สารบัญ / Contents
วันก่อนผู้เขียนขับรถฟังพอดแคสต์แล้วได้ยินคนจัดรายการคุยกันว่า “เกม” ในสมัยนี้มีการปรับแก้ปรับสมดุลตัวเกมกันอยู่ตลอด ทำให้แตกต่างจากกีฬาที่ได้รับการยอมรับแล้วอย่าง “หมากรุก” เพราะไม่มีการปรับแก้กติกาแต่อย่างใดมานับพันปี
ฟังแล้วก็เลยได้ไอเดียเพราะความสงสัย พอกลับบ้านก็เลยรีบค้นดูเลยว่า “หมากรุก” มันไม่เคยมีการอัปแพทช์แก้ Meta เลยจริงหรือ พบว่าคำตอบนั้นน่าสนใจมากจนอยากหยิบมาเล่าให้ฟังกัน

ประวัติหมากรุกแบบสั้น ๆ
ปูพื้นฐานทางประวัติศาสตร์กันก่อน เอาแบบสั้น ๆ แล้วกันเพราะนี่ไม่ใช่บทความประวัติศาสตร์หมากรุก
หมากรุกมีต้นกำเนิดจากเกม Chaturanga หรือ จตุรงค์ ที่แปลได้ว่า “สี่ส่วน” ในประเทศอินเดียเมื่อราวคริสต์ศตวรรษที่ 6 โดยถูกออกแบบให้จำลองการรบของกองทัพโบราณ ก่อนจะแพร่หลายไปยังเปอร์เซียในชื่อ Shatranj หรือ ชา-ตรันจ์ แล้วถูกถูกเผยแพร่ไปยังอาหรับกับยุโรป ผ่านการปรับเปลี่ยนกติกาหลายครั้งจนกลายมาเป็นหมากรุกอย่างที่เรารู้จักกันดีในปัจจุบัน
ทุกวันนี้หลายคนมองว่า Chess หรือหมากรุกสากล เป็นเกมที่มีกฎตายตัวและไม่เคยเปลี่ยนแปลง เรียกได้ว่าเป็นเกมการเล่นที่ถูกมองว่า “สมดุล” และ “ยุติธรรม” ที่สุด
แต่ความจริงแล้ว กว่าหมากรุกจะกลายมาเป็นเวอร์ชันที่เล่นกันทั่วโลกในปัจจุบัน เกมนี้เคยผ่านการ “อัปเดตกฎ” หรือในภาษาเกมเมอร์ก็คือการแพทช์มาแล้วหลายครั้ง
Queen | จากตัวหลุด Meta ก่อนถูก “บัฟ” จน OP
ทุกวันนี้ Queen หรือตัวหมาก “ราชินี” ถือเป็นหมากที่ทรงพลังที่สุดในเกม เรียกได้ว่าเป็นตัว Meta เพราะสามารถเดินได้ไม่จำกัดระยะทั้งแนวตั้ง แนวนอน และแนวทแยง
แต่ในหมากรุกยุคแรก… Queen กลับเดินได้เพียง 1 ช่องในแนวทแยง เท่านั้นก็เลยเรียกได้ว่าแทบไม่มีบทบาทสำคัญในการเล่น
ช่วงปลายศตวรรษที่ 15 ก็เลยมีการ “บัฟ” Queen ครั้งใหญ่ จากตัวหลุด Meta ก็ปรับใหม่เปลี่ยนให้ Queen เดินได้แบบที่เราคุ้นเคยในปัจจุบัน
ส่งผลให้เกมโดยรวมมีความเร็วขึ้น การเล่นมีการโจมตีที่ดุดันกว่าเดิม และถือเป็นหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์หมากรุก
หมากตัวนี้ยังมีชื่อเก่าว่า Vizier หรือ “มหาอำมาตย์” ก่อนจะถูกเปลี่ยนเป็น Queen ที่เราคุ้นเคยในปัจจุบัน
ที่ตลกมาก ๆ คือเรากับบรรพบุรุษเกมเมอร์ทั่วโลกมีความเหมือนกันกว่าที่คิด ในเรื่องของความไม่พอใจเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
อย่างในกรณีนี้ของหมากรุก พอมีการปรับแพทช์ครั้งใหญ่ขนาดนี้ สิ่งที่ตามมาก็คือเสียงตอบรับด้วยความไม่พอใจของเหล่าผู้เล่นบางส่วนที่มองว่าการเปลี่ยนกติกาดังกล่าว “ทำลาย” รูปแบบการเล่นดั้งเดิมที่เน้นเกมช้า เน้นเล่นกันแบบนุ่มนวล แต่สุดท้ายเกมเร็วของ Queen แบบใหม่มันตื่นเต้นกว่า ชนชั้นสูงในยุคนั้นก็เลยลืม “หมากรุก” แบบเดิมไปในที่สุด
ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้มันสำคัญมาก ๆ จนถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ในชื่อ Mad Queen’s Chess นั่นเอง

Bishop มีมินิ “บัฟ” ปรับให้เกมสู้ระยะกลางสนุกขึ้น
หมาก Bishop หรือ “บิชอป” ในปัจจุบันที่สามารถเดินทแยงได้ไม่จำกัดระยะ แต่เดิมก็เดินได้เพียงแบบ กระโดดทแยง 2 ช่องเท่านั้น ทำให้แผนการเล่นหรือรูปแบบของหมากโดยรวมนั้นถูกจำกัดค่อนข้างมาก
เมื่อมีการปรับให้เดินได้ตลอดแนวทแยงเหมือนทุกวันนี้ เกมก็เปิดพื้นที่ให้เกิดการวางแผนและโจมตีจากระยะไกลมากขึ้น
หลังจากนั้นในช่วงศตวรรษที่ 15 เป็นต้นมา หมากรุกก็ถูกปรับเปลี่ยนมาอย่างต่อเนื่องอีกหลายครั้ง
ปรับ Pawn ให้เกมมันเร้าใจยิ่งกว่าเดิม
เมื่อหมากรุกแบบใหม่เริ่มมีเกมการเล่นที่รวดเร็วขึ้น ดูเหมือนเซียนหมากในยุคนั้นก็เริ่มรู้สึกว่าทำไมเราไม่ “บัฟ” ตัวเกมให้มันเร็วขึ้นไปอีกจะได้สนุกตื่นเต้นเร้าใจ
โดยการปรับให้ตัว Pawn หรือตัว “เบี้ย” สามารถเดินไปข้างหน้าได้ 2 ช่องในการเดินครั้งแรก ก่อนจะกลับมาเดินได้ครั้งละ 1 ทีหลัง
จากเดิมที่เริ่มเกมมาจะเดินได้ช่องเดียว ทำให้ช่วงเปิดเกมค่อนข้างช้า การเพิ่มสิทธิ์เดิน 2 ช่องในตาแรกก็เพื่อเร่งจังหวะของเกมให้รวดเร็วขึ้น ถ้าเปรียบกับเกมสมัยนี้ก็ต้องบอกว่าเหมือนเริ่มมาแล้วมีเงินพอจะออกของ หรือปลด Skill ให้สู้กันเร็วขึ้นในนาทีแรก
En Passant | กติกาใหม่กันสมดุลพัง
เมื่อเบี้ยเดินได้ 2 ช่อง ก็เกิดปัญหาตามมา เพราะผู้เล่นสามารถใช้การเดิน 2 ช่องเพื่อหลบการปะทะกับเบี้ยฝ่ายตรงข้ามได้ในตอนแรก สุดท้ายก็เลยมีการเพิ่มกฎที่เรียกว่า En Passant หรือ “ออง ปาสซอง” ซึ่งเป็นภาษาฝรั่งเศสที่แปลว่า “ระหว่างทาง” ขึ้นมา
โดยเจ้ากฎตัวนี้ที่บางคนอาจจะเรียกว่า เอนพาซาน หรือการ “กินผ่าน” ระบุว่า “หากเบี้ยของฝ่ายตรงข้ามเดิน 2 ช่องผ่านหน้าหมากเบี้ยของเรา เราสามารถจับเบี้ยตัวนั้นได้ทันทีในตาถัดไป เหมือนกับว่ามันเดินมาเพียง 1 ช่อง”
แม้กฎนี้จะเป็นหนึ่งในกฎที่หลายคนสับสนที่สุดของหมากรุก (เพราะมันมีข้อแม้อื่นอีกหลายข้อที่เราขอข้ามไป) แต่จุดประสงค์หลักคือเพื่อป้องกันไม่ให้การเดิน 2 ช่องของเบี้ยได้เปรียบมากเกินไปในตอนแรกของเกม
พูดง่าย ๆ ก็คือ ออง ปาสซอง เป็นการ Nerf พลังของ Pawn ในต้นเกมด้วยการเพิ่มกติกาใหม่เข้าไปนั่นเอง
Castling | ระบบป้องกันราชาที่ค่อย ๆ พัฒนาขึ้น
อีกหนึ่งกฎสำคัญของหมากรุกสากลคือ Castling หรือที่เรียกกันว่า “การเข้าป้อม” ซึ่งหมายถึงการสลับตำแหน่งระหว่าง King (ราชา) กับ Rook (เรือ)
โดยในตาการเดินเพียงครั้งเดียว ราชาจะขยับไป 2 ช่อง ขณะที่เรือจะย้ายมาอยู่ด้านข้างราชา ช่วยให้ราชาปลอดภัยและเปิดทางให้เรือออกมาเล่น เป็นตาเดินที่ทำได้ครั้งเดียวเท่านั้นในหนึ่งเกม อารมณ์คล้าย “ท่าไม้ตาย” Ultimate
แน่นอนว่านี่เป็นอีกกฎที่มีข้อแม้อีกหลายข้อ ซึ่งเราก็ขอข้ามไปอีก โดยเจ้ากฎนี้ไม่ได้มีมาตั้งแต่ต้น แต่ถูกพัฒนาและค่อย ๆ ปรับปรุงแก้สมดุล หยิบมาจากหลายรูปแบบในยุโรป ก่อนจะกลายเป็นกติกามาตรฐานที่ใช้กันทั่วโลกในทุกวันนี้

หมากรุกสมัยก่อนไม่มีเสมอ
หมากรุกยุคก่อนไม่มีวิธีจบเกมในกรณีที่ทั้งสองฝ่ายไม่สามารถเอาชนะกันได้ ทำให้บางเกมเล่นกันนานแบบข้ามวันข้ามคืน
พอมนุษย์ต้องการ “ข้อสรุป” ก็เลยมีการเพิ่มกฎต่าง ๆ ให้มีการเสมอกันได้เช่น
Threefold Repetition หากตำแหน่งหมากเดิมเกิดขึ้นซ้ำ 3 ครั้ง ผู้เล่นสามารถขอเสมอได้
Fifty-Move Rule หากทั้งสองฝ่ายเดินครบ 50 ตาโดยไม่มีการกินหมากหรือขยับเบี้ย สามารถประกาศผลเสมอได้
Insufficient Material หมากบนกระดานไม่เพียงพอที่จะรุกฆาตอีกฝ่าย เช่น เหลือเพียงราชาทั้งสองฝั่งก็กลายเป็นเสมอเหมือนกัน
ปัจจุบันตัวเกมสมดุลจนไม่แก้กันแล้วเป็นร้อยปี
หลังเข้าสู่ศตวรรษที่ 19 หมากรุกก็กลายเป็นกีฬาอย่างจริงจัง มีการออกแบบรูปร่างและกระดานที่เป็นมาตรฐาน เริ่มใช้กติกาและนาฬิกาจับเวลา เพื่อให้สองฝั่งมีเวลาในการคิดหมากเท่ากัน
จนกระทั่งมีการแข่งขันชิงแชมป์โลกในปี 1886 ก่อนที่ FIDE (สหพันธ์หมากรุกสากล) จะถูกก่อตั้งขึ้นในปี 1924 โดยมีหน้าที่ก็คือควบคุมประสานงานกับสมาคมหมากรุกแห่งอื่น ๆ ทั่วโลกเพื่อดูแลการแข่งขันหมากรุกแบบมืออาชีพ หลังจากนั้นก็มีการปรับแก้กติกาเพิ่มเติม (พวกกติกาเสมอด้านบนก็เพิ่มเข้ามายุค FIDE)
ปัจจุบัน FIDE ก็ยังมีการปรับปรุงกฎการแข่งขันและรายละเอียดทางเทคนิคอยู่เป็นระยะ เช่น แก้คำอธิบายต่าง ๆ อุดช่องโหว่ หรือส่วนที่ไม่ชัดเจน
แต่โดยรวมแล้ว กฎการเดินของหมากแต่ละตัวแทบไม่เปลี่ยนแปลงมาเป็นเวลาหลายร้อยปีแล้ว ทำให้ “หมากรุก” กลายเป็นเกมที่มี “แพตช์ใหญ่ครั้งล่าสุด” ที่ทิ้งช่วงยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ก็ว่าได้นั่นเอง
สรุปก็คือหมากรุกเคยมีแพทช์ปรับ Meta แต่มัน “นาน” มากแล้วเป็นหลักร้อยปีเลย







