สารบัญ / Contents
Killing Floor อีกหนึ่งตำนานเกมยิง Co-op สุดมันส์ที่ถือกำเนิดมาตั้งแต่ปี 2009 และมีภาคต่อตามออกมาด้วยในปี 2016 ทั้งสองภาคนั้นได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เป็นอีกหนึ่งเกมยิงระดับตำนานเลยก็ว่าได้ และปี 2025 มันเดินทางมาถึงภาค 3 และกำลังจะวางขายในวันที่ 24 กรกฎาคม 2025 นี้แล้ว และเราได้มีโอกาสไปทดลองเล่นกันในช่วง Beta โค้งสุดท้ายที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม และบอกตามตรงเลยว่า ค่อนข้างน่าเป็นห่วง มันมีอะไรที่เปลี่ยนไปจากเดิมบ้าง วันนี้เราจะมาแชร์รายละเอียดให้ชมกัน
สู่ความร่วมสมัยที่อาจไม่ถูกใจแฟนหน้าเก่า

สำหรับคนที่เล่น Killing Floor ทั้งสองภาคมาอย่างช่ำชอง จะรู้ว่าทั้งภาคแรกและภาค 2 นั้น ใช้ระบบคลาสแบบไม่ผูกมัดกับตัวละคร แต่ในภาค 3 นี้ เกมเปลี่ยนรูปแบบไป โดยใช้กลิ่นอายของเกม Hero Shooter แบบที่เกมสมัยใหม่ใช้กัน ทุกตัวละครจะแบ่งออกเป็นสายของตัวเอง ซึ่งในภาคนี้ ช่วง Beta ที่เราลองเล่น มีให้เลือกทั้งหมด 6 สายด้วยกัน ประกอบไปด้วย Commando, Firebug, Engineer, Medic, Sharpshooter และ Ninja ซึ่งเอาจริง ๆ มันลดลงจากภาคที่แล้วที่มีนับ 10 คลาส แต่อันนี้ไม่เป็นไร เกมเต็มออกมา มันอาจจะอัปเดตตามมาทีหลังได้
และอีกระบบที่เปลี่ยนแปลงไปก็คือ เกมพยายามที่จะใช้ระบบ Live-Service แบบเต็มตัว ด้วยการมาถึงของหน้า Supply Pass ที่ถึงแม้จะเปลี่ยนชื่อ แต่ดูยังไงมันก็คือระบบ Battle Pass นั่นเอง การมีระบบ Battle Pass ในเกมเนี่ย ผมไม่ติดอะไรเท่าไรนัก ดีซะอย่างเราจะได้เล่นแบบมีความคืบหน้า มีเป้าหมาย แต่อยากบอกผู้พัฒนายุคนี้ว่า ช่วยออกแบบของรางวัลในระบบนี้ให้มันน่าสนใจหน่อยจะได้ไหม


เกมอื่นนี่ยังพอทน แต่ Killing Floor 3 นี่ แทบไม่มีของรางวัลอะไรที่มันน่าสนใจเลย Cosmetic หรือของตกแต่งต่าง ๆ ก็ไม่ได้ดูสวยเวอร์ถึงขั้นที่เราจะอยากหยิบกระเป๋าเงินมาควักจ่ายอะไร ดีไม่ดี ไม่เติมก็ได้ และเชื่อว่ามันต้องโดนกระแสต่อต้านแน่ระบบนี้ เกมก็ขายในราคา 700 กว่าบาทอยู่แล้ว ยังจะมามีระบบ Pass แยกอีก หนักกว่านั้นคือมันไม่สวยนั่นแหละ และนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของสิ่งที่อาจจะทำให้แฟน ๆ หน้าเก่าไม่พอใจเท่านั้น เพราะของจริงมันอยู่ต่อจากนี้ไป
หลากหลายเอกลักษณ์ของ Killing Floor ที่ถูกปรับเปลี่ยนและหายไป

ตั้งแต่ภาคแรก Killing Floor มีจุดเด่นในด้านของการต่อสู้กับฝูงศัตรูในรูปแบบ Round Based จบรอบก็หาเงินไปอัปเกรดตัวละคร และแต่ละสายจะมีความสามารถแบบเฉพาะที่แตกต่างกัน ทำให้การเล่นแบบ Co-op ยิ่งมีคลาสที่หลากหลาย เกมการเล่นยิ่งสนุก ยิ่งเล่นในความยากระดับสูงยิ่งต้องอาศัยทีมเวิร์คและความสามารถเฉพาะตัวของแต่ละคลาส
แล้วในภาค 3 มันเป็นยังไง เราจะไปกันทีละส่วนเลย อย่างแรกคือพอเกมมันพยายามจะเป็น Hero Shooter ทำให้ความหลากหลายมันลดลงอย่างเห็นได้ชัด แผงสกิลก็กลายเป็นการอัปเกรดความสามารถธรรมดา ๆ พลังชีวิตเยอะขึ้น ยิงแรงขึ้น พวกซัปพอร์ตแบกของได้เยอะ ถือปืนหลายกระบอก ไม่มีอีกแล้ว แถมน้ำหนักตัวก็ไม่มีแล้วด้วยในภาคนี้

ทุกคลาสจะสามารถถืออาวุธได้ 2 กระบอกเท่านั้น และมี Gadget ของตัวเองเสริมการเล่นร่วมทีมอีกที คือในภาพรวมตอนเล่นจริง มันก็ยังเป็นเกม Round Basede Shooter ที่มีความสนุกและเพลิดเพลินอยู่ในระดับนึง แต่ใครที่เป็นแฟน Killing Floor มาตั้งแต่ภาคแรก อาจจะไม่ถูกใจภาคนี้เลย
ระบบ Zed Time หรือที่เรียกง่าย ๆ ว่า Slow Motion ก็ถูกปรับเปลี่ยนไป ในภาคนี้หลอด Zed Time จะอยู่ด้านบน และจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นจนเต็มหลอด และ Zed Time จะทำงานทันทีที่หลอดเต็ม และคราวนี้ระหว่างช่วงเวลา Zed Time ตัวละครของเราไม่ได้โดน Slow ไปด้วยแล้ว ตรงนี้อาจจะอยู่ที่ความชอบ เพราะเราสามารถช่วยกันบริหารได้ว่า จะกำจัดศัตรูจนเกิด Zed Time ตอนไหน หากนำไปใช้สู้กับบอสหรือศัตรูระดับ Elite ก็อาจจะทำให้ผู้เล่นมีเวลาในการพักหายใจหายคอกันได้บ้าง

ภาคนี้ผู้เล่นจะมี HUB ศูนย์กลางตอนเข้ามาในเกม ยิ่งตอกย้ำความชัดเจนถึงทิศทางที่เกมนี้อยากจะมุ่งหน้าไป ภายใน HUB จะเป็นเหมือนจุดศูนย์รวมของผู้เล่นที่สามารถจะเข้าถึงระบบและเครื่องมือต่าง ๆ ได้ ตั้งแต่ปรับแต่งอาวุธ ดูผังสกิล เตรียมตัวเล่น แต่… จะมี HUB ไปทำไม ในเมื่อคุณสามารถกดปุ่ม Tab หรือ ESC ก็สามารถเข้าหน้าเมนูทั้งหมดนี้ได้โดยทันที สะดวกกว่าการวิ่งไปวิ่งมาใน HUB เยอะมาก
ข้อดีเพียงอย่างเดียวของ HUB คือการที่มันมี Firing Range นี่คือระบบที่เกมยิงทุกเกมควรมี เพราะเราควรได้ลองหยิบจับอาวุธปืนทุกประเภท ทุกชนิดก่อนไปลงสนามจริง จะได้รู้ว่ามันทำงานยังไง นอกนั้นระบบ HUB ก็ไม่มีความหมาย ในเมื่อเรากดปุ่มเดียว เข้าถึงได้ทุกระบบ จริง ๆ ตัดมันออกทั้งหมดให้เหลือแต่ Firing Range ไปเลย เราน่าจะใช้พื้นที่ติดตั้งเกมน้อยกว่านี้แน่ ๆ

ระบบอาวุธและอุปกรณ์ต่าง ๆ ในภาคนี้ อย่างที่บอกว่าทุกคลาสจะถืออาวุธได้ 2 แบบเท่ากันหมด แต่ผู้เล่นสามารถปรับแต่งอาวุธของตัวเองได้ ผ่านการกำจัดศัตรู ในการเล่นนั้น เมื่อเราสังหารศัตรูหรือจบเวฟแต่ละรอบ เราจะมีโอกาสดรอปวัตถุดิบ หรือวัสดุต่าง ๆ ที่ใช้ในการคราฟท์ของได้ที่หน้า Armory โดยเราสามารถคราฟท์ของแต่งปืนประเภทต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ทั้งความแม่นยำ แรงถีบปืน ไปจนถึงหัวกระสุนธาตุต่าง ๆ ที่ให้ผลต่างกันได้
จากนั้นเราสามารถนำปืนที่แต่งแล้วไปไว้ในหน้า Loadout และรอไปใช้เงิน Kudosh ซื้อเอาระหว่างเวฟอีกที ก็เป็นไอเดียที่เข้าท่าใช้ได้ อย่างน้อยเกมยังมีอะไรให้เรา Grinding และพอที่จะเล่นมันซ้ำ ๆ ได้โดยไม่เบื่อ และหากคุณชอบเกมยิงฝูงศัตรูที่แห่แหนกันมาแบบเป็นรอบ ๆ ไป ก็คงจะสนุกกับเกมนี้ได้ไม่ยากเลย

ส่วนของการต่อสู้ ช่วงยิง ช่วงถล่มศัตรู ก็ยังได้อารมณ์เหมือนกับภาคก่อนหน้า ด้วยเวลาการเล่นที่จำกัด เราได้เล่นมาแค่ Medic และ Ninja ซึ่งภาคนี้เอาจริง ๆ Ninja มันก็คือ Berserker นั่นแหละ
กราฟิกและงานออกแบบที่พยายามจะร่วมสมัยจนหลงลืมความเป็นตัวเอง

Killing Floor ในภาคแรกและภาค 2 นั้น ขึ้นชื่อในเรื่องความสยองขวัญ ความมืด และความน่ากลัว แม้ว่าในภาค 2 ตัวเกมจะดูมีความไซไฟผสมเข้ามาบ้าง แต่สำหรับภาคนี้ ส่วนตัวแล้วถือว่าอาการน่าเป็นห่วง ค่อนไปทางน่าผิดหวังเป็นการส่วนตัว เริ่มจากแอนิเมชันทั้งการเคลื่อนไหวและการใช้อาวุธของตัวละครนั้น นอกจากมันจะดูตกยุคแล้ว มันยังตลกอย่างบอกไม่ถูก โดยเฉพาะพวกท่าอาวุธขว้างปาทั้งหลาย ที่มองจากมุมมองตัวเองแล้วดูเท่ แต่พอให้คนอื่นดู มันดันตลกซะอย่างนั้น
กราฟิกของเกม ถ้าเทียบกับภาค 2 แล้ว ส่วนตัวคือชอบภาค 2 มากกว่า ภาค 3 มันมีอะไรหลายอย่างที่ดูสวยก็จริง แต่บางอย่างเหมือนฉีกแนวและอยากร่วมสมัยมากเกินไป แถมเอฟเฟกต์บางอย่างนี่ดูแปลกตาไม่สมกับเป็นเกมยุคนี้เลย อย่างเอฟเฟกต์ไฟ หรือการ Execute ศัตรูที่ดูไม่ได้ดุดันหรือหนักแน่นพอ ยิ่งความน่ากลัวในบางช่วงบางฉากนี่ ภาคแรกยังอาจทำได้ดีกว่าด้วยซ้ำ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ด้วยความที่เกมแปะโป้งไว้ด้านขวา ว่านี่คือ Beta: Not Final Product แต่ช่วงเวลาที่เราได้เล่นกันอยู่นี้ นับจากวันที่เกมวางขายจริงก็เหลือแค่ 7 วัน เราก็นึกภาพไม่ออกจริง ๆ ว่ามันจะปรับปรุงอะไรหลาย ๆ อย่างให้ดูดีกว่านี้ได้ยังไง ก็อาจจะต้องไปลุ้นกันเอาใน Post-Launch Content หลังเกมวางขายแทน และเราหวังเป็นอย่างยิ่งเลยว่า Killing Floor 3 จะไม่ Fail แบบที่เรารู้สึกในตอนนี้














