ทำไมเกม Singleplayer ถึงยังไม่ตาย

Singleplayer ในยุคแห่ง Multiplayer

เป็นกระแสกันไปช่วงหนึ่งสำหรับกระแสที่เกมดัง ๆ อย่าง Call of Duty:Black ops 4 หรือ Battlefield V ที่จะไม่มีโหมด Singleplayer ซึ่งกลายเป็นกระแสด้านลบสำหรับแฟน ๆ ของเกมนั้น ๆ ไปซึ่งแม้จะมีหลาย ๆ เกมที่พิสูจน์แล้วว่า Singleplayer ไม่ได้ตายไปเสียที่เดียว วันนี้เราจะมาพิสูจน์กับว่าทำไมเกม Singleplayer ถึงยังไม่ตาย ในมุมมองของผู้เขียนเองที่ผ่านประสบการณ์การเล่นเกมมาหลัก 15 ปี

บทนำ:ปัญหาและที่มาของสถานการณ์ปัจจุบัน

หากย้อนไปประมาณ 10 ปีที่แล้ว Singleplayer ถือเป็นเรื่องปกติที่เกมต่าง ๆ จะมีต่อให้เป็นเกมธรรมดาบ้าน ๆ หรือเป็นเกมระดับ AAA ก็ต้องมีโหมด Singleplayer แต่แล้วปัญหาหลักที่ผู้พัฒนาหลายคนเจอคือ “การละเมิดลิขสิทธิ์” ไม่ว่าจะเป็นการโหลดเถื่อน การขายแผ่นปลอมหรือแม้แต่การ Crack ตัวเกมให้สามารถเล่นได้ โดยในช่วงนั้นอินเตอร์เน็ตยังไม่แรง Steam ยังไม่สมบรูณ์ แถมบรรดา Hacker ยัง Crack ตัวเกมได้โดยใช้เวลาไม่นาน ทำให้ทางเลือกของ Developer ตอนนั้นมีสามทางเลือกคือ 1 พัฒนาเกมเหมือนเดิมแต่เพิ่มการป้องกันตัวเกมมากขึ้นเพิ่มการเล่น Multiplayer มาก 2 ทำลงแต่ Console จะได้ไม่ต้องเจอกับปัญหาเหล่านี้ (ซึ่งสุด้ทายก็โดนเครื่องแปลงอยู่ดี) สุดท้ายเลิกทำเกม Singleplayer แล้วไปทำ Multiplayer อย่างเดียวไปเลย

ภาคต่อของเกมสมัยนั้นมักจะมี Multiplayer

วันเวลาผ่านไปโลกออนไลน์เริ่มโตขึ้นอินเตอร์เน็ตเริ่มดีขึ้น มีความสเถียรและรวดเร็ว ทำให้ Developer หลายค่ายเลือกที่จะทำเกมที่เน้น Multiplayer มากกว่าและเหมือนว่าจะไปได้ดีกว่าการทำเกมแต่ Singleplayer อย่างเดียว แต่เกมหลาย ๆ เกมไม่อาจจะทิ้งเนื้อเรื่องได้โดยเฉพาะเกมที่เป็นภาคต่อเนื่องจากว่าต้องรักษาแฟนกลุ่มเดิม ในขณะเดียวกันก็ต้องสร้างฐานแฟนกลุ่มใหม่ทำให้ Singleplayer จึงกลายเป็นโหมดที่มีประดับเกมไปงั้น ๆ แต่ก็ไม่ใช่ว่าเกมที่เน้น Singleplayer จะขายไม่ได้เสียสักทีเดียวมันก็ขายได้ เพียงแต่ว่าค่อนข้างเฉพาะกลุ่มและเหมาะแก่บางเกมเท่านั้น

 

นอกจากปัจจุัยด้านบนแล้วงบในการพัฒนาก็เป็นสิ่งที่สำคัญหากว่าการทำหนังระดับ AAA ใช้ทุนมากเท่าไหร่ การทำเนื้อเรื่องเกม AAA ถือว่าใช้ทุนมากกว่านั้นหลายเท่า องค์ประกอบต่าง ๆ ก็ต้องใช้เหมือนกันไม่ว่าจะเป็น คนเขียนบท, ทีมนักพากษ์, ทีมเสียง , ทีมกราฟิก ซึ่งทุกอย่างล้วนแต่ต้องใช้ทุน สมการง่าย ๆ ของเรื่องแบบนี้คือ ((เงินเดือนพนักงาน*จำนวนคน*เวลา)+ค่า Marketing+ค่า Product)) แน่นอนว่าเป็นเงินมหาศาล ซึ่งสำหรับธุรกิจในโลกล้วนแต่แสวงหาผลกำไร ดังนั้นการตัดโหมด Singleplayer อาจจะทำให้ต้นทุนของการพัฒนาลดลงไปอีก ง่ายต่อการคืนทุนและมองหาผลกำไร ซึ่งทำให้เกิดการตั้งคำถามว่า “เกม Singleplayer นั้นได้ตายไปแล้ว” แต่ในฐานะประสบการณ์เกมเมอร์อันโฉกโชนของผม มองมองว่ายังไงเกม Singleplayer ก็ไม่ตาย ซึ่งเพราะอะไรไปดูด้านล่างได้เลย

 

Singleplayer เพิ่มมูลค่าให้กับตัวเกม

เกม Singleplayer นั้นเป็นเกมที่ทำให้มูลค่าของเกมมากขึ้น หากลองเปรียบเทียบกันดูระหว่างเกมที่เน้นเป็น Singleplayer กับเกมที่เน้น Multiplayer ในราคาที่เท่ากัน แน่นอนว่าเกม Singleplayer ย่อมมีมูลค่ามากกว่าและราคาไม่ตกง่าย(ยกเว้นการ Sale) ซึ่งหลายเกมที่เน้น Multiplayer หากว่าไม่ได้อัด Content ของเกมมาให้ดีพอและต่อเนื่อง เกมจะค่อย ๆ ซาไปในที่สุด ซึ่งหากว่ายังเหลือโหมด Singleplayer ก็ยังมีโอกาสกลับไปเล่นแต่หาก Multiplayer หากไม่มีผู้เล่นแล้วเกมแทบจะไร้ค่าไปเลยทีเดียว แน่นอนว่าหากเราลองมองดูเกมเก่าอย่างเช่น Resident Evil 1,2,3,4 แม้เกมจะเก่ามากแต่ละระบบ Singleplayer มันดีทุกวันนี้ยังจะมีคนเล่นเสมอ

Tomb Raider
แม้ว่า Multiplayer ของเกมจะร้างไปแล้ว แต่ว่า Singleplayer ยังน่าเล่นเสมอ
ทุกวันนี้ผู้เขียนยังเล่นภาคนี้อยู่เลย

เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในการรักษาฐานผู้เล่นเก่า

หากเราลองมองดูเกมไหนก็ตามที่ทำเนื้อเรื่อมาดีและมีความต่อเนื่องกัน รายได้ของเกมจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ ตามภาคต่อที่ออกมาซึ่งแน่นอนว่า เป็นการนำพาผู้เล่นเก่าที่ต้องการติดตามเนื้อเรื่องเดิมและผู้เล่นใหม่ที่ต้องการที่จะลองมาเล่นเกมนี้ดู ซึ่งผู้พัฒนาจะต้องเขียนเนื้อเรื่องให้ดีขึ้นและพยายามปรับให้ระบบ Singleplayer มาความน่าเล่นในขณะเดียวกันก็ต้องพยายามคงรูปแบบหลักของเกมไว้ ซึ่งหากตัวเกมทำ Singleplayer มีเสน่ห์ต่อให้มันเปลี่ยนไปอย่างไรก็มีคนเล่น

ตลาดของเกม Singleplayer ไม่ได้ตายเหมือนที่หลายคนคิด

สำหรับทีมพัฒนาหลายทีมอาจจะติดภาพเดิมว่าเกม Singleplayer ทำไปก็ไม่คุ้มกับเงินหรือคนโหลดเถื่อนกันหมด แต่นี่คือปี 2018 เกมเมอร์พร้อมที่จ่ายเงินหากว่าตัวเกมสามารถทำได้ตามความต้องการของผู้เล่น และเกมที่ได้มาสู่เส้นทางของเป็นเกม Singleplayer โดยตรงรายได้ไม่ได้น้อยอย่างที่คิดโดยยกตัวอย่างจากซีรี่ส์เกมที่เน้น Singleplayer อย่างซีรี่ส์ Assassin’s Creed

  • Assassin’s Creed : 11.24 ล้านชุด
  • Assassin’s Creed 2 : 11.3 ล้านชุด
  • Assassin’s Creed Brotherhood : 6.84 ล้านชุด
  • Assassin’s Creed Revelations : 9.13 ล้านชุด
  • Assassin’s Creed 3 :12.88 ล้านชุด
  • Assassin’s Creed 4 Black Flag : 12.37 ล้านชุด
  • Assassin’s Creed Unity :6.83 ล้านชุด
  • Assassin’s Creed Rouge :1.98 ล้านชุด
  • Assassin’s Creed Syndicate :5 ล้านชุดประมาณ
  • Assassin’s Creed Origin :14 ล้านชุด(ประมาณ)

โดยเฉพาะ Assassin’s Creed Origin สามารถทำยอดขาย $889.4 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริการทำให้เราไม่ต้องห่วงเลยว่ายอดขายของเกมดีแค่ไหน

Assassin'Creed
ไม่ต้องห่วงเลย Assassin’s Creed ที่เป็น Singleplayer มาตลอดซีรี่ส์หากเปลี่ยนเป็น Multiplayer คงจะพังเหมือน Unity

เกม Multiplayer อาจจะสอนบทเรียนคุณในด้านกายภาพ แต่เกม Singleplayer จะสอนบทเรียนคุณในด้านจิตใจ

เกมแนว Multiplayer อาจจะสอนคุณทางด้านกายภาพไม่ว่าที่เกิดมาจากการอยากเอาชนะ โดยเราจะเรียนรู้การควบคุมเพิ่มขึ้น การเรียนรู้การควบคุมอารมณ์มากขึ้น แต่เกม  Singleplayer เมื่อตัดการแข่งขันกับคนอื่นออกไป สิ่งที่เหลือก็มีเพียงแต่ตัวคุณเท่านั้น คุณจะได้ดื่มด่ำกับโลกของเกมที่จัดเต็มได้ด้านรายละเอียด ที่จะส่งผลต่อจิตใจของคุณไม่ว่าด้านใดก็ด้านหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกมที่ตั้งคำถามให้ตัวคุณแล้วเรายังหาคำตอบกับมันไม่ได้ หรือสิ่งนั้นได้ตอบคำถามให้กับตัวคุณเองได้นั้นแหละคือสิ่งที่ผู้สร้าง”เกม” อยากจะมอบให้กับผู้เล่นทุกคน

สุดท้ายนี้บทความนี้ไม่ได้จะโจมตีว่าเกม Multiplayer หรือ Singleplayer เกมไหนดีกว่า ผมไม่อาจจะตัดสินได้ แต่หากจะมาบอกว่าเกม Singleplayer นั้นได้ตายไปแล้วอันนี้เราคงต้องคุยกันยาวหน่อย(ฮา) แล้วเพื่อน ๆ ละมีเหตุผลว่าเหตุใดทำไมเกม Singleplayer ถึงยังไม่ตายคอมเม้นตท์ด้านล่างได้เลย

ผู้เขียนบทความ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

close