สารบัญ / Contents
Borderlands ชื่อนี้คอเกมสายลุย สายบู๊และชื่นชอบความเป็น RPG อาจจะต้องเคยผ่านหูผ่านตา หรือเคยสัมผัสความสนุกของมันมาบ้าง เพราะนี่คือแฟรนไชส์ชุดแรก ๆ ที่นำเสนอประสบการณ์เกมการเล่นที่ไม่เหมือนใคร (ในยุคนั้น) อย่างการผสมผสานระบบการเล่นแบบ Action RPG เข้ากับเกมการเล่นเดินหน้ายิงแหลกแบบ FPS แถมยังมีไอเทมมากมาย ปืนหลายล้านกระบอกให้ได้เล่น ได้สะสมกัน จนกลายเป็นที่มาของ Genre ใหม่ อย่าง Looter Shooter วันนี้เราจะพาทุกท่านย้อนไปดูจุดเริ่มต้นของซีรีส์นี้กันว่า มันมีที่มาที่ไปยังไงกันบ้าง
ไอเดียสุดเสี่ยงที่ Randy Pitchford ยอมเดิมพัน

เรื่องราวมันเริ่มต้นขึ้นเมื่อ Randy Pitchford แห่ง Gearbox Software นั้น ชื่นชอบเกมแนว RPG เป็นอย่างมาก และยังชอบเกม Roguelike ในยุคแรก ๆ อย่าง Nethack รวมไปถึงเกมจำพวก Ultima และ Diablo ด้วย และในช่วงแรก ๆ ของการทำงานนั้น Randy Pitchford เอง มีส่วนร่วมในการทำเกม FPS หลาย ๆ เกม รวมไปถึง Duke Nukem 3D เขาจึงเกิดไอเดียว่า อยากนำแนวเกมสองแนวนี้มาผสมผสานกัน และเขารู้ดีว่ามันเป็นความเสี่ยงสูงมาก แต่เขายินดีที่จะรับความเสี่ยงนี้เอาไว้ ด้วยความคิดสุดแหวกแนวของ Pitchford ในการสร้าง Borderlands นี้ ทำให้ Michael Pachter นักวิเคราะห์อุตสาหกรรมเกมลงความเห็นว่ามันน่าจะไปไม่รอดแน่ เพราะสุดท้ายไม่ว่าผู้เล่นจะอยากได้เกม FPS หรือ RPG พวกเขาน่าจะไปเล่นเกมแนวนั้นเป็นหลักไปเลย ไม่น่ามาลองเล่นเกมลูกผสมแบบนี้
เนื่องจากมันเป็น Genre ใหม่ในตอนนั้น Gearbox ต้องวางแผนกันอย่างหนักว่าจะทำให้เกมออกมาเป็นยังไง Borderlands จำเป็นจะต้องหาอะไรบางอย่างมากระตุ้นให้ผู้เล่นรู้สึกว่าได้รับรางวัลจากการฆ่าศัตรู และรวบรวมรางวัลเหล่านี้ ในที่สุดพวกเขาจึงคิดว่า ให้ผู้เล่นเป็นกลุ่มมือปืนหรือนักล่าสมบัติที่มีชื่อว่า Vault Hunter และสร้างเรื่องราวของ Pandora เข้ามา โดยมีแนวคิดที่ว่า การเปิดตู้นิรภัย (Vault) อาจทำให้เกิดหายนะตามมาได้ (อิงจากเรื่องราวกล่องแพนดอร่า)

ตัวเกมภาคแรกนั้น เริ่มต้นพัฒนากันในช่วงปี 2005 (ก่อนวางจำหน่ายจริงถึง 4 ปี) ต้นแบบแรกที่พวกเขาคิดไว้คือการนำเกมอย่าง Halo และ Diablo มาผสมผสานกัน และตกลงกันว่าเกมจะใช้มุมมอง FPS และได้แรงบันดาลใจในการออกแบบงานศิลป์บางส่วนมาจาก Gears of War และ Mass Effect จนกระทั่งตัวเกมพัฒนาเป็นรูปเป็นร่างและเปิดตัวสู่สาธารณะชนในปี 2007 แน่นอนว่าหลังมันเปิดตัว ด้วยธีมหลักและการนำเสนอของเกมนั้น เหล่าแฟนเกมและทีมทำเกมอื่น ๆ ต่างมองว่า การออกแบบของเกมนั้น มันดันไปเหมือนกับ Fallout 3 หรือ Rage มากจนเกินไป ปัญหาคือตัวเกมมันพัฒนาไป 75% แล้ว ถ้าจะให้โละทำใหม่หมดแต่แรกก็มีหน้ามืดกันบ้าง

Brian Martel หัวทีมสร้างสรรค์ในตอนนั้นจึงพยายามหาทางออกที่จะทำให้เกมของตัวเองมีจุดขายที่แตกต่างไปจากเกมอื่น ในตอนนั้น Martel และทีมงานอีกส่วนหนึ่งแอบทำงานอย่างลับ ๆ เพื่อสร้างต้นแบบของเกมนี้ขึ้นมา โดยใช้ศิลปะที่เป็นแบบ Cel Shading คล้าย ๆ กับการแรเงาเส้นหนัก ๆ จนทำให้เกมออกมาเป็นอย่างที่เราเห็นกันนี้ แต่ก็ยังไม่วายต้องเจอปัญหาในการพัฒนาเกมกันเพิ่ม จนท้ายที่สุดแผนที่จะปล่อยเกมในปี 2008 ยังคงต้องเลื่อนไปจนถึงปี 2009
แต่อย่างที่ทุกคนรู้กัน Pachter นั้นวิเคราะห์คนนั้นถือว่าพลาดไปมาก เพราะปัจจุบันซีรีส์ Borderlands มียอดขายรวมกันทุกภาคทะลุ 30 ล้านชุดเข้าไปแล้ว ด้วยความสำเร็จระดับนี้ ทำให้ทาง Pachter ต้องออกปากขอโทษ Pitchford กันเลยทีเดียว ว่าเขาคิดผิดจริง ๆ
จุดเริ่มต้นของ RPG Shooter และ Looter-Shooter

Borderlands มีองค์ประกอบของเกมแบบ RPG (Role-Playing Game) แต่มันมีการยิงแหลกแจกกระสุนชุดใหญ่มาเป็น Core Gameplay หลักด้วย ทำให้ทาง Gearbox Software นิยามเกมแนวนี้ว่า Role-Playing Shooter ผู้เล่นจะได้เลือกตัวละครที่แตกต่างกันถึง 4 ตัวละคร โดยแต่ละตัวจะมีความสามารถที่แตกต่างกันออกไป และจะเชี่ยวชาญอาวุธที่ต่างกันตามสกิลที่อัพเกรดมาด้วย ผู้เล่นจะต้องเลือกรับภารกิจ และออกผจญภัยไปในดวงดาวแพนดอร่า เพื่อรับค่าประสบการณ์ และนำมาอัปเกรดเลเวล และสกิลสายต่าง ๆ
ในตอนแรกเราจะถืออาวุธได้เพียง 2 ช่องเท่านั้น ก่อนจะปลดเป็น 4 ช่องในภายหลัง และฟีเจอร์เด่นของเกมนี้เลยกคือ อาวุธและไอเทมที่ถูกสร้างขึ้นแบบสุ่ม โดยเกมได้ใช้ระบบ Procedurak Content Creation System เพื่อสร้างอาวุธและไอเทมต่าง ๆ ขึ้นมา ปรับเปลี่ยนพลังในการยิง อัตราการยิง ความแม่นยำ สเตตัสอื่น ๆ ของปืนอีกมากมาย และยังใช้สเกลรหัสสีเพื่อระบุความหายากของอาวุธหรือไอเทมนั้น ๆ โดยทำให้มันมีอาวุธและไอเทมที่ต่างกันกว่า 3,500,000 แบบเลยทีเดียว

และที่ขาดไม่ได้เลยคือระบบการเล่นแบบ Looter-Shooter ที่แทบจะเป็นการจุดประกายให้คนหันมาสนใจ และชื่นชอบเกมแนวนี้ เมื่อผู้เล่นยิงสังหารศัตรู มีโอกาสที่มันจะดรอปของรางวัลออกมามากมาย ทั้งปืน เงิน ไอเทมต่าง ๆ หลากหลายรูปแบบ ซึ่งปกติแล้วเกมที่ใช้ระบบนี้ จะเป็นเกม MMORPG มากกว่า ไม่ค่อยถูกนำมาใช้กับเกมยิง Borderlands เลยกลายเป็นเกมที่หลายคนติดหนึบในช่วงนั้น ด้วยความยอดเยี่ยมของตัวเกม มันเปิดตัวด้วยกระแสวิจารณ์ในแง่บวก โดยเว็บไซต์ Metacritic ได้ให้คะแนนตัวเกมเวอร์ชั่น Xbox 360 ไว้ที่ 84/100, PC ได้ไป 81/100 และ PS3 ได้ไป 83/100 และเกมนี้ยังติดอันดับ Top 100 Modern Video Games ในอันที่ 35 ซึ่งจัดโดย IGN ในปี 2011
เมื่อมันประสบความสำเร็จมากขนาดนี้ มีหรือที่จะไม่มีภาคต่อตามออกมา
Borderlands 2 ขึ้นหิ้งเกมในตำนานที่ถูกใจแฟนเกมจำนวนมาก

สำหรับแฟนเกม Borderlands แล้ว ภาค 2 อาจจะเป็นภาคที่ถูกใจแฟนเกมมากที่สุด ด้วยความลงตัวทั้งเนื้อเรื่อง การออกแบบตัวละคร เกมเพลย์การเล่น และอื่น ๆ อีกมากมาย ในช่วงแรกหลังจากเปิดตัวเกมภาคแรก Gearbox มีโปรเจกต์เกมในการพัฒนามากถึง 3 เกม ทั้ง Duke Nukem Forever และ Aliens: Colonial Marines ที่สองเกมนี้ย่ำแย่ไม่ต่างกัน และอีกโปรเจกต์หนึ่งคือลูกรักของพวกเขาเอง อย่าง Borderlands ภาคต่อ
ในช่วงแรกเริ่ม เป้าหมายในการสร้างเกมนี้คือทำให้มันมีความใกล้เคียงกับเกมภาคแรก แต่เพราะภาคแรกมันดันยอดเยี่ยมแบบคาดไม่ถึง ทำให้ทีมงานต้องขยายงบประมาณในการพัฒนา และขยายขอบเขตเนื้อหาการสร้างให้เพิ่มสูงขึ้น โดยภาคนี้ใช้งบประมาณในการสร้างเพิ่มเป็น 30-35 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ ส่วนของงานศิลป์และการออกแบบนั้นจะใกล้เคียงกับภาคแรก คือมีความเป็นหนังสือการ์ตูน จากนั้นแก้ไขข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นในเกมภาคแรก รวมไปถึงความสนุกในการบรรยายเรื่องราวให้มีความน่าติดตามและน่าสนใจมากยิ่งขึ้น พร้อมกันนั้นยังใส่อารมณ์ขันลงไปในเกม ทั้งมุกตลก และการเสียดสีล้อเลียนอีกมากมาย

สคริปท์เกมเนื้อเรื่องในภาคนี้ มีความยาวกว่าเกมภาคแรกถึง 7 เท่า แต่ก็ไม่ใช่เนื้อเรื่องที่หนักเกินไปจนผู้คนเข้าถึงไม่ได้ ในภาคนี้ยังเพิ่มตัวละครหน้าใหม่เข้ามาทั้งตัวที่เราเล่นได้ และเหล่า NPC อีกมากมาย โดยเฉพาะ Tiny Tina ที่ผู้สร้างชอบมาก ๆ และมันโด่งดังจนทีมงานต้องหยิบมาทำเป็นเกมแยกอย่าง Tiny Tina’s Wonderland ที่เรากำลังจะได้เล่นกันภายในปีนี้ และเพราะเกมภาคนี้มีการปรับให้ Claptrap มีความกวนโอ๊ยมากยิ่งขึ้นไปอีก จนทำให้มันกลายเป็นไอคอนิคสัญลักษณ์ของเกมไปเลยก็ว่าได้
ในด้านของตัวละครหลักทั้ง 4 ภาคนี้จะเริ่มต้นด้วย Axton, Maya, Zer0 และ Salvador ซึ่งแต่ละตัวละครก็จะมีความสามารถที่แตกต่างกันออกไปเช่นเคย แต่จะมีความหลากหลายกว่ามาก ทั้งในด้านการถล่มโจมตี การใช้เวทมนตร์ การล่องหนลอบสังหาร และการถืออาวุธคู่ชั่วคราว และเพื่อมอบประสบการณ์ในการเล่นที่มากขึ้น ภาคนี้จะมีการปลดล็อคโหมด True Vault Hunter Mode หลังจบเกมหลัก หรือมันก็คือโหมด New Game+ เพื่อให้ผู้เล่นเริ่มเกมใหม่พร้อมระดับความยากที่สูงขึ้น และหาไอเทมในระดับที่ดีขึ้นได้ นอกจากนั้นยังมี DLC ตามมาอีกมากมายหลายตัวทั้งการปลดล็อคเลเวล เนื้อหาใหม่ แคมเปญใหม่ และอื่น ๆ อีกมากมาย

แน่นอนว่าจัดเต็มขนาดนี้ คะแนนรีวิวก็ออกมาดีตามด้วย หลังเปิดตัว ตัวเกมได้รับคำวิจารณ์ว่าตัวเกมพัฒนาเหนือชั้นมากขึ้นจากภาคแรก แฟนเกมชื่นชอบในความหลากหลายของอาวุธปืน ทางเลือกในการเล่นที่กว้างขึ้น และศัตรูที่หลากหลายมากขึ้น และ Borderlands 2 กลายเป็นเกมที่เป็นการผสมผสานกันที่ยอดเยี่ยมและลงตัวระหว่าง FPS และ RPG
ภาคต่อ ภาคแยก และการสานต่อเป็นภาพยนตร์

หลังปล่อยให้แฟน ๆ รอคอยกันมาอย่างยาวนาน 7 ปีต่อมา Gearbox ก็ได้ประกาศเปิดตัว Borderlands 3 และวางจำหน่ายมันในปี 2019 โดยในภาคนี้ ทาง Gearbox Software ได้ดึงเอาสาขาย่อยอย่างเทกซัสและควิกเบกมาร่วมมือกันพัฒนา มีรายงานว่าทางสตูดิโอนั้น เหนื่อยหน่ายกันพอสมควรกับการสานต่อแฟรนไชส์นี้ เพราะโดนวิจารณ์ว่ามันเป็นเพียงเกมแนวเดิม ๆ เท่านั้น บวกกับตอนนั้น Battleborn ก็ดันล้มเหลวไม่เป็นท่าซะด้วย แต่ท้ายที่สุดทีมงานก็ช่วยกันผลักดันเกมภาคนี้ออกมาได้ และเพราะภาคนี้มันเว้นห่างจากภาค 2 มากจนเกินไป จึงมี DLC พิเศษ Commander Lilith & the Fight for Sanctuary นำร่องมาก่อน
นอกจากนั้น นักพากย์หลาย ๆ คนยังได้กลับมาพากย์เสียงของตัวละครเดิมในเกมนี้ ไม่ว่าจะเป็น Ashley Burch ในบท Tiny Tina, Chris Hardwick ในบท Vaughn จาก Tales from the Borderlands และตัวเกมภาคนี้ยังคงเป็น FPS แบบ RPG เหมือนเดิม และมี Core Gameplay ที่คล้ายกัน แต่สิ่งที่โดดเด่นกว่าภาคก่อนคือ ความดุเดือด ความมันในการเล่นที่สูงขึ้นจากภาคก่อนหน้า และแฟนเกมลงความเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่า แม้ระบบบางอย่างภาค 2 จะดีกว่า แต่ในแง่ของความเป็นแอ็คชั่น ภาค 3 ถือว่าชนะขาด
ด้วยความยอดเยี่ยมในด้านเกมเพลย์ แม้เนื้อเรื่องจะย่ำแย่แค่ไหน แต่ 2K เผยว่า Borderlands 3 ทำยอดขายได้สูงถึง 5 ล้านชุด โดยใช้เวลาเพียง 5 วันเท่านั้น และยอดขายกว่า 70% เป็นยอดขายแบบดิจิทัล ส่งให้แฟรนไชส์ Borderlands ทุกภาค ทำรายได้ทะลุพันล้านดอลลาร์สหรัฐในที่สุด
https://youtu.be/Ikqs6B4ozM0
นอกเหนือจากตัวเกม 3 ภาคหลักแล้ว Borderlands ยังมีสปินออฟอีกมากมายไม่ว่าจะเป็นภาค The Pre-Sequel หรือเกมมือถือต่าง ๆ เช่น Borderlands Legends และการมอบสิทธิ์ให้ทาง TellTale ไปทำเกมอย่าง Tales from the Borderland รวมไปถึงมีแผนเคยเปิดเป็นเกมออนไลน์แยกให้ที่ประเทศจีนอย่าง Borderlands Online แต่ก็ถูกยกเลิกไป เพราะกลัวเจ๊ง และภาคล่าสุดที่เรากำลังจะได้เล่นกันในสัปดาห์หน้านี้อย่าง Tiny Tina’s Wonderlands

ทางด้านสื่ออื่น ๆ ตอนนี้ Borderlands กำลังถูกนำไปดัดแปลงเป็นภาพยนตร์อยู่ ภายใต้การกำกับของ Eli Roth และได้นักแสดงดังร่วมแสดงมากมาย เช่น Jamie Lee Curtis, Cate Blanchett, Jack Black, Kevin Hart และ Edgar Ramirez อื่น ๆ อีกมากมาย ที่ตอนนี้หนังน่าจะอยู่ในกระบวนการ Post Production รอให้ได้ชมกันภายในปีนี้
ต้องบอกเลย่วา Borderlands นอกจากจะเป็นผู้นำพา Genre ของเกม Looter-Shooter เข้ามาในโลกของวิดีโอเกมแล้ว มันยังถูกนำไปสานต่อได้อย่างยอดเยี่ยม และน่าสนใจว่าต่อจากนี้ หากไม่ล้มเลิกไปเสียไปก่อน 2K และ Gearbox จะพาเกมซีรีส์ Borderlands ไปยังทิศทางใดต่อไป














