สารบัญ / Contents
ในช่วงนี้ ผลงานอนิเมะที่กำลังได้รับเสียงชื่นชม และมีหลายสายตาที่จับจ้อง คงต้องยกให้ “Witch Hat Atelier” หรือในชื่อไทย “จอมเวทฝึกหัดกับหมวกมหัศจรรย์” ซึ่งถูกดัดแปลงมาจากมังงะได้อย่างยอดเยี่ยม ละมุนละไม และใส่ใจในทุกภาคส่วน
นอกเหนือจากงานศิลป์อันโดดเด่น อีกหนึ่งองค์ประกอบที่หลายคนให้ความสนใจก็คือ “เวทมนตร์” ภายในเรื่อง ซึ่งผลิบานขึ้นมาได้จากปลายปากกาจรดและหยดน้ำหมึก อีกทั้งมีโครงสร้างวงแหวนเวทที่เป็นระบบ หากเรียนรู้และเข้าใจมัน ฝึกฝนบ่อย ๆ เข้าจนชำนาญ ไม่ว่าใครก็สามารถเป็นจอมเวทที่เก่งกาจได้ทั้งนั้น
ซึ่งพอเราพิจารณาดูโครงสร้างเวทมนตร์ของ Witch Hat Atelier แล้ว มันก็มีตรรกะและความเป็นเกมแนว “Spellcrafting” อยู่ไม่น้อยเลย
เพื่อต้อนรับการฉาย Witch Hat Atelier ฉบับอนิเมะ วันนี้เราเลยมี 4 เกมที่มีระบบใกล้เคียงกัน มาแนะนำให้ลองชิม เผื่อใครจะได้ลองออกแบบเวทมนตร์ดูบ้าง ผ่านมิติของโลกวิดีโอเกม
1. Mages of Mystralia (2017)

ดินแดนแห่งหนึ่งกำลังถูกปกครองโดยกษัตริย์คลั่ง และ ‘เวทมนตร์’ ถูกสั่งให้เป็นสิ่งต้องห้าม เมื่อหนูน้อย Zia ค้นพบว่าตัวเองสามารถใช้เวทมนตร์ได้ ชีวิตของเธอจึงไม่สงบสุขอีกต่อไป
รูปแบบการเล่นของเกมนี้ จะเป็นแนวผจญภัย สู้ศัตรู และใช้เวทมนตร์ในการไขพัซเซิล ซึ่งผู้เล่นต้องพลิกแพลงสิ่งที่มีอยู่ในมือ เพื่อมาจัดการกับปัญหาตรงหน้า
🌟 ระบบเวทมนตร์ในเกม

Spellcrafting ของเกมนี้, เปิดให้ผู้เล่นสามารถปรับแต่งแก้ไขเวทมนตร์ได้โดยการต่อเติมรูนเข้าไปภายในวงแหวนเวท คล้ายการอัปเกรดเพิ่มไปทีละ Node
ยกตัวอย่างคือ เวท Actus ที่เป็นการจุดลูกบอลไฟขึ้นมา หากปรับแต่งใส่รูน “เคลื่อนที่” เข้าไป มันก็จะกลายเป็นเวทที่สามารถยิงลูกบอลไฟออกไปข้างหน้าได้
ซึ่งการปรับแต่งวงแหวนเวทในเกมนี้ จะแบ่งเป็นหมวด “พฤติกรรมของเวท”, “การเสริมพลัง” และ “เงื่อนไขในการ Trigger” นี่จึงเป็นโครงสร้างที่เป็นระบบระเบียบ และแอบคล้ายกับ Witch Hat Atelier ที่จะต้องมีรูนในการกำหนดธาตุ และมีอักขระในการกำหนดพฤติกรรมของเวทมนตร์
แม้ว่าตัวเกมจะไม่ได้ครอบคลุมไปถึงเรื่องฝีไม้ลายมือ และลักษณะการวาดรูปทรงที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของเวท แต่ก็นับได้ว่าเป็นอีกหนึ่งเกมที่มีระบบเวทมนตร์น่าสนใจ แม้จะต้องใช้เวลาอยู่สักพักใหญ่ถึงจะเริ่มมีอิสระในการปรับแต่ง และมีความขาด ๆ เกิน ๆ ในเกมเพลย์อยู่บ้างก็ตามที
Mages of Mystralia วางขายทั้งบน PlayStation 4, Xbox One, Nintendo Switch และ PC (Steam, Epic Games Store, GOG)
2. Noita (2020)

เกม Roguelike มาดขรึมทะลุกราฟิกพิกเซล รับบทเป็นจอมเวทชุดม่วง ที่พร้อมร่วงทุกวินาทีเพราะทุกสิ่งในดันเจี้ยนมันไม่มีปรานีกับเราเลย แต่หากเจ๋ง(และดวงดี)พอ คุณก็อาจจะได้ครอบครอง Build เวทสุดโหด เพื่อใช้ประหัตประหารศัตรูในแต่ละ Run
🌟 ระบบเวทมนตร์ในเกม

แม้ว่ารูปแบบการนำเสนอจะไม่ได้แปลกใหม่ แต่สิ่งที่ Noita ทำได้น่าสนใจและสาแก่ใจมาก ๆ ก็คือระบบเวทมนตร์ ที่ในเกมนี้ มันไม่ใช่การสร้างวงแหวนเวทและจดจำไว้ที่ตัวผู้เล่น แต่มันเป็นการ “ดัดแปลงไม้กายสิทธิ์” ซึ่ง 1 ไม้=เวทหนึ่งรูปแบบ ดังนั้นผู้เล่นจึงควรพกไม้กายสิทธิ์ไว้มากกว่า 1 ด้าม เพื่อให้มีเวทพอใช้ในแต่ละสถานการณ์
อีกเรื่องหนึ่งก็คือ ด้วยความที่มันเป็นเกมแอ็กชันลุยฆ่าฟันไปตามด่าน ดังนั้นเวทส่วนใหญ่ก็จะเป็นการยิงกระสุนออกไป ไม่ได้มีผลลัพธ์อะไรที่ซับซ้อนเท่าไรนัก
แต่ถึงอย่างนั้น เกมก็เปิดอิสระให้ออกแบบกระสุนอย่างหลากหลาย ในไม้กายสิทธิ์หนึ่งด้าม ผู้เล่นสามารถใส่ Perk เข้าไปได้จำนวนหนึ่ง เพื่อเรียงกันให้เหมือนเป็นเส้นสมการ คุณอาจจะใส่พฤติกรรมให้กระสุนสามารถแตกตัวออกมา หรือใส่เอฟเฟคต์ไฟเผาไหม้ไปในกระสุนเวทย์ด้วยก็ทำได้
แถมตัวไม้กายสิทธิ์เองก็ยังมีอยู่หลายแบบ หลายจำนวน Slot บางไม้มีอัตรายิงสูง, บางไม้อาจจะไม่ได้ร่ายเวทจากซ้ายไปขวาตามสมการปกติ ดังนั้นความเป็นไปได้ของมันจึงทั้งเยอะและบ้าบอสุด ๆ แบบที่ถ้าจะยกตัวอย่างให้เห็นภาพขึ้น นี่ก็คือ Ball x Pit ในเวอร์ชันของเกม Roguelike Side-scrolling อะไรทำนองนั้นเลย
Noita วางขายแล้ว เฉพาะบน PC (Steam, GOG)
3. Arcane Assembly (2024)

นานมาแล้ว มีคนเคยเปรียบเทียบว่าเหล่า Developer ก็เป็นเหมือนพ่อมดที่รังสรรค์แอปฯ ต่าง ๆ ออกมาราวเวทมนตร์ ถ้าอย่างนั้น จะมีไหมที่เราจะได้ ‘เขียนโค้ดเพื่อสร้างเวทมนตร์’ ขึ้นมาจริง ๆ
ซึ่งถ้าใครกำลังตามหาอะไรแบบนั้น ก็ต้องได้ลอง “Arcane Assembly” เกม Metroidvania ที่ผู้เล่นจะรับบทเป็นจอมเวทสาย Geek ออกลุยไปตามด่านแบบ Side-scrolling ผ่านกราฟิกที่เพลินตา และการเคลื่อนไหวที่คล่องแคล่วฉับไว
🌟 ระบบเวทมนตร์ในเกม

เรียกได้ว่าเป็นระบบหลักและเป็นตัวชูโรงเลยก็ว่าได้ เพราะผู้เล่นต้องสร้างเวทมนตร์ขึ้นมาผ่านการเขียนโปรแกรม ซึ่งก็ไม่ได้ถึงกับต้องเขียนภาษา Assembly แบบชื่อเกม(💀) แต่แค่ออกแบบในระดับของ Flowchart ก็เพียงพอแล้ว
โดยตัวเกมจะมีเวทพื้นฐานเป็นสารตั้งต้น จากนั้นจะมีให้เลือกตั้งแต่การประกาศตัวแปร, เลือกใช้คำสั่ง IF/ELSE ว่าถ้ามีอะไรเกิดขึ้น จะให้โปรแกรมทำอะไร, เลือกใช้ตัวเปรียบเทียบทั้งในเชิงคณิตศาสตร์และตรรกศาสตร์, ใช้คำสั่งวนลูป และคำสั่งพื้นฐานอื่น ๆ ที่สามารถต่อยอดและอ้างอิงตามศาสตร์โปรแกรมมิ่งในชีวิตจริงได้เลย
ดังนั้นแล้ว ความสนุกของเกมจึงเป็นจังหวะที่โปรแกรม (aka เวทมนตร์) ของเรามันทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลลัพธ์ยิ่งเว่อร์ ยิ่งโกงมากเท่าไร ก็ยิ่งสะใจเท่านั้น และเปิดพื้นที่ความเป็นไปได้ให้เราเอาชนะบอสด้วยหลากหลายวิธีการ
อย่างไรก็ตาม เกมนี้ก็ยังขาดเซนส์ด้าน UI ที่มีความ “It just works” อยู่พอตัว และอาจจะชวนให้หงุดหงิดกับหน้าต่างเมนูอยู่บ้าง แต่หากมองข้ามส่วนนี้ไป และจับจุดจนสามารถสร้างเวทได้คล่องมือแล้ว นี่ก็จะเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่ติดพันไปได้ยาว ๆ
Arcane Assembly วางขายแล้ว เฉพาะบน PC (Steam)
4. Arx Fatalis (2002)

ปิดท้ายด้วยเกมรุ่นน้าอย่าง Arx Fatalis, ผลงานแรกสุดของ Arkane Studios ที่หลายคนรู้จักจากผลงานในเวลาต่อมาอย่าง Dishonored, Prey หรือ Deathloop
นี่คือเกม RPG ในมุมมองบุคคลที่ 1 ที่ผู้เล่นจะได้รับบทเป็นตัวเอกผู้สูญเสียความทรงจำ อาศัยอยู่ในดินแดน “Arx” ที่ดวงอาทิตย์นั้นอันตรธานหายไป มนุษย์และเผ่าพันธุ์อื่น ๆ จึงต้องหลบลี้ลงดิน ก่อร่างสร้างเป็นอาณาจักรใต้พิภพที่อบอวลด้วยกลิ่นเหล็กและเศษหิน
🌟 ระบบเวทมนตร์ในเกม
แม้ระบบหลาย ๆ อย่างจะยังไม่ค่อยลงตัว และต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ (ต่อให้เป็นบริบทยุคนั้นก็ตามที) สิ่งที่น่าสนใจมากก็คือการร่ายเวทมนตร์ เพราะเราจะได้ “วาดมือ” เพื่อบังเกิดปาฏิหาริย์ขึ้นมาจากความว่างเปล่า ซึ่งหน้าที่ของผู้เล่น ก็เพียงแค่กด Ctrl ค้างแล้วลากเมาส์ให้ตรงตามไวยากรณ์ ก็จะสามารถใช้เวทมนตร์ได้แล้ว
โดยตลอดทั้งเกม ผู้เล่นจะมีโอกาสได้เก็บรูนเวทใหม่ ๆ และปลดล็อคมันเข้ามาเก็บไว้ในหนังสือเวทของตัวเอง ดังนั้นยิ่งเล่น ก็จะยิ่งมี Gesture (รูนเวท) ให้ใช้เยอะขึ้น และสามารถร่ายผสมกันทีเดียวหลาย ๆ รูน เพื่อระเบิดออกมาเป็นผลลัพธ์สุดอลังการ
ดังนั้นแล้ว ถึงเกมนี้จะไม่ใช่การวาดอักขระลงกระดาษ แต่หลักคิดของมันก็คือ “การวาด” ที่ต้องอาศัยความบรรจงอยู่ประมาณหนึ่ง ใกล้เคียงกันกับ Witch Hat Atelier และก็ยังถือว่าเป็นระบบที่ดูล้ำ แม้เวลาจะล่วงเลยมาแล้วกว่า 20 ปี
Arx Fatalis วางขายอยู่บนเครื่อง Xbox รุ่นแรกสุด และ PC ที่ตอนนี้ก็ยังหาเล่นได้บน Steam หรือผ่านบริการ Game Pass ซึ่งเราแนะนำอย่างยิ่งว่าให้ลงม็อด ‘Arx Libertatis’ เพิ่มไปด้วย เพื่อปรับเกมให้เข้ากับฮาร์ดแวร์ยุคปัจจุบัน และช่วยให้ร่ายเวทติดได้ไม่ลำบากจนเกินไป
ทิ้งท้าย
แม้ทั้ง 4 เกมนี้จะไม่ได้มอบธีมและบรรยากาศที่ใกล้เคียงกันสักเท่าไร แต่ระบบเวทมนตร์ของมันก็เปิดโอกาสให้ผู้เล่นได้คิด ได้ออกแบบ เหมือนอย่างเหล่าศิษย์ตัวน้อยใน Witch Hat Atelier ที่กำลังพากเพียรเรียนรู้อยู่ในทุก ๆ วัน
ขณะเดียวกัน หากใครเพิ่งรู้จัก Witch Hat Atelier จากบทความนี้แล้วเกิดสนใจขึ้นมา ตอนนี้ก็สามารถรับชมในเวอร์ชันอนิเมะได้แล้วบน Netflix
หรือตามไปอ่านมังงะต้นฉบับแบบรวมเล่มได้ในหลากหลายช่องทาง / ติดตามอ่านแบบรายสัปดาห์ผ่านแอปฯ K MANGA ของสำนักพิมพ์ Kodansha โดยตรง












