Skip to content
BY Nuttawut Apiratwarakul

พัฒนาการของ GTA จากเกมขโมยรถธรรมดาสู่ราชาแห่งสื่อบันเทิง

พัฒนาการของ GTA จากเกมขโมยรถธรรมดาสู่ราชาแห่งสื่อบันเทิง
1,190 Views
ติดตามบน Google News

ถ้าจะพูดถึงตระกูลเกมที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมเกม เชื่อได้ว่า GTA หรือ Grand Theft Auto ก็ต้องยึดครองตำแหน่งนั้นอยู่แบบยังไม่มีใครขึ้นมาท้าชน

ความยิ่งใหญ่ของ GTA นั้นก้าวข้ามคำว่า “วิดีโอเกม” และกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมโลก เป็นสื่อบันเทิงที่ทำเงินสูงสุดตลอดกาล เรียกได้ว่าจะขยับไปทางไหน GTA ก็ส่งผลกระทบต่อพื้นสื่อต่าง ๆ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

ตลอดเกือบ 30 ปีที่ผ่านมา GTA ผลักดันขอบเขตของคำว่า “เกม” ไปข้างหน้าอยู่เสมอ ทุกภาคที่เปิดตัวล้วนมาพร้อมไอเดียใหม่ เทคโนโลยีใหม่ และความทะเยอทะยานที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม

และในขณะที่โลกกำลังจับตามอง GTA VI (และทุกคนก็พยายามดูแลรักษาชีวิตให้รอดถึงวันที่ 19 พฤศจิกายน)  วันนี้เราก็ขอพาย้อนกลับไปดูเส้นทางของเกมนี้ตั้งแต่ภาคแรกจนถึงภาคล่าสุด พร้อมไปรอลุ้นกันว่า GTA VI จะ “ปฏิวัติ” วงการในรูปแบบไหนได้อีก

Grand Theft Auto

GTA 1 – 2 (1997) จุดเริ่มต้นของตำนาน

ย้อนกลับไปในปี 1997 GTA ภาคแรกยังเป็นเกมมุมมองจากด้านบนที่ดูเรียบง่าย ที่น่าสนใจคือการถือกำเนิดของเกมนี้เกิดขึ้นด้วยความบังเอิญแบบล้วน ๆ เพราะ Rockstar ตั้งใจจะพัฒนาเกมแข่งรถ แต่ AI ในเกมดันมีบัคทำให้ไล่ชนรถของผู้เล่น ส่งผลให้ทีมงานเกิดไอเดียไปทำเป็น AI รถตำรวจแทน

สิ่งที่ทำให้เกม GTA ตั้งแต่ภาคแรกโดดเด่นคืออิสระในการเล่น ผู้เล่นสามารถขโมยรถ เดินสำรวจเมือง รับภารกิจ หรือสร้างความวุ่นวายได้ตามต้องการ แนวคิดที่ว่า “ไม่จำเป็นต้องเดินตามเส้นทางที่เกมกำหนด” ถือเป็นเรื่องใหม่ในการออกแบบเกมในช่วงนั้น

แม้ตัวเกมจะยังห่างไกลจากคำว่า Open World สมัยใหม่แบบที่เราคุ้นเคย แต่ GTA ภาคแรกได้วางรากฐานสำคัญให้กับแนวทางการออกแบบที่ Rockstar จะพัฒนาต่อมาในอนาคต 

Grand Theft Auto III

GTA III (2001) รากฐานการออกแบบโลกในเกม

ถ้า GTA สองภาคแรกเริ่มทำให้ชื่อของเกมนี้เป็นที่รู้จัก ภาค “สาม” ของเกมก็ถือได้ว่าเป็นภาคที่ส่งให้ GTA ขึ้นไปยืนอยู่หัวแถวของตระกูลเกมบนโลกได้สำเร็จ

จากเกมสองมิติง่าย ๆ… ไม่มีใครคาดคิดว่า Rockstar จะยกระดับเกมตระกูลนี้ไปอีกขั้น

Rockstar ตัดสินใจก้าวกระโดดสู่เมืองสามมิติเต็มรูปแบบ ผู้เล่นสามารถเดิน ขับรถ สำรวจเมือง และโต้ตอบกับโลกในมุมมองบุคคลที่สามได้อย่างอิสระ 

Liberty City กลายเป็นเมืองเสมือนจริงที่มีชีวิตชีวา ผู้คนเดินไปมา รถวิ่งบนถนน วิทยุในรถเปิดเพลงตลอดเวลา การได้ออกเดินสำรวจขับรถเล่นในเมืองแบบไร้รอยต่อเป็นสิ่งที่หลายคนไม่เชื่อว่าจะเกิดขึ้นได้จริง 

เรียกได้ว่า GTA III กลายเป็นต้นแบบให้กับเกม Open World แทบทุกเกมที่เดินตามหลังในยุคต่อ ๆ มา

GTA Vice City 1200x800 1

Vice City (2002) ใส่เรื่องราวและเสน่ห์เข้าไป

หลังสร้างมาตรฐานใหม่ให้วงการ… Rockstar ใช้เวลาเพียงหนึ่งปีในการปล่อยเกมภาคใหม่ในชื่อ Vice City ออกมา และนี่เป็นผลงานเกม GTA ที่หลายคนรักมากที่สุด

แทนที่จะเน้นเพียงขนาดของโลกให้ใหญ่ขึ้น ทีมงานเลือกสร้างเอกลักษณ์ด้านบรรยากาศอย่างเต็มรูปแบบ ด้วยเมืองที่ได้รับแรงบันดาลใจจากไมอามียุค 80s ซึ่งเต็มไปด้วยแสงนีออน เพลงป๊อปยุคทอง และกลิ่นอายภาพยนตร์อาชญากรรมคลาสสิก

Vice City พิสูจน์ให้เห็นว่า GTA ไม่ได้ขายเพียงแค่ความรุนแรงหรืออิสระในเกมการเล่น แต่พวกเขาสามารถสร้างโลกที่ผู้เล่นอยากใช้ชีวิตอยู่ภายในนั้นได้จริง ๆ

นี่เป็น GTA ที่มีความเข้มข้นด้าน “เนื้อหา” มีตัวเอกที่น่าสนใจ เมื่อรวมเข้ากับโลกเปิดที่มีอิสระก็ยิ่งส่งให้ตัวเกม GTA มีคุณภาพมากขึ้นไปอีก

อย่างที่ว่ากันไปตอนแรก สำหรับหลาย ๆ คนแล้ว Vice City เป็นหนึ่งในเกมที่มีเอกลักษณ์และน่าจดจำที่สุดเกมหนึ่งในประวัติศาสตร์ทั้งหมดของวงการวิดีโอเกม

Gta The Trilogy The Definitive Edition San Andreas Switch Screen 1 1

San Andreas (2004) พาผู้เล่นเข้าไปใช้ชีวิตจริง ๆ 

ไม่น่าเชื่อว่าแค่สองปีหลังภาค Vice City ทีมงาน Rockstar จะสามารถสร้างเกมที่เหนือกว่าขึ้นไปอีกขั้น ถ้าตัวเกม 4 ภาคที่ผ่านมาเป็นการเติบโตมีพัฒนาการแบบต่อเนื่อง… San Andreas ก็เป็นการตอกย้ำว่า Rockstar เหนือชั้นเกินกว่าทีมงานอื่น ๆ จนไม่น่าจะมีใคร “ลอก” เกมของพวกเขาไปทำใหม่ได้ดีกว่านี้

San Andreas คือการแสดงให้เห็นถึงความทะเยอทะยานอย่างไร้ขีดจำกัดของ Rockstar

ภาคนี้ตัวเกมขยายขนาดของโลกไปอีกขั้น เพิ่มเมืองใหญ่ถึงสามแห่ง พร้อมพื้นที่ชนบท ภูเขา ทะเลทราย และพื้นที่เล็ก ๆ พร้อมรายละเอียดอีกมากมาย

ผู้เล่นสามารถออกกำลังกาย ปรับรูปร่างตัวละคร แต่งรถ ขับเครื่องบิน ว่ายน้ำ สร้างแก๊ง และทำกิจกรรมเสริมได้จำนวนมหาศาล

เรียกได้ว่าระบบการเล่นล้ำหน้าจนแทบไม่น่าเชื่อว่าจะอยู่บนเครื่อง PlayStation 2

ในขณะที่ GTA ภาคก่อน ๆ มีโลกอันกว้างใหญ่ San Andreas ทำให้เรารู้สึกได้ว่ากำลัง “ใช้ชีวิต” อยู่ในเกมจริง ๆ ซึ่งนี่จะกลายเป็น “ลายเซ็น” ที่ถูกสืบทอดต่อมาใน GTA ทุก ๆ ภาค

San Andreas จึงกลายเป็นเกมที่หลายคนยังคงยกให้เป็นเกม GTA ที่สมบูรณ์แบบที่สุด แม้เวลาจะผ่านมากว่าสองทศวรรษแล้วก็ตาม

อ่าน 8 ฟีเจอร์ลับใน GTA San Andreas ที่หลายคนอาจไม่รู้มาก่อน

GTA IV

GTA IV (2008) อัปเกรดด้วยรายละเอียด

หลังผ่านพเนภาค San Andreas ไป โลกก็จับตามองว่า GTA จะเดินต่อไปในทิศทางไหน เพราะพวกเขามีทุกอย่างที่ดูสมบูรณ์แบบแล้วในภาคที่ว่ามา แต่ Rockstar เลือกเปลี่ยนทิศทางใหม่อีกครั้ง

GTA IV หันไปเน้นความสมจริง เก็บรายละเอียดในโลกของเกมกับการเล่าเรื่องที่เข้มข้นไปอีกขั้น

ด้วยเอนจิ้น RAGE และระบบฟิสิกส์ Euphoria ตัวเกมสามารถจำลองการเคลื่อนไหวของมนุษย์และวัตถุได้อย่างน่าทึ่ง ผู้เล่นสามารถเห็นปฏิกิริยาของตัวละครต่อแรงกระแทก อุบัติเหตุ หรือการปะทะในรูปแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน

การต่อสู้ระบบการบาดเจ็บที่สมจริงขึ้นถูกรวมเข้ากับเนื้อหาที่เน้นเรื่องราวที่ติดดินมากกว่าเดิม 

GTA IV ยังได้รับคำชมอย่างล้นหลามจากการเล่าเรื่องราวของ Niko Bellic อดีตทหารจากยุโรปตะวันออกที่เดินทางมาสหรัฐอเมริกาเพื่อตามหาความฝัน ก่อนจะพบกับความจริงอันโหดร้ายในโลกอาชญากรรม

สำหรับหลาย ๆ คนแล้ว GTA IV มีเนื้อเรื่องเข้มข้นที่สุด จริงจังที่สุด และเป็นแนวทางที่หลายคนก็ยังคิดถึงกันอยู่

GTA V

GTA V (2013) ราชาแห่งสื่อบันเทิงพร้อมต่อยอดทำเงินด้วยโหมดออนไลน์

GTA V คือบทสรุปของทุกสิ่งที่ Rockstar สะสมมาตลอดหลายปี

ทีมงานนำความสมจริงของ GTA IV มาผสมกับความสนุกและความหลากหลายแบบ San Andreas กลายมาเป็นโลกของ Los Santos ที่มีรายละเอียดมหาศาล

จุดเด่นสำคัญของภาคนี้คือระบบตัวเอกสามคน ได้แก่ Michael, Franklin และ Trevor ที่สามารถสลับเล่นได้ตลอดเวลา ไม่ว่าคุณจะทำอะไรอยู่ก็สามารถกดสลับไปเล่นตัวละคนอื่นได้ทันที ทำให้การเล่าเรื่องมีมิติและสร้างภารกิจที่ซับซ้อนมากขึ้น 

ภารกิจต่าง ๆ ในเกมจึงมีความสนุก มีการเล่าเรื่องแบบ “ภาพยนตร์” มากขึ้นกว่าเดิม เราจะได้เห็นฉากเท่ ๆ จากในหนังแอกชั่น Hollywood แบบเต็มที่กันในตัวเกมภาคนี้

ถึงโหมดเนื้อเรื่องจะยอดเยี่ยมขนาดนี้ แต่สิ่งที่เปลี่ยนวงการไปจริง ๆ ก็คือโหมด GTA Online หรือที่เกมเมอร์บ้านเราอาจจะต่อยอดมาด้วย Private Server จาก Mod ก้องโลกในชื่อ FiveM

หลายคนมองว่า โหมดออนไลน์จะเป็นเพียงแค่โหมดเสริมเอาไว้หาเงิน (ซึ่งมันก็ทำเงินจริง) แต่ท้ายที่สุดมันกลับกลายเป็นหนึ่งในเกมออนไลน์ที่ประสบความสำเร็จที่สุดตลอดกาล มีการอัปเดตเนื้อหาอย่างต่อเนื่องนานกว่าทศวรรษ และสร้างรายได้มหาศาลให้กับ Rockstar (จนน่าจะทำเงินได้เยอะเกินไปทำให้เราต้องรอภาคใหม่ลากยาวมาจนถึงปี 2026) 

GTA V กลายเป็นสื่อบันเทิงที่ทำเงินสูงสุดตลอดกาลกับยอดขายทะลุ 200 ล้านชุด พูดง่าย ๆ ว่าถ้านับตัวเกมภาคเดียวแบบแยก… GTA V แซงหน้าหนังทุกเรื่อง อัลบั้มเพลง หรือเกมอื่น ๆ แบบยังไม่มีใครเทียบติด

GTA VI

ความคาดหวังกับ GTA VI

หากมองย้อนกลับไป จะเห็นว่าทุกภาคหลักของ GTA ล้วนมีเป้าหมายเดียวกัน นั่นคือการผลักดันขอบเขตของเกม Open World ให้ก้าวไปไกลกว่าเดิม

GTA III สร้างโลกสามมิติ
Vice City สร้างบรรยากาศ
San Andreas สร้างอิสระ
GTA IV สร้างความสมจริง
GTA V สร้างโลกออนไลน์

และในตอนนี้ โค้งสุดท้ายก่อนที่โลกกำลังจะได้สัมผัสกับ GTA VI ความคาดหวังของแฟนเกมจึงไม่ได้อยู่ที่การมีกราฟิกสวยขึ้นหรือแผนที่ใหญ่ขึ้นเท่านั้น

แต่เป็นคำถามที่ว่า Rockstar จะสามารถสร้างการ “ก้าวกระโดดครั้งต่อไป” ให้กับวงการเกมได้อีกหรือไม่

เพราะตลอด 30 ปีที่ผ่านมา ไม่เคยมี GTA ภาคไหนที่ทำให้ผู้เล่นรู้สึกว่าเป็นแค่เกมภาคใหม่ หยิบเอาความสำเร็จเดิมมาใช้หาเงิน

GTA VI แบกความคาดหวังมหาศาล แต่ขณะเดียวกันแม้แต่ Strauss Zelnick CEO ของ Take Two บริษัทแม่ของ Rockstar และนักวิเคราะห์หลายคนออกมาเอ่ยปากว่า GTA VI อาจจะเป็นมาตรฐานใหม่ของวงการเกมที่อาจจะไม่มีใครเทียบชั้นได้สำเร็จไปอีกนับสิบปี

ซึ่ง Rockstar จะปฏิวัติวงการเกมได้สำเร็จอีกครั้งหรือไม่ ก็ต้องรอพิสูจน์พร้อมกัน 19 พฤศจิกายน ปลายปีนี้แล้ว

อ่าน แนะนำ 8 ตัวละครเด่น ที่คุณจะได้เจอใน GTA 6

อ่าน สำรวจ 6 สถานที่ใน GTA VI ที่เปิดเผยมาแล้วตอนนี้

Nuttawut Apiratwarakul

ณัฐวุฒิ อภิรัตน์วรากุล (โน้ต) - ผู้ร่วมก่อตั้งและนักเขียนผู้หลงใหลในเกม RPG และเกมตระกูลดังจาก Blizzard ปัจจุบันติด Overwatch เข้าไส้

Related posts

Read More
โฆษณา TruePoint แลกคุ้มรับต้นปี
Back to top