บทความนี้ชวนมองความสัมพันธ์ระหว่าง “เรา” กับวิดีโอเกมอีกครั้ง ในวันที่โลกเร่งให้ทุกอย่างเร็วขึ้น จนบางทีเราก็เผลอเล่นเกมเหมือนกำลังทำภารกิจ มากกว่ากำลังเสพประสบการณ์ที่อยู่ตรงหน้า
ย้อนไปในช่วงสุดสัปดาห์ก่อน ผู้เขียนกำลังนั่งเล่น Pragmata อยู่บน PC อย่างสนุกสนาน แต่ในขณะที่สองมือจับจอยอยู่นั้น ภาระหน้าที่การงานก็ได้บีบให้สมองสั่งให้ตัวเองรีบเร่งจบเกมโดยเร็ว
นิ้วมือจึงรัวปุ่ม X บนจอย Xbox เพื่อสั่งให้น้อง Diana สแกนหาของที่ซ่อนในฉากไปเรื่อย
แต่ในจังหวะนั้นเอง สมองก็เกิดเศษเสี้ยวความคิดอย่างฉับพลันขึ้นมาว่า …
“นี่เราทำอะไรอยู่กันวะเนี่ย ?”
ภาพในเกมงดงาม ตัวละคร กราฟิก และการออกแบบฉากของ Pragmata ก็ถูกรังสรรค์ออกมาเป็นอย่างดี
แต่เหตุไฉนเราดันมาเร่งรีบเดินหน้าจบเกม แทนที่จะซึมซับกับงานศิลปะชั้นดีตรงหน้า
เพราะแบบนี้ เสียงหัวใจจึงบอกกับผู้เขียนว่า ถึงเวลาแล้วที่เราควรปล่อยตัวเองให้หลงทางในเกมอีกสักครั้ง
บางครั้งสิ่งที่ทำให้เราห่างไกลไปจาก “ความสนุกของเกม” นั้นหาใช่ตัวเกม แต่คือวิธีที่เราเล่น
ผู้เขียนเชื่อว่ามีบางครั้งที่คุณเข้าไปในพื้นที่ใหม่ของเกมทั้งที่นิ้วโป้งยังค้างอยู่ที่ปุ่ม Sprint และรีบวิ่งผ่านทุกอย่างเพื่อไปให้ถึงจุดหมาย
โดยแทบไม่ได้หยุดวิ่งเพื่อมองสภาพแวดล้อมอันสวยงามในเกมเลยแม้แต่นิด
หากลองคิดดูจริง ๆ … ครั้งสุดท้ายที่คุณ “หยุด” เพื่อซึมซับโลกในเกมมันนานแค่ไหนแล้ว ?
สัปดาห์ก่อน ?
เดือนก่อน ?
หรือนานถึงหลักปีเลย ?

โลกที่เร่งรีบ กำลังเปลี่ยนวิธีเล่นเกมของเรา
ในยุคที่เกม Live Service และ Multiplayer เข้ามามีบทบาทมากขึ้น หลายคนก็เริ่มรู้สึกว่าเล่นเกมแล้วมันไม่อินเหมือนเดิม
ในยุคที่ “อัลกอริทึม” บนโซเชี่ยลมีเดียเร่งเร้ามอบความสนุกอย่างรวดเร็วให้เรา ขณะที่วิดีโอและบทความก็มีแต่จะสั้นลงเรื่อย ๆ และผู้คนส่วนหนึ่งก็ไม่ดูสื่อฉบับเต็ม แต่หันไปโหยหาวิดีโอสรุป หรือสปอยล์เล่าเรื่องแทน
ทุกอย่างรอบตัวเปลี่ยนแปลงใครหลายคนให้ต้อง “เร่งรีบ” และปล่อยมือจากสื่อบันเทิงที่เรารักเร็วขึ้นกว่าเดิม

เกมไม่ใช่แค่เส้นชัย
เราหลงลืมไประหว่างทางว่า เป้าหมายของเกมมันไม่ใช่แค่การพาตัวเองไปถึงจุดหมายปลายทางอย่างเดียว แล้วรีบหาเกมใหม่มาแทนที่
แต่มันคือการที่เราได้สัมผัสกับประสบการณ์ยิบย่อยมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการแวะไปทำสิ่งที่ไม่ใช่เป้าหมายหลัก หรือการหยุดชมวิวในเกมก็ตาม
การวางโทรศัพท์ลง หยุดเช็กอะไรนอกเกม แล้วหันมาโฟกัสกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าอาจดูเหมือนเป็นสิ่งเล็ก ๆ
แต่ผลลัพธ์ของมันคือการได้สัมผัส “ศิลปะ” ที่ซ่อนอยู่ในเกมเหล่านั้นอย่างแท้จริง

วิดีโอเกม คือศิลปะที่เรา “เข้าไปอยู่ข้างใน”
วิดีโอเกมคือสื่อที่ต่างจากสื่ออื่น ๆ เพราะมันไม่ได้แค่เล่าเรื่องราวหรือถ่ายทอดเนื้อหาให้คุณรับรู้
แต่มันทำให้เราเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวนั้นได้
บางครั้งที่เราต้องทำอาจจะเป็นแค่การเล่นให้ช้าลงก็พอ
ลองเดินแทนที่จะวิ่ง
ลองฟังแทนที่จะข้าม
ลองมองแทนที่จะรีบผ่าน ๆ ไป
คุณอาจจะได้พบกับประสบการณ์ที่ดีที่สุดในรอบหลายปี และอาจได้ความรู้สึกแบบเดียวกับตอนที่เราเคย หลงรักเกมกลับมาอีกครั้ง
นิ้วผู้เขียนขยับออกจากปุ่ม X หลังสลับหน้าจอมาพิมพ์บทความนี้เสร็จ และกลับเข้าสู่เกม Pragmata
หวังว่าคราวนี้ผู้เขียนจะใช้งานน้อง Diana ให้สแกนทุกอย่างน้อยลง
ที่มา: GamingDose











