BY Kawikon Kangkavakin
19 ต.ค. 25 10:25 am

พาไปรู้จัก 1998: The Toll Keeper Story

36 Views

หากใครที่เป็นแฟนเกมอินดี้ก็คงจะพอรับรู้ได้เกมอินดี้ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีเพชรในตมมากมายที่โผล่ขึ้นมา จนกลายมาเป็นอีกสุดยอดผลงานที่เกมเมอร์หลงรัก หนึ่งในเกมอินดี้ที่หลายคนให้ความสนใจอย่างมากในเวลานี้ก็คือเกมจากอินโดนีเซียที่มีชื่อว่า 1998: The Toll Keeper Story

ที่สำคัญคือในช่วงงาน IGDX 2025 ที่เพิ่งผ่านพ้นไป เราได้มีโอกาสมีตติ้งพูดคุยกับคุณ Riris Marpaung ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Gamechanger Studio ที่เป็นผู้พัฒนาผลงานเกมชิ้นนี้ และต้องบอกเลยว่ามันเป็นบรรยากาศการพูดคุยที่สนุกสนานมาก เราได้รู้เบื้องลึกเบื้องหลังเกี่ยวกับเกมนี้มามากมาย เพราะฉะนั้น ถ้าใครอยากรู้ว่าเกมนี้มันเกี่ยวกับอะไร? น่าสนใจตรงไหน? ติดตามอ่านได้ในบทความนี้เลย

ว่าด้วยเรื่องราวของ 1998: The Toll Keeper Story 

ถึงแม้สิ่งที่หลายคนมองเห็นเป็นอย่างแรกเวลามองมาที่เกมนี้จะเป็นเรื่องของเกมเพลย์ แต่เนื้อเรื่องของเกมนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญสูงสุดเช่นกันเพราะ 1998: The Toll Keeper Story ถูกออกแบบให้เป็น Story Driven Game หรือเกมที่มีการเล่าเรื่องเป็นองค์ประกอบหลัก

เกมนี้จะพาเราไปตามติดชีวิตของ Dewi หญิงสาวธรรมดาคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขอยู่กับสามีผู้เป็นที่รัก แต่ทั้งสองคนก็ไม่ได้อยู่อย่างสุขสบายเนื่องจากพวกเขาไม่ได้มีรายได้สูงนัก ทางฝั่งสามีของเธอทำงานเป็นคนขับแท็คซี่ ส่วนตัว Dewi เองก็เป็นเพียงคนเก็บค่าผ่านทางรถยนต์ และด้วยความที่ตอนนี้ Dewi ก็กำลังตั้งครรภ์อยู่ด้วย สถานการณ์ทางการเงินของพวกเขาจึงอยู่ในสภาวะที่ตึงเครียดอยู่พอสมควรเพราะต้องหาเงินมาเตรียมเลี้ยงดูลูก 

ที่สำคัญคือเหตุการณ์บ้านเมืองในตอนนี้ก็เกิดปัญหาเยอะมาก ทั้งเรื่องวิกฤตเศรษฐกิจ การเลย์ออฟครั้งใหญ่ทั่วประเทศ รวมไปถึงการปะทะกันระหว่างรัฐบาลกับประชาชน ทุกอย่างที่อยู่รอบตัว Dewi จึงมีความตาลปัตรอยู่พอสมควร

แน่นอนว่าพอเธอทำงานเป็นคนเก็บค่าผ่านทางรถยนต์ เธอก็จะได้พบเจอกับผู้คนมากมายในแต่ละวัน ซึ่งผู้คนมากมายที่ขับรถสัญจรมาที่ป้อมเก็บค่าผ่านทางของเธอ ก็ล้วนแล้วได้รับผลกระทบที่แตกต่างกันออกไปจากสถานการณ์บ้านเมืองตอนนี้ หมายความว่านอกจากเธอจะต้อง “แบกรับ” ทั้งเรื่องลูกในท้องและเรื่องการหาเลี้ยงชีพแล้ว เธอก็ต้องคอยแบกรับเรื่องราวจากคนแปลกหน้ามากมายในแต่ละวันด้วย

ทำไมถึงต้องเป็น “คนเก็บค่าผ่านทาง”

คุณ Riris ผู้นำทีมพัฒนาของเกมนี้ได้ให้สัมภาษณ์เราเกี่ยวกับเบื้องหลังไอเดียนี้ไว้ว่า เวลาที่เธอเดินทางไปที่สตูดิโอ เธอจะต้องผ่านด่านเก็บค่าผ่านทางรถยนต์อยู่เป็นประจำ แต่เธอเห็นว่าด่านพวกนี้มันใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์เกือบหมดแล้วในปัจจุบัน แค่เอาบัตรแตะก็ผ่านด่านได้เลย ไม่ต้องพูดคุยอะไรกับใคร ถ้าเงินในบัตรไม่พอ คุณก็จะผ่านทางไม่ได้เด็ดขาด ต่างจากสมัยก่อนที่มันมีการใช้คนเฝ้าด่านค่าผ่านทาง (toll keeper) ซึ่งคุณ Riris มองว่าการที่มีคนเฝ้ามันทำให้เกิดมนุษยสัมพันธ์ระหว่างตัวคนเฝ้ากับคนขับรถขึ้น มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนสัพเพเหระแบบสั้น ๆ กัน หรือแม้กระทั่งการที่คนขับขอต่อรองราคาเพราะเงินไม่พอ

สำหรับคุณ Riris แล้ว ปฏิสัมพันธ์ตรงนี้มันเป็นเรื่องราวชีวิตประจำวันที่เรียบง่ายมาก แต่มันก็มีความเป็น “มนุษย์” สูงเหลือเกิน แล้วเธอก็ต้องการสำรวจความหลากหลายทางชีวิตของผู้คนในสังคมผ่านปฏิสัมพันธ์ระหว่าง “คนเก็บค่าผ่านทาง” กับ “คนที่สัญจรไปมา” นี้ 

อ้างอิงจากเหตุการณ์ในหน้าประวัติศาสตร์ของอินโดนีเซีย

การที่ปี 1998 ไปโผล่อยู่ในชื่อของตัวเกมนั้นไม่ใช่ตัวเลขที่สุ่มขึ้นมามั่ว ๆ แต่ผู้พัฒนาตั้งใจเลือกปีนี้ให้เป็นฉากหลังของเกมโดยเฉพาะ เพราะพวกเขาต้องการที่จะนำเสนอเรื่องราวบาดแผลครั้งใหญ่ในหน้าประวัติศาสตร์ของประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเรื่องราวที่ว่าก็คือ “โศกนาฎกรรมเดือนพฤษภาคม 1998” (May 1998 Indonesia riots)

หากใครยังจำกันได้ ก่อนหน้าช่วงเวลานั้นไม่นานเพิ่งจะเกิด “วิกฤตต้มยำกุ้ง” ที่เป็นวิกฤติเศรษฐกิจขั้นรุนแรงในเอเชียไป หลายประเทศได้รับผลกระทบอย่างหนักหน่วง แน่นอนว่าประเทศไทยเองก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย แต่ประเทศที่ตกอยู่ในสภาวะเลวร้ายที่สุดประเทศหนึ่งก็คืออินโดนีเซีย 

 

ปัญหาทางการเงินในประเทศขณะนั้นได้ทำให้เกิดการเลย์ออฟพนักงานครั้งใหญ่ทั่วประเทศ หลายบริษัทต้องปิดตัวลง ประชาชนนับไม่ถ้วนต้องอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคลายไม่ออก คนที่จนอยู่แล้วก็ยิ่งไร้ซึ่งหนทางในการเอาตัวรอดขึ้นไปอีก ที่สำคัญคือปัญหาหลายอย่างในประเทศขณะนั้นได้ทำให้เกิดการปะทะกันระหว่างรัฐบาลและประชาชนด้วยจนเกิดเหตุการณ์นองเลือดที่นักศึกษาถูกยิงระหว่างถอยกลับขบวนประท้วง 

ด้วยสาเหตุนี้เอง ถึงแม้เหตุการณ์ดังกล่าวจะล่วงเลยมาเป็นเวลากว่า 27 ปีแล้ว แต่มันก็เป็นเหมือนกับแผลฉกรรจ์ที่ไม่มีวันจางหาย ทางผู้พัฒนาจึงต้องการหยิบเหตุการณ์นี้มานำเสนอเป็นฉากหลังของเรื่องราวในเกม

นอกจากนี้ คุณ Riris ที่เป็นผู้พัฒนาเองก็ยังให้สัมภาษณ์ด้วยว่าตัวเธอได้เจอกับเหตุการณ์ดังกล่าวมากับตัวด้วย ภาพความเลวร้ายที่เกิดขึ้นจึงยังคงหลงเหลืออยู่ในความทรงจำของเธออย่างไม่เคยลืมเลือน

เกมเพลย์ที่อาศัยการสังเกตและการคำนวณที่ถูกต้อง

รูปแบบเกมการเล่นของเกมนี้จะเป็นการจำลองชีวิตประจำวันของคนเก็บค่าผ่านทางรถยนต์ ที่โดยหลักแล้วผู้เล่นจะต้องคอยตรวจสอบว่ารถแต่ละคันที่ผ่านมา มันจัดอยู่ในรถประเภทไหน ซึ่งรถแต่ละประเภทก็จะมีค่าผ่านทางที่แตกต่างกัน ผู้เล่นจะต้องกดเลือกประเภทรถให้ตรงตามคู่มือ และต้องคอยตรวจสอบว่าเงินที่คนขับรถจ่ายมา มันตรงกับค่าผ่านทางที่ถูกต้องของรถประเภทนั้นหรือไม่

ถ้าเกิดคนขับให้เงินมาไม่ครบ คุณก็จะต้องทักท้วงให้เขาจ่ายเงินเพิ่ม หรือถ้าเขาให้เงินมาเกิน คุณก็ต้องทอนเงินให้ถูก ทุกความผิดพลาดในการคำนวณเงินทอนผิด จะทำให้เราถูกหักค่าจ้างในวันนั้นไป เพราะฉะนั้น เราต้องทำทุกขั้นตอนด้วยความรอบคอบ

ที่สำคัญคือยิ่งเราเล่นเกมนี้ไปเรื่อย มันจะมีขั้นตอนการตรวจสอบใหม่เพิ่มเข้ามาที่ทำให้เราต้องมีความละเอียดรอบคอบขึ้นไปอีก ยกตัวอย่างเช่น การตรวจสอบธนบัตรปลอมที่ต้องใช้ไฟฉาย UV มาส่องเช็คทุกใบ ถ้าเกิดเราลืมตรวจหรือตรวจไม่รอบคอบจนมีธนบัตรปลอมเล็ดลอดมา หรืออย่างการตรวจสอบน้ำหนักรถว่าบรรทุกของมาเกินหรือเปล่า ซึ่งผู้เล่นจะโดนหักค่าจ้างถ้าหากพลาดจุดต่าง ๆ พวกนี้ไป

ยิ่งเล่นก็ยิ่งหนักใจเพราะทางเลือกที่เล่นกับ “ศีลธรรม”

ความน่าสนใจของเกมการเล่น ก็คือผู้เล่นจะไม่ใช่แค่คอยสังเกตความถูกต้องของจำนวนเงินและรายละเอียดต่าง ๆ ของรถยนต์อย่างเดียว แต่มันยังมีเรื่องของศีลธรรมที่จะต้องคอยช่างน้ำหนักไปพร้อมกันด้วย ในบางครั้ง ถึงแม้คนขับรถที่สัญจรผ่านมาอาจจะมีเงินไม่พอจ่ายค่าผ่านทาง แต่เขาก็มีสาเหตุสำคัญบางอย่างที่ทำให้เขาจำเป็นจะต้องผ่านทางไปได้ให้จริง ๆ

มันอาจจะเป็นเรื่องเล็กน้อย เรื่องฉุกเฉิน หรือเรื่องคอขาดบาดตายก็ได้ ที่สำคัญคือเนื่องจากบริบททางเนื้อหาของเกมมันอยู่ในช่วงที่ประเทศกำลังเกิดปัญหารุนแรงหลายอย่าง เพราะฉะนั้นมันจึงมีประเด็นเรื่องชนชั้นและประเด็นทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

อย่างช่วงแรกของเกมมันจะมีหน่วยงานรัฐบาลที่ฝากให้เราแจกจ่ายใบปลิวชวนเชื่อเพื่อแลกกับเงิน ซึ่งอย่างที่ได้เล่าไปในหัวข้อเนื้อเรื่อง ตัวละครเราก็จำเป็นต้องใช้เงินเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเราก็ต้องช่างน้ำหนักระหว่างเรื่องอุดมการณ์และการเอาชีวิตรอดด้วย

ตลอดทั้งเกม ผู้เล่นจะต้องตัดสินใจอะไรแบบนี้อยู่ตลอด และยิ่งเล่นไปไกล มันก็จะยิ่งมีเรื่องหนักใจให้ตัดสินใจด้วย ซึ่งทุกการตัดสินใจจะส่งผลกับสถานการณ์รอบตัวของ Dewi เสมอ

Papers, Please คือแรงบันดาลใจสำคัญของเกมนี้

แน่นอนว่ารูปแบบเกมการเล่นที่ว่านี้มันชวนให้นึกถึงกลิ่นอายของเกมอินดี้ขึ้นหิ้งอย่าง Papers, Please มาก ซึ่งคุณ Riris ผู้นำการพัฒนาเกมนี้ก็ได้ยืนยันว่าผลงาน 1998: The Toll Keeper Story ได้รับแรงบันดาลใจในส่วนของเกมการเล่นและธีมของเนื้อหามาจาก Papers Please อยู่พอสมควร เธอหลงรักเกมนี้มาก รวมไปถึงเกมอินดี้อื่น ๆ ที่มีสไตล์ใกล้เคียงกันด้วย 

แต่ในฐานะผู้พัฒนา เธอก็ตั้งใจอย่างมากในการทำให้มวลรวมของเกมเพลย์ในผลงานของเธอ มันมีเอกลักษณ์เฉพาะที่แตกต่างจากเกมอื่นที่สไตล์คล้ายกัน นี่จึงเป็นสาเหตุสำคัญว่าทำไมเธอถึงเลือกให้ระบบเกมมันเป็นเรื่องของ “เงินตรา” แทนที่จะเป็นเรื่องของเอกสาร บัตรประชาชน หรือพาสปอร์ตแบบที่เกมอื่นทำ นอกจากนี้ก็ยังมีเรื่องของการตรวจสอบความปลอดภัยของรถยนต์ที่สัญจรผ่านมาที่ด่านด้วย

โหลด Demo มาลองเล่นก่อนเกมออกได้เลย!

ใครที่อ่านมาถึงตรงนี้แล้วรู้สึกสนใจอยากจะลองเล่นเกมนี้ด้วยตัวเองกับมือ ตอนนี้ทางผู้พัฒนาก็ได้ปล่อย Demo ของเกมนี้ออกมาผ่านทางช่องทาง Steam แล้วเรียบร้อย ผู้ใดอยากลองก็ไปจัดกันมาเล่นได้เลย ที่สำคัญคือตัวเกมเต็มมีกำหนดวางจำหน่ายวันที่ 28 ตุลาคมนี้แล้ว เรียกได้ว่ากด Demo เสร็จก็รอเล่นเกมเต็มต่อได้เลย

READ  รู้จัก David S. Goyer มือเขียนบทชื่อดัง ผู้กลับมาสานต่อ Call of Duty: Black Ops

Kawikon Kangkavakin

กวีกร กังกเวคิน (กีวี่) - คนรักวรรณกรรมที่หลงใหลในโลกวิดีโอเกม ผู้จัดรายการ “วรรณเกม” และรับบทบาทเป็น Content Manager ประจำบ้าน GamingDose

Back to top