GamingDose

Support

BY Ice

เรารู้คุณก็ทำ ! นิสัยที่คุณอาจเคยทำเป็นประจำตอนเล่นวิดีโอเกม

GD ปกบทความwebsite รารู้คุณก็ทำ นิสัยที่คุณอาจเคยทำเป็นประจำตอนเล่นวิดีโอเกม
0 Views
ติดตามบน Google News
สารบัญ / Contents

สื่อบันเทิงอย่างวิดีโอเกม นอกจากความสนุกในการเล่นตามเนื้อเรื่อง หรือตามเกมเพลย์ของแนวเกมนั้น ๆ แล้ว ผู้เล่นหลายคนยังชอบทำสิ่งแปลก ๆ ชนิดที่ว่า บางอย่างก็ทำลงไปโดยไม่รู้ตัวเช่นกัน แต่ถ้าสังเกตตัวเองดูดี ๆ จะพบว่า เออ บางทีเราก็เป็นแบบนี้เหมือนกันนะ วันนี้ลองมาดูกันว่า นิสัยเหล่านี้ คุณทำหรือเปล่าตอนเล่นวิดีโอเกม

1. พยายามอย่างยิ่งในการทดลองฆ่าตัวละครหรือ NPC ในเนื้อเรื่อง

บางครั้ง ความรุนแรงในจิตใจก็มักจะถูกปล่อยออกมาตอนเล่นเกมเสมอ และถึงแม้ว่าในเกมต่าง ๆ เราจะมีศัตรู มีตัวร้ายหรือลูกกระจ๊อกรอให้เราไปตบตีกับมันตลอดทั้งเกมอยู่แล้ว แต่ไม่รู้ว่าทำไม เราถึงมีความพยายามอย่างยิ่งที่จะทดลองฆ่าตัวละครที่เป็น NPC ที่มีความสัมพันธ์กับเนื้อเรื่องของเกมโดยตรง เพื่อดูว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง และแน่นอนว่าทางผู้พัฒนาเกมก็เหมือนจะรู้นิสัยนี้ของคนเล่นซะด้วย หลากหลายเกมเลยเปิดโอกาสให้เราลองโจมตี หรือใช้สกิลใส่ NPC ในเนื้อเรื่องหลักได้ และส่วนมาก ผลจะจบลงตรงที่ภารกิจล้มเหลว ต้องรีเซฟมาเล่นใหม่นั่นเอง แต่ถึงรู้ว่าผลของมันจะออกมาเป็นแบบนี้ แต่หลายคนก็ยังไม่ยอมหยุดทำซะที มันอดใจไม่ได้นี่นะ..

2. หันมุมกล้องไปรอบ ๆ ตัว หรือหันให้เห็นข้างหลังตลอด ตอนเริ่มเกม

ArtisansDoor

ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า อย่างแรกของการเริ่มต้นเกม สิ่งที่เราชอบทำกันเป็นประจำคือ หันมุมกล้องไปรอบ ๆ ตัว หรือหันไปเช็คด้านหลังของฉากเป็นประจำ มีหลากหลายสาเหตุที่เรามักทำเช่นนี้ อย่างแรกสำหรับส่วนตัวของผู้เขียน คือการเช็คความไหลลื่นของตัวเกม เพื่อดูว่าเฟรมเรทแกว่งหรือไม่ เวลาหันเมาส์เร็ว ๆ แต่หลายคนอาจจะมีหลากหลายสาเหตุ เช่น อยากดูภาพรวมของตัวละครของเรา อยากเห็นฉากต่าง ๆ ทั้งหมด แต่ที่แสบสุด ๆ เลยคือเกมอย่าง Crash Bandicoot หรือ Spyro ที่ผู้สร้างชอบใส่อะไรเอาไว้ข้างหลังตอนต้นเกมเสมอ จนทำให้ใครหลายคนติดนิสัย เริ่มเกมแล้วชอบมองหลัง หรือมองไปรอบ ๆ ตัวก่อนเป็นประจำ

3. เหล่าเกมเมอร์ผู้ไม่เคยเชื่อใจ Autosave

death stranding autosave

แม้ว่าเกมสมัยนี้ เกือบทุกเกมจะใช้ระบบ Autosave กันแทบจะทุกเกม แต่ตัวเลือกนี้กลับทำให้ใครหลายคนไม่ชอบ หรืออาจจะไม่ซื้อเกมนี้มาเล่นเลยด้วยซ้ำ เพราะเกมไม่สามารถ Manual Save หรือเซฟเกมด้วยตัวเองได้ สาเหตุเพราะเราไม่รู้ว่า การ Autosave จะเกิดเอ๋อ หรือมีปัญหาขึ้นมาตอนไหนก็ไม่ทราบได้ การเซฟเกมด้วยมือของเราเองจึงน่าจะเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุด และถ้าเกมไหนมีระบบ Manual Save ผู้เล่นก็มักจะเซฟเกมเองมากกว่าที่จะ Autosave หรือบางเกมที่มีทั้งสองระบบ หลังระบบออโต้เซฟไปแล้ว เราก็มักจะเซฟเกมเองอีกรอบกันเหนียวไว้อยู่ดี กรณีนี้ เกมมี่ทีระบบการเลือกชอยส์ สร้างเรื่องราวในเกม หลายคนก็อาจจะเซฟเกมไว้ก่อนเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อทดลองดูสถานการณ์ในเกม ถ้าไม่เวิร์คก็รีเซฟเกม เลือกอันใหม่อีกทางนั่นเอง

4. ชอบกักตุนไอเทมฟื้นพลัง แต่สุดท้ายไม่เคยได้ใช้

Play Safe น่าจะเป็นสไตล์การเล่นเกมของใครหลายคน ที่มักจะชอบตุนไอเทมฟื้นพลังเอาไว้เป็นจำนวนมาก เพราะคิดว่า เดี๋ยวต้องมีช่วงที่ได้ใช้เยอะ ๆ แน่นอน ก่อนจะพบว่าสุดท้ายเราแทบไม่ได้ใช้เลยสักอย่าง ในทุก ๆ เกมนั้น เรามักจะเจอไอเทมประเภท First Aid, Medkit หรือยาฟื้นพลังต่าง ๆ มากมาย และเมื่อถึงจังหวะที่เราถูกโจมตี หรือพลังชีวิตลดลง แต่ผู้เล่นกลับยังคงทำเป็นงก ไม่ยอมกดใช้ รอให้พลังฟื้นกลับมาเอง ท้ายที่สุดก็ไม่ได้ใช้ อาจจะเพราะชนะศัตรูก่อน หรือตายก่อนได้ใช้ และบางทีจนจบเกม เราอาจจะเหลือยาเติมพลังอีกเพียบในตัว ซึ่งก็ไม่เข้าใจว่าจะงกอะไรกัน  เพราะงกให้ตายสุดท้ายก็เหลือบานอยู่ดี

5. รีโหลดกระสุนให้เต็มตลอดเวลา แม้จะยิงไปแค่นัดเดียว

unnamed

นิสัยที่เป็นกันทุกคน ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน อาจเพราะเราคิดว่ากระสุนทุกนัดมีค่า การยิงศัตรู หากพลาดไปแม้แต่นัดเดียวในจำนวนกระสุนสูงสุดที่เรามี ก็อาจทำให้ดาเมจขาด และปิดจ๊อบศัตรูไม่ได้ เราจึงติดนิสัย ยิงแล้วรีโหลดตลอดเวลา แม้จะคลิกยิงไปแค่นัดเดียวก็ตาม แต่บางครั้ง นิสัยแบบนี้นี่แหละที่ทำให้เราตายได้ เพราะศัตรูมักจะชอบโผล่มาตอนรีโหลดทุกครั้ง เหมือนมีใครปล่อยคิวเสมอ แต่เชื่อเถอะว่าการยิงแล้วรีโหลด สำหรับเกมเมอร์แทบจะเป็นระบบอัตโนมัติกันไปแล้ว แต่กับบางเกม การรีโหลดตอนกระสุนยังไม่หมดดี ก็มีส่วนช่วยทำให้รีโหลดได้ไวขึ้นเช่นกันนะ

6. เสียเวลาแต่งหน้าตาตัวละครเป็นชั่วโมง

นี่คืออีกหนึ่งนิสัยของเกมเมอร์โดยแท้ โดยเฉพาะกับเกมที่มีระบบ Customize Character แบบละเอียด เพราะผู้เล่นจะจมอยู่กับระบบการสร้างตัวละครได้นานมาก ๆ เพื่อทำให้หน้าตาของตัวละครออกมาหล่อสวยที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ แต่ถึงกระนั้น บางเกม ให้เราแต่งสวยแต่หล่อแค่ไหน ก็ดันเป็นมุมมองแบบ First person ไปซะอย่างนั้น หรือบางเกม แค่ใส่หมวก หรือแฟชั่นที่หัว การแต่งหน้าตาตัวละครก็แทบจะหมดประโยชน์ไปเลยทีเดียว แต่ถึงยังไงก็ตาม หลายคนก็ยังชอบที่ได้จมอยู่กับการแต่งหน้าตาตัวละครอยู่ดี บางเกมล้ำถึงขั้นให้เราอิมพอร์ท หรือเอกซ์พอร์ทหน้าตาตัวละครของเราไปอวดคนอื่น หรือให้คนอื่นใช้ได้ด้วย เช่นเกม NARAKA Bladepoint เป็นต้น

7. โดดขึ้นรถไฟที่มีชื่อว่า “Hype  Train”

Hype ตามหลักภาษาอังกฤษแล้ว แปลว่าโฆษณาชวนเชื่อ ในยุคที่วิดีโอเกมเปิดตัวออกมาด้วยตัวอย่าง Cinematic Trailer ที่เจ๋งมาก ตามมาด้วย Gameplay Trailer ที่ยิ่งว้าวเข้าไปอีก ทำให้ผู้เล่นหลายคน ตัดสินใจกระโดดขึ้นรถไฟที่มีชื่อว่า Hype Train หรือเกมนี้พี่ไฮป์จัด ๆ มันต้องดี ต้องว้าวมากแน่ ๆ ก่อนจะพบกับเหตุการณ์รถไฟคว่ำหรือความคาดหวังพังทลายในตอนที่เกมวางจำหน่ายจริง สำหรับเหตุการณ์นี้ เกมที่ต้องยกตัวอย่างมาพูดถึงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็คงจะต้องเป็น Cyberpunk 2077 นี่แหละ ที่ทำเอาขบวนไฮป์คว่ำกันเป็นแถบ แถมยังเป็นบทเรียนชิ้นใหญ่ต่อจากนี้ว่า อย่าไฮป์อะไรจนเกินควรอีก แต่ดูท่าเกมเมอร์พันธุ์แท้จริง ๆ เจ็บแล้วไม่จำกันอยู่แล้ว เกมไหนเปิดตัวมาดี ตัวอย่างน่าเล่น ก็พร้อมจะเสียเงินให้ แต่จะเจ็บใจหรือไม่ก็ต้องวัดกันที่วันเกมออกนั่นล่ะ

8. เมินภารกิจเนื้อเรื่องโดยสมบูรณ์แบบ

มีใครบ้างที่เล่นเกม Open World แล้วลุยดะแต่ภารกิจเนื้อเรื่องจนจบบ้าง ? มีบ้างแหละ แต่น่าจะน้อย เพราะทุกครั้งที่เราเล่นเกม Open World สิ่งที่เราทำก็คือ เดินทาง กินลมชมวิวไปเรื่อย หรือไม่ก็ทำภารกิจเสริม ไซด์เควสท์ ล่ารางวัล อัพเกรดตัวละครจนเพลิดเพลิน จนภารกิจเนื้อเรื่องไปเดินไปไหนเลย ท้ายที่สุด พอเราฟาร์มจนตัวละครเก่งเทพ จนถึงขีดสุด เนื้อเรื่องก็ง่ายไปจนน่าเบื่อ ท้ายที่สุดเราก็เลิกเล่นไปอยู่ดี แล้วพอกลับมาเล่นใหม่ ก็เข้าลูปเดิมอยู่ดี แต่เชื่อเถอะ แม้ว่าจะเป็นนิสัยที่เลิกไม่ได้ แต่เราก็ยังคงเล่นมันแบบนี้เหมือนเดิมทุกเกม เลิกไม่ได้หรอก ใครเขาทำเนื้อเรื่องกัน !

SHARE

Aisoon Srikum

Aisoon Srikum

ไอซ์ – Content Writer นักเขียนผู้ชื่นชอบเกมกาชาที่อยากให้ทุกคนเปิดใจให้กับทุกเกมบนโลก