BY Kawikon Kangkavakin

รีวิว Resident Evil Requiem บน Switch 2

858 Views

ไหน ๆ ก่อนหน้านี้เราก็ได้เขียนบทความพรีวิวหลังเล่น 4 ชั่วโมงไปแล้ว มาในรอบนี้หลังจากที่เคลียร์เกมจนจบ เราจึงขอมา รีวิว Resident Evil Requiem บน Switch 2 ฉบับจัดเต็มเลย

ซึ่งหลายคนน่าจะสงสัยกันว่า ประสิทธิภาพและความรู้สึกของการเล่น Resident Evil Requiem บน Switch 2 มันเป็นยังไง มันมีข้อดีหรือข้อด้อยอย่างไรบ้าง ถ้าพร้อมแล้วก็ติดตามกันได้ในบทความนี้เลย

YouTube video

ประสิทธิภาพรันได้ลื่นไหลน่าประทับใจ

รีวิว Resident Evil บน Switch 2

เรื่องคุณภาพการพอร์ตคือสิ่งที่ผู้เขียนได้เขียนชมไปตั้งแต่บทความมินิรีวิวก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งในรีวิวฉบับเต็มนี้ ผู้เขียนก็ยังยืนยันคำเดิมว่า มันสามารถรันได้ลื่นไหลและเสถียรจริง ๆ แม้ว่ามันจะไม่สามารถรันได้ 60 เฟรมตลอดทั้งเกม แต่มันก็รันได้ในระดับ 40 – 50 เฟรมโดยเฉลี่ยอย่างต่อเนื่อง

ในส่วนของฉากที่เป็นพื้นที่ปิดหรือฉากที่ไม่ได้มีรายละเอียดซับซ้อน ตัวเกมจะรันได้แบบ 60 เฟรมนิ่ง ๆ หรือใกล้เคียงเลย ทั้งในโหมดพกพาและในโหมดเสียบ dock 

ส่วนฉากที่เป็นพื้นที่เปิดหรือมีเอฟเฟกต์เยอะ เฟรมเรตก็จะตกลงมาตามความซับซ้อนและรายละเอียดของพื้นที่ตรงนั้น ซึ่งกว่า 90% ของฉากพวกนี้ มันก็ยังมีประสิทธิภาพการรันในระดับที่เล่นได้สบาย ๆ อยู่ที่ 40 – 50 เฟรมกว่า ๆ

ประสบการณ์เล่น RE Requiem บน Switch 2 จึงน่าประทับใจมาก เห็นได้ชัดเลยว่ามันไม่ใช่การพอร์ตที่แค่พอร์ตมาให้เล่นได้ แต่มันยังเล่นได้ไหลลื่นสบาย ๆ เลย

มีเพียงไม่กี่ฉากที่ทำเฟรมเรตตกอย่างหนักหน่วง

รีวิว Resident Evil บน Switch 2

เท่าที่เล่นมาตั้งแต่ต้นจนจบเกม ผู้เขียนพบเจอเพียงแค่ 3 ฉากเท่านั้นที่ทำเฟรมเรตหล่นหนักจริง ๆ ซึ่งทั้ง 3 ฉากนี้จะเป็นช่วงบู๊แหลกของ Leon ทั้งสิ้น ฉากแรกคือช่วงเปิดเกมที่เราจะได้ยิงซอมบี้กลางเมือง ฉากที่สองคือตอนที่เราต้องใช้สไนเปอร์ยิงคุ้มกัน Grace ส่วนฉากที่สามคือฉากที่ต้องสู้กับซอมบี้ในโบสถ์ถัดจากนั้น

ในส่วนของฉากแรก เฟรมเรตมันจะหล่นไปอยู่ใกล้กับ 35 เฟรมนิด ๆ ซึ่งก็ถือว่าหล่นมาเยอะอยู่ แต่มันก็ยังอยู่ในระดับที่เล่นได้ ไม่ได้ส่งผลให้เกมการเล่นมันลำบากขึ้นมากเท่าไหร่

แต่ฉากที่ที่เฟรมเรตตกหนักจนเล่นได้ลำบากมากก็คือสองฉากหลังนั่นเอง ด้วยความที่ทั้งสองฉากนี้จะมีเอฟเฟกต์จากเปลวไฟค่อนข้างเยอะ และมีเรื่องของแสงเงาเกี่ยวข้องค่อนข้างมาก มันจึงทำให้สองฉากนี้กินแรงเครื่องอย่างหนักหน่วงจนพาเฟรมเรตตกไปอยู่ที่ 30 เฟรมเลย และในบางจังหวะก็มีลงไปต่ำกว่านั้นด้วย

รีวิว Resident Evil บน Switch 2

ใครที่เล็งด้วยจอยไม่เก่ง พอเล่นมาถึงช่วงนี้ก็อาจจะปวดหัวและตายซ้ำตายซากหลายรอบมากเพราะมันเล่นลำบากจริง โชคดีที่มันเป็นฉากทั้งสองนี้มันไม่ได้ยาวมาก เล่นไปเพียง 10 นาทีก็ผ่านไปได้แล้ว

นอกเหนือจากสามฉากนี้ ผู้เขียนก็ไม่เจอฉากไหนที่เล่นแล้วเฟรมเรตตกหนักหน่วงเลย ทุกช่วงที่เหลือของเกมอยู่ในเกณฑ์ที่เล่นได้สบาย ๆ มาก แม้มันจะไม่ได้แตะ 60 เฟรมตลอด แต่มันก็ลื่นพออย่างต่อเนื่องจนทำให้เราเอนจอยกับการเล่นเกมนี้บน Switch 2 ได้แฮปปี้มาก

ประสิทธิภาพของโหมด Handheld กับโหมด Dock ใกล้เคียงกันมาก

รีวิว Resident Evil บน Switch 2

ถือเป็นเรื่องที่สุดยอดมากที่เกมภาพโหดระดับนี้ สามารถรักษาเฟรมเรตทั้งในโหมดพกพากับโหมด dock ได้ใกล้เคียงกันสุด ๆ

หากเล่นอยู่ในฉากที่เป็นพื้นที่ปิดหรือพื้นที่ที่ไม่ได้มีรายละเอียดซับซ้อน เฟรมเรตที่ได้จากทั้งสองโหมดมันก็ลื่นไหลใกล้เคียงแบบเท่า ๆ กันเลย 

แต่ฉากที่กินแรงเครื่องขึ้นมา โหมด dock มันจะทำเฟรมเรตได้ดีกว่าประมาณ 3-5 เฟรม ซึ่งก็เป็นไม่ได้ตัวเลขที่สูงจนมีนัยยะสำคัญอะไร 

รีวิว Resident Evil บน Switch 2

การที่ตัวเกมมันสามารถรักษาคุณภาพเฟรมเรตของทั้งสองโหมดใน Switch 2 ได้ใกล้เคียงกันระดับนี้ ถือเป็นเรื่องที่ดีมากสำหรับคนที่ชอบเล่นโหมดพกพาหรือโหมด Handheld เพราะมันหมายความว่าคุณจะได้เล่นเกมนี้ได้สบาย ๆ ไม่ต่างจากโหมด Dock เลย

อย่างตัวผู้เขียนเองก็ชอบเล่น Switch 2 ด้วยโหมดพกพามากกว่า และกว่า 70% ของการเล่น RE Requiem บนเครื่องนี้ก็ยังเล่นด้วยโหมดพกพา ผู้เขียนก็มีประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมมาก ไม่ได้เจอปัญหาอะไรระหว่างการเล่นด้วยโหมดพกพาเลย

จุดที่จะมีปัญหาบ้างเล็กน้อย ก็จะเป็นในส่วนของการกินแบตของเกมนี้ที่ค่อนข้างจะพาแบตหมดไวกว่าเกมทั่วไป

แบตของโหมดพกพาสามารถเล่นได้สูงสุด 2 ชั่วโมง

รีวิว Resident Evil บน Switch 2

ด้วยความที่ Resident Evil Requiem เป็นเกมที่กราฟิกโหดมาก ดึงศักยภาพแรงเครื่องของ Switch 2 แบบเต็มสูบ นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ตัวเกมมันกินแบตหนักในโหมดพกพา โดยหากชาร์ตได้ 80 – 100% ตัวเกมก็จะเล่นได้เต็มที่เฉลี่ยอยู่ที่ 2 ชั่วโมงด้วยกัน

สำหรับใครที่ชอบเล่นเกมในโหมดพกพาแบบยิงยาว เวลา 2 ชั่วโมงนี้ก็อาจจะดูสั้นมากและทำให้เกมการเล่นรู้สึกขาดตอนไป แต่ใครที่เล่นเกมรอบละชั่วโมงนิด ๆ เป็นปกติอยู่แล้ว เรื่องแบตหมดไวก็จะไม่ได้เป็นปัญหาอะไรเลย

ที่สำคัญคือเวลา 2 ชั่วโมงในเกมนี้ มันก็มากพอที่จะทำให้ความคืบหน้าของเกมหรือเนื้อเรื่องขยับไปได้ไกลระดับหนึ่งแล้ว

ส่วนตัวผู้เขียนเองก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับเรื่องแบตหมดไว จะมีอยู่บ้างก็แค่ตอนที่แบตมันใกล้หมดในจังหวะที่เกมกำลังสนุกพอดี ซึ่งอะไรแบบนี้มันไม่ได้เป็นปัญหาของเกมหรือตัวเครื่อง แต่มันเป็นเรื่องจังหวะทามมิ่งที่ไม่ค่อยดีเสียมากกว่า

อีกอย่างคือด้วยความที่เกมนี้มันใช้ทรัพยากรของเครื่อง Switch 2 สูงมาก การที่แบตมันเล่นได้ 2 ชั่วโมงก็ถือว่าน่าพึงพอใจแล้ว และมันก็ไม่ใช่เวลาที่น้อย ๆ ด้วย

คุณภาพการแสดงผลที่ยอดเยี่ยมมาก

รีวิว Resident Evil บน Switch 2

ความละเอียดภาพดั้งเดิมของ Resident Evil Requiem จะอยู่ที่ 540p ในโหมด Dock และ 360p ในโหมดพกพา ซึ่งตัวเกมจะอาศัยเทคโนโลยี DLSS ในการขยายสเกลภาพขึ้นมา ซึ่งในโหมด Dock มันจะขยายมาที่ 1080p ส่วนโหมดพกพาจะขยายมาที่ 720p

แม้ว่าพออ่านข้อมูลนี้ในหน้ากระดาษ มันจะดูเป็นการขยายสเกลภาพที่สุดโต่งและดูจะไม่มีประสิทธิภาพมาก แต่ด้วยความเจ๋งของเทคโนโลยี DLSS บวกกับการที่เกมนี้ในเวอร์ชั่น Switch 2 มันผ่านการขัดเกลามาดีมาก ภาพที่ได้จึงออกมาสวยงามและคมชัด จนดูไม่ออกเลยว่าความละเอียดภาพดั้งเดิมตรงหน้ามันคือการขยายสเกลมาจาก 540p และ 360p

การแสดงผลของรายละเอียดพื้นผิวและสภาพแวดล้อมถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่สวยงามน่าพึงพอใจมาก แน่นอนว่าเรื่องของแสงเงามันอาจจะไม่ได้ดูดีมาก แต่มันก็สมเหตุสมผลที่มันเป็นอย่างนั้น เพราะมันคือองค์ประกอบที่กินสเปคสูง การปรับความละเอียดแสงเงาลงมา ก็ถือเป็นการยื่นหมูยื่นแมวที่ช่วยให้ได้เฟรมเรตกลับมาเยอะมาก

หากจะมีสักจุดที่การแสดงผลมันออกมาไม่ค่อยดูดีเท่าไหร่แบบชัดเจนจริง ๆ ก็จะเป็นในส่วนของโมเดลตัวละคร

โมเดลตัวละครจะมีคุณภาพการแสดงผลค่อนข้างต่ำ

รีวิว Resident Evil บน Switch 2

จุดที่คุณภาพการแสดงผลค่อนข้างต่ำ จะเป็นในส่วนของโมเดลตัวละครที่จะเห็นขอบรอยหยักรอบตัวชัดเจนพอสมควร

หากเป็นฉากหรือคัตซีนที่เห็นตัวละครในระยะกลางหรือไกล มันก็จะไม่ได้เห็นขอบรอยหยักชัดมาก แต่พอเป็นฉาก Close-Up ที่เห็นตัวละครในระยะใกล้ ขอบรอยหยักของตัวละครจะเห็นชัดเจนเลย

อีกจุดของตัวละครที่มีการแสดงผลต่ำก็คือผมของตัวละครนั่นเอง ในส่วนของตัวละคร Leon มันจะไม่ได้เห็นชัดมาก แต่ในส่วนของตัวละคร Grace ที่มีผมยาว มันจะเห็นได้ชัดเลยว่าผมของเธอถูกปรับคุณภาพการแสดงผลลงมาเยอะมาก ผมของเธอจะแหมะเป็นก้อน และจะไม่ได้พริ้วไหวมีน้ำหนัก

สำหรับใครที่ชอบเล่นมุมมองบุคคลที่ 3 ปัญหาในจุดนี้ก็อาจจะทำให้เรารู้สึกไม่อินกับภาพตัวละคร Grace ที่เห็นตรงหน้าได้ แตถ้าใครที่ไม่ได้ซีเรียสอะไรกับเรื่องพวกนี้ หรือตั้งใจจะเล่น Grace ด้วยมุมมองบุคคลที่ 1 อยู่แล้ว เรื่องนี้ก็จะไม่ได้เป็นปัญหาอะไร

การควบคุมด้วย Motion Controls ที่ทำให้เกมสนุกไปอีกแบบ

รีวิว Resident Evil บน Switch 2

Resident Evil Requiem ใน Switch 2 จะสามารถเปิดโหมด Gyro-Aiming หรือ Motion Controls ได้ ทำให้เราสามารถใช้การขยับจอยในการเคลื่อนไหวได้ โดยจะใช้ได้แค่ระหว่างการเล็งเท่านั้น หากเปิดโหมดนี้ก็จะช่วยให้เราเล็งศัตรูได้ง่ายขึ้น และช่วยเพิ่มความอินให้เราระหว่างเล่น

ยิ่งถ้าหากใช้โหมดนี้ระหว่างเล่นด้วยมุมมองบุคคลที่ 1 มันจะให้ความรู้สึกคล้าย ๆ กับตอนเล่นเกม VR เลย แม้มันจะไม่ได้ลื่นไหลและเนียนตาแบบในเกม VR แต่มันก็ถือเป็นการควบคุมอีกรูปแบบหนึ่งที่ทำให้เราเล่นเกมได้สนุกขึ้น

โดยโหมด Motion Controls นี้สามารถใช้ได้กับทุกรูปแบบการใช้งาน Joy-Con 2 ของเครื่อง Switch 2 เลย ไม่ว่าจะเป็นแบบต่อจอยกับเครื่อง แบบเสียบจอยกับแท่นยึด แบบแยกออกมาสองท่อน หรือจะเล่นด้วยจอย Pro Controller ก็สามารถใช้งานฟีเจอร์ Motion Controls ได้ทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตาม หากใช้ฟีเจอร์นี้แบบต่อจอยกับเครื่อง มันจะมีความลำบากกว่าการใช้จอยในรูปแบบอื่นอยู่เหมือนกัน

ด้วยความที่เซนเซอร์จับการเคลื่อนไหวมันจะขยับห่างหรือไกลก็ขึ้นอยู่กับองศาการหันจอย เวลาจะหันจอเล็งด้วยจอยแบบเสียบกับเครื่อง มันจึงเมื่อยข้อมือมาก

แม้ว่าตัวเครื่อง Switch 2 มันจะไม่ได้หนักมาก แต่ด้วยความยาวของขนาดจอ การใช้ฟีเจอร์ Motion Controls แบบใช้จอยเสียบกับเครื่อง จึงให้ความรู้สึกที่หนักหน่วงเมื่อเล่นไปได้สักระยะหนึ่ง ความรู้สึกมันจะคล้ายกับการหันพวงมาลัยรถเลย

เพราะฉะนั้นแล้ว หากใครจะเปิดโหมดนี้เล่น ผู้เขียนขอแนะนำให้ใช้จอยในรูปแบบอื่น ที่ไม่ใช่แบบเสียบเล่นกับเครื่องจะดีกว่า ไม่งั้นอาจจะรู้สึกเมื่อยและเจ็บข้อมือเมื่อเล่นไปนาน ๆ ได้

สรุปความรู้สึกหลังเล่น Resident Evil Requiem บน Switch 2 

รีวิว Resident Evil บน Switch 2

บอกตามตรงว่า ผู้เขียนรู้สึกประทับใจกับการเล่นเกมนี้เครื่อง Switch 2 กว่าที่คิดไว้มาก ถือเป็นประสบการณ์เล่นเกมที่สนุกไม่แพ้กับการเล่นเกมนี้บนเครื่องอื่นเลย 

ตัวเกมสามารถทำงานได้อย่างลื่นไหล อีกทั้งยังรักษาคุณภาพการแสดงผลไว้ได้ดี ไม่ว่าจะเป็นในแบบพกพาหรือแบบ Dock ก็ตาม

แม้ว่าจะปัญหาเรื่องประสิทธิภาพของเฟรมเรตในบางฉาก และอาจจะไม่ได้เล่นได้นิ่ง ๆ 60 เฟรมตลอดเกม แต่ด้วยเกมที่งานกราฟิกของตัวเกมระดับนี้ สิ่งที่ RE Requiem ใน Switch 2 มอบให้ก็ถือว่ายอดเยี่ยมน่าประทับใจสุด ๆ แล้ว

จะเรียกว่ามันคือการพอร์ตเกมลงเครื่อง Switch 2 ที่น่าทึ่งที่สุดก็คงจะไม่ใช่เรื่องเกินจริงอะไร ใครที่ยังไม่เคยลองเล่น Resident Evil Requiem บนเครื่อง Switch 2 ผู้เขียนขอแนะนำให้ลองไปหามาเล่นเลย รับรองว่าคุณจะไม่ผิดหวังกับมันแน่นอน

ผู้ใดสนใจก็อยากซื้อ Resident Evil Requiem เวอร์ชั่น Switch 2 ก็สามารถคลิกซื้อเกมได้ที่ลิงก์นี้เลย

Avatar of Kawikon Kangkavakin

Kawikon Kangkavakin

กวีกร กังกเวคิน (กีวี่) - คนรักวรรณกรรมที่หลงใหลในโลกวิดีโอเกม ผู้จัดรายการ “วรรณเกม” และรับบทบาทเป็น Content Manager ประจำบ้าน GamingDose