการเตะกับการถีบถูกเอามาผสมเข้ากับลูกเล่นตะขอเกี่ยว ซีนแอ็กชั่นของเกมจึงออกมาน่าตื่นตาตื่นใจมาก เพราะมันช่วยให้เกมไม่ได้มีแค่ฉากฟันดาบอย่างเดียว แต่มันมีซีนบู๊รูปแบบอื่น ๆ โผล่ขึ้นมาให้เราได้เห็นตลอดการต่อสู้ด้วย
แล้วนอกจากลูกเล่นใหม่ที่ถูกเพิ่มเข้ามา ปืนพกจากภาคต้นฉบับก็ยังคงมีให้เราใช้เช่นเคย ซึ่งปืนถือเป็นอาวุธที่ทรงพลังมาก ยิงโดนศัตรูนัดเดียว หลอดป้องกันหายทั้งแถบ แต่แน่นอน ปืนพกนี้มีกระสุนจำกัด เพราะงั้น จะใช้มันตอนไหน? และใช้กับศัตรูประเภทอะไร? ก็ต้องวางแผนให้ดี
ฟังมาถึงตรงนี้ หลายคนน่าจะรู้สึกสงสัยว่า ทำไมความสามารถของผู้เล่นมันดูทรงพลังเหลือเกิน? ระบบ counter attack ถูกปรับใหม่ให้ท้าทายขึ้นก็จริง แต่ผู้เล่นอย่างเราทั้งถีบศัตรูได้ เตะตัดขาได้ มีปืนให้ใช้ แถมยังมีตะขอเกี่ยวอีก ถ้าเรามีลูกเล่นขนาดนี้ เกมมันจะไม่ง่ายไปหน่อยเหรอ?
ตอนผู้เขียนดูคลิป Game Overview ที่ Ubisoft ปล่อยออกมา ผู้เขียนก็รู้สึกแบบนี้เลย แต่พอได้มาจับเซสชั่นพรีวิว 3 ชั่วโมง ก็เกิดตรัสรู้ตั้งแต่ชั่วโมงแรกเลยว่า ที่เขามีลูกเล่นให้เราเยอะขนาดนี้ก็เพราะศัตรูในเกมมันตึงมือเอาเรื่องเลย
ศัตรูที่ท้าทายและอาศัยไหวพริบในการสู้

ด้วยความที่ศัตรูในเกมนี้มักจะโผล่มาเป็นโขยง ซึ่งศัตรูแต่ละแบบก็จะมีจังหวะการโจมตีและวิธีรับมือที่แตกต่างกัน ทำให้เราจะต้องมีสติและไหวพริบระดับหนึ่ง หากขาดสติหรือวางแผนการเล่นไม่ดี เราจะมีโอกาสพลาดท่าจนตกอยู่ในที่นั่งลำบากได้ง่ายมาก ที่สำคัญคือเราต้องงัดทุกอย่างมาใช้ให้คุ้ม ไม่ว่าจะเป็นการกด Perfect Parry การถีบ การเตะตัดขา การใช้ตะขอเกี่ยว การใช้ปืน เรามีความสามารถอะไรก็ต้องหยิบมาใช้ให้หมด อย่าเอาแต่กดฟันอย่างเดียว
หากเราใช้ความสามารถที่ตัวเองมีไม่เต็มที่ เราจะเสียเปรียบศัตรูโดยใช่เหตุเลย ในเมื่อศัตรูมันไม่ปราณีเรา เราก็ห้ามปราณีศัตรูเหมือนกัน
ถ้าจะให้สรุปเรื่องความท้าทายของคอมแบ็ต ถามว่ามันยากถึงขั้นต้องยืนเล่นหรือตึงเครียดจนเหงื่อท่วมมือเลยไหม? ผู้เขียนก็ตอบได้เลยว่า มันไม่ได้ยากถึงขั้นนั้น และยังห่างจากระดับนั้นอยู่หลายกิโลเหมือนกัน แต่มันไม่ใช่เกมที่คุณจะนั่งน้ำลายยืด แล้วเล่นผ่านได้แบบสบาย ๆ แน่นอน
แล้วอีกจุดที่เป็นข้อดีมาก ๆ ของการปรับคอมแบ็ตให้ท้าทายขึ้นในภาครีเมค ก็คือมันสามารถกลายเป็นแรงจูงใจ ที่ทำให้เราอยากจะ Stealth ได้ เพราะอย่างที่บอกไป ด้วยความที่ในภาคต้นฉบับ การบู๊ซึ่ง ๆ หน้ามันจบไวกว่า แถมยังสู้ง่ายด้วยการกด counter ยับ ๆ สักพักก็จบศึกได้แล้ว มันเลยไม่มีแรงจูงใจให้เราอยาก stealth
พอภาครีเมคเขาออกแบบคอมแบ็ตให้ท้าทายขึ้น ต่อกรกับศัตรูได้ยากขึ้น การ Stealth ก็เลยมีความสำคัญขึ้นมาทันที แล้วเกมเพลย์ Stealth ของ Black Flag Resycned ก็ถือเป็นความสนุกในแบบที่เกม Assassin’s Creed ควรจะเป็นเลย
การลอบเร้นที่เล่นสนุกเหมือนในวันวาน

ถ้าพูดถึงระบบ Stealth ของเกมนี้ แม้ภาพรวมมันจะ ไม่ได้ต่างอะไรจากภาคต้นฉบับ ซึ่งก็คือการโลดโผนและลัดเลาะไปตามฉากเพื่อหาทางเคลียร์ศัตรูแบบเงียบเชียบตามแบบฉบับของ Assasssin
อุปกรณ์ที่เอาไว้ใช้เล่น Stealth ก็มีเหมือนเดิม ทั้งลูกดอกตีพวกกันเอง ลูกดอกยาสลบ กับระเบิดควันที่เอาไว้หนี ส่วนระบบผิวปากเรียกศัตรูก็ยังมีเหมือนเดิม อย่างไรก็ตาม ในบรรดาของเก่าที่ยกมาจากภาคต้นฉบับ มันก็มีของใหม่ที่เพิ่มเข้ามาด้วยเหมือนกัน หนึ่งในนั้นก็คือการย่ออย่างอิสระนั่นเอง ซึ่งนี่คือสิ่งที่เราไม่สามารถทำได้ในอดีต
การย่อตัวลงจะทำให้ศัตรูมองเห็นเรายากขึ้น ช่วยให้เราสามารถหลบหลีก หรือหาทางประชิดตัวศัตรูได้แบบเงียบเชียบ ซึ่งพอเรากดย่อได้ การสวมวิญญาณเป็น Edward แล้วเล่น Stealth ในครั้งนี้ก็เลยมีความลื่นไหลและมีมิติกว่าที่เคย ใครที่ขัดใจกับภาวะเข่าเสื่อมของพี่แกในภาคต้นฉบับ มาในภาครีเมคนี้ก็น่าจะถูกใจเลย
แล้วในเมื่อเราเป็น Assassin… สิ่งที่เราจะขาดไปไม่ได้เลยก็คือ Eagle Vision ที่ทำให้เราสามารถมองเห็นศัตรูในพื้นที่ได้ เพิ่มเติมคือในภาคนี้จะมีการใส่ระบบ Observe จากภาค Shadows เข้าไปด้วย ทำให้เราสามารถเพ่งหา Objective, เบาะแส และแท็คศัตรูในมุมมองข้ามหัวไหล่ได้

ถ้าจะให้พูดถึงประสบการณ์โดยรวมของการ Stealth… ผู้เขียนรู้สึกว่าตัวเกมออกแบบประสบการณ์ลอบเร้นออกมาสนุกใช้ได้เลย พาให้เรานึกถึงวันวานตอนเล่น Assassin’s Creed ยุคแรกที่ระบบการเล่นจะเน้นความเรียบง่าย และมีความท้าทายในแบบที่เกม Stealth ควรจะเป็น
แล้วก็อย่างที่บอกไป พอศัตรูเกมนี้มันสู้เก่ง ถ้ามีทางเลือกระหว่างการ Stealth กับการสู้ เราก็จะอยากเลือก Stealth ไว้ก่อนเป็นอันดับแรก เพราะการบู๊ซึ่ง ๆ หน้ามันเป็นทางเลือกที่ไม่ฉลาดเลยในภาคนี้
แต่ถึงแม้ผู้เขียนจะค่อนข้างถูกใจคอมแบ็ตกับระบบลอบเร้นในภาคนี้ แต่เกมนี้ก็มีแผลที่ขัดใจอยู่เหมือนกัน แผลที่ว่าก็คือการเคลื่อนไหวกับการควบคุมของตัวละครที่ไม่ค่อยสมูธตามที่หวังไว้เท่าไหร่
การเคลื่อนไหวที่ยังไม่ได้ดั่งใจอย่างที่ควรจะเป็น

ความขัดใจอย่างแรกในส่วนของการเคลื่อนไหวจะอยู่ในช่วงของการต่อสู้ เวลาที่เราโจมตีศัตรูที่อยู่ห่างจากเราไปนิดนึง ตัวละครเราจะไม่เขยิบพุ่งไปฟันให้ แต่มันจะเอื้อมไปตีสั้น ๆ ซึ่งหลายครั้งก็จะตีไม่ถึง ด้วยสาเหตุนี้เอง จังหวะตีวืดจึงมีให้เห็นค่อนข้างบ่อย ยิ่งตอนที่เราตีกับศัตรูตัวนึงอยู่ แล้วเราจะเปลี่ยนไปตีศัตรูอีกตัวที่อยู่ห่างออกไป ถ้ามันไม่ได้อยู่ประชิดกับเราจริง ๆ เราก็จะตีวืดแทบตลอดเลยเนื่องจากตัวละครเรามันไม่พุ่งไปตีให้
ซึ่งผู้เขียนมองว่าสิ่งนี้เป็นปัญหาอยู่พอสมควรเพราะมันทำให้ภาพรวมของคอมแบ็ตดูไม่ค่อยลื่นไหล หรือถ้าพูดแบบภาษาบ้าน ๆ คือมันขาดความ freeflow ไป
ถ้าย้อนไปตอนภาคต้นฉบับ หรือแม้กระทั่งเกม Assassin’s Creed ในหลาย ๆ ภาค คอมแบ็ตของเกมจะมีความ freeflow ระดับนึง มีการพุ่งไปตีศัตรูที่อยู่ห่างจากเราให้ แม้จะไม่ได้พุ่งไปไกลแบบข้ามฟากเหมือนกับเกม Batman Arkham หรือเกม Marvel’s Spider-Man ที่ใช้ระบบ Freeflow Combat เต็มรูปแบบ แต่ถ้าศัตรู มันอยู่ห่างจากเราในระยะที่ไม่ได้ห่างมาก ตัวละครเราในเกม Assassin’s Creed หลายภาคที่ผ่านมาก็จะมีการพุ่งไปตีให้ถึงตลอด

Freeflow Combat ในเกม Marvel’s Spider-Man (2018)
ยิ่งเวลาที่เราสลับเป้าหมายไปตีศัตรูตัวอื่น การเคลื่อนไหวของตัวละครก็จะออกมาลื่นไหลมาก อย่างคอมแบ็ตในตอน Black Flag ภาคต้นฉบับมันก็ออกมา freeflow ใช้ได้เลย แต่ในภาครีเมค ด้วยความที่มันไม่พุ่งไปตีตัวห่างให้ เวลาที่เราอยากจะตีให้โดนและตีตัวไกลให้ถึงแบบมั่นใจจริง ๆ เราจะต้องเดินไปหามัน แล้วค่อยกดตี ซึ่งมันดูเงอะ ๆ เงิ่น ๆ มาก
แล้วในส่วนของการพาคัวร์ มันก็มีปัญหาเรื่องการเคลื่อนไหวเหมือนกัน อาจจะไม่ได้ชวนขัดใจเท่ากับในส่วนคอมแบ็ต แต่มันก็พาหงุดหงิดได้ในบางครั้ง หากมองในภาพรวม การพาคัวร์ในภาครีเมคก็ดูฉับไวและดูดีจากภาคต้นฉบับขึ้นมามาก อย่างการปีนขึ้นลงกับการปีนซ้ายขวานั้นทำออกมาลื่นไหลเลย แต่พวกการเคลื่อนที่ในแนวทแยงมันจะชอบมีจังหวะที่ตัวละครไม่ได้เคลื่อนไหวไปตามทิศทางที่เราอยากให้ไป แม้มันอาจจะไม่ได้เป็นบ่อย แต่ถ้ามันเกิดขึ้นในจังหวะสำคัญ นี่ก็ถือเป็นจุดที่พาให้เราหงุดหงิดได้อยู่เหมือนกัน
พูดถึงเกมเพลย์บนพื้นดินมาเยอะแล้ว ต่อไป ผู้เขียนขอพาทุกคนมาดูในส่วนของระบบเรือกับระบบสำรวจกันบ้างดีกว่า
ประสบการณ์ล่องเรือที่ดุเดือดและติดพัน

ความโชคดีอย่างหนึ่งของ Assassin’s Creed Black Flag Resynced ก็คือการที่เกมภาคต้นฉบับ มันมีระบบเรือกับระบบสำรวจที่ยอดเยี่ยมเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว เพราะงั้น พอหยิบมารีเมคก็เลยสามารถหยิบของเดิมมาต่อยอดได้สบาย ๆ เลย
ในส่วนของการขับเรือ การควบคุมจะมีเหมือนเดิมหมด ทั้งการกางใบเรือเพิ่มความเร็ว การหุบใบเรือ การหย่อนสมอ แล้วในระหว่างที่เราขับเรือ เราก็ยังสามารถส่องกล้องเพื่อมองหาศัตรูบนทะเล หรือตรวจสอบสถานะของเรือลำอื่นได้
สิ่งที่ผู้เขียนรู้สึกว่าต่างไปจากเดิมก็คือความคล่องตัวกับความเร็วของตัวเรือที่พัฒนาขึ้นมาจากภาคต้นฉบับ
แล้วในส่วนของระบบการต่อสู้ด้วยเรือในภาคนี้ ตัวเกมก็ได้เพิ่มระบบที่เรียกว่า “Secondary Fire Mode” เข้าไป ซึ่งระบบนี้จะเป็นการเปลี่ยนโหมดของอาวุธแต่ละอันบนเรือเรา จากโหมดธรรมดาให้เป็นโหมดเพิ่มบัฟแทน ทำให้อาวุธชิ้นนั้นมีดาเมจแรงขึ้นหรือมีความสามารถอื่นพ่วงเข้ามา

อย่างในส่วนของปืน Canon ด้านข้าง หากเรากดยิงด้วยโหมด Secondary มันจะเปลี่ยนการยิงตู้มเดียว เป็นการกระหน่ำยิงแบบรุนแรงแทน ซึ่งระบบ Secondary Fire Mode นี้ก็ถือเป็นของใหม่ที่ช่วยเพิ่มความมันได้ดีมาก
ส่วนการสำรวจในเกมนี้ก็จัดอยู่ในเกณฑ์น่าประทับใจทีเดียว
ระบบสำรวจที่ดูดวิญญาณและเล่นเพลินจนลืมเวลา

ถึงแม้ขนาดของแผนที่ในภาครีเมคจะไม่ได้ใหญ่ไปกว่าภาคต้นฉบับ แต่เกมก็ได้ใส่ความลึกเพิ่มเข้าไปเยอะมาก มีการเพิ่มเกาะกับเพิ่มจุดสำรวจใหม่ลงไป แล้วพื้นที่แต่ละแห่งก็จะมีคอนเทนต์กับกิจกรรมอะไรให้ทำค่อนข้างเยอะ ที่สำคัญคือภาคนี้จะไม่มีการโหลดฉากเลย
หากย้อนไปตอนภาคต้นฉบับ เวลาที่เราขับเรือเข้าเมืองบางแห่งมันจะต้องมีการโหลดฉากก่อน เราถึงจะเข้าไปในเมืองได้ แต่ในฉบับรีเมค สถานที่ทุกแห่งจะไม่มีการโหลดฉากเลย ทำให้การผจญภัยมันต่อเนื่อง ลื่นไหล และไร้รอยต่อ
ถ้าวัดจากประสบการณ์ที่ผู้เขียนได้เล่นไป 3 ชั่วโมง ระบบสำรวจของเกมนี้ถือว่าทำออกมาเล่นเพลินมาก ซึ่งนี่ก็ถือเป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์ที่ภาค Black Flag ดีเด่นมาแต่แรกแล้ว อย่างไรก็ตาม เราก็ต้องไปรอดูเกมเต็มอีกที ว่าความเพลินที่ว่านี้สามารถเอาเราอยู่จนจบเกมได้หรือเปล่า? หรือมันจะสนุกแค่ช่วงแรกถึงช่วงกลางเกม แล้วไปน่าเบื่อในช่วงครึ่งหลัง?
แล้วนอกจากทั้งหมดที่ผู้เขียนได้เล่าไป อีกการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่จะทำให้ประสบการณ์ของเราในภาคนี้ต่างไปจากเดิมเลย ก็คือการเพิ่มกลุ่ม “ตัวละครลูกเรือใหม่” ซึ่งจะมีถึงสามคน คือ Lucy Baldwin, The Padre แล้วก็ Tobias “Deadman” Smith โดยตัวละครทั้ง 3 คนนี้จะมีภารกิจและเส้นเรื่องเป็นของตัวเอง ที่สำคัญคือพวกเขาจะมีสกิลที่ช่วยเสริมความแกร่งให้กับเราด้วย

Lucy Baldwin หนึ่งในลูกเรือคนใหม่ในภาครีเมค
ตอนที่ผู้เขียนได้สัมภาษณ์คุณ Richard Knight ที่เป็น Game Director ของเกมนี้ ผู้เขียนได้ถามเขาไปว่า “คุณรู้จัก หรือว่าเคยดูวันพีซรึเปล่า พวกแก๊งลูกเรือที่เพิ่มเข้ามามันจะให้ฟิลลิ่งเหมือนกับมิตรภาพในแก๊งวันพีซไหม?” ซึ่งเขาตอบทันทีเลยว่า เขาเป็นรู้จักวันพีซและเป็นแฟนตัวยงของอนิเมะเรื่องนี้เลย และเขายังบอกด้วยว่า แม้ทีมงาจะไม่ได้มีวันพีซเป็น reference ในการสร้างเกมนี้ แต่ความสัมพันธ์ของ Edward กับลูกเรือในทีม จะให้ความรู้สึกคล้ายกับลูฟี่ที่ได้ผจญภัยและพบเจอเรื่องราวหลากหลายรสชาติไปพร้อมกับเพื่อน ๆ ของเขา
พอผู้เขียนได้ยินเช่นนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกไฮป์กับตัวละครลูกเรือใหม่ทั้ง 3 คนนี้เลย ก็ต้องมารอดูกันว่า มันจะยอดเยี่ยมแค่ไหน แล้วจะสร้างความตราตรึงให้กับเราได้หรือเปล่า
มากไปกว่านั้น ภาครีเมคจะมีการเพิ่มภารกิจใหม่กับเนื้อเรื่อง Chapter ใหม่เข้ามาด้วย ซึ่งมันจะมีความยาวถึง 6 ชั่วโมงเลย ใครที่เป็นแฟนเกมภาคต้นฉบับแล้วอยากจะเสพของใหม่ในภาคนี้ก็น่าจะจุใจอยู่พอสมควร
ผลงานรีเมคที่น่าจับตามอง

บอกตามตรงว่าผู้เขียนรู้สึกตื่นเต้นกับ Assassin’s Creed Black Flag Resynced พอสมควรเลย ทีแรกอาจจะไม่ได้รู้สึกกระหายอะไรกับเกมนี้มากนัก แต่พอได้มาจับพรีวิวแล้วพบว่าทรงเกมมันมาดีใช้ได้ เราก็อดไม่ได้ที่จะตื่นเต้นและอยากฝากความหวังไว้กับเกมนี้อยู่เหมือนกัน
ในฐานะที่ผู้เขียนหลงรักภาค Black Flag และ Edward Kenway สุดหัวใจ ก็ได้แค่หวังว่าช่วงเวลาที่มีเหลือทั้งหมดนี้ ผู้พัฒนาจะได้ใช้เวลาขัดเกลาตัวเกมให้ออกมายอดเยี่ยมสมกับความคาดหวังที่แฟน ๆ ตั้งไว้ ซึ่งตอนนี้ ก็เหลือเวลาอีกไม่นานแล้ว เพราะตัวเกมมีกำหนดวางขาย วันที่ 9 กรกฎาคมนี้ บนแพลตฟอร์ม PC, PlayStation 5 และ Xbox Series X|S
ถึงตอนนั้น เกมเต็มปล่อยออกมาเมื่อไหร่ ไว้เรามาพบกันอีกทีในรีวิวฉบับเต็ม









รวมตัวอักษรพิเศษภาษาอังกฤษน่ารักใช้ตั้งชื่อในเกม
รวมสูตรโกง GTA V ใน PC และ Console อัพเดทใหม่
รวมสูตรโกง GTA San Andreas เพิ่มเงิน เพิ่มเลือด ลดดาว และสูตรอื่นที่ช่วยให้เกมสนุกขึ้น
Samsung, SK Hynix และ Micron ถูกฟ้องกลุ่ม ในคดีผูกขาดและต่อต้านการแข่งขันด้านราคา RAM
รวมสูตร The Sims 4 ครบทุกภาคอัพเดทใหม่
เกมออกใหม่น่าเล่นกรกฎาคม 2026