GamingDose

Support

BY Somoat

รีวิว Dear Me, I Was… | เกมสั้น ศิลปะยืนยาว

รีวิว Dear Me I Was
0 Views
ติดตามบน Google News
สารบัญ / Contents

ทุกครั้งที่เห็นชื่อ Arc System Works ภาพแรกที่มักจะตามมาก็คือเกมต่อสู้เดือด ๆ อย่างซีรีส์ Guilty Gear, BlazBlue หรือผลงานล่าสุดอย่าง Marvel Tōkon: Fighting Souls ที่กำลังจะวางขายในปีนี้ การได้รู้ว่าสตูดิโอนี้คือผู้พัฒนาเกม visual novel อย่าง Dear Me, I Was… จึงสร้างความประหลาดใจให้ผู้เขียนอยู่พอสมควร เหมือนได้เห็นยอดนักบู๊ถอดนวม เดินลงจากสังเวียน แล้วหันมาจับพู่กันวาดภาพสีน้ำอย่างสงบเสียอย่างนั้น

แต่ความประหลาดใจดังกล่าวก็ได้รับการคลี่คลายเมื่อเกมดำเนินไปถึงเครดิต ซึ่งทำให้ผู้เขียนค้นพบว่าเกมนี้เป็นโปรเจกต์ที่ทีมงานผู้หญิงของสตูดิโอร่วมมือกันสร้างขึ้น นั่นหมายความว่าแท้จริงแล้ว นี่คืออีกด้านหนึ่งที่ยังไม่ค่อยมีใครได้เห็นจากสตูดิโอที่สร้างชื่อจากเกมต่อสู้แห่งนี้ เป็นไซด์โปรเจกต์ที่แสดงด้านละเอียดอ่อนและซับซ้อนทางอารมณ์ที่เราไม่ค่อยได้เห็นกัน

และผลลัพธ์ที่ได้จากการเปลี่ยนท่าเปลี่ยนทางมาทำเกมเล่าเรื่องในครั้งนี้จะเป็นอย่างไร เรามาดูกันได้ในบทความรีวิวชิ้นนี้กันเลย

Story – ศิลปะกับชีวิต

รีวิว Dear Me I Was

Dear Me, I Was… เล่าเรื่องราวการพบพานและลาจากในหลายช่วงชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งมักจะมีศิลปะภาพวาดและภาพถ่ายเป็นเครื่องบันทึกความทรงจำอันเป็นสุข แม้ว่าในเชิงแนวคิดแล้วมันจะเล่าเรื่องยาวนานชั่วชีวิตคนหนึ่งคน แต่ตัวเกมก็สั้นกระชับจนเล่นจบได้ใน 50 นาที เรียกได้ว่าสิ่งที่ผู้เล่นได้เห็นในเกมคือการสกัดเอาแก่นความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับศิลปะล้วน ๆ 

ความน่าสนใจก็คือตัวเกมเล่าเรื่องของคนกับศิลปะ โดยไม่ได้กล่าวถึงความลุ่มหลง (passion) ในเชิงอาชีพหรือความก้าวหน้า แต่มันเล่าเรื่องของความรักที่มีต่อศิลปะในแง่การถ่ายทอดและบันทึกอารมณ์ความรู้สึก ตัวเอกหญิงไร้ชื่อของเรามักจะวาดภาพเพราะอยากวาดเป็นงานอดิเรก สิ่งที่เชื่อมโยงเธอเข้ากับการวาดภาพคือความรักที่ไม่มีความปรารถนาเจือปน จุดที่ย้ำให้เห็นเจตนาของผู้เล่าเรื่องในส่วนนี้ก็คือฉากที่ตัวเอกตั้งใจจะลงแข่งขันวาดภาพในช่วงมัธยมซึ่งทำให้ต้องถอยมาจากศิลปะหลายปี เหมือนเป็นการสะท้อนว่าเมื่อมีความ “อยากชนะ” เข้ามาอยู่ในสมการ การวาดภาพก็ไม่สนุกอีกต่อไป

รีวิว Dear Me I Was

เมื่อภาพวาดไม่จำเป็นต้องสร้างรายได้หรือจัดแสดงในแกลเลอรี ศิลปะของหญิงสาวจึงทำงานอีกแบบ มันกลายเป็นทั้งเครื่องบันทึกความทรงจำถึงคนที่พลัดพรากและฉายภาพสิ่งที่อยู่รอบตัวเธอในวันที่มีความสุข เป็นงานอดิเรกที่เกี่ยวพันกับกับชีวิตอย่างแน่นแฟ้นตลอดเวลา

Gameplay – เบาบางจนน่าเสียดาย

รีวิว Dear Me I Was

อาจไม่ยุติธรรมนักหากเรียกร้องเกมเพลย์ที่เข้มข้นซับซ้อนจาก visual novel ที่มักขับเคลื่อนด้วยการลากเคอร์เซอร์และคลิกไปเรื่อย ๆ แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมากนี้ก็มีเกมที่ออกแบบการเล่นที่พาให้ผู้เล่น (หรือในที่นี้ใกล้เคียงกับการเป็น “ผู้ชม”) ได้มีส่วนร่วมกับเรื่องเล่าโดยอิงจากการลาก-คลิกง่าย ๆ แต่เฉียบคมอยู่ไม่น้อย เช่น การประกอบบอลลูนบทสนทนาใน Florence หรือปุ่มที่เพิ่มจำนวนนับไม่ถ้วนเมื่ออาการสมองเสื่อมกำเริบใน and Roger 

แต่เกมเพลย์ที่ถูกใส่มาใน Dear Me, I Was… นั้นเบาบางมากจนน่าเสียดาย ตลอดทั้งเกมผู้เล่นมีหน้าที่เพียงลากเคอร์เซอร์งง่าย ๆ ไม่กี่ครั้งเพื่อวาดรูปให้เสร็จ คลิกอาหารและเครื่องดื่มที่ปรากฏในแต่ละมื้อให้จบ ๆ ไปเท่านั้น

รีวิว Dear Me I Was

ความเรียบง่าย “ไปหน่อย” ในส่วนนี้ชวนให้รู้สึกว่าผู้เล่นไม่ได้มีส่วนอะไรกับเรื่องราว เป็นประสบการณ์ที่ออกแบบมาให้ดูเฉย ๆ ไม่ต้องสัมผัสอะไรมาก ซึ่งถือเป็นเรื่องน่าเสียดายสำหรับสื่อที่ออกแบบมาเพื่อให้ผู้เสพได้โต้ตอบกับชิ้นงานอย่างวีดิโอเกม

Presentation – ฉากชีวิตบนภาพสีน้ำ

รีวิว Dear Me I Was

สิ่งที่เป็นตัวชูโรงของเกมนี้คืองานแอนิเมชั่น rotoscope ซึ่งมาพร้อมการลงสีแบบภาพวาดสีน้ำ ถือได้ว่าสอบผ่านตั้งแต่ผู้เขียนได้เห็นตัวอย่างเกม มันทำงานได้ดีมากทั้งในแง่การใช้เสน่ห์ของแอนิเมชันสวย ๆ ดึงดูดสายตาให้อยู่หมัด และในแง่ของการสะท้อนธีมของตัวเกม กล่าวคือขณะที่เทคนิคการวาดภาพทับวิดีโอคนแสดงทำให้การเคลื่อนไหวดูมีชีวิตชีวาสมจริง เฟรมเรตน้อย ๆ กับเทคนิคภาพสีน้ำของเกมก็ทำให้รู้สึกว่ามันเป็นภาพจำลองชีวิตแบบเดียวกับที่ตัวเอกวาดมาตลอดทั้งเรื่อง

รีวิว Dear Me I Was

การที่ผู้พัฒนาเลือกให้เกมไม่มีตัวหนังสือหรือบทสนทนาใด ๆ ในเกมเลยก็นับว่าเป็นทางเลือกในการสร้างสรรค์ที่น่าสนใจดี ข้อดีของการทำแบบนี้ก็คือภาพและเพลงจะมีบทบาทสำคัญมากในการเล่าเรื่อง ซึ่งทั้งสองอย่างก็ถือว่าสอบผ่าน แม้ว่าบางจุดอาจชวนให้รู้สึกว่าทิศทางของเพลงในแต่ละฉากขาดความหลากหลายอยู่สักหน่อย จนชวนให้บางครั้งรู้สึกว่ากำลังฟังเพลงเดียวกันตลอดเวลาหลายนาที ทั้งที่จริงก็มีการเปลี่ยนแทรคเพื่อสื่ออารมณ์อยู่ตลอด

รีวิว Dear Me I Was

แต่ก็ใช่ว่าความพยายามจะ “ง่ายแต่งาม” ในเกมนี้จะไม่มีข้อเสียเลย เมื่อเกมเลือกจะให้ผู้เล่นมีประสบการณ์ร่วมกับเรื่องน้อยมาก มารวมกับการเล่าเรื่องโดยไม่ใช้ตัวหนังสือหรือบทสนทนา ผลที่ตามมาก็คือผู้เล่นจะหลุดโฟกัสจากเกมได้ง่ายมาก จากที่ควรจะรู้สึกอินไปด้วยกลับทำให้รู้สึกว่าเรื่องที่เกมเล่ามันฟุ้ง ๆ ลอย ๆ ขาดความเชื่อมโยงอย่างน่าเสียดาย

Verdict

รีวิว Dear Me I Was

Dear Me, I Was… ถือเป็นอีกหนึ่งเกมที่หยิบเอาประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับศิลปะมาเล่าได้อย่างน่าสนใจ ทว่าน่าเสียดายที่การออกแบบเกมเพลย์ไม่ชวนให้ผู้เล่นรู้สึกมีส่วนร่วมกับเรื่องราวที่เกมกำลังเล่ามากเท่าที่ควรจะเป็น ประสบการณ์ที่ได้จากการเล่นเกมนี้จึงออกมาคล้ายกับการดูหนังแอนิเมชันความยาว 50 นาทีมากกว่าเล่นเกม 

ทว่าความรู้สีกเหมือนดูหนังที่กล่าวมานี้อาจจะไม่ใช่ข้อด้อยของเกมเสียทีเดียว เพราะสุนทรียะที่ได้ระหว่างทางก็นับเป็นประสบการณ์ที่ดี และเมื่อพิจารณาจากงานศิลป์กับเพลงประกอบก็นับว่าเกมนี้เป็นสื่อเล่าเรื่องที่คุณภาพดีเกินราคาไปมาก  เหมาะกับคนที่ต้องการเสพผลงานศิลปะในรูปแแบบวีดิโอเกมสั้น ๆ เป็นอย่างยิ่ง

Dear Me, I Was…

7 / 10 คะแนน

เกณฑ์การให้คะแนน
Dear Me, I Was...

ข้อดี

  • งานศิลป์ยอดเยี่ยม ภาพสวย เพลงเพราะ
  • เทคนิคแอนิเมชันน่าสนใจ เคลื่อนไหวสมจริง แต่ก็สื่ออารมณ์ได้ชัดเจน
  • เล่ามุมมองความสัมพันธ์ระหว่างคนกับศิลปะได้ไม่จำเจ

ข้อเสีย

  • ออกแบบเกมเพลย์ได้แห้งแล้งจนน่าเสียดาย
  • ผู้เล่นไม่ค่อยได้มีส่วนร่วมหรือประสบการณ์กับเรื่อง
  • ทิศทางของเพลงไม่หลากหลายจนฟังดูเหมือนกันไปหมด

SHARE

Sittichai Pleantongdee

Sittichai Pleantongdee

สิทธิชัย เปลี่ยนทองดี (สมโอ็ต) – Freelance writer เล่นเกมแบบไม่จริงจังมากว่า 30 ปี ชอบใช้จอยเล่นเกมยิง เอ็นจอยการซื้อเกมอินดี้ลดราคา และเป็นนักตกกุ้งมือสมัครเล่น