5 เหตุผลสำคัญ ทำไม Super Smash Bros. Ultimate ถึงน่าเล่น


Super Smash Bros. ถือว่าเป็นซีรี่ส์เกมต่อสู้ของ Nintendo ที่มีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนานกว่ายี่สิบปี และเป็นเกมซีรี่ส์เกมต่อสู้ที่ประสบความสำเร็จที่สุดอันดับต้น ๆ ของโลก กับแฟน ๆ เกมที่ยังคงเหนี่ยวแน่นและทำยอดขายได้ระดับโหดเหี้ยมมาโดยตลอด

จนถึงวันที่บทความนี้ได้ถูกปล่อย ตัวเกมภาคใหม่ล่าสุดอย่าง Super Smash Bros. Ultimate ก็น่าจะวางจำหน่ายไปได้พักนึงแล้ว แต่อย่างไรก็ตามทางผู้เขียนก็ยังเชื่อว่ายังมีเกมเมอร์ไทยหลาย ๆ คนที่อาจจะยังไม่รู้จักซีรี่ส์เกมนี้ หรือแค่เคยได้ยินชื่อแต่เมิน ๆ กันไป ด้วยเหตุนี้แหละทำไมทางผู้เขียนถึงจะเลือกที่จะเข็นบทความ “ป้ายยา” ตัวนี้ออกมา

เพราะฉะนั้นทาง GamingDose จึงขอมาป้ายยาเหล่าเกมเมอร์ โดยเฉพาะกับผู้ที่ถือครองเครื่อง Nintendo Switch ไว้อยู่ กับ “5 เหตุผลว่าทำไม Super Smash Bros. Ultimate ถึงน่าเล่น” โดยจะมีเหตุผลอะไรที่น่าสนใจและทำให้คุณรู้สึกอยากเล่นกันบ้าง เรามาดูพร้อม ๆ กันเลยดีกว่าครับ

นี่คือเกมต่อสู้ที่เข้าถึงง่ายแต่ก็ยากที่จะเล่นให้เป็นมืออาชีพ

“Easy to Play, Hard to Master” นี่คือแนวคิดการพัฒนาเกมของ Nintendo ที่ได้ใช้กับเกมแนว Competitive ของพวกเขามาโดยตลอด (เอาจริง ๆ แม้กระทั่งเกม Singleplayer ของพวกเขามันก็เป็นแบบนี้นะ) ที่ตัวเกมนั้นจะสามารถเข้าถึงได้กับเกมเมอร์ทุกคน เพราะเกมของ Nintendo มักจะมีความง่ายและความท้าทายที่เข้าถึงได้ แต่ด้วยที่ทุกคนสามารถเริ่มต้นได้จากความง่าย ๆ นี้ ทำให้หากอยากจะเป็นที่หนึ่งหรืออยากจะเป็นมืออาชีพก็ต้องมีความพยายามและความลำบากกว่าเกมทั่ว ๆ ไป ดั่งคำนิยามของเกม Nintendo ที่เราได้กล่าวไว้ข้างต้น “มันง่ายนะที่จะเล่นให้สนุก แต่หากจะเล่นให้เทพน่ะมันยาก”

ซึ่งซีรี่ส์ Super Smash Bros. ก็ถือว่าเข้าคอนเซปต์นี้แบบตรง ๆ เพราะตัวเกมไม่ได้เล่นยากแถมมีวิธีการเล่นที่ไม่ซับซ้อน แต่ในความไม่ซับซ้อนเหล่านี้กลับซ่อนความลุ่มลึกของเกมได้อย่างไม่น่าเชื่อ ถึงแม้จะเป็นเกมต่อสู้ที่สามารถเล่นได้ง่าย ๆ ในแบบของเกม Causal แต่หากจะเล่นให้จริงจังระดับ Hardcore ก็สามารถเล่นได้เช่นกัน แถมด้วยการออกแบบเกมและเกมการเล่น ก็ทำให้การต่อสู้ของเกม Super Smash Bros. นั้นดูดุเดือดไม่แพ้เกมต่อสู้เกมอื่น ๆ เลย

และกับ Super Smash Bros. Ultimate ภาคล่าสุดนี้ ก็ได้ทำการเพิ่มฟีเจอร์และลูกเล่นต่าง ๆ มากมายเพื่อรองรับผู้เล่นทุกระดับ ไม่ว่าจะเล่นแบบสนุกเฮฮาหรือจะเล่นแบบจริงจังซีเรียส Super Smash Bros. Ultimate จะพร้อมมอบประสบการณ์ที่ดีสำหรับเกมต่อสูัให้กับคุณอย่างแน่นอนครับ

นี่คือเกมต่อสู้ที่มีความแปลกใหม่ที่สุดในท้องตลาด

Super Smash Bros. ถือได้ว่าเป็นซีรี่ส์เกมต่อสู้ที่มีความเป็นของตนเองและมีความเป็นเอกลักษณ์มากที่สุดในโลก ด้วยเกมการเล่นของเกมต่อสู้ที่ไม่ซ้ำใครและมีกติกาที่แหวกแนวจากเกมต่อสู้อื่น ๆ เป็นอย่างมาก เรียกได้ว่าต่อให้ค่ายเกมอื่น ๆ จะพยายามเลียนแบบเกมนี้แบบให้แนบเนียนขนาดไหน แต่ด้วยเอกลักษณ์ที่ล้นและสุดติ่งขนาดนี้ ทำให้ยังไงเกมเหล่านี้ก็ดูออกว่าเป็นของลอกเลียนแบบ (ที่ตลกร้ายคือหนึ่งในค่ายเกมเหล่านั้นก็คือ Sony นี่แหละ)

โดยปกติเกมต่อสู้ทั่ว ๆ ไป เราจะต้องทำการต่อสู้และเล่นคอมโบใส่คู่ต่อสู้จนคู่ต่อสู้หลอดพลังชีวิตหมดจึงจะสามารถเอาชนะได้ แต่สำหรับ Super Smash Bros. แล้ว ขอให้ลืมวิธีการเล่นเกมต่อสู้แบบเกมอื่น ๆ ไปได้เลย เพราะคุณจะไม่มีพลังชีวิตในการเล่น จะมีก็แค่ “ค่าความเสียหาย” (หน่วยเป็น %) ที่ยิ่งถูกโจมตีก็ยิ่งเพิ่มขึ้น และยิ่งเยอะตัวเราก็จะสามารถปลิวไปไกลและเสี่ยงอันตรายมากขึ้น ซึ่งถามว่าที่ปลิว ๆ นี่คือปลิวไปไหน คำตอบก็คือเราจะต้องซัดคู่ต่อสู้ให้ปลิวหลุดจากตัวด่าน และถ้าหากคุณเก่งและมีความสามารถจริง คุณสามารถเผด็จศึกคู่ต่อสู้ได้ตั้งแต่ค่าความเสียหายยังเปอร์เซนต์ต่ำ ๆ ได้เลย เรียกได้ว่าถึงจะเป็นไอเดียที่ดูง่าย ๆ และเข้าใจได้ง่าย แต่มันกลับสร้างความแตกต่างที่คาดไม่ถึงเมื่อนำไปเทียบเคียงกับเกมต่อสู้เกมอื่น ๆ ในท้องตลาด

และใน Super Smash Bros. Ultimate ก็ยังคงมาพร้อมกับเกมเพลย์เดิม ๆ นี้อยู่ แต่อย่างที่ใครบางคนในวงการเกมได้กล่าวเอาไว้ว่า “หากมันยังไม่เสีย ก็อย่าไปซ่อมมัน” เพราะเกมการเล่นของ Super Smash Bros. นั้นต่อให้เวลาผ่านไปนานขนาดไหน ความเป็นเอกลักษณ์และความทรงพลังก็ยังไม่จางหายไปไหน เรียกได้ว่าไม่จำเป็นต้องพลิกโฉมเกมให้แตกต่าง เพราะเกมเดิม ๆ มันก็สร้างความแตกต่างและความเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครอยู่แล้วล่ะครับ

นี่คือการครอสโอเวอร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประวัติศาสตร์วงการเกม

หาก Avenger : Infinity Wars เป็นการครอสโอเวอร์ที่มีความทะเยอทะยานที่สุดในวงการภาพยนตร์ล่ะก็ Super Smash Bros. Ultimate ก็คงจะเป็นที่สุดของความทะเยอทะยานแห่งการครอสโอเวอร์ในวงการเกมที่ไม่มีใครมาเทียบได้ และไม่น่าจะถูกโค่นบัลลังก์ลงได้นอกจากตัวของ Super Smash Bros. เอง เพราะเอาจริง ๆ ซีรี่ส์เกมนี่ก็ถือว่าเป็นซีรี่ส์เกมแรก ๆ ของโลกที่มีการครอสโอเวอร์กันขนาดนี้ และเป็นตั้งแต่ภาคแรก ๆ โดยยิ่งมากภาคก็ยิ่งมีความอลังการขึ้นเรื่อย ๆ

Super Smash Bros. Ultimate เป็นการครอสโอเวอร์รวมดาราแห่งวงการเกมเข้าไว้ด้วยกันมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นตัวละครและฉากจากเกมของ Nintendo ที่มีมากกว่า 30-40 ซีรี่ส์เกม ตลอดจนจากเกม Third-Party สัญชาติญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียงและมีตำนานอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็น Metal Gear, Bayonetta, Castlevania, Final Fantasy, Rockman, Sonic the Hedgehog, Pac-Man และเกมอื่น ๆ หรือแม้กระทั่งเกมอินดี้อย่าง Shovel Knight, Shantae ก็มาด้วย เรียกได้ว่ารวมเกมดีซีรี่ส์ดังเอาไว้มากที่สุดกันเลยครับ

โดยแต่ละเกมจะปรากฏในรูปแบบที่แตกต่างกันไป ยกตัวอย่างเช่นบางเกมก็จะมาแต่ตัวด่าน (Stage) บางเกมก็จะมาเป็นวิญญาณ (Spirit) บางเกมก็จะมาเป็นผู้ช่วยสู้ (Assist Trophy, Pokéball) บางเกมก็จะมาเป็นตัวละครที่เล่นได้ (Fighter) ซึ่งไม่ว่าจะมาในรูปแบบไหนก็จัดได้ว่าสุด ๆ จริง ๆ ครับ

นี่คือการจัดหนักจัดเต็มแบบไม่มีกั๊ก ภาคเก่ามีอะไรภาคนี้กลับมาแทบทั้งหมด

ไม่รู้ว่าทำไมเกมต่อสู้ภาคใหม่ ๆ สมัยนี้ถึงมักเปิดตัวพร้อมกับตัวละครจำกัดจำเขี่ยเอามาก ๆ แถมตัดตัวละครจากภาคก่อนหน้าหลาย ๆ ตัวออกไปด้วย และถ้าหากอยากได้ตัวละครเหล่านี้เพื่มก็ต้อง “DLC สิจ๊ะ” เรียกได้ว่าถึงแม้จะเจ็บปวดในแง่ของโมเดลของการขาย แต่แฟน ๆ ก็ต้องซื้อเพื่อเกมที่ตนเองรัก (คือธุรกิจเกมมันไม่ใช่แบบเมื่อก่อนแล้วแหละ)

แต่สำหรับ Super Smash Bros. Ultimate จะไม่ใช่แบบนั้น เพราะตัวเกมจะมาพร้อมกับตัวละครถึง 77 ตัว ที่เป็นการนำตัวละครจากภาคเก่า ๆ กลับมาทั้งหมด แถมยังมีตัวละครใหม่ ๆ ที่เพิ่มเข้ามาอีกด้วย นอกจากนี้ตัวเกมยังมีฉากให้เลือกกว่า 103 ฉาก แถมแต่ละฉากก็มีลูกเล่นและเอกลักษณ์เป็นของตนเอง นี่ยังไม่รวมว่ามันปรับตัวฉากเป็นแบบ Battlefield หรือ Final Destination ได้อีกนะ โดยทั้งหมดนี้มีอยู่แล้วในตัวเกมหลักของ Super Smash Bros. Ultimate แบบไม่ต้องซื้อ DLC เพิ่มเพื่อให้ได้มา

ซึ่งถึงแม้ Super Smash Bros. Ultimate จะประกาศว่าจะมี DLC มาวางจำหน่าย แต่ DLC เหล่านี้ก็จะเป็นการเพิ่มของใหม่ทั้งหมด ไม่ได้เอาของเก่ามาขาย เพราะฉะนั้นในแง่ของความอัดแน่นและคอนเทนต์ที่จัดหนักจัดเต็มขนาดนี้ กับยุคสมัยที่เกมต่อสู้มักจะชอบกั๊กเนื้อหาเอาไว้ คงไม่มีเกมต่อสู้เกมไหนที่กล้าใส่คอนเทนต์จัดหนักจัดเต็มมากกว่า Super Smash Bros. Ultimate อีกแล้วครับ

นี่คืออัลบั้ม Soundtracks จากวีดีโอเกมที่ใหญ่ที่สุด

ถึงอาจจะฟังดูไม่เกี่ยวกับเกมการเล่น Super Smash Bros. Ultimate โดยตรงเสียเท่าไหร่ แต่สิ่งที่ทำให้การต่อสู้นั้นมีความสนุกและดูไม่โหวงเหวงก็คงหนีไม่พ้น Soundtrack เพลงประกอบดี ๆ ที่จะพร้อมมาโลดแล่นความไพเราะและความมันส่งตรงถึงคุณ แถมยิ่งหากคุณเป็นแฟนเกมของ Nintendo แล้ว การที่คุณได้ยินเพลงเกมเก่า ๆ หรือเกมที่คุ้นเคยกลับมาโลดแล่นอีกครัั้งก็เป็นความฟินและความสุขที่บอกไม่ถูกจริง ๆ

และใน Super Smash Bros. Ultimate เขาก็จัดหนักจัดเต็มกับ Soundtrack ที่มีจำนวนมหาศาล ซึ่งว่ากันว่าหากจะฟังให้จบทั้งหมดก็ต้องใช้เวลากว่า 2-3 วัน !! เพราะตัวเกมจะมาพร้อมกับ Soundtrack จำนวนถึง 900 กว่าเพลง แถมไม่ได้เยอะแค่ปริมาณอีกด้วย เพราะปู่นินนั้นเขาขึ้นชื่อเรื่องเพลงประกอบเกมที่ยอดเยี่ยมและทรงพลังอยู่แล้ว และการที่ได้นำเพลงเหล่านี้มามัดรวมฟังก็คงเป็นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมอย่างแน่นอน เรียกได้ว่าซื้อมาฟังเพลงในเกมก็ยังคุ้มเลย (อ้าว)

โดยในภาคนี้ เหมือนทาง Nintendo จะรู้ตัวว่าเพลงประกอบของ Super Smash Bros. มันเยอะและมีดี ปู่นินก็เลยจัดให้แบบไม่ให้เสียของกับระบบ “เปิดเพลงและพับหน้าจอ” ที่จะมีให้ใช้งานในโหมด Portable จากนั้นก็เสียบทำการเสียบหูฟังเพื่อฟังเพลงได้ราวกับเครื่องเล่น MP3 เลย เรียกได้ว่านี่น่าจะเป็นคลังเพลงประกอบจากเกมที่ใหญ่ที่สุดจากทาง Nintendo เลยก็ว่าได้ แถมมีฟีเจอร์รองรับการฟังแบบนี้อีก เรียกได้ว่าฟังให้หูอื้อไปเลยครับทีนี่ (ฮา)

ก็จบกันไปแล้วนะครับสำหรับ “5 เหตุผลทำไม Super Smash Bros. Ultimate จึงน่าสนใจและน่าหามาเล่น” โดยทางผู้เขียนหวังว่าบทความนี้น่าจะป้ายยาให้ใครหลาย ๆ คนได้ลองมาเปิดใจหรือลองมาเล่นเจ้า Super Smash Bros. นี้ดูกัน ซึ่งภาคใหม่ล่าสุดอย่าง Super Smash Bros. Ultimate นั้นก็ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดีมาก ๆ ในการเริ่มต้นสำหรับผู้ที่ไม่เคยเล่นซีรี่ส์นี้มาก่อน หรือแม้กระทั่งสาวกเดนตายที่ยังไงก็ไม่พลาดแน่ ๆ โดยตัวเกม Super Smash Bros. Ultimate จะวางจำหน่ายใน Nintendo Eshop และเป็นเกม Exclusive ให้กับ Nintendo Switch เท่านั้นครับ

มาทำความรู้จักกับซีรี่ส์ Super Smash Bros. ให้มากขึ้นไปอีก คลิกที่นี่

เกร็ดความรู้ทิ้งท้ายบทความ

  • Super Smash Bros. ถือว่าเป็นซีรี่ส์เกมต่อสู้ (Fighting) ที่ทำยอดขายตลอดกาลได้เป็นอันดับสอง โดยสามารถทำยอดขายได้มากถึง 39 ล้านชุด (รวมทุกภาคยกเว้น Ultimate) และเป็นรองแค่กับซีรี่ส์เกมต่อสู้อย่าง Tekken และ Street Fighter ที่สามารถทำยอดขายได้ 47 ล้านชุด และ 41 ล้านชุด ตามลำดับ ซึ่งการมาของภาค Ultimate นี้จะทำให้ Street Fighter เสียบัลลังก์ที่สองให้กับ Super Smash Bros. อย่างแน่นอน แต่จะสามารถโค่นอันดับหนึ่งอย่าง Tekken ได้หรือไม่นั้น คงต้องรอให้เวลาเป็นตัวตัดสินครับ
  • Sony เองก็เคยพยายามทำเกมลอกเลียนแบบ Super Smash Bros. ด้วย ใช้ชื่อว่า “Playstation All-Stars Battle Royale” ลงให้กับเครื่อง PS3, PSVITA โดยมีตัวละครจากฝั่งโซนี่และเกมฝั่งนั้นมาเพียบ ไม่ว่าจะเป็น Crash Bandicoot, Nathan Drake, Kratos และอื่น ๆ แต่ตัวละครเหล่านี้ก็ไม่สามารถทำให้เกมนี้่ปังได้ แถมยังแป๊กสนิท เรียกได้ว่าบางอย่างยังไงของแท้ก็ดีกว่า
  • Super Smash Bros. Melee (ภาคที่สองของซีรี่ส์นี้) ยังคงมีการจัดแข่งขัน Esport อยู่ และถือว่าเป็นเกมระดับ Tier 3 แม้เกมจะมีอายุล่วงเลยมาสิบปีแล้วก็ตาม
  • นอกจาก Playstation All-Stars Battle Royale แล้ว ยังมีเกมต่อสู้หลาย ๆ เกมที่พยายามลอกเลียนแบบ Super Smash Bros. แต่สุดท้ายก็เหมือนเป็นคำสาปแช่งของ Nintendo ที่ใครก็ตามที่ลอกเกมของพวกเขาไปก็จะไม่มีทางประสบความสำเร็จหรือดังได้แบบต้นฉบับ เพราะแทบจะทุกเกมมักลงเอยด้วยคำว่าเจ๊งหรือไม่ปัง จะเว้นก็แต่ Brawlhala ที่พอประสบความสำเร็จในระดับนึงบ้าง
  • Super Smash Bros. เป็นอีกซีรี่ส์เกมนึงของ Nintendo ที่ในประเทศไทยมีผู้เล่นดีกรีระดับเทพอยู่ไม่น้อย (นอกจาก Splatoon ที่ติด Top 50 ของโลก และ Pokémon ที่เคยได้ไปแข่งระดับโลก)