BY Nuttawut Apiratwarakul
27 Dec 25 11:30 am

รายชื่อผู้เข้าชิงของทุกสาขารางวัลใน THE BEST 2025

86 Views

แวะวนกลับมาถึงปลายปีกันอีกครั้งกับช่วงเวลาแห่งความสุขช่วงท้ายปี ในขณะที่หลายคนกำลังเตรียมมุ่งหน้าเข้าสู่โหมดการพักผ่อน อีกหลายคนก็อาจจะกำลังตั้งหน้าตั้งตาทำใจทำงานตามหน้าที่ความรับผิดชอบกันแบบข้ามปี

และแน่นอนว่าท้ายปีแบบนี้การประกาศผลรางวัลของงาน The Best 2025 ของ GamingDose ก็วนกลับมาอีกครั้งเช่นเดียวกัน ปี 2025 ถือเป็นอีกหนึ่งปีทองของคนรักวิดีโอเกม เพราะปีนี้ถือว่ามีผลงานเกมชั้นยอดออกมามากมาย

เพื่อเป็นการฉลองผลงานชั้นยอดในแต่ละปีเราก็ขอนำเสนอสุดยอดผลงานเกมที่พวกเราชื่นชอบ หยิบยกมานำเสนอบอกเล่าให้ได้ฟังได้อ่านกันว่า ทำไมรายชื่อเกมเหล่านี้เราถึงยกให้เป็นสุดยอดผลงานเกมประจำปี ซึ่งปีนี้มีผลงานไหนเช้าชิงไหนสาขาใดบ้างนั้น ตามไปชมในบทความนี้กันได้เลย

Best of the Best สุดยอดผลงานเกมแห่งปี

Clair Obscur: Expedition 33 | แด่ชนรุ่นหลังที่ตามมา

ประโยควรรคทองสำคัญประจำเกม Clair Obscur: Expedition 33 ที่ได้กลายมาเป็นอีกหนึ่งบทพูดสุดไอคอนิคของโลกวิดีโอเกม แต่วรรคทองที่ว่านี้มันก็ไม่ได้อิมแพ็คในตัวของมันเอง หากแต่ว่ามันถูกขับเน้นผ่านองค์ประกอบต่าง ๆ ของตัวเกม จนสามารถส่งมอบประสบการณ์อันยอดเยี่ยมให้กับผู้เล่น พร้อมทั้งช่วยขับเน้นให้วรรคทองดังกล่าวทรงพลังอย่างถึงที่สุด

Clair Obscur: Expedition 33 คือเกมที่โดดเด่นรอบด้าน ทั้งการเล่าเรื่อง การนำเสนอ เกมการเล่น งานภาพอันเป็นเอกลักษณ์ และบทเพลงอันตราตรึงที่แค่ได้ฟังเมื่อไหร่เราก็จะนึกถึงเกมนี้ทันที เกมมันสามารถทิ้งความประทับใจให้กับผู้เล่นได้ตั้งแต่ช่วงอารัมภบทในชั่วโมงแรกเลย แล้วช่วงอารัมภทของเกมนี้ก็เรียกได้ว่าทรงพลังเหลือล้นจนสามารถดึงความสนใจของคนเล่นได้อย่างอยู่หมัด สามาถรปูพื้นโลกในเกม ตัวละคร และคอนฟลิคหลักของเรื่องได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยภายใต้ระยะเวลาที่สั้นมาก 

ซึ่งการทำอะไรแบบนี้มันเป็นเรื่องที่ยากมาก แต่เกมนี้มันกลับทำได้ แถมยังทำได้ดีเยี่ยมเลยด้วย 

แล้วเนื้อหาของเกมก็ชวนน่าติดตามอย่างต่อเนื่อง มีคุณภาพการเล่าเรื่องที่มั่นคง ไม่มีสะดุดหรือมีช่วงคว้านท้องช้างให้เห็นเลย เพราะแบบนี้เอง  Clair Obscur: Expeditino 33 จึงสามารถประคองความน่าตื่นตาตื่นใจให้กับคนเล่น ไปได้จนถึงบทสรุปของเรื่องราว

มากไปกว่านั้น ตัวเกมมันก็หยิบประเด็นเชิงปรัชญา (ที่ก็ลึกอยู่ตัว) มานำเสนอในรูปแบบที่เคี้ยวง่าย ต่างจากผลงานภาพยนตร์หรือวิดีโอเกมเนื้อหาแนวนี้ ที่มักจะมีท่วงท่าการเล่าที่ “เข้าถึงยาก” เช่น การเล่าแบบ slow burn หรือ highly symbolic

แต่ Clair Obscur: Expedition 33 มันสามารถเล่าประเดินเชิงปรัชญา ในท่วงท่าลีลาที่อร่อยและเข้าถึงง่าย ในขณะที่ยังคงรักษาความลึกของประเด็นที่ต้องการจะนำเสนอได้อย่างครบถ้วน แล้วประเด็นเชิงปรัชญาทั้งหลายก็ทำให้คนเล่นต้องคอยตกตะกอนทุกสิ่งอย่างที่เราเผชิญอยู่ตลอดการเดินทาง

ในด้านเกมเพลย์ ระบบ Turn-Based ที่ผสมผสานการกด counter และ dodge ก็ช่วยเพิ่มความตื่นตัวให้กับการต่อสู้อย่างมาก ถึงแม้มันอาจจะไม่ใช่เรื่องใหม่ของเกม Turn-Based แต่ตัวเกมมันก็รู้จักที่จะหยิบระบบนี้มาผสมผสานให้เข้ากับสไตล์เกมการเล่นของตัวเอง

ใครที่ได้สัมผัสเกมนี้กันมาแล้ว ก็คงจะรู้ดีว่านี่ไม่ใช่เกมที่คุณจะมานั่งเหม่อลอยหรือปล่อยจอยได้ชิว ๆ แต่คุณจะต้องคอยจดจ่ออยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าอยู่ตลอด ทั้งการกด QTE เวลาออกสกิล การกด counter ศัตรู การกด dodge รวมไปถึงการกดกระโดดหรือโต้กลับเวลาศัตรูออกท่าโจมตีพิเศษ ซึ่งทั้งหมดที่ว่ามานี้เอง คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกมการเล่นมันท้าทายมาก และผู้เล่นจะต้องโฟกัสกับมันอย่างต่อเนื่อง

และองค์ประกอบสำคัญที่เกมนี้สามารถทำมาได้อย่างดีเยี่ยมเลยก็คือเพลงประกอบ ทุกครั้งที่มีฉากแอ็กชัน ฉากเศร้า ฉากอารมณ์เดือด ฉากแฮปปี้ หรือฉากเฮฮา เพลงประกอบของเกมนี้ก็สามารถขับเน้นทุกห้วงอารมณ์ที่เกมจะนำเสนอในแต่ละฉากได้อย่างดีเยี่ยม 

เมื่อทุกองค์ประกอบนี้ถูกร้อยเรียงเข้าหากันเป็นผืนผ้าผืนเดียว Clair Obscur: Expedition 33 จึงเป็นหนึ่งในเกมที่คู่ควรอย่างยิ่งกับการได้เข้ารอบมาเป็นหนึ่งในเกมที่ได้เข้าชิง Best of the Best ของเรา

ARC Raiders | เกมยิงสุดมันส์แห่งปี ที่เปลี่ยนเกม Extraction Shooter ให้ทุกคนเล่นได้

ถ้าพูดถึงเกมยิงแนว Extraction Shooter ภาพในหัวเราคงเป็นเกมที่สุดจริงจัง เล่นยาก ต้องเน้นความสมจริงสุด ๆ จนมีแค่เกมเมอร์สายโหดเท่านั้นที่เล่นไหว

เรียกได้ว่ามันเป็นแนวเกมที่หลายคนเบือนหน้าหนี ไม่กล้าจะเข้าไปลองเลยด้วยซ้ำ แต่พอ Arc Raiders จากค่าย Embark Studios (อดีตทีมสร้างเกม Battlefield ในตำนาน) เปิดตัวออกมา มันเหมือนมาทุบความคิดเดิม ๆ ทิ้งไปหมด เพราะมันพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเกมแนวนี้ก็สามารถ “สนุก” และ “เข้าถึงง่าย” ได้สุด ๆ 

จนส่งผลให้มันกลายเป็นปรากฎการณ์ครั้งใหญ่ส่งท้ายปี

ธีมของเกมก็โดดเด่นสะกดสายตา มีความชวนมองในทุกมุมของภาพ แทนที่งานภาพจะมุ่งหน้าไปทางทหารสมจริงหรือแนวมืดหม่นจริงจัง Arc Raiders เลือกใช้ ธีม Retro Sci-Fi สไตล์ยุค 80s ที่มีสไตล์จัดจ้าน

ทั้งหุ่นยนต์อวกาศ ยานบิน หรือแสงสีนีออน และความเป็น Sci-Fi ก็ทำให้เกมไม่ต้องยึดติดกับความจริงจังเกินไป ทำให้พวกอาวุธและอุปกรณ์ต่าง ๆ ดูสนุกและเร้าใจมากขึ้น

จุดเด่นจริง ๆ คือเรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้นได้ทุกครั้งที่เรากดเล่น ด้วยโครงสร้างเกมแบบ PvPvE คือไม่ได้มีแค่คนสู้กับคน แต่มีหุ่นยนต์ Arc เข้ามาสร้างความวุ่นวายในสนามรบด้วยตลอดเวลา หุ่นพวกนี้สร้างสถานการณ์ “ชุลมุน” ได้ตลอด บางทีเรากำลังยิงกับอีกทีมอยู่ดี ๆ หุ่น Arc ก็โผล่มาแจมจนต้องหันมาร่วมมือกันหนี มันช่วยลดความกดดันของคนเล่นสายชิลที่ยิงไม่แม่น เพราะเรายังสนุกกับการสู้กับ AI หรือฉวยโอกาสตอนที่ศัตรูกำลังวุ่นวายกับหุ่น Arc ก็ยังได้

นอกจากนั้นกลุ่มผู้เล่นยังร่วมกันสร้างเรื่องราวต่าง ๆ ที่ไม่อาจคาดเดาได้ มีผู้เล่นที่ประกาศตัวเป็นสายคนดีคอยช่วยเหลือคนอื่น ๆ ภายในเกม วิ่งชุบชีวิตผู้เล่นที่ล้ม หรือคอยช่วยเหลือเมื่อผู้เล่นคนอื่นถูกหุ่น  Arc ไล่ล่า 

มีผู้เล่นสายโหดที่ประกาศตัวมาเพื่อสู้กับผู้เล่นด้วยกันเท่านั้น ไม่สนใจความเป็นมิตรใด ๆ ทั้งสิ้นและขอท้าประลองผู้เล่นที่เจอทุกคน ผู้เล่นแต่ละคนจะได้พบเจอเรื่องราวที่แตกต่างกันไป ใครก็ตามที่ได้เล่น Arc Raiders ล้วนแต่ต้องมีฉากเด็ดที่ตัวเองจดจำกันไปอีกนานอย่างแน่นอน

และที่สำคัญที่สุดในฐานะเกมยิงคือ ระบบการยิงที่สนุกสุด ๆ  ด้วยความที่ทีมงานเป็นอดีตมือดีจาก Battlefield พวกเขาเลยทำให้ความรู้สึกในการยิงต่อสู้ใน Arc Raiders มัน “หนักแน่น” และ “สะใจ” มาก ๆ ทั้งเสียงปืน แรงถีบ และเอฟเฟกต์ต่าง ๆ รวมถึงการเคลื่อนไหวของตัวละครที่ลื่นไหล ทำให้หยิบมาเล่นเมื่อไหร่ก็สนุกทันที 

Arc Raiders สร้างปรากฎการณ์ของเกม Multiplayer ที่ยอดเยี่ยมมาก ๆ ได้สำเร็จ แน่นอนว่ามันอาจจะไม่ใช่ผลงานที่สมบูรณ์แบบ แต่หากนับกันในเรื่องของความ “สนุก” ที่มันมอบให้ผู้เล่นที่ชื่นชอบเกม Multiplayer แล้วละก็ มันถือเป็นผลงาน “เกมแห่งปี” อย่างแน่นอน

Hades II | ยอดเกม “ฆ่าเวลา” แห่งปี ที่ไม่ได้ย่ำอยู่กับความสำเร็จเดิม

เมื่อใดก็ตามที่นึกถึงเกมแนว Roguelike ก็จะมีชื่อของ “Hades” วิ่งเข้ามาในหัวหลาย ๆ คนเป็นเกมแรกแน่นอน เพราะถึงเกมนี้จะไม่ใช่บิดาผู้ให้กำเนิด แต่มันก็คือตัวจุดระเบิดให้แนวทางนี้กลายเป็นที่นิยมสุด ๆ ตลอดช่วงครึ่งทศวรรษที่ผ่านมา

ดังนั้นแล้ว การกลับมาของ Hades II มันเลยเต็มไปด้วยความคาดหวัง ว่าทีมงาน Supergiant Games จะทำอย่างไรให้เกมที่ขึ้นหิ้งอยู่แล้ว มันยังเจ๋งขึ้นกว่านี้ได้อีก ซึ่งคำตอบที่พวกเขาหยิบยื่นมาให้เรา ก็คือการพาผู้เล่นไปสัมผัสกับ “ตำนานบทใหม่” ที่คราวนี้ตัวเอกจะไม่ใช่ Zagreus แล้ว แต่เป็นน้องสาวผู้เป็นทายาทเจ้านรกเช่นเดียวกัน อย่าง “Melinoë”

การเปลี่ยนตัวเอก เป็นเซ็ตติ้งใหม่ในเกมภาค 2 มันเลยทำให้ทีมงานมีพื้นที่ที่จะใส่ไอเดียใหม่ ๆ เข้ามาได้เยอะมาก ทั้งการเปลี่ยนธีมเบื้องหลัง รวมไปถึงเซ็ตอาวุธที่มีให้ใช้

หาก Zagreus เป็นเหมือนเพลงร็อคยุคคลาสสิคที่มีความตรงไปตรงมา ใช้อาวุธและออกท่วงท่าอย่างดุดัน งั้น Melinoë ก็เหมือนเพลงอินดัสเตรียล ที่มีการผสานเสียงซินธิไซเซอร์เข้ามา เพราะธีมหลักของภาคนี้คือ ‘Witchcraft’ สไตล์การสู้ของเธอจึงออกไปในโทนจอมขมังเวทย์ เน้นสู้ด้วยทักษะและกลยุทธ์ กลายเป็น “ความสนุกรสชาติใหม่” ที่จะเล่น Build ให้ซับซ้อนก็ได้ หรือจะเล่นง่าย ๆ เน้นใช้สกิลเพลย์ เกมก็ไม่ได้ห้ามเรา

นอกเหนือจากนี้ เนื้อหาคอนเทนต์ก็แทบจะเยอะขึ้นเป็นเท่าตัวก็ว่าได้ เพราะเกมเปิดให้เราสำรวจทั้ง​ “โลกเบื้องล่าง” และไขปริศนาใน “โลกเบื้องบน” ไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งผู้เล่นจะคืบหน้าไปทางไหนก็สุดแต่ใจจะไขว่คว้า

ด้วยปริมาณเนื้อหาที่เยอะขึ้น และคุณภาพยังคงคับแก้วเท่าเดิม มีการใส่ไอเดียใหม่ ๆ เข้ามาทำให้ระบบ Boon ดูยืดหยุ่นหลากหลายมากขึ้น แถมยังทำให้ผู้เล่นรู้สึกว่าทุกช้อยส์ที่สุ่มมาให้เลือก ล้วนแต่ดูน่าสนใจ ผสมอย่างไรก็ออกมาสนุก แทบไม่มีรันไหนที่รู้สึกว่าเสียเปล่าเลย

ไหนจะเรื่องราวที่สามารถเล่าต่อยอดไปได้เยอะ จนเรายกให้เลยว่าเป็นหนึ่งในการนำเสนอปกรณัมกรีกที่ยอดเยี่ยมที่สุด ผ่านงานศิลป์อันแพรวพราวชวนประทับใจ

เหตุผลเหล่านี้เอง จึงโชว์ให้เห็นว่า Supergiant Games ไม่ได้ยึดติดอยู่กับแค่ความสำเร็จเดิม พวกเขายังคงวิ่งสปรินต์ตัวไปข้างหน้าต่อ ในฐานะ “หัวแถว” ของเกม Roguelike และทำให้ Hades II เป็นอีกหนึ่งเกมสุดเจ๋งของปีนี้ ที่ไม่ได้เล่นแค่เพื่อฆ่าเวลา แต่เพื่อมุ่งหน้าไปสังหาร “ไททันแห่งเวลา” ครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างเมามัน

Split Fiction | อลังการงานสร้าง ที่สุดของประสบการณ์ Co-op

ถึงจะไม่ติดในเวทีใหญ่อย่าง The Game Awards แต่สำหรับพวกเรา GamingDose คุยกันแล้วว่า ไม่มีเกมนี้ไม่ได้ ไม่ชนะอย่างน้อยต้องได้เข้าชิง Split Fiction คือหนึ่งในผลงานเกมที่น่าประทับใจมาก ในแทบจะทุก ๆ ด้านของปีนี้ ในทุกวิดีโอเกม First Impression ควรสำคัญกว่า Replayable Value เพราะมันจะไม่น่าเล่นซ้ำเลย ถ้ารอบแรกของมันไม่ใช่ประสบการณ์ที่ดี

Split Fiction ยกระดับจาก It Takes Two ในทุก ๆ ด้าน ในแง่ของเนื้อเรื่อง สองตัวละคร ต่างที่มา แต่กำลังจะไปยังจุดหมายเดียวกัน ก่อนที่ Progression ของเกม จะค่อย ๆ กะเทาะเปลือกนอกอันบอบบางของทั้งคู่ กลายมาเป็นเพื่อนที่รู้ใจกัน การเล่าเรื่องมันสวยงาม ผสมผสานไปกับการนำเสนอผ่านเกมเพลย์ที่โลดโผนแบบที่น้อยเกมจะทำได้ 

ไม่ใช่แค่เนื้อเรื่อง แต่เกมเพลย์มันคือการทำให้ผู้เล่นต้องร่วมมือกันตลอดกว่า 15 ชั่วโมงในการเล่น และอาจจะมากกว่านั้น หากว่ามีใครคนหนึ่งเล่นเกมไม่คล่อง ซึ่งไม่นานก็จะปรับตัวขึ้นมาจนได้ถ้าไม่ยอมแพ้ไปซะก่อน Split Fiction จึงเป็นเหมือนตัวเชื่อมให้ทั้งสองตัวเอกในเกมอย่าง Mio และ Zoe หรือจะเป็นทั้งสองผู้เล่นในชีวิตจริง ให้ปรับตัวเข้าหากัน ทำงานร่วมกันตั้งแต่ต้นไปจนสุดทาง ไม่ใช่แค่การต่อสู้ แต่รวมไปถึงการไขปริศนา ที่ออกแบบมาได้อย่างพอดิบพอดี ไม่ยาก ไม่ง่ายจนเกินไป ขอเพียงแค่สังเกต และช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ไม่มีอะไรที่สองคู่หูจะผ่านไปไม่ได้อยู่แล้ว

ความครีเอทีฟในการนำเสนอฉาก Sequence ฉากแอ็คชัน และหลากหลายโมเมนท์ที่สนุก ตื่นเต้นจนวางจอยไม่ลง ทำให้ Split Fiction ควรค่าแก่การถูกเสนอชื่อให้เข้ามาอยู่ในทำเนียบเกมแห่งปี มันอาจไม่ได้นำเสนอสิ่งใหม่มากไปกว่า It Takes Two แต่มันคือการเกลาของเดิมให้เนี้ยบขึ้น จังหวะจะโคนในการเล่าเรื่องและเกมเพลย์เฉียบคมขึ้น ทำให้มันเป็นผลงานที่ยกระดับฝีมือของ Hazelight Studio และตัวผู้กำกับอย่าง Josef Fares ไปในตัว

ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ Split Fiction จึงคู่ควรอย่างยิ่งสำหรับการเป็นหนึ่งในเกมยอดเยี่ยมประจำปีนี้

Death Stranding 2 | ผลงานที่เปี่ยมล้นไปด้วย “ความเป็นมนุษย์”

การเปิดตัวของ Death Stranding ถือเป็นความฮือฮาที่มาพร้อมกับความน่ากังขา แม้ว่าโลกของเกมจะดูล้ำลึกตระการตา แต่ด้วยเกมการเล่นที่กลายเป็นการเดินทางอันเงียบเหงาเพื่อส่งของข้ามฟากไปมา ทำให้มันดูต่างจากผลงานอันตื่นเต้นที่ผ่านมาของทีม Kojima Production อย่างแฟรนไชส์ Metal Gear Solid และเมื่อมันได้อยู่ในมือของผู้เล่นก็ทำให้เกิดการเสียงแตกทันที เพราะแนวทางที่ Death Stranding บุกเบิก ถือเป็นรูปแบบที่หากใครไม่ชอบก็คงหลับตั้งแต่ช่วงแรก แต่มันก็ประสบความสำเร็จพร้อมกับได้สร้างฐานแฟนกลุ่มหนึ่งจนสามารถมีภาคต่ออย่างเต็มภาคภูมิ ในชื่อ Death Stranding 2: On The Beach

เรื่องราวสานต่อจากความเปลี่ยนแปลงของชายคนหนึ่ง นามว่า ‘แซม พอร์ตเตอร์ บริดจิดส์’ ผู้ที่เคยหันหลังให้กับสังคมและความเป็นไปของมนุษยชาติ แม้ในวันนี้เขาจะไม่ได้รู้สึกแบบนั้นอีกแล้ว แต่เขาก็ขอสละทุกความสัมพันธ์เพื่อเด็กน้อยที่เขารักเหมือนลูกในไส้ แต่ด้วยภัยร้ายของวิกฤตการณ์ Death Stranding ที่ยังคงนำพาทุกอย่างไปสู่วันสิ้นโลกและอดีตที่ยังคงตามหลอกหลอน ทำให้เขาต้องกลับมารับหน้าที่ในการเชื่อมโยงมนุษย์เขาหากัน ซึ่งมันนำพาทั้งมิตรภาพและความทุกข์ยากมากมายมาหาเขาพบเจออีกครั้ง

เรียกได้ว่าเกมจาก Kojima Production แทบจะไม่มีเกมไหนเลยที่คุณสามารถเริ่มเล่นโดยไม่ต้องเล่นภาคก่อน หากว่าคุณไม่เคยเล่น Death Stranding ภาคแรก คุณก็อาจจะเข้าไม่ถึงเรื่องราวในภาคนี้ ต่อให้คุณฟังบทสรุป recap ที่เกมมีให้ คุณก็จะไม่อินเท่ากับการได้สัมผัสภาคแรก แต่หากว่าคุณเคยเล่นภาคแรกมาแล้ว Death Stranding 2 คือการสานต่อที่ลงตัวอย่างที่สุด มันคือการผจญภัยที่เต็มไปด้วยความลึกลับ ความน่ากลัว และความลึกซึ้งกินใจ ถือเป็นหนึ่งในเรื่องราวของเกมยุคนี้ที่เราขอแนะนำให้สัมผัส

Death Stranding 2 คือการอุดทุกจุดอ่อนเดิมจากภาคแรก ให้อะไรหลายอย่างถึงมือผู้เล่นเร็วขึ้น อย่างในภาคแรก กว่าที่เราจะได้’อาวุธปืน’กระบอกแรก ก็ต้องเล่นไปมากกว่า 20 ชั่วโมง ในขณะที่ภาคสองคุณจะได้ใช้มันตั้งแต่เริ่มเกมพร้อมกับตัวช่วยและฟีเจอร์หลาย ๆ อย่างที่จะมีให้ใช้กันตั้งแต่ช่วงต้นเกม เพราะหลังจากนั้นไม่นาน เราก็จะได้ลองลูกเล่นใหม่ของภาคนี้ อย่างการใช้ประโยชน์จากสิ่งก่อสร้างชนิดใหม่ ที่มีประโยชน์และลูกเล่นต่างจากเดิม หรือการควบคุม แซม แบบใหม่ ที่คล่องตัวและเก่งกาจยิ่งกว่าในเกมภาคแรก 

การออกแบบฉากมีความหลากหลายยิ่งกว่าในภาคแรก ทำให้การเดินทางส่งของตามที่ต่าง ๆ มีความแปลกใหม่มากขึ้น รวมทั้งการผจญภัยเข้าโรมรันฟันแทงทั้งกับมนุษย์และเหล่าผีร้าย Beach Things (B.T.) ก็ได้รับการปรับปรุงและเพิ่มลูกเล่นใหม่ ๆ ในการเอาชนะ แต่ถึงอย่างนั้น มันก็ยังเป็นเกมที่ดูดเวลาให้เราเล่นได้เกิน 100+ ชั่วโมง ยิ่งถ้าคุณชื่นชอบการก่อร่างสร้างตัว เก็บค่าความสัมพันธ์ในที่ต่าง ๆ พร้อมกับช่วยเหลือผู้เล่นอื่นด้วยการสร้างสิ่งของหรือวางอุปกรณ์ในจุดที่คิดว่ามีประโยชน์  หากคุณชอบรูปแบบของ Death Stranding ภาคแรกอยู่แล้ว นี่อาจจะเป็นเกมที่คุณประทับใจที่สุดในปี 2025 เลยก็ได้

Best Narrative การเล่าเรื่องยอดเยี่ยม

Clair Obscur: Expedition 33 | เรื่องราวอันตราตรึงที่ถูกเล่าอย่างปราณีต

ในช่วงเวลาปัจจุบัน “กระแส” การเล่าเรื่องในโลกของวิดีโอเกม โดยเฉพาะในเกมแนว RPG มักจะเน้นการเล่าเรื่องที่ยิ่งใหญ่มีปริมาณเนื้อหาเยอะ ๆ มีเรื่องราวหรือตัวละครจำนวนมหาศาล แน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องที่ผิด แต่ในปี 2025 นี้กลับมาผลงานเกม RPG ที่เลือกนำเสนอในทิศตรงกันข้าม มันไม่ได้เลือกการเล่าเรื่องในแบบที่ใหญ่หรือกว้าง แต่ตั้งใจจะเล่าเรื่องราวที่ “ลึก” และมาพร้อมกับขนาดที่พอดีอย่างสมบูรณ์แบบ

Clair Obscur: Expedition 33 นำเสนอเรื่องราวที่ครบถ้วน มีทุกอารมณ์ของมนุษย์ และมาพร้อมตัวละครที่ทรงเสน่ห์โดยไม่ใช้เวลามากมายจนเกินตัว ขณะเดียวกันแนวคิดและทิศทางการนำเสนอก็แหลมคนจนประทับใจผู้เล่นทั่วโลก

หัวใจของ Expedition 33 คือแนวคิดเรื่อง “เวลาและความตาย” ที่ถูกถักทอเข้าไปกับโลก ตัวละคร และระบบการเล่นอย่างแนบเนียน ตัวเกมมาพร้อมฉาก Intro ที่สะกดผู้เล่นให้อยากไขปริศนาทั้งหมดในทันที โลกของเกมอยู่ภายใต้คำสาปของ Paintress ผู้เขียนตัวเลขลงบนศิลายักษ์ และเมื่ออายุของมนุษย์ถึงตัวเลขนั้น พวกเขาจะหายไปจากโลกอย่างไร้ทางหลบหนี นำไปสู่การผจญภัยและการเดินทางของคณะ Expedition 33 เพื่อยับยั้งความตายที่ทุกคนไม่อาจหลบพ้น

สิ่งที่ทำให้การเล่าเรื่องของเกมนี้ทรงพลังคือการถ่ายทอดอารมณ์ผ่านตัวละคร ทุกคนในทีมไม่ได้เป็นเพียง “ฮีโร่” แต่เป็นมนุษย์ธรรมดาที่แบกรับความกลัว ความหวัง และความเสียใจเอาไว้ บทสนทนาเล็ก ๆ ระหว่างการเดินทาง สีหน้า ท่าทาง รวมถึงน้ำเสียงการพากย์ ล้วนช่วยทำให้ผู้เล่นรู้สึกผูกพันกับตัวละครอย่างเป็นธรรมชาติ 

เนื้อหาการเล่าเรื่องของเกมไม่เร่งเร้าเดินเครื่องให้เกิดดราม่าชิ้นใหญ่ตลอดเวลา มันแทรกสลับด้วยฉากอารมณ์ขันแสนตลก ฉากการพูดคุยกันธรรมดา ๆ ของเหล่าเพื่อนที่แบกชะตามนุษยชาติเอาไว้ การเล่าเรื่องของ Expedition 33 เลือกปล่อยให้ความรู้สึกค่อย ๆ สะสม สร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้เล่นกับตัวละครจนไประเบิดในช่วงสุดท้ายแบบสมบูรณ์

โครงสร้างการเล่าเรื่องของ Clair Obscur: Expedition 33 ยังโดดเด่นด้วยการผสมผสานศิลปะและการเล่าเรื่องเข้าด้วยกัน งานภาพที่ได้แรงบันดาลใจจากศิลปะแบบฝรั่งเศสช่วงยุคทองของยุโรป สะท้อนธีมของโลกที่งดงามแต่เปราะบาง ทุกฉาก ทุกสภาพแวดล้อม ล้วนมีนัยเกี่ยวกับความไม่จีรังของชีวิต ย้ำเตือนผู้เล่นถึงเวลาที่กำลังเดินไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง

มันไม่พยายามอธิบายทุกอย่างตรงไปตรงมา แต่เปิดพื้นที่ให้ผู้เล่นตีความ เรียนรู้โลก และตั้งคำถามกับสิ่งที่เกิดขึ้น การเล่าเรื่องแบบนี้ทำให้ Expedition 33 ไม่ใช่แค่เกมที่เรา “เล่นจบ” แต่เป็นเกมที่ความรู้สึกและประเด็นยังคงติดอยู่กับผู้เล่นไปอีกนานหลังฉาก Credit เลื่อนผ่านตา (แน่นอนนำไปสู่การถกเถียงกันอีกยาวบนโลกอินเตอร์เน็ต) 

แม้จะนำเสนอเรื่องราวของโลกแฟนตาซีที่เหนือจริงเกินจินตนาการ แต่สุดท้ายแล้วจุดเด่นของ Clair Obscur: Expedition 33 คือการเล่าเรื่องที่ติดดินจนเกินคาด มันพาเราไปสำรวจจิตใจของมนุษย์ ความสัมพันธ์ของครอบครัวและเหล่าผองเพื่อน เป็นเรื่องราวสไตล์ “Classic” ที่นำเสนอแบบ “จริงใจ” ที่ใครได้เล่นก็ต้องบอกว่ายอดเยี่ยมนั่นเอง

Silent Hill f | ผลงานที่ไม่ใช่แค่สยอง แต่ยังมีท่วงท่าในการเล่าที่แสนจะแพรวพราว

เกมที่เราหยิบยกมาเป็นผู้เข้าชิงในสาขา Best Narrative ประจำ GD THE BEST 2025 นี้ ยังไงก็ต้องมีชื่อเกม Silent Hill f อยู่ในนั้น 

ความโดดเด่นด้านการเล่าเรื่องและเนื้อหาที่หยิบความกลัวแง่มุมต่าง ๆ ของคนหลายกลุ่ม มานำเสนออย่างปราณีต ถือเป็นส่วนประกอบอันโดดเด่นประจำแฟรนไชส์ “เมืองห่าผี” อย่าง Silent Hill มาแต่ไหนแต่ไร และใน Silent Hill f นี้ เขาก็ยิ่งขับเน้นการเล่าเรื่องให้โดดเด่นขึ้นไปอีก ที่สำคัญคือยังปรุงรสชาติให้มีความเข้าถึงง่ายมากขึ้น แต่ก็ยังคงรักษาเอกลักษณ์ “ความซับซ้อน” ตามสไตล์ผลงานสยองขวัญจิตวิทยา (Psychological horror) ไว้ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

Silent Hill f พาผู้เล่นย้อนกลับไปยังประเทศญี่ปุ่นในช่วงทศวรรษ 1960s ผ่านชีวิตของ ‘ชิมิสึ ฮินาโกะ’ เด็กสาวมัธยมปลายธรรมดาที่อาศัยอยู่ในเมืองชนบทอันห่างไกลชื่อเอบิสุกะโอกะ ซึ่งในชีวิตที่ดูจะธรรมดาของฮินาโกะ แท้จริงแล้วมันเต็มไปด้วยแรงกดทับจากสิ่งต่าง ๆ รอบตัว ทั้งพ่อที่ติดเหล้าและใช้ความรุนแรง แม่ที่เลือกอดทนกับความรุนแรงที่เผชิญ และการจากไปของพี่สาวผู้เป็นเสมือนที่พึ่งทางใจ ทำให้ “บ้าน” ไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยสำหรับเธอ

แต่อยู่มาวันหนึ่ง ในระหว่างที่เธอออกจากบ้านเพื่อไปพบเพื่อนในเมือง เธอก็กลับพบว่าเมืองทั้งเมืองมันมีความผิดปกติบางอย่าง ทั้งผู้คนที่หายตัวไป รวมไปถึงบรรยากาศวังเวงที่ชวนขนลุก ที่พอเธอรู้ตัวอีกที ความสยองก็กระโจนหาเธอและเพื่อน ๆ อย่างไม่ทันตั้งตัว

หนึ่งในจุดแข็งของ Silent Hill f คือจังหวะการเปิดเรื่องที่ “เข้าเรื่องเร็ว” และไม่ปล่อยให้ผู้เล่นตั้งหลักนานเกินไป หลังจากปูบรรยากาศวังเวงได้เพียงไม่นาน เกมก็โยนสถานการณ์สยองเข้ามาอย่างฉับพลัน ช่วยสร้างความตื่นตระหนกและสูบฉีดอะดรีนาลีนคนเล่นได้ตั้งแต่ช่วง 30 นาทีแรกของเกม

ด้วยความที่ Silent Hill f เปิดเรื่องด้วยปริศนาต่าง ๆ มากมาย ทั้งข้อมูลของตัวฮินาโกะ ครอบครัว และเพื่อนที่มีอยู่อย่างน้อยนิด รวมไปถึงคำถามว่าทำไมเมืองเอบิสุกะโอกะถึงกลายมาเป็น “เมืองห่าผี” อย่างที่เราเห็น ผู้เล่นอย่างเราจึงถูกเชื้อเชิญให้เกาะติดกับเรื่องราวหลังจากนั้น เพื่อที่จะได้ปะติดปะต่อปริศนาของเหตุการณ์เหนือธรรมชาติตรงหน้า และความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครไปพร้อมกัน

และในฐานะงานสยองขวัญจิตวิทยาแล้ว เกม Silent Hill f ก็ยังคงใช้โครงสร้างการเล่าเรื่องแบบ meta narrative หรือการมีเรื่องเล่าซ้อนทับกันหลายระนาบ ทั้งโลกความจริง โลกเหนือธรรมชาติ และโลกภายในจิตใจของตัวละคร

แต่สิ่งที่ทำให้การเล่าเรื่องของเกมนี้โดดเด่น ไม่ใช่แค่การเลือกใช้โครงสร้างดังกล่าว แต่คือความสามารถในการ เล่าหลายประเด็นไปพร้อมกันโดยไม่แยกเป็นส่วน ๆ

ทุกประเด็นและทุกนัยยะของเกม ถูกถักทอไปพร้อมกันตลอดทั้งเรื่อง ราวกับเส้นด้ายหลากสีที่ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนกลายเป็นผืนผ้าแผ่นเดียว ซึ่งการเล่าเรื่องในรูปแบบนี้มันทำออกมาให้ลงตัวได้ยากมาก แต่ Silent Hill f มันกลับทำออกมาได้อย่างดีเยี่ยม

ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้เอง Silent Hill f จึงไม่ได้เป็นเพียงเกมสยองขวัญอีกหนึ่งเกมที่กะมาสาดความสยองอย่างเดียว แต่มันคือผลงานที่ใช้การเล่าเรื่องเป็นแกนหลักในการสำรวจความเจ็บปวด ความเงียบงัน และสิ่งที่ถูกกดทับเอาไว้ในจิตใจมนุษย์ แถมยังหยิบประเด็นทางสังคมอย่างเรื่องการกดทับทางเพศ มานำเสนอได้อย่างกล้าหาญและละเมียดละไม

ผลงานเกมสยองขวัญอย่าง Silent Hill f จึงคู่ควรแก่การเข้าชิงรางวัล Best Narrative จาก GAMINGDOSE THE BEST 2025 อย่างไม่ต้องสงสัย

Dispatch | เมนูทานง่าย ที่ชุบชูหัวใจให้ผู้เล่นทุกคน

เมื่อพูดถึงเกมที่เป็นดาวรุ่งในช่วงท้ายปีนี้ ที่นำเสนอเรื่องราวออกมาอย่างกลมกล่อมมัดใจคนหมู่มากได้ แน่นอนว่าเกมที่ว่านี้ยังไงก็ต้องเป็น “Dispatch” จากทีมงาน AdHoc Studio

ด้วยดีกรีของเหล่าอดีตนักพัฒนาจากค่าย Telltale Games ซึ่งขึ้นชื่ออยู่แล้วในด้าน “การเล่าเรื่อง” เมื่อพวกเขามีโอกาสได้ทำ Dispatch ออกมา จึงไม่มีอะไรให้ต้องเป็นห่วงเลย นี่คือเกมที่สามารถร้อยเรียงเนื้อหา ลำดับเหตุการณ์ นำเสนอผ่านสีหน้าตัวละคร และคำพูดเพียงไม่กี่ถ้อยคำ แต่ก็หนักแน่นและกินใจผู้เล่นได้ในหลายฉากหลายตอน

ด้วยความเป็นเกมแนว Choice Matters โจทย์ยากของมัน คือการทำให้ผู้เล่นรู้สึก “สนุก” ไปกับทุกเส้นเรื่องตามที่พวกเขาตัดสินใจเลือกชอยส์ไป ไม่ได้มีเส้นเรื่องไหนที่สนุกกว่า หรือทีมงานชอบจนเอนเอียงไปทางนั้นมากกว่าจนน่าเกลียดเกินไป ซึ่ง Dispatch ก็สามารถควบคุมส่วนนี้ได้ดี ไม่ว่าคุณจะตัดสินใจผูกมิตรใหม่กับใคร หรือเลือกที่จะไปออกเดตกับใคร ผลลัพธ์ที่ออกมาก็งดงามและน่าติดตามเสมอ

แม้ว่าเรื่องของ Illusion of Choices (มีชอยส์ให้เลือก แต่ผลลัพธ์มาบรรจบเหมือนเดิม) จะยังคงเป็นจุดอ่อนเดิมจากสมัยค่าย Telltale ที่ยังมีให้เห็นอยู่บ้าง แต่สิ่งที่พวกเขายกระดับขึ้นมามาก ๆ ก็คืองานด้านแอนิเมชัน ซึ่งได้ทีมงานชาวไทยอย่าง Igloo Studio เข้ามาช่วยรังสรรค์ให้ทุกการเคลื่อนไหวดูลื่นไหลต่อเนื่อง จนเรารู้สึกเหมือนกำลังได้เอนกายบนโซฟา ดูซีรีส์แอนิเมชันดี ๆ สักเรื่องแบบยิงยาวไม่รู้เบื่อเลย

ด้วยเนื้อหาที่ย่อยง่าย อีกทั้งยังกระชับลงตัว พาผู้เล่นเข้าไปสำรวจหัวจิตหัวใจของเหล่าฮีโร่ตัวบ๊วยผู้มีปมเรื่องราวแตกต่างกัน นี่จึงเป็นผลงานที่มีแต่คนรัก และถูกพูดถึงมากที่สุดอีกเกมหนึ่งสำหรับปี 2025 นี้

Death Stranding 2 | การจากลา ความหวัง และการก้าวต่อไป

เรื่องราวในจักรวาลของ Death Stranding ถือเป็นอะไรที่เข้าใจยากพอตัว มันเป็นเกมที่ผู้เล่นต้องตั้งสมาธิเพื่อจับใจความว่ากลไกของแต่ละอย่างมีรูปแบบอย่างไร ซึ่งมันอาจจะล้ำจนชวนปวดหัวสำหรับผู้เล่นหลาย ๆ คน แต่จุดที่เป็นประเด็นสำคัญของเกมนี้ไม่ได้อยู่ที่ความล้ำของวิกฤติการณ์ ‘Death Stranding’ มันเป็นเพียงอุปสรรคที่จะมาทดสอบ ความรัก สายสัมพันธ์ และหัวใจคนที่อยู่ในโลกนี้

Death Stranding 2: On The Beach คือการสานต่อเรื่องราวจากที่ ‘แซม พอร์ตเตอร์ บริดจิดส์’ นักส่งของมือฉกาจ ได้พา ‘ลู’ เด็ก Bridge Baby หรือ BB หนีมากบดานอยู่ที่ชายแดนใกล้ เม็กซิโก แต่ ‘แฟรไจล์’ เพื่อนร่วมงานที่เคยร่วมชะตากับเขาในการเชื่อมต่ออเมริกาและหยุดการสูญพันธุ์ของมนุษย์ ได้ตามหาเขาจนเจอพร้อมกับเสนองานใหม่ในการเชื่อมต่อ เม็กซิโก เข้าสู่เครือข่าย Chiral Networks ของอเมริกา

แม้ว่า แซม อยากจะอยู่เลี้ยง ลู ที่เขารักเหมือนลูกแท้ ๆ แต่เพื่อรักษาน้ำใจของคนที่เคยช่วยเหลือเขาและประโยชน์ของคนส่วนรวม แซม ยอมรับงานนี้ และมันก็พาให้เขาต้องเผชิญกับมรสุมครั้งใหม่ ที่แม้แต่คนอมตะอย่างเขาก็แทบจะรับไม่ไหว

ปมเรื่องในแต่ละจังหวะของ Death Stranding มันเหมือนการเอาเรื่องจริงในจังหวะชีวิตหนึ่งของคน มาเขียนให้เป็นเรื่องราวของตัวละครในเกมนี้ ไม่ใช่แค่ แซม แต่ทุกตัวละครหลักต่างก็มีมรสุมชีวิตที่ต้องก้าวข้าม สิ่งหนึ่งที่ชีวิตคนไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้เลย นั่นคือ ‘การจากลา’ ไม่มีใครที่อยู่ค้ำฟ้า เมื่อถึงเวลาทุกคนก็ต้องไป เหลือแต่คนที่ยังอยู่จะต้องอดทน ปล่อยให้เวลาค่อย ๆ ทำให้ความเสียใจจางหายไปและเดินหน้าต่อด้วยความหวัง

เพราะตราบใดที่ยังมีชีวิต สิ่งใหม่ ๆ ดี ๆ ก็อาจจะไหลผ่านเข้ามาให้เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจอีกครั้ง ซึ่งในฐานะของ แซม ตัวละครผู้ถูกจองจำด้วยชีวิตอมตะ นี่คือทางเลือกเดียวของเขา ทำให้มันเป็นเรื่องราวที่ตราตรึงอย่างมาก

แม้ว่าการเล่าเรื่องของเกมนี้จะต้องใช้เวลาพอตัวกว่าที่เรื่องจะเดินต่อ แต่นั่นก็คือหนึ่งในอรรถรสของ Death Stranding มันคือการเดินทางข้ามทวีป ได้สัมผัสความยากลำบากในการเชื่อมต่อสังคมมนุษย์ แถมปมของภาคนี้จะเป็นการตอกย้ำประเด็นที่เริ่มมาตั้งแต่ภาคแรก ว่ามนุษย์อย่างเราไม่สามารถอยู่ตัวคนเดียวได้จริง ๆ

แม้จะเป็นคนอมตะอย่าง แซม ที่เคยคิดว่าตัวเขาเองอยู่ตัวคนเดียวดีที่สุด แต่สุดท้ายแล้วถ้าเขาไม่มีมิตรภาพที่สร้างมา มีคนที่คอยห่วงใยเขา เขาก็คงมาไม่ได้ไกลขนาดนี้ ซึ่งมันอาจจะเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นบางคนที่มีต่อสังคมเลยทีเดียว

แต่นอกจากความลึกซึ้งของเรื่องราว ความลึกลับที่ยังคงเป็นจุดเด่นของ Death Stranding ก็ยังคงมาตรฐาน ที่แม้จะเป็นภาค 2 แล้ว เราก็ยังไม่เข้าใจอย่างท่องแท้ถึงที่มาและกลไกของวิกฤติการณ์ ‘คนตายหลงทาง’ รวมทั้งภัยร้ายใหม่ที่ก่อตัวขึ้นจากอดีตที่ตามหลอกหลอน ถือเป็นการสานต่อเรื่องราวได้อย่างยอดเยี่ยม ที่แม้ว่าเราจะรู้สึกว่าภาคแรกนั้นจบเรื่องราวได้อย่างสวยงามและไม่จำเป็นต้องมีภาคต่อ แต่นี่ก็คือภาคต่อที่สมศักดิ์ศรีอย่างแท้จริง

Lost Records: Bloom & Rage | ย้อนรอยความทรงจำ ตราตรึงในมิตรภาพที่(มิ)อาจหวนคืน

หากจะพูดถึงค่ายเกมที่มีฝีไม้ลายมือด้าน “การเล่าเรื่อง” ที่มีท่วงทาลีลาอันเป็นเอกลักษณ์ และพร้อมที่จะสร้างความประทับใจอันยากจะลืมเลือนในใจของคนเล่น ชื่อของค่าย Don’t Nod เจ้าของผลงาน Life is Strange, Telll Me Why และ Banishers: Ghosts of New Eden ก็คงจะผุดขึ้นมาในหัวของใครหลายคนเป็นชื่อแรก ๆ

และในผลงานชิ้นใหม่แกะกล่องล่าสุดของพวกเขาอย่าง Lost Records: Bloom & Rage ก็ยังคงสามารถส่งมอบเรื่องราวและเนื้อหาที่ตราตรึงใจให้กับคนเล่นได้ดีเด่นเหมือนดั่งเคย ถึงแม้ว่าท่วงท่าลีลาในการเล่ามันอาจจะไม่ได้ยอดเยี่ยมสุดปรอทแบบในงานชิ้นโบว์แดงของค่ายอย่าง Life is Strange

แต่ถึงอย่างนั้น นี่ก็ยังเป็นเกมประเภทที่ว่า เมื่อคุณเล่นจบเมื่อไหร่ หัวของคุณจะยังคงนึกถึงมันวนไปซ้ำ ๆ อยู่อย่างไม่จางหาย

เนื้อหาของ Lost Records: Bloom & Rage จะว่าด้วยเรื่องราวของกลุ่มเพื่อนกลุ่มหนึ่ง ที่ตัดสินใจกลับมาเจอหน้ากันอีกครั้งในรอบ 20 ปี หลังจากที่เคยสาบานกันไปในช่วงวัยรุ่นแล้วว่า จะไม่มีวันมาเจอหน้ากันอีกด้วยเหตุผลปริศนาบางอย่าง

แต่เพราะ “บางสิ่ง” ในอดีตที่พวกเขาเคยกลบฝังลืมไป กลับย้อนคืนมาอีกครั้ง พวกเขาจึงต้องจำใจกลับมาพบกันใหม่เพื่อหาคำตอบของเรื่องราวทั้งหมด ซึ่งวิธีที่พวกเขาใช้ในการทำความเข้าใจเรื่องแปลกที่ว่านี้ ก็คือการ “ย้อนไปทบทวนรำลึกความทรงจำในอดีต” ที่เป็นช่วงชีวิตในวัยเด็กของพวกเขานั่นเอง

หากการกลับมาพบกันในตอนโตของ Max กับ Chloe คือการซ่อมสายใยความผูกพันผ่านการใช้ช่วงเวลาในปัจจุบันร่วมกัน การกลับมาพบกันในตอนโตของ Swann และเพื่อน ๆ ก็คือการซ่อมสายใยความผูกพันผ่านการย้อนกลับไป “มองอดีต” ที่เคยมีร่วมกันมา

ตั้งแต่ช่วงจบอินโทรที่ปูเรื่องราวและปัญหาทั้งหมด คนเล่นอย่างเราจะรู้สึกอยากเกาะติดกับเนื้อเรื่องในเกมไปจนจบเลย ด้วยความที่หลายอย่างในช่วงอินโทรจะมีปริศนาเยอะมาก ทั้งคำถามที่ว่า “ทำไม” ตัวละครเหล่านี้ถึงตัดสินใจแยกทางกันไปในวัยเด็ก และคำถามที่ว่า “อะไร” คือสิ่งที่พาให้พวกเขาตัดสินใจกลับมาเจอกันอีกครั้งในรอบ 20 ปี

ซึ่งคำถามทั้งหมดนี้คือแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้เราอยากรู้คำตอบและความเป็นมาของเรื่องราวทั้งหมด

แน่นอนว่า Lost Records: Bloom & Rage มันก็ไม่ได้เก่งแค่การโยนปริศนาใส่คนเล่นในช่วงต้นอย่างเดียว แต่เนื้อหาระหว่างทางทั้งหมดหลังจากนั้น ก็เต็มไปด้วยเรื่องราวที่น่าจดจำที่พาคนเล่นอย่างเรารู้สึกอินกับทุกท่วงทำนองอย่างหมดจด แถมมีครบทุกรสชาติ ทั้งความสนุก ความเศร้า ความสยอง ความอบอุ่น และความระทึก

เนื้อเรื่องของเกมจะใช้การสลับเล่าระหว่างเหตุการณ์ในอดีตและปัจจุบัน โดยจะเน้นเล่าไทม์ไลน์ในอดีตเป็นหลัก พาเราไปย้อนดูตั้งแต่แรกว่าแก๊งนี้มาเป็นเพื่อนกันได้อย่างไร มีชีวิตกันแบบไหน และผ่านอะไรมาด้วยกันบ้าง ซึ่งต้องบอกเลยว่ามันเป็นเรื่องราวที่น่าประทับใจและซาบซึ้งในชนิดที่ยากจะลืมเลือนเลย

ผนวกกับบทเพลงออริจินัลอันเป็นเอกลักษณ์ที่ประพันธ์ขึ้นมาสำหรับเรื่องราวในเกมโดยเฉพาะ นั่นจึงทำให้ฉากสำคัญ “ทุกฉาก” ในเกมยิ่งมีความน่าจดจำมากขึ้นไปอีก และมันน่าจดจำในชนิดที่ว่า ถ้าหากเราเปิดเพลงเหล่านี้ฟังเมื่อไหร่ ภาพของเหตุการณ์ในฉากนั้น ๆ จะย้อนกลัยมาฉายภาพในหัวเราทันที

See also  ผู้ชนะสาขา Best Multiplayer | ARC Raiders - THE BEST 2025

ที่สำคัญคือตัวละครทั้งหมดในเกมก็มีคาแร็คเตอร์อันมีเสน่ห์เหลือล้น ยิ่งเล่นก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวผู้เล่นเองก็เริ่มจะมองพวกเขาเป็น “เพื่อนจริง ๆ ” ไม่ต่างอะไรกับที่ตัวละครเหล่านั้นมองเห็นกันและกัน

ด้วยเหตุผลทั้งหมดที่มาว่านี้ ผลงานเกมอย่าง Lost Records: Bloom & Rage จึงเป็นหนึ่งในเกมที่มีเนื้อหาและการเล่าเรื่องที่ตราตึงเกมหนึ่งประจำปี 2025 นี้ และคู่ควรแก่การเข้าชิงในสาขา Best Narrative ในรางวัล GD THE BEST 2025 ของพวกเรา

Best Action

Hades II | ประสบการณ์เกมแอ็กชันที่สนุกติดพันจนต้อง “ขออีกตา”

“Hades II” คือการกลับมาของตัวตึงเกมแนว Roguelike ที่ในภาคนี้ มีการพลิกโฉมธีมและเปลี่ยนตัวเอกมาเป็น “Melinoë” เทพีผู้เป็นทายาทแห่งเจ้านรก

เมื่อตัวละครเปลี่ยน อาวุธต่าง ๆ ก็เปลี่ยนไป เช่นเดียวกันกับเมคานิกในเกมที่ทีมงาน Supergiant Games ก็มีพื้นที่ในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่อยู่เยอะมาก และก็ดูเหมือนว่าพวกเขาจะทำสำเร็จอย่างงดงามด้วย

เพราะผลลัพธ์ที่ออกมา มันคือประสบการณ์ที่เรียกได้ว่า “สนุกทุก Run” ต่อให้ตัวเกมจะสุ่มบัฟ สุ่มความสามารถแบบไหนมาให้ผู้เล่น มันก็ยังสามารถผสมคอมโบกันได้จนออกมาเป็น Build ใหม่ ๆ ที่สนุกกันไปคนละทาง

Hades ภาคนี้ ทำให้รู้สึกได้จริง ๆ ว่าทีมงาน ‘เคารพเวลา’ ของเราในการเล่นเกม แม้จะเป็นเกม Roguelike ที่หัวใจคือการเล่นซ้ำไปซ้ำมาหลาย ๆ Run แต่พวกเขาก็ไม่ปล่อยให้ Run ไหนเสียเปล่าเลย แถมยังรู้สึกว่าทุก ๆ การเลือกของเรานั้นมีความหมาย อยากลองเล่นต่อไปจนสุดทาง เพื่อดูว่า Build นั้น ๆ จะออกมาเก่งขนาดไหนกันแน่

ขณะเดียวกัน การนำเสนอท่วงท่าและน้ำหนักในการโจมตีแต่ละครั้ง ก็ยังคงต่อยอดมาได้ดีจากภาคแรก เพราะสิ่งที่ทีมงานมอบให้ผู้เล่นก็คือ ไม่ว่าคุณจะใช้อาวุธแบบไหน มันก็จะยังคงได้ฟีลลิ่งที่​ “สาแก่ใจ” ในยามใช้มันเก็บกวาดศัตรูออกไปทีละมาก ๆ ในฉาก

ดังนั้นแล้ว Hades II จึงเป็นอีกหนึ่งเกมที่จะทำให้ผู้เล่นรู้สึกติดพัน จนเล่นแค่ตาเดียวยังไงก็ไม่พอ อย่าปล่อยให้ธีม Witchcraft มาหลอกคุณได้ว่าภาคนี้จะแผ่วความเดือดลง เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ๆ มันตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง นี่คืออีกหนึ่งความสนุกชั้นครูที่คอเกมแอ็กชันไม่ควรพลาดจริง ๆ ในปีนี้

Wuchang: Fallen Feathers | ผลงานแอ็คชันชั้นดี ที่ไม่ได้มีดีแค่ทรวดทรงองค์เอว

แฟนเกม Souls จากผลงานของ From Software มักจะเรียกร้องอยู่เกมหนึ่ง นั่นก็คือ ‘Bloodborne’ ที่ไม่มีการ Remaster ลงเครื่องอื่น ๆ หรือมีภาคต่อซักที แต่ในปีนี้ เราได้เกมตัวแทนที่คุณภาพใกล้เคียงกับผลงานจากทีม From Software เลยทีเดียว 

Wuchang: Fallen Feathers ให้เรารับบทเป็น ‘วูชาง’ นักรบหญิงผู้ติดเชื้อร้ายที่ทำให้ร่างกายเกิดขนนกงอกขึ้นตามตัว อาการนี้ทำให้เธอสูญเสียความทรงจำ แต่เธอยังสามารถครองสติไม่คุ้มคลั่งกลายเป็นปีศาจเหมือนคนอื่น ๆ แถมเชื้อขนนกกลับกลายเป็นพลังที่ทำให้เธอแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ เธอจึงต้องออกเดินทางเพื่อค้นหาตัวตนของเธอและการหยุดยั้งเชื้อร้ายที่ระบาดไปทั่วดินแดน

เกมการเล่นของ Wuchang: Fallen Feathers ก็ยังคงความเป็นเกม Souls ที่ผู้พัฒนาหลายเจ้าเริ่มทำตามกันเป็นว่าเล่น แต่ Wuchang มีความโดดเด่นในเรื่องของอาวุธ, สกิล และระบบวิทยายุทธิ์ ที่เราสามารถสร้างคอมโบได้ตามอาวุธที่เราถนัด อาวุธบางชิ้นคุณสามารถเปลี่ยนเอาท่าวิทยายุทธิ์ของอาวุธชิ้นอื่นมาใส่ให้  และการโจมตีบางท่าจะทำให้ผู้เล่นได้ ‘พลังฟ้าจุติ’ ซึ่งเป็นเหมือนกับ มานา ในเกมนี้

แต่แทนที่เราจะต้องบริหารหลอดสีฟ้าเหมือนเกมอื่น ๆ เกมนี้จะให้เราบุกเข้าหาศัตรู โจมตีเพื่อเก็บพลังฟ้าจุติ และใช้มันในการออกท่าวิทยายุทธิ์หรือร่ายเวทย์มนต์ ซึ่งถ้าเราจัดเรียงท่วงท่าดี ๆ เราจะสามารถทำให้มันเป็นการโจมตีไร้ที่สิ้นสุด ทำให้มันเป็นเกมยากที่ตื่นตาตื่นใจอย่างมาก

การออกแบบฉากของ Wuchang ก็มีความใหญ่แถมซับซ้อนเอาเรื่อง ใครที่เคยสัมผัสฉากของ Dark Souls ภาคแรกมาก่อน จะต้องถูกใจการออกแบบฉากของ Wuchang อย่างแน่นอน คุณจะได้เห็นการเชื่อมต่อหลาย ๆ ฉากเข้าด้วยกัน ที่แทบทุกจุดสามารถเดินถึงกันได้โดยไม่ต้องโหลดฉาก ช่วยให้การสำรวจดูน่าสนใจพอตัว และการผจญภัยครั้งแรกที่เราได้เข้าไปเจอกับดักหรือการซุ่มโจมตีที่ทั้งชวนให้ตกใจ แต่ก็ทำให้เราตื่นเต้นอยู่ตลอดเวลา 

ถึงแม้ว่าเกมนี้จะถูกโปรโมทในบางช่วงด้วยดีไซน์ของชุดตัวเอกที่ดูจะวาบหวิวไปนิด (หรือไม่นิด..) แต่จริง ๆ แล้วเกมนี้จะมีชุดเกราะหลากหลายรูปแบบ ที่ทำให้ วูชาง ของเราเป็นสาวนักรบหลายมาด อยากให้เป็นสาวเท่ ให้เป็นสายเซอร์ สายเกราะเหล็กท่วมตัว หรืออยากจะวาบหวิวก็ได้ตามใจ 

นี่คือเกมแนว Souls ที่มีดีกว่าที่คิด แม้ว่าการออกแบบหลายอย่างจะไม่ได้เป็นสิ่งใหม่ เป็นการเอาสูตรผสมจากหลาย ๆ เกมมาผสมรวมกัน แต่มันก็เป็นเกม Souls ที่สนุก แถมเป็นตัวแทนของ Bloodborne ที่ดีมาก ทั้งบรรยากาศ ทั้งงานศิลป์และเกมการเล่นสุดมัน ใครที่เสี้ยน Bloodborne มานานเราขอแนะนำให้ลองเกมนี้ 

Shinobi: Art of Vengeance | ดุดัน สะใจ กระตุ้นอะดรีนาลีนคนเล่นตั้งแต่ต้นจนจบ

เชื่อว่าหลายคนสงสัยตั้งแต่เห็นคะแนนรีวิวเกมนี้ของเรา แล้วเกิดสงสัยว่าคะแนน 10/10 กับเกมแบบนี้ มันสูงเกินไปหรือเปล่า จนถึงตอนนี้ คำตอบของเราก็ยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง Shinobi: Art of Vengeance ไม่ใช่แค่เกมระดับ 10/10 แต่ถ้ามันจะได้มาแย่งชิงพื้นที่ในสาขา Best Action ของเรา ก็ต้องบอกว่าไม่เกินเลยแต่อย่างใด

ในขณะที่เกมอื่นพยายามจะเพิ่มคุณค่าในการเล่นด้วยการดัดแปลงกราฟิกแนว 2D Side Scrolling ให้ไปเป็น Metroidvania เพื่อที่จะได้ใส่ฉากซับซ้อน ใส่ Playtime ในการเล่นให้สูงลิ่ว แต่ Shinobi ยังคงรักษาเอกลักษณ์ต้นตำรับของตัวเอง แต่อัดสเกลเพิ่มเข้าไป แผนที่อาจจะไม่ได้ซับซ้อนเหมือนเกมอื่น แต่มันก็มีความกว้าง และถูกขยับขยายให้เราได้สำรวจบ้าง 

แต่ในแง่ของความเป็นแอ็กชัน นี่คือเกม 2D Side Scrolling ที่ดีไซน์ระบบการต่อสู้มาได้ดุดัน และถึงใจที่สุดแล้ว ศัตรูมีหลายแบบหลากสไตล์ให้เราต้องรับมือ แต่ตัวละครหลักของเราก็มีความสามารถรอบด้าน จะใช้ความสามารถไหน ตอบโต้ศัตรูด้วยอะไร หรือจะสังหารศัตรูด้วยวิชาใด ผู้เล่นเลือกเอง

อีกทั้งยังต้องบริหารจัดการว่าจะกำจัดศัตรูตัวใดก่อน ศัตรูตัวไหนที่เป็นอุปสรรคหลักในตอนนั้น แล้วค่อยไปฆ่าตัวอื่น ๆ และที่ชื่นชอบมาก ๆ คือเกมไม่มียาฟื้นพลังให้ แต่เราจะดรอปพลังชีวิตเพิ่มหลังจากใช้ท่าพิเศษกำจัดศัตรูได้ ยิ่งเป็นการกระตุ้นให้ผู้เล่นต้องต่อสู้แบบสุดฝีมือ เพื่อผ่านด่านและไปให้ถึงปลายทาง

นอกจากฉากแอ็คชัน การใส่ฉากแพลตฟอร์มที่ลื่นไหลก็ทำให้เราเข้าถึงประสบการณ์ความเป็นชิโนบิหรือนินจาได้อย่างสมบูรณ์แบบ แม้จะนำเสนอแบบ 2D แต่เมื่อถึงฉากของการตะลุยด่านแพลตฟอร์ม เราจะสัมผัสได้ทันทีว่านี่แหละ นินจาหรือชิโนบิของจริง มันต้องแบบนี้ แถมไม่ยากจนเกินไปด้วย

ถือเป็นการกลับมาที่คุ้มค่าแก่การรอคอยมาก แฟรนไชส์ Shinobi ห่างหายไปนานจริง ๆ และมันก็กลับมาได้อย่างสมศักดิ์ศรีเลยทีเดียว นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม Shinobi: Art of Vengeance ถึงเป็นหนึ่งในเกมที่ได้เข้าชิงในสาขา Best Action ของ GD THE BEST 2025

Ninja Gaiden 4 | ฟาดฟันอย่างฉับไว สาแก่ใจทุกคมดาบ

อีกหนึ่งซีรีส์ในตำนานที่กลับมาอีกครั้งพร้อมสานต่อเป็นภาคใหม่อย่างเต็มรูปแบบ Ninja Gaiden 4 กลับมาคราวนี้ ไม่ได้มาแค่ Ryu Hayabusa แต่พา Yakumo ยอดนินจาอีกคนมาให้ผู้เล่นสัมผัสด้วย และมันทำหน้าที่เกมแอ็กชันได้ยอดเยี่ยมถึงที่สุด

Ninja Gaiden 4 ไม่ใช่แค่เกมแอ็กชั่นมั่ว ๆ รัวปุ่มแล้วจะผ่านได้ แต่ความท้าทายและความตึงมือในแบบที่ Ninja Gaiden เคยทำได้จากภาคเก่า ๆ ถูกกลับมานำเสนอในรูปแบบใหม่ และเพิ่มความละเอียดในการควบคุมให้มากยิ่งขึ้น ทุกการเคลื่อนไหวหรือการกดปุ่มใด ๆ บนจอย จะออกมาเป็นท่าพิเศษต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการโจมตีบนพื้นดิน บนอากาศ งัดจากพื้นขึ้นไปบนอากาศ หรือกดจากอากาศลงมาบนพื้น ถูกออกแบบมาอย่างละเอียด และใช้ทุกปุ่มที่มีได้อย่างคุ้มค่าความเป็นเกมแอ็กชันที่สุด

แต่ก็ไม่ใช่ว่าเกมมันจะยากแบบเอามันอย่างเดียว แต่มันคือความยากที่จะให้คุณได้เรียนรู้ ตื่นตัว และวางแผนต่าง ๆ ตั้งแต่การต่อสู้ไปยันเรื่องการอัปเกรดสกิล ซึ่งสกิลในเกมนี้ก็มีหลากหลายท่วงท่าความสามารถ คุณถนัดการรัวจอยหรือจำคอมโบแบบไหนได้มากกว่ากัน คุณก็เลือกเรียนสิ่งนั้นก่อน แถมเกมยังมอบพื้นที่และเวลาให้คุณฝึกฝนการต่อสู้ได้ตลอดเวลา พ่วงด้วยการมีจุด Checkpoint รายทางให้เยอะมาก มีพื้นที่ฝึกสอนมาคั่นให้เยอะมาก ถ้าคุณไม่เก่ง คุณก็ต้องฝึก ต้องเรียนรู้ จนกว่าคุณจะเป็นสุดยอดนินจาที่จะกอบกู้โลกใบนี้เอาไว้ได้

และในดีกรีความเป็นเกมแอ็กชัน นี่คือหนึ่งในเกมที่โหดที่สุด เดือดที่สุด เลือดสาดท่วมจอมากที่สุด ทุกท่าโจมตีตั้งแต่ปกติไปจนถึงท่าสังหารพิเศษ มาพร้อมกับความรุนแรงแบบสะใจ ไม่กั๊กใด ๆ ทั้งสิ้น แถมจัด Pacing ระหว่างด่านได้ดีมาก ด่านไหนมีฉากบู๊หนัก ๆ แบบสะใจเน้น ๆ ก็จะมีความยาวที่พอดิบพอดี แต่ด่านไหนมีศัตรูส่วนใหญ่เป็นพวกกีกี้ ก็จะมีความยาว ให้ได้สู้หลายครั้งหน่อย ซึ่งตรงนี้เป็นจุดที่ชื่นชอบมาก

เกมที่ขับเน้น “ความเป็นแอ็กชัน” ได้เต็มสูบขนาดนี้ ไม่ให้เข้าชิงก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้ว

Doom: The Dark Ages | เมื่อลูกปืนยังไม่สาแก่ใจ

ไม่ว่าจะเป็นเกม Doom ภาคไหน มันก็จะมีความเดือดดาล รุนแรง ที่มอบความสะใจให้กับผู้เล่นอยู่เสมอ การได้รับบทชายคลั่งควงสรรพาวุธสุดอันตรายเข้ากวาดล้างฝูงปีศาจนรก นับเป็นความบันเทิงที่น้อยเกมจะสามารถเทียบเท่า และในปีนี้ Doom ก็ได้กลับมาอีกครั้งในชื่อ ‘Doom: The Dark Ages’

นี่คือภาคที่เล่าเหตุการณ์ย้อนกลับไปในช่วงก่อน Doom 2016 ที่ Doomguy หลุดมิติไปพบกับเผ่าพันธุ์มนุษย์บนดาวที่ห่างไกล ที่นั่นเขาได้รับพลังศักดิ์สิทธ์บางอย่าง แม้ว่าปกติเขาก็แข็งแกร่งกว่าคนธรรมดาอยู่แล้ว แต่คราวนี้เขากลายเป็นดั่งเทพจุติ ผู้มีพละกำลังและความว่องไวที่แทบไม่มีใครสามารถต้านทาน และการมาถึงของปีศาจนรกที่เริ่มการรุกรานดาวดวงนี้ ทำให้เขาต้องกลายเป็นผู้พิทักษ์จำเป็น ซึ่งเขาไม่เกี่ยงแต่อย่างใด เพราะสิ่งที่เขาโหยหาอยู่เสมอคือการฉีกกระชากเหล่าปีศาจ

จากที่ Doom จะใช้การหลบหลีกในการป้องกันตัว หยุดนิ่งไม่ได้ หยุดนิ่งคือตายหอง Doom: The Dark Ages ทำอะไรที่ต่างไป คุณสามารถตรงเข้าไปซัดปากกับปีศาจยักษ์ได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ ด้วยอาวุธใหม่นั่นคือ ‘Shield Saw’ ที่เป็นได้ทั้งการตั้งรับและโจมตี พระเอกของเราสามารถตั้งรับหรือ Parry การโจมตีถ้าเรากดถูกจังหวะ และการฟาดฟันระยะประชิดก็เป็นดาวเด่นพอ ๆ กับอาวุธปืน ทั้งถุงมือเหล็ก, ลูกตุ้มหนาม และ ตะบองนรก ต่างก็เป็นอาวุธสุดอันตรายที่มีข้อดี-ข้อด้อย 

และในภาคนี้ไม่มีการบังคับให้ใช้อาวุธตามสถานการณ์เหมือน Doom Eternal ทำให้ผู้เล่นสามารถสร้าง Build สุดโหดตามสไตล์ที่ตัวเองชอบ อย่างเช่นคุณอาจจะชอบปืน Skullcrusher ยิงกวาดศัตรูเป็นฝูง คู่กับลูกตุ้มที่การตีมีผลกับศัตรูเป็นวงกว้าง พร้อมกับรูนติดโล่ที่ทำให้หลังการ Parry จะมีปืนกลหัวไหล่สะบัดขึ้นมายิงเสริม ซึ่งถ้าคุณถูกใจมาก คุณสามารถใช้อาวุธชุดที่คุณชอบแทบจะทั้งเกม นับเป็นความหลากหลายแต่ก็คงความท้าทายพอตัว

และแม้ว่าเกมนี้จะเป็นเกมที่เน้นโหมดเนื้อเรื่อง ทีมงาน id Software ก็ยังขยันกับการปรับปรุงแก้ไข อัปเดตคอนเทนต์เข้ามาเสมอ อย่างถ้าใครเคยเล่นเกมนี้จบไปแล้วในช่วงแรก ณ เวลานี้ เราขอแนะนำให้ลองเปิดเล่นดูอีกที การต่อสู้หลาย ๆ จุด การวางตำแหน่งของอุปสรรค ได้รับการปรับปรุงให้มันสนุกท้าทายมากขึ้น จนคนที่เคยเล่นจบไปแล้วอาจจะถึงขั้นตกใจเลยทีเดียว 

และถ้านั่นยังสะใจไม่พอ เราก็ได้โหมด ‘Ripatoriam’ ที่ให้เราจัดการศัตรูเวฟไปเรื่อย ๆ รวมทั้งการที่เราสามารถสร้างสนามประลองของเราเอง ที่คุณเลือกได้ว่าจะให้ผู้เล่นเจอกับศัตรูชนิดใดและจำนวนเท่าไหร่ อยากจัดหนักสะใจขนาดไหนก็ละเลงได้เต็มที่

ถึง Doom: The Dark Ages จะไม่ใช่เกม Doom ที่สนุกที่สุดในมุมของผู้เขียน แต่มันก็เป็นอีกหนึ่งก้าวที่แปลกใหม่และเป็นภาคที่เหมาะกับผู้เล่นหน้าใหม่ในแง่ของระบบการเล่น (ไม่นับเนื้อเรื่องที่อาจจะงงพอตัว) เพื่อฝึกทักษะในการกวาดล้างปีศาจ ก่อนที่จะไปลองสัมผัสภาคอื่น ๆ ในภายหลัง

Best RPG

Where Winds Meet | RPG ม้ามืดที่ทำให้ฝันของแฟนวรรณกรรมจีนกำลังภายในเป็นจริง

สารภาพเลยว่า ไม่คิดไม่ฝันว่าเราจะมาถึงจุดที่เกมฟรี มีคุณภาพเทียบเท่ากับเกมซื้อ เพราะนอกจาก Where Winds Meet มันจะทำได้แล้ว มันยังทำถึงเสียด้วย 

Where Winds Meet มอบประสบการณ์เกม RPG ชั้นเยี่ยมให้กับผู้เล่น ทั้งเกมเพลย์การเล่น โลกในเกม ระบบต่าง ๆ ที่ถูกขัดเกลาและคิดค้นขึ้นมาอย่างดี ไล่ตั้งแต่เรื่องราวหลักที่เข้มข้นชวนติดตาม ไปจนถึงเรื่องราวยิบย่อยในยุทธภพที่มีตั้งแต่ตลกขำขันไปจนถึงจริงจัง บีบน้ำตา ดราม่าก็มีให้เห็น สุดแล้วแต่ผู้เล่นจะไปเจอเข้ากับสิ่งไหน

การพูดคุย การสนทนากับเหล่า NPC ที่มีเรื่องราวมากมายให้เราไปค้นพบ และอิสระในการเลือกเรียนวิชาต่าง ๆ จะฝากตัวเป็นศิษย์สำนัก หรือจะขโมยวิชากันแบบพยายาม และเกมผูกระบบบางอย่างเข้ากับความเป็นเกมออนไลน์ได้อย่างแนบเนียน เช่น อาการบาดเจ็บ ก็ต้องให้ผู้เล่นหาหมอมารักษา กติการใช้ชีวิตแต่ละสำนักก็ต่างกัน หากอยากทำแต้ม ทำคะแนน คุณก็ต้องไปทำสิ่งนั้นบ่อย ๆ และอาจจะมีปัญหากับผู้เล่นอื่น หรือต้องขอความช่วยเหลือจากผู้เล่นอื่นก็ได้ แล้วแต่ตัวผู้เล่น

การออกสำรวจที่มอบอิสระ วิชาตัวเบา การควบม้า หรือการเคลื่อนที่ ให้ความ Immersive แถมสะดวกสบาย ไม่บีบคั้นผู้เล่นจนเกินไป และพ่วงด้วยตัวเลือก Accessibility อย่างเช่นการปรับความยากให้ทุกคนมีประสบการณ์การเล่นที่เหมาะสมกับตัวเอง และทั้งหมดที่ว่ามานี้ มันคือเกมฟรี เกมฟรีที่คุณสามารถเข้าถึงได้ ทั้งบน PC และ Mobile ที่เพิ่ง Launch กันไป

ยังไม่รวมการอัปเดตในอนาคตข้างหน้าที่จะมาถึง นี่คือเกม RPG ที่ม้ามืดและทุกคนสัมผัสได้กันในตอนนี้ เวลานี้เลยทีเดียว

Clair Obscur: Expedition 33 | เมื่อคอเกม RPG มารวมตัวกัน ปลุกปั้นออกมาเป็นอีกหนึ่งสุดยอดผลงาน

และถ้าพูดถึงเกม RPG ที่โดดเด่นสุด ๆ ในปีนี้ แน่นอนว่าต้องเป็น “Clair Obscur: Expedition 33” เรื่องราวการเดินทางฝ่าชะตาลิขิต และแบกรับความหวังที่ส่งต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น

สิ่งที่ทำให้ผู้เล่นหลายคนสนุกติดพันไปกับ Expedition 33 มาก ๆ คงเป็นเรื่องที่ทีมงานจับเอาเกม Turn-based เข้ามาผสมรวมกับแอ็กชันแบบเรียลไทม์ ที่เราต้องคอยหลบหรือ Parry ให้ได้ด้วยในเทิร์นของศัตรู

แม้จะไม่ได้เป็นสิ่งใหม่เสียทีเดียว แต่พวกเขาก็ปรุงมันออกมาอย่างลงตัว จนออกมาเป็นความรู้สึกที่เหมือนว่าเรากำลังเล่นเกม Rhythm อยู่ ซึ่งผู้เล่นนั้นเต้นไปกับบทเพลง และศัตรูแต่ละตัวก็มีจังหวะทำนองที่แตกต่างกันไป

ขณะเดียวกัน นี่ก็เป็นเกม Turn-based ที่อาจจะไม่สามารถคำนึงคำนวณไปถึง 2-3 เทิร์นข้างหน้าได้สักเท่าไร เพราะสิ่งหนึ่งที่ก็สำคัญ คือในเทิร์นศัตรู เราก็ต้องหลบหรือสวนกลับให้แม่นยำด้วย มันจึงเป็นผลงานที่ทั้งเคารพในแนวทางคลาสสิค แต่ก็ทำบางส่วนให้ดูร่วมสมัย ท้าทาย และเข้าถึงผู้คนได้เป็นวงกว้างมากขึ้น

อีกหนึ่งความยอดเยี่ยมของ Expedition 33 ก็คืองานออกแบบตัวละคร ด้วยความที่เกมนี้ไม่ได้มีตัวละครหลักแบบ Self Insert ที่ผู้เล่นจะสามารถปรับแต่งอะไรได้ ดังนั้นแล้ว ทีมงานจึงต้องบรรจงออกแบบเอกลักษณ์และอุปนิสัยของแต่ละคนมาอย่างดี เพื่อให้เรารู้สึกผูกพัน และอยากสวมบทบาท ติดตามพวกเขาไปด้วยกันจนสุดปลายทาง

ด้วยเซ็ตติ้งโลกที่มีความซับซ้อน ชวนให้ตีความได้หลายทางตามแต่บริบทชีวิตของผู้เล่นแต่ละคน อีกทั้งยังมีเหล่าตัวละครที่ชวนให้หลงรักได้ไม่ยากเลย นี่จึงเป็นอีกหนึ่งสุดยอดผลงาน ที่คอเกม RPG อย่างทีมงาน Sandfall Interactive บรรจงถ่ายทอดมันออกมาอย่างสุดหัวใจ

และผลที่ได้ ก็คือความสำเร็จครั้งใหญ่ ที่เราเชื่อว่าทุกคนจะพูดถึงเกมนี้ต่อไปอีกนานเท่านาน

Avowed | การผจญภัยอันน่าจดจำ ที่ตลบอบอวลความผูกพัน คราบน้ำตา และความหวัง

ปราการด่านแรกสุดที่ทำให้เกม RPG นั้น ๆ มีเสน่ห์ก็คือโลกของเกมที่มี “ชีวิตชีวา” ซึ่ง Avowed ก็รังสรรค์โลกของมันออกมาได้น่าประทับใจมาก แน่นอนว่าสิ่งที่เห็นได้เด่นชัดสุดเป็นสิ่งแรกก็คงหนีไม่พ้นอาร์ตสไตล์ของโลกที่มักจะขับเน้นโทนสีประจำพื้นที่ต่าง ๆ ให้มีความโดดเด่น

แต่ปัจจัยสำคัญที่ทำให้โลกของ Avowed ดูมีชีวิตมากก็คือระบบนิเวศในแต่ละพื้นที่ที่เชื่อมโยงหากันอย่างแนบเนียน เมืองหรือพื้นที่แต่ละแห่งก็มีวัฒนธรรม ความเชื่อ และความขัดแย้งเชิงสังคมเป็นของตัวเอง ซึ่งเพราะแบบนี้เอง การผจญภัยใน “The Live Lands” จึงเต็มไปด้วยความน่าตื่นตาตื่นใจ และความตื่นเต้นอยู่ตลอด

และขึ้นชื่อว่าเป็นเกม RPG แล้ว ทางเลือกก็เป็นส่วนสำคัญเหมือนกัน แล้วจุดแข็งระดับตำนานของทางค่าย Obsidian ก็คือการใส่ทางเลือกมากมายให้ผู้เล่นได้ตัดสินใจ เพื่อที่การผจญภัยของผู้เล่นแต่ละคน มีแนวทางเฉพาะและความเป็นไปเป็นของตัวเอง ซึ่งต้องขอบอกเลยว่า Avowed มันก็ไปสุดในส่วนนี้จริง ๆ 

อย่างแรกเลยคือทางเลือกทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นในเควสหลักหรือเควสเสริม จะมีผลต่อโลกและเหตุการณ์สำคัญในเรื่องโดยตรง และทางเลือกของเกมนี้ก็ทำให้เราต้องทบทวนอะไรหลายอย่าง ทั้งเรื่องศีลธรรม ความเชื่อใจ เส้นแบ่งระหว่างดีชั่ว และอุดมการณ์หรือความเชื่อที่เรายึดถือ มีอยู่หลายครั้งมากที่ผู้เล่นอย่างเราแทบจะต้องนั่งคิดนอนคิดก่อนที่จะตัดสินใจช้อยส์อะไรบางอย่างในเกม 

มากไปกว่านี้ สภาพของพื้นที่บางแห่งในเกม ก็เปลี่ยนไปตามทางเลือกที่เราตัดสินใจไปด้วย ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันทำให้ประสบการณ์การเล่นเกมนี้ยิ่งมีความ immersive ขึ้นไปอีก

Avowed ถือเป็นเกมที่มีความโดดเด่นด้านการปรับแต่งตัวละครอยู่พอตัว เพราะระบบสกิลไม่ได้บังคับผู้เล่นให้เดินตามสายใดสายหนึ่งแบบตายตัว แต่จะสามารถผสมผสานความสามารถระหว่างการต่อสู้ระยะประชิด เวทมนตร์ และสกิลเชิงกลยุทธ์ได้อย่างยืดหยุ่นมาก เรียกได้ว่าผู้เล่นมีจินตนาการแบบไหน ตัวเกมมันก็รองรับจินตนาการที่ว่าแล้วพร้อมจะทำให่้เรา “เป็นแบบนั้น” 

ระบบนี้จึงทำให้ทุกการอัปสกิลมีความหมาย และสะท้อน “ตัวตน” ของตัวละครที่ผู้เล่นสร้างขึ้นจริง ๆ

ตัวละครร่วมทางใน Avowed ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นเพียงสมาชิกในปาร์ตี้ที่ออกมาช่วยเราต่อสู้ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการเล่าเรื่องอย่างแท้จริง แต่ละคนมีแรงจูงใจ ความเชื่อ และปมในใจที่แตกต่างกัน บางตัวละครอาจเห็นด้วยกับการตัดสินใจของผู้เล่น ขณะที่บางคนอาจเริ่มตั้งคำถามหรือไม่พอใจ

และสิ่งที่ทำให้ตัวละครเหล่านี้โดดเด่นคือ พวกเขามี “พัฒนาการ” ตามการกระทำของผู้เล่น ความสัมพันธ์มันสามารถแน่นแฟ้นขึ้น หรือร้าวฉานลงได้ตามการกระทำของเรา ทำให้ผู้เล่นรู้สึกผูกพัน และไม่กล้าตัดสินใจอะไรแบบไม่คิดหน้าคิดหลังถึงผลกระทบทางอารมณ์ของตัวละครเหล่านี้

ระบบการต่อสู้ของ Avowed ผสมผสานความรวดเร็วแบบแอ็กชันเข้ากับการวางแผนเชิง RPG ได้อย่างลงตัว ผู้เล่นต้องบริหารทรัพยากร เลือกใช้สกิลให้เหมาะกับสถานการณ์ และอ่านจังหวะของศัตรูอยู่เสมอ

โดยเฉพาะในโหมดยาก เกมจะไม่เปิดโอกาสให้เล่นแบบชิล ๆ ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยอาจพาเราตายได้ในช่วงเวลาไม่กี่วินาที ผู้เล่นต้องเรียนรู้ศัตรูแต่ละประเภท ใช้สภาพแวดล้อมให้เป็นประโยชน์ และปรับกลยุทธ์อยู่ตลอดเวลา เกมการเล่นใน Avowed จึงสนุกและมันมือมาก

ถึงแม้ว่าช่วงท้ายของเกม เราอาจจะแค่สแปมสกิลแรง ๆ ฆ่าศัตรูได้ในไม่กี่ช็อตแล้ว แต่กว่าจะไปถึงตอนนั้น เราก็ต้องผ่านความท้าทายในเกมไปมากโขระดับหนึ่งกว่าเราจะเป็นสุดยอดตัวโกงได้

ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ Avowed จึงคู่ควรอย่างยิ่งในการเป็นผู้เข้าชิงสาขา Best RPG ของ GD THE BEST 2025 นั่นเอง

Kingdom Come: Deliverance II | อีกหนึ่งสุดยอดเกม RPG ที่ดีที่สุดในรอบหลายปี

สำหรับหลายคนแล้ว เราเชื่อว่าเกม RPG ที่ดีคือการมีอิสระ ได้สวมบทบาทตามใจ ทำสิ่งที่ตัวเองอยากทำ และในปีนี้ Kingdom Come: Deliverance II ได้ขี่ม้าพุ่งทะยานเข้ามาคว้าหัวใจเหล่าเกมเมอร์ไปอย่างเต็มฝีเท้า 

นี่ไม่ใช่แค่ภาคต่อธรรมดา แต่คือการยกระดับไอเดียเดิม ๆ ของเกมภาคแรกให้สมบูรณ์แบบ เหมือนกับที่ The Witcher 3 เคยทำไว้ ด้วยการต่อสู้ระยะประชิดที่ยอดเยี่ยม การดำเนินเรื่องราวในยุคกลางที่ยิ่งใหญ่ กับภารกิจและเรื่องราวที่ล้วนแล้วน่าสนใจ ทำให้เกมนี้สมควรถูกยกให้เป็นหนึ่งในสุดยอดเกม RPG แห่งปีอย่างไม่ต้องสงสัย

สิ่งที่โดดเด่นที่สุดใน KCD II คือการสร้างโลกที่ใหญ่โต และ “มีชีวิตชีวา” อย่างไม่น่าเชื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมือง Kuttenberg ที่ต้องถือเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของวงการเกม RPG ยุคใหม่ เมืองแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นโดยอ้างอิงจากผังเมืองจริงในปัจจุบัน ทำให้การเดินสำรวจทุกซอกซอยเต็มไปด้วยเรื่องราวและภารกิจที่ไม่คาดฝัน แม้จะใช้เวลาเล่นไปแล้วกว่า 40 ชั่วโมง แต่การได้มาถึงเมืองนี้ก็ทำให้ผู้เล่นอยากใช้เวลาหลายวันในเกม ไปกับการจับจ่ายซื้อชุดเกราะเท่ ๆ หรือหาเสื้อผ้าเจ๋ง ๆ มาสวมใส่ ซึ่งนี่คือความรู้สึกที่เกมเมืองหลวงในโลก RPG ควรจะมอบให้กับแฟนเกม RPG

KCD II สานต่อเรื่องราวของ Henry ลูกชายช่างตีเหล็กที่กลายมาเป็นนักรบโดยไม่ตั้งใจ การผจญภัยของเขาถูกโยนเข้าไปอยู่ท่ามกลางการเมืองและการนองเลือด เต็มไปด้วยตัวละครที่ซับซ้อนและน่าจดจำ เนื้อเรื่องหลักนั้นยิ่งใหญ่ตระการตาเหมือนหนังทุนใหญ่ มีทั้งช่วงที่ทำให้เราเชียร์สุดใจและช่วงที่เรียกน้ำตาได้จริง ๆ 

ศัตรูตัวฉกาจของ Henry ก็ถูกเขียนบทมาอย่างดีจนทำให้ผู้เล่นต้องกลับมาทบทวนการกระทำของตัวเองตลอดการเดินทาง บทสรุปสุดท้ายของเรื่องราวนี้จึงเป็นหนึ่งในการเผชิญหน้าที่น่าจดจำที่สุดเท่าที่เคยมีมาในผลงานวิดีโอเกม

นอกจากเนื้อเรื่องหลักแล้ว สิ่งที่น่าประทับใจไม่แพ้กันคือ ความหลากหลายของภารกิจรอง ที่มีมากถึงเกือบ 100 เควส ผู้เล่นแทบจะไม่ได้ถูกส่งไปทำภารกิจง่าย ๆ อย่างฆ่าโจรหรือส่งของโดยไม่มีเหตุผลหรือจุดพลิกผันทางอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้องเลย ภารกิจเกือบทั้งหมดนั้นน่าจดจำ

การทำเควสรองในเกมนี้จึงไม่เคยรู้สึกว่าเป็นงานน่าเบื่อ เพราะทุกเควสล้วนมีเรื่องราวที่น่าสนใจ การผจญภัยของ Henry ที่เต็มไปด้วยการเขียนบทคุณภาพ ทำให้การเดินทาง 120 ชั่วโมงในเกมผ่านไปอย่างรวดเร็วและจบลงตอนที่หลายคนยังรู้สึกว่าอยากให้มีภาคต่อแบบทันที

Kingdom Come: Deliverance II ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นเกมที่เข้ามารับไม้ต่อจากเกม RPG ที่เน้นอิสระของผู้เล่นและโลกกว้างใหญ่แบบเปิดที่น่าสนใจ ซึ่งเคยเป็นจุดแข็งของทีม Bethesda ในอดีต

ด้วยเรื่องราวที่คิดมาอย่างดีและลึกซึ้ง และโลกที่น่าหลงใหล ทำให้มันเป็นประสบการณ์ RPG ที่จะตราตรึงใจผู้เล่นไปอีกนานแสนนาน สมควรถูกยกให้เป็นอีกหนึ่งสุดยอดเกม RPG แห่งปีอย่างแท้จริง

Citizen Sleeper 2: Starward Vector | ผลงานไซไฟ RPG ที่เรียบง่ายแต่เปี้ยมล้นไปด้วยห้วงอารมณ์

ขณะที่นักพัฒนาเกม RPG ทุนสูงต่างพยายามสรรหาวิธียกระดับองค์ประกอบต่าง ๆ ให้ดูน่าตื่นตา  โอบล้อมผู้เล่นด้วยความรู้สึกเสมือนจริงของโลกที่พวกเขาสร้างขึ้น นักพัฒนาเกม RPG เล็ก ๆ เลือกวิธีการที่ต่างออกไปราวกับเป็นอีกด้านของเหรียญ เกมของพวกเขาไม่ใกล้เคียงกับการเป็นโลกเสมือนจริง ตื่นตาตื่นใจแค่เท่าที่จำเป็น แต่ก็พยายามอย่างยิ่งที่จะคงแก่นของการเป็นเกมสวมบทบาทไว้ให้เข้มข้นที่สุด

ความน่าอัศจรรย์ของสองวิถีทางที่ต่างกันสุดขั้วเช่นนี้ก็คือ หลายครั้งหลายหน พวกเราพบว่ามันให้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกันอย่างเหลือเชื่อ เกม RPG ที่ยอดเยี่ยมหลายเกมต่างก็มอบประสบการณ์ท่องโลกสมมุติได้เต็มอิ่ม สื่อสารเจตนาของผู้สร้างได้ครบถ้วนผ่านการเล่น ไม่ว่าเกมเหล่านั้นจะอัดแน่นด้วยกราฟิกจากเทคโนโลยีล่าสุด พร้อมเสียงพากย์เต็มรูปแบบ หรือจะมีแค่บทบรรยายประกอบภาพนิ่งกับระบบเช็กค่าสเตตัสแบบสุ่ม

แม้จะไม่ถึงระดับสุดขั้วจนมีแต่ตัวหนังสือเต็มไปหมด แต่ Citizen Sleeper ก็ถือเป็นอีกเกมที่ใช้ปรัชญาการออกแบบเกมเล็กได้อย่างลงตัวและน่าสนใจอย่างยิ่ง กล่าวคือมันได้รวมเอากลไก dice placement จากเกม tabletop มารวมร่างเข้ากับการเลือกตัดสินใจกับการสุ่มเช็กสกิลอันเป็นกลไกหลักของเกม CRPG ประสบการณ์ที่ได้จากเกมจึงมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เป็นบอร์ดเกมฉบับดิจิตัลที่ถูกออกแบบมาอย่างรัดกุมและเล่าเรื่องราวได้เข้มข้นไม่แพ้ใคร

จากการผจญภัยเอาชีวิตรอดของแอนดรอยด์กึ่งชีวภาพในสถานีอวกาศโทรม ๆ Citizen Sleeper 2: Starward Vector ขยายขอบเขตของเรื่องราวออกไปไกลยิ่งขึ้นด้วยการเล่าเรื่องราวการหลบหนีแก๊งอาชญกรข้ามอวกาศของ Sleeper และผองเพื่อน เปิดโอกาสให้ทีมงานได้ใส่ระบบที่น่าสนใจหลายอย่างเข้ามาในเกม

เช่น การจัดการทรัพยากรระหว่างเดินทาง ระบบทีมภารกิจที่เพิ่มลูกเต๋าพิเศษเฉพาะฉาก ระบบความเครียดหรือแม้กระทั่งระบบลูกเต๋า Glitch  ทำให้ขอบเขตของเรื่องราวกว้างกว่าเดิมหลายเท่า และประเด็น “นิยามความเป็นมนุษย์” ที่เกมมุ่งสำรวจมาตั้งแต่ภาคแรกยิ่งลึกล้ำขึ้นไปอีก เมื่อเกมใช้ความผิดพลาดของผู้เล่น (ทั้งจากการตัดสินใจและการสุ่ม) เป็นแรงผลักสำคัญในการขับเคลื่อนเรื่องราว

คงปฏิเสธไม่ได้จริง ๆ ว่าปี 2025 ถือเป็นอีกปีที่ดีของวงการเกม และความเรียบง่ายแต่ลึกซึ้งสะเทือนอารมณ์ของ Citizen Sleeper 2 ที่เราได้สัมผัสก็ถือว่ามีส่วนในความยอดเยี่ยมนั้นอย่างแน่นอน

Best Horror

Silent Hill f | ผลงานสยองขวัญกลิ่นอายเอเชียระดับขึ้นหิ้งแห่งปี

ขึ้นชื่อว่าเป็นเกมตระกูล Silent Hill แล้ว ความสยองขวัญสุดขั้วก็คือของที่มาคู่กัน ยิ่งในภาคนี้ที่พวกเขาตัดสินใจกลับไปสู่รากเหง้าของความเป็นตะวันออก ทั้งในแง่ของปรัชญาในการสร้างเกม “เมืองห่าผี” ในแบบฉบับคลาสสิก และในแง่ของการนำเสนอที่หยิบญี่ปุ่นมาเป็นฉากหลังของเกมเป็นครั้งแรก

ผลงานอย่าง Silent Hill f จึงตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นอายความสยองและชวนขนหัวลุกในแบบเอเชียอย่างเข้มข้น

ทุกย่างก้าวที่เราผจญอยู่ในม่านหมอกของเมืองเอบิสุกะโอกะและโลกอีกฝั่ง มันได้ส่งกลิ่นอายความหวาดกลัวในรูปแบบต่าง ๆ ให้กับคนเล่นอยู่ตลอดทั้งเกม ทั้งความอึดอัด ความวังเวง ความระทึกเขย่าประสาท ความหวาดระแวง และความโกลาหลที่ยิ่งผ่านไปนานเข้า ก็มีแต่จะชวนคลั่งยิ่งกว่าเดิม

อีกทั้งในเชิงของเกมการเล่นแล้ว Silent Hill f ก็ขับเน้นความน่ากลัวออกมาผ่านระบบคอมแบ็ตได้อย่างหวาดเสียวกว่าภาคไหน ๆ เพราะในภาคนี้เราจะใช้ได้เพียงอาวุธระยะประชิดเท่านั้น นั่นหมายความว่าผู้เล่นอย่างเรา จะถูกบีบบังคับให้เข้าหาศัตรูที่เป็นเหมือนดั่งตัวแทนความสยองอยู่ตลอด ต่อให้ศัตรูจะอัปลักษณ์และไม่น่าเข้าใกลแค่ไหน เราก็ต้อง “ฝืนใจ” เข้าไปอยู่ใกล้มัน

ที่สำคัญก็คือ ความกลัวที่ถูกนำเสนอในเกมนี้ มันไม่ใช่แค่การพาเราไปเจอกับสภาพแวดล้อมหรือตัวประหลาดที่ชวนสยอง แต่ “ทุกความกลัว” ที่เราได้เห็น พบเจอ หรือสัมผัส ล้วนแล้วเป็นภาพแทนของการหยิบ “ความกลัวของผู้หญิงภายใต้ค่านิยมปิตาธิปไตย” มาฉายภาพให้เป็นโลกสยองของเมืองห่าผีในแบบที่จับต้องได้ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 ของเรา

ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้เอง ผลงานเกมสยองขวัญอย่าง Silent Hill f จึงเป็นอีกงานสยองขวัญมาสเตอร์พีซอีกหนึ่งชิ้น ที่ควรค่าแก่การเข้ามาอยู่ในลิสต์ผู้เข้าชิงสาขา Best Horror ด้วยประการทั้งปวง

Dead Letter Dept. | เพราะความจนมันน่ากลัวมากกว่าผีหรือปีศาจตัวไหน

Dead Letter Dept. คือเกมอินดี้สยองขวัญที่พิสูจน์ว่า “ความน่ากลัว” ไม่จำเป็นต้องพึ่งงานภาพอลังการ หรือเสียงตกใจที่ดังจนสะดุ้ง เพราะสิ่งที่ทำให้เกมนี้โดดเด่นจริงๆ คือการสร้างความอึดอัดอย่างเงียบงัน จนบรรยากาศรอบตัวคนเล่นรู้สึกเย็นวาบไปพร้อมกับจอที่ค่อยๆ มืดลงตามเรื่องราว

ระบบของเกมนั้นเรียบง่ายมาก ๆ คุณคือพนักงานคีย์ข้อมูลในกะกลางคืน ที่ต้องแก้ไขข้อมูลบนจดหมายที่ระบบอ่านไม่ได้ งานที่ดูธรรมดากลับค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นประสบการณ์สั่นประสาท เมื่อเนื้อหาบนจดหมายเริ่มบิดเบี้ยว หลายฉบับสะท้อนชีวิตที่โดดเดี่ยว บางฉบับเผยให้เห็นความรุนแรงแบบไม่ต้องอธิบายตรงๆ ทำให้ทุกครั้งที่จดหมายใหม่ปรากฏ ผู้เล่นต้องตั้งสติอย่างหนักว่าอีกฝั่งของกระดาษกำลังเล่าเรื่องราวอะไร

สิ่งที่ทำให้ Dead Letter Dept. พิเศษคือการดึงผู้เล่นเข้าไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ทั้งเงียบและกดดัน เสียงคลิกของคีย์บอร์ดในออฟฟิศร้าง กลายเป็นเสียงที่ดังเกินธรรมชาติ เสียงฝีเท้าที่เหมือนจะอยู่ใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ช่วยเติมความหลอนแบบที่ไม่ต้องเห็นตัวละครใดปรากฏตรงหน้า ความเงียบคือเครื่องมือสำคัญที่เกมใช้ในการสร้างภาพฝันร้าย ซึ่งยิ่งทรงพลังขึ้นเมื่อภาพเริ่มพร่ามัวตามอาการล้าตา ทำให้ช่วงท้ายเกมไม่ต่างจากการพยายามมองหาแสงสว่างในห้องที่ปิดตาย

ภายใต้ความสยอง เกมยังเล่าเรื่องการใช้ชีวิตที่ติดอยู่กับงานซ้ำซาก การหนีอดีต และความรู้สึกไม่มีทางออกของคนที่พยายามเริ่มต้นใหม่ จดหมายแต่ละฉบับสะท้อนภาระทางอารมณ์ของผู้เขียนราวกับเป็นเสียงเรียกจากความจริงอีกด้าน ผู้เล่นจึงไม่ได้เผชิญแค่ความหลอน แต่ต้องรับรู้เรื่องราวของคนแปลกหน้าที่ดูไกลตัวและใกล้ตัวในเวลาเดียวกัน

Dead Letter Dept. จึงเป็นเกมสยองขวัญที่ให้ความรู้สึกหลอกหลอนหลังเล่นจบ มันไม่ใช่ความกลัวแบบฉับพลัน แต่เป็นความกลัวที่ค่อยๆ ซึมเข้าหัวใจไปพร้อมกับจังหวะกดแป้นพิมพ์ 

ด้วยการเล่าเรื่องที่เฉียบคม บรรยากาศที่ชวนขนลุก และไอเดียที่เฉียบมากพอจะทำให้คนเล่นหยุดคิดถึงมันไม่ได้ Dead Letter Dept. จึงเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะถูกยกให้เป็นหนึ่งในผลงานสยองขวัญที่ดีที่สุดของปีอย่างแท้จริง

No, I’m Not a Human | ใช่คนรึเปล่าวะ?

ถ้าพูดถึงเกมสยองขวัญในปี 2025 ที่ไม่ได้พยายามทำให้เรากรี๊ดออกมาดัง ๆ ด้วยเสียงตุ้งแช่ หรือผีที่โผล่ออกมาใส่หน้าคนเล่น แต่เลือกจะค่อย ๆ บ่อนทำลาย “ความรู้สึกปลอดภัย” ในใจเราไปทีละนิด No, I’m not a Human มันก็คือเกมสยองขวัญในท่วงท่าลีลาแบบนั้น

หัวใจของความน่ากลัวในเกมนี้ ไม่ได้อยู่ที่ความสยองหรือความบิดเบี้ยวบนหน้าตาของ “บางสิ่งหรือบางอย่าง” ที่เราต้องพบเจอ แต่มันอยู่ที่ความหวาดระแวงแบบก้ำกึ่ง ที่คอยชวนให้เราตั้งคำถามว่า…

 “คนตรงหน้าเรา…มันเป็นมนุษย์หรือเปล่า?”

ซึ่ง No, I’m Not a Human มันก็เล่นกับความกลัวขั้นพื้นฐานที่สุดของมนุษย์ นั่นคือ “การไม่สามารถเชื่อใจใครได้” แม้แต่กับคนที่ดูปกติที่สุด เกมมันก็ไม่เลือกจะโยนความสยองแบบโต้ง ๆ เข้าหน้าเราเพื่อทำให้เรา “เริ่มหวาดกลัว” เพราะลำพังแค่การพูดคุย การสบตา หรือรายละเอียดเล็กน้อยที่ “ดูไม่เข้าที่” ของคน ๆ นั้น ก็เพียงพอจะทำให้เราระแวงไปหมดแล้ว ซึ่ง No, I’m Not a Human ก็เก่งกาจในเรื่องนี้เหลือเกิน

See also  ผู้ชนะสาขา Best Casual | Two Point Museum - THE BEST 2025

เกมสร้างบรรยากาศที่ตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง ทุกชั่วขณะของเกมจะมีบางอย่างที่ล้นกว่าปกติอยู่ตลอด ทั้งความเงียบเกินไป อึดอัดเกินไป และเหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังจับตาดูเราอยู่ทุกชั่วขณะ ไม่มีช่วงไหนของเกมเลยที่ปล่อยให้เราได้ผ่อนคลายจริง ๆ แม้แต่ตอนที่ไม่มีอันตรายเกิดขึ้นตรงหน้า

ความเงียบใน No, I’m not a Human มันคือความเงียบที่ทำให้เราคิดมาก และพาเราตั้งคำถามกับทุกสิ่งรอบตัว ยิ่งเราเล่นนานเท่าไหร่ ความกดดันนั้นก็ยิ่งทับซ้อนหนักขึ้นเรื่อย ๆ

สิ่งที่ทำให้เกมนี้หลอนเป็นพิเศษ ก็คือศัตรูในเกมที่มันไม่ได้มีรูปร่างอัปลักษณ์หรือผิดมนุษย์แบบเกมสยองขวัญทั่วไป แต่กลับ “ดูเหมือนมนุษย์ปกติทุกประการ”

นั่นจึงทำให้เราไม่มีทางรู้เลยว่าใครคือคน และการตัดสินใจผิดเพียงครั้งเดียว อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่อาจแก้ไขได้ ความสยองของเกมนี้จึงไม่ได้มาจากการหนีหรือการสู้ แต่มาจากการต้อง “เลือก” ภายใต้ความไม่แน่ใจ ซึ่งเป็นความกลัวที่กัดกินใจคนเล่นอย่างเงียบ ๆ

สุดท้ายแล้ว No, I’m not a Human มันคือเกมสยองขวัญที่เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า ความกลัวมันไม่จำเป็นต้องโฉ่งฉ่างหรือโหวกเหวก ขอเพียงแค่สิ่งนั้น (ที่ผิดปกติจากที่ควรเป็นไปเพียงเศษเสี้ยว) ก็สามารถสร้างความไม่น่าไว้วางใจ และเป็นบ่อเกิดของความสยองได้แล้ว

ด้วยความทรงพลังในการสร้างความสยองนี้เอง No, I’m not a Human จึงได้เข้าชิงรางวัลสาขา Best Horror ของ GD THE BEST 2025 แบบแทบไม่ต้องคิดอะไรเยอะเลย

Into the Dead: Our Darkest Days | ยามความสิ้นหวัง ถูกฉีกกระชากให้หลุดลุ่ยกว่าเดิมด้วยคนตายเดินดิน

ถือเป็นวิดีโอเกมของปีนี้ที่ขาดไปได้ไม่ได้จริง ๆ สำหรับสาขาเกมสยองขวัญยอดเยี่ยม เวลาที่เราพูดถึงเกมซอมบี้ เรามักจะได้เจอเกมซอมบี้ที่เน้นความแอ็กชันและความสะใจเข้าว่าเสียส่วนใหญ่ แต่ Into the Dead: Our Darkest Days มันคือหนึ่งในเกมซอมบี้ที่ตอกย้ำเราว่า โลกแบบนี้มันไม่ได้สนุกอย่างที่เราเข้าใจ

มันเป็นเกมที่สะท้อนให้เห็นว่า ความกลัวของโลก Zombie Apocalyspe มันไม่ได้มาจากฝูงผีดิบอย่างเดียว  หากแต่มาจากจากความสิ้นหวัง ความอดอยาก ความกดดัน และสภาวะความเป็นอยู่ของผู้คน ที่ความตายสามารถเข้ามาหาได้ทุกเมื่อ

ที่สำคัญคือ Into the Dead มันหยิบเกมการเล่นในแบบ This War of Mine มาผสมผสานเข้ากับเอาตัวรอดในโลกซอมบี้ได้อย่างลงตัวมาก การเอาชีวิตรอดในเกมนี้มันจะไม่ใช่แค่การต่อสู้กับซอมบี้ที่เป็นศัตรูหลักของเกม แต่มันยังมีเรื่องของการบริหารทรัพยากรอันจำกัด การดูแลผู้รอดชีวิต และการเลือกว่าจะ “เสี่ยง” หรือ “ถอย” ในแต่ละสถานการณ์

ซึ่งทุกการตัดสินใจล้วนมีผลตามมาเสมอ และบ่อยครั้ง ผลลัพธ์เหล่านั้นก็โหดร้ายเกินกว่าที่คนเล่นอย่างเราจะรับไหวเหมือนกัน บรรยากาศของเกมเต็มไปด้วยความอึดอัดและตึงเครียด ตั้งแต่การออกสำรวจพื้นที่อันตราย ไปจนถึงช่วงเวลาพักผ่อน ที่หลายครั้งมันก็ค่อยจะได้พักจริง ๆ เท่าไหร่

ความเงียบ ความมืด และเสียงรอบตัว ทำงานร่วมกันเพื่อกดดันจิตใจผู้เล่นอยู่ตลอดเวลา

ที่สำคัญที่สุด Into the Dead: Our Darkest Days คือเกมสยองขวัญที่โฟกัสไปที่ “ความเป็นมนุษย์” ในยามวิกฤต ผู้เล่นจะได้เห็นความกลัว ความเห็นแก่ตัว ความหวัง และการเสียสละ ผ่านตัวละครธรรมดาที่ไม่ได้เป็นฮีโร่หรือผู้เวษ ทำให้ความสยองของเกมนี้ยิ่งดูเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวเรา และทำให้เรา relate กับมันได้

ด้วยการผสมผสานระหว่างบรรยากาศอันกดดัน เกมเพลย์ที่ลุ้นระทึก และการนำเสนอความสยองในเชิงอารมณ์ Into the Dead: Our Darkest Days จึงเป็นหนึ่งในเกมที่คู่ควรอย่างยิ่งกับการเข้าชิงรางวัล Best Horror ของเรา

Cronos: The New Dawn | เมื่ออดีตคือความหวังของปัจจุบัน

ผลงานเกมสยองขวัญจากทีมพัฒนา Bloober team ผู้เคยฝากผลงานไว้ใน ‘The Medium’ และ ‘Silent Hill 2 Remake’ นี่คือผลงานใหม่ที่ออกมาได้อย่างกระชั้นกันสุด ๆ กับผลงานที่แล้ว และมันไม่ใช่เกมที่ออกมาขัดตาทัพรอ Silent Hill 1 Remake แต่อย่างใด มันคือเกม Survival Horror เกมใหม่ ที่มีเนื้อหาน่าสนใจอย่างมาก 

เรื่องราวของ Cronos: The New Dawn เกิดขึ้นในยุคอนาคตที่ไม่บอกเวลาชัดเจน โลกของเราเกิดเหตุโรคระบาดร้ายแรงในปี 1981 จนกลายมาเป็นอย่างทุกวันนี้ เราจะรับบทเป็น The Traveler หรือ ‘นักเดินทาง’ ผู้เป็นหนึ่งในเครื่องมือของสิ่งทรงภูมิบางอย่างที่เรารู้จักในชื่อ The Collective หรือ ‘หมู่คณะ’ โดยมีเป้าหมายในการเดินทางย้อนเวลากลับไปในอดีตเพื่อรวบรวมคนบางคนที่ถูก The Collective เล็งไว้เป็นเป้าหมาย เพื่อการธำรงค์ไว้ซึ่งเผ่าพันธุ์มนุษย์ 

หากใครเคยรับชมภาพยนตร์อย่าง ‘12 Monkeys’ ที่นำแสดงโดย บรูซ วิลลิส ก็น่าจะพอสัมผัสได้ว่านี่คือเกมที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากหนังเรื่องนั้นพอสมควร (หรือท่านผู้อ่านหลายท่านก็คงจะเกิดไม่ทัน..) เรื่องราวใน Cronos จะดำเนินไปอย่างลึกลับ ที่ก็นับเป็นหนึ่งในเสน่ห์ของเกม Survival Horror ที่มักไม่ค่อยมีใครพูดถึง ความเป็นมาของไวรัส ความเป็นจริงในปัจจุบัน และการตั้งคำถามถึงความเป็นมนุษย์ นับเป็นแรงดึงดูดหลัก ๆ ของเกมนี้ ที่จะพาให้เราผจญภัยไปจนจบเกม

แม้ว่าเกมการเล่นอาจจะไม่ได้มอบความแปลกใหม่ให้กับวงการ แต่มันก็เป็นเกมที่จะทำให้คุณแพนิคแทบจะทุกการต่อสู้ ในขณะที่เกม Survival Horror อื่น ๆ เราอาจจะต้องหาทางกำจัดศัตรูด้วยวิธีที่เด็ดขาด หรือหาเวลามากำจัดซากของมันก่อนที่มันจะกลายเป็นภัยร้ายยิ่งกว่าเดิม แต่ใน Cronos ภัยร้ายสามารถทวีคูณได้ระหว่างการต่อสู้ทันที

เพราะการกำจัดศัตรูหนึ่งตัว นั่นจะเป็นการล่อตาล่อใจศัตรูตัวอื่น ๆ ให้พุ่งเข้าไปหาซากของตัวแรก และทำการ ‘ร่วมร่าง’ ถ้าหากว่าคุณปล่อยให้การรวมร่างเสร็จสมบูรณ์ คุณจะได้เจอกับศัตรูที่แข็งแกร่งขึ้นและว่องไวกว่าเดิม ทำให้เราต้องจัดลำดับความสำคัญและใช้ทางเลือกที่มีในการป้องกันตัว 

ไฟ คืออาวุธที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการกำจัดเหล่าผู้ติดเชื้อ มันเป็นได้ทั้งการทำลายซากหรือใช้ในการสร้างความเสียหายพร้อมทำให้ศัตรูหยุดชั่วคราว แต่มันก็เป็นทรัพยากรที่มีน้อยนิด ทำให้เราต้องเลือกใช้ให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด และอาวุธของเราก็จะมีโหมดการยิงรองทุกแบบ แต่ก็ต้องอาศัยการเผื่อเวลาที่เหมาะสม เพราะถึงเราจะยิงแรงกว่าเดิม แต่กว่าที่อาวุธจะชาร์จจนยิงได้เราก็อาจจะถูกตบกลิ้งไปซะแล้ว ดังนั้นนี่คือการต่อสู้ที่ดูไม่หวือหวา แต่ต้องอาศัยการวางแผนและการกะจังหวะไม่น้อยเลย 

Cronos: The New Dawn อาจจะไม่ใช่สุดยอดเกม Survival Horror แต่ถ้าคุณชอบเกมอย่าง Resident Evil หรือ Dead Space นี่คือเกมที่คุณไม่ควรมองข้ามด้วยประการทั้งปวง

Best Independent Game

Hollow Knight: Silksong | 7 ปีแห่งการรอคอยที่คุ้มค่า

ถ้าจะมีเกมอินดี้เกมไหนที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดในปี 2025 นี้ ก็ต้องมีชื่อของ “Hollow Knight: Silksong” ปรากฏขึ้นมาในบทสนทนาแน่นอน

เพราะก่อนเกมออก มันก็สร้างกระแสไฮป์ได้อย่างยาวนานต่อเนื่อง และในวินาทีที่เกมออก มันก็สร้างปรากฏการณ์ที่ทำ Steam ล่มไปหลายชั่วโมง อีกทั้งหลังจากเกมออกไปแล้ว มันก็ยังสร้างความประทับใจ จนได้รับเสียงชื่นชมแบบท่วมท้นจากเหล่าผู้เล่นทั่วโลก

หนึ่งในคำชมที่หลายคนน่าจะเห็นตรงกัน ก็คือเรื่องของปริมาณคอนเทนต์ ที่ Team Cherry ผู้พัฒนา ใส่มันเข้ามาอย่างบ้าคลั่งเอามาก ๆ และมันไม่ใช่แค่สักแต่ว่าจะมีปริมาณเยอะอย่างเดียว เพราะรายละเอียด Gimmick ต่าง ๆ และงาน Level Design ก็ถูกสรรสร้างมาอย่างละเมียดละไม สมแล้วกับที่พวกเขาบอกว่าสาเหตุที่ใช้เวลานานถึง 7 ปี นั่นเป็นเพราะว่า “ทำเกมกันเพลินเกินไปหน่อย”

ในด้านเกมเพลย์เอง มันก็เป็นความสนุกถึงเครื่อง แบบที่คอเกมแอ็กชันจะต้องชอบ ด้วยความที่ภาคนี้ตัวเอกของเราเก่งขึ้นและคล่องแคล่วขึ้นกว่าภาคแรกมาก ๆ ดังนั้นทีมงานจึงไม่มีการออมมือ จัดมาให้หมดทั้งฉากบอสไฟต์อันท้าทาย และฉาก Platforming ที่ต้องอาศัยทักษะความสามารถไม่แพ้กัน

ทางฝั่งของงานกราฟิกและแอนิเมชันเอง ก็พัฒนาขึ้นกว่าภาคแรกแบบก้าวกระโดด แต่ละการขยับเขยื้อนของตัวละครล้วนทำออกมาได้เนียนตาน่าดูชม มันจึงเสริมแต่งให้เรื่องราวที่ทีมงานอยากเล่านั้นทรงพลัง และน่าติดตามไปตลอดตั้งแต่ต้นจนจบ

ยังมีเหตุผลอีกมากมายที่ทำให้ผู้เล่นทั่วโลกต่างเทใจให้กับ Hollow Knight: Silksong แต่เหนือสิ่งอื่นใด นี่ก็คือผลงานที่ปลุกปั้นขึ้นจากความรักและพากเพียรมาตลอด 7 ปีของทีมงาน คู่ควรแก่การได้เป็นหนึ่งในสุดยอดเกมอินดี้ประจำปีนี้จริง ๆ และจะถูกพูดถึงต่อไปได้อีกนานแสนนาน

Hades II | เดือดกว่าเดิม ดุกว่าเดิม อัดแน่นกว่าเดิม

เมื่อภาคต้นฉบับเป็นสุดยอดเกมแห่งปีของหลาย ๆ คน เรียกได้ว่าเป็นต้นแบบของเกมแนว Roguelite นับร้อยในท้องตลาด แล้วทำยังไงให้ภาคต่อมัน “ดีขึ้นกว่าเดิม”

Hades 2 แสดงพลังของเกมอินดี้ที่รู้ชัดว่าตัวเอง “โดดเด่น” ในจุดไหนและจะพัฒนาไปอย่างไรโดยไม่สูญเสียหัวใจของผลงานเดิม

เกมภาคต่อเกมนี้ขยายทุกอย่างที่เคยโดดเด่นในภาคแรกให้ลุ่มลึกและกลมกล่อมขึ้น ทั้งด้านตัวละคร การเล่าเรื่อง ระบบการเล่น และสไตล์ภาพลายเส้นเฉพาะตัวของ Supergiant Games ที่ค่อยๆ พาผู้เล่นให้เข้าไปอยู่ในโลกของเทพและไททันด้วยความงดงามที่ทำให้ทุกฉากมีความหมาย 

Melinoë  เป็นตัวละครที่มีเสน่ห์โดดเด่น มีทั้งความมุ่งมั่น ความกลัว และแรงผลักดันที่ต้องการยืนหยัดด้วยตัวเอง การเดินทางของเธอทำให้ผู้เล่นเข้าใจว่าโลกของ Hades ยังมีเรื่องราวอีกมากให้ค้นหา โดยมีตัวละครระดับคุณภาพคอยเสริมเสน่ห์ตลอดเส้นทาง

แต่จุดเด่นจริง ๆ ของ Hades 2 คือระบบการเล่น อันเป็นหัวใจสำคัญหลักที่ทำให้นี่เป็นสุดยอดเกมแห่งปีของหลาย ๆ คน การต่อสู้ในเกมนั้นรวดเร็ว สนุก ต้องคิดอย่างเป็นระบบ มีการวางแผน อาวุธแต่ละชิ้นสร้างเอกลักษณ์ชัดเจน ตั้งแต่คบเพลิงคู่ที่เคลื่อนไหวพลิ้วไหวไปจนถึงขวานยักษ์ที่ต้องอาศัยจังหวะที่แม่นยำ ทุกการเลือกเปลี่ยนแนวทางการต่อสู้ จนเกิดแผนการเล่นที่หลากหลาย การเพิ่มเส้นทางสองสายให้ผู้เล่นออกไปลุยแต่ละครั้งช่วยขยายความสดใหม่ของเกมได้ดีมาก ๆ อีกด้วย

ความใส่ใจของทีมยังปรากฏในรายละเอียดเล็ก ๆ ตั้งแต่บทสนทนาที่ตอบสนองต่อการเล่นของผู้เล่น ไปจนถึงการเชื่อมโยงตำนานกรีกเข้ากับบุคลิกตัวละครอย่างมีชั้นเชิง การปรากฏตัวของเหล่าเทพและไททันมีบุคลิกชัดเจน ทุกคนมีเหตุผลที่ทำให้คุณอยากกลับมาพูดคุยซ้ำเพื่อค้นหาความหมายใหม่ 

“ความใส่ใจ” ดังกล่าวเป็นเสน่ห์ที่โดดเด่น มันเน้นย้ำอยู่ในทุกรายละเอียดของเกมว่านี่เป็นผลงานที่ถูกสร้างขึ้นมาด้วย “ความรัก” อย่างแท้จริง เป็นหัวใจของความเป็น “อินดี้” ที่หลายคนรักและสัมผัสได้

ด้วยการพัฒนาอย่างมั่นใจ ขยายขอบเขตโดยไม่สูญเสียตัวตนเดิม และมอบประสบการณ์ที่ผสมผสานความงดงาม ความหนักแน่น และความคิดสร้างสรรค์เข้าด้วยกันอย่างลงตัว ทั้งหมดนี้ทำให้มันเป็นหนึ่งในเกมที่สมควรได้รับตำแหน่งสุดยอดเกมอินดี้แห่งปีอย่างไม่ต้องสงสัย (และก็คู่ควรกับรางวัลสุดยอดเกมแห่งปีด้วยเช่นกัน) 

“เล็กแต่โดดเด่น สร้างปรากฎการณ์ระดับโลก” นี่คือหัวใจของความเป็นอินดี้ที่ Hades 2 ทำได้สำเร็จอย่างแท้จริง

Blue Prince | ผลงานเกมไขปริศนาที่ท้าทายสมองของผู้เล่นในทุกภาคส่วน

ผลงานที่พิสูจน์ว่า “วิดีโอเกม” มีไอเดียหรือความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ มานำเสนอได้เสมอ นี่คือผลงานเกมไขปริศนาที่ท้าทายสมองของผู้เล่นในทุกภาคส่วน

ตัวเกมเล่าเรื่องราวของ Simon เด็กหนุ่มที่ได้รับมรดกเป็นคฤหาสน์ลึกลับของคุณลุง และต้องหาวิธีเข้าถึงห้องลับหมายเลขสี่สิบหกให้ได้ภายในคฤหาสน์ที่เปลี่ยนโครงสร้างภายในตลอดเวลา 

แม้จะเริ่มต้นด้วยพื้นฐานที่ดูเรียบง่าย แต่ทุกก้าวกลับพาผู้เล่นลึกลงไปในระบบปริศนาที่เชื่อมส่วนต่าง ๆ เข้าด้วยกันอย่างแยบยล จนเหมือนกำลังถอดรหัสปริศนาขนาดยักษ์ การสำรวจบ้านทุก ๆ วันกลายเป็นการทดลองที่ไม่เหมือนครั้งก่อน เพราะผู้เล่นต้องเลือกห้องต่อไปจากตัวเลือกแบบสุ่ม ทำให้การวางแผนแผนผังแต่ละวันกลายเป็นประสบการณ์ที่สดใหม่ และค่อยๆ พาผู้เล่นให้เรียนรู้กฎมากมายเพื่อหาวิธีไขความลับที่แสนซับซ้อน

เสน่ห์ของ Blue Prince ไม่ใช่แค่ห้องปริศนาที่ท้าทายหรือโจทย์ตรรกะที่ซ่อนอยู่ แต่คือการที่เกมใช้ระบบสุ่มอย่างชาญฉลาดเพื่อผลักผู้เล่นให้เชื่อมโยงเหตุการณ์ ข้อความ และเบาะแสจากรอบตัวเข้าด้วยกัน ทุกครั้งที่ค้นพบห้องใหม่หรือเอกสารชิ้นหนึ่งก่อให้เกิดคำถามและคำตอบในเวลาเดียวกัน 

เกมมอบอิสระเต็มที่ในการสังเกต วิเคราะห์ และตีความ ทำให้ความรู้สึกสำเร็จเมื่อไขปริศนาได้ด้วยตัวเองนั้นทรงพลังมาก ๆ เรียกได้ว่านี่เป็นผลงานเกมที่ถ้าคุณเล่นจบโดยไม่เปิดไกด์หรือเฉลยก็ต้องภูมิใจแน่นอนว่า “เรามันอัจฉริยะจริง ๆ”

การออกแบบในเกมนั้นซับซ้อนแต่ยอดเยี่ยม เนื้อหาที่เคยเหมือนเพียงฉากประกอบเริ่มเผยตัวเป็นเรื่องราวเต็มรูปแบบที่เกี่ยวพันกับประวัติครอบครัว ความทรงจำ และบาดแผลซึ่งทิ้งร่องรอยไว้ทั่วทั้งคฤหาสน์ การตามหาอดีตของลุงผู้ล่วงลับกลายเป็นเหมือนการสำรวจความซับซ้อนของครอบครัวที่แตกแขนงออกไปหลายสาย ผู้เล่นมักค้นพบข้อมูลที่ขัดแย้งกันและต้องเรียบเรียงความจริงด้วยตนเอง เนื้อเรื่องและเกมเพลย์ค่อย ๆ หลอมรวมกันจนกลายเป็นประสบการณ์การสืบสวนที่ละเอียดอ่อน

เรียกได้ว่าเป็นเกมที่เรารู้สึกถึงการได้เป็นนักสืบสมองเพชรอย่างแท้จริง

ด้วยความงดงามของไอเดีย การออกแบบปริศนาที่ลุ่มลึก และการเล่าเรื่องที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นอย่างมีชั้นเชิง Blue Prince จึงเป็นหลักฐานชัดเจนว่าความกล้าในการสร้างสรรค์สามารถก้าวข้ามขอบเขตเกมปริศนาแบบเดิมไปไกลกว่าที่คาดคิด มันคือประสบการณ์ที่จะติดอยู่ในหัวคุณไปนานแสนนาน

เป็นงานอินดี้ที่คู่ควรอย่างยิ่งกับการถูกยกให้เป็นสุดยอดเกมประจำปี นี่คือ “พิมพ์เขียว” ที่สมบูรณ์แบบชิ้นหนึ่งในฐานะของ “วิดีโอเกม” 

Keep Driving | การเดินทางบนท้องถนนแห่งความเป็นไปได้

หนึ่งในสิ่งที่เกมทำได้ดีเหนือสื่อศิลปะประเภทอื่นคือการถ่ายทอดประสบการณ์ผ่านการมีส่วนร่วมของผู้เสพ แม้ว่าคนทำเกมกับคนเล่นเกมจะมีพื้นเพต่างกันสุดกู่ แต่บางสิ่งก็เป็นสากลมากพอจะทำให้ทั้งสองฝ่ายรู้สึกตรงกันได้ เป็นสิ่งที่ทำให้มนตร์วิเศษของวีดิโอเกมทำงาน จนทำให้พวกเรารักวีดิโอเกมเหลือเกิน

ถ้ามองแค่รูปลักษณ์อย่างเดียว Keep Driving ก็ไม่มีอะไรน่าสนใจนัก เกมเล่าเรื่องราวของเด็กวัยรุ่นที่เพิ่งจะมีรถขับตัดสินใจเดินทางข้ามรัฐข้ามประเทศไปเทศกาลดนตรี แวะรับคนโบกรถข้างทาง ทำงานรายวันให้พอมีเงินกินข้าวเติมน้ำมัน ไม่มีอะไรรับรองว่าการเดินทางครั้งนี้เขาหรือเธอจะถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพ ไม่มีอะไรที่ดูจะเกี่ยวข้องกับนักเล่นเกมชาวไทยผู้นั่งรถเมล์ไปทำงานแม้แต่น้อย นอกจากเพลง alternative ที่เปิดในเกมฟังดูเท่เกินหน้าเกินตากับพิกเซลอาร์ตในเกมช่างพิถีพิถันเหลือเกิน

“…แต่ขอให้จำไว้ว่าจงใจเย็น ค่อย ๆ ไป คุณยังหนุ่มยังสาว ยังมีเวลาอีกเยอะ” ข้อความแสนเรียบง่ายจากผู้พัฒนากลับเป็นสิ่งที่ดึงดูดใจเอามาก ๆ มันทั้งอ่อนโยน มีพลัง และอธิบายแก่นของเกมได้ชัดเจนที่สุด เมื่อมันถ่ายทอดสารเชย ๆ อย่าง “จุดหมายไม่สำคัญเท่าระหว่างทาง” ออกมาในรูปประสบการณ์การเดินทางที่ขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยแรงจูงใจภายใน เราเดินทางแค่เพราะอยากเดินทาง ไม่ต้องแข่งกับใคร ไม่ต้องเอาชนะทุกอย่างเพื่อรางวัล จะเถลไถลหรือหยุดเมื่อไหร่ก็ได้ที่ต้องการ 

ประสบการณ์ที่เราได้จาก Keep Driving จึงสดชื่นอย่างยิ่ง แม้ว่าเมื่อพินิจดูดี ๆ แล้วองค์ประกอบด้านเกมเพลย์จะไม่ได้มีอะไรใหม่ ตัวเกมเป็น RPG ผลัดเทิร์น ที่มอนสเตอร์อาจจะมาในรูปของถนนขรุขระหรือรถติด มีคนโบกรถเป็นเพื่อนร่วมปาร์ตี้ มีอะไหล่รถเป็นอุปกรณ์สวมใส่

แต่การนำเสนอถือได้ว่าเป็นความแตกต่างที่แท้จริง เพราะมันกระตุ้นให้เรานึกถึงสิ่งหนึ่งที่เป็นสากลที่สุด นั่นคือความตื่นเต้นยามได้ออกเดินทาง เป็นความรู้สึกที่อยู่ระหว่างความยินดีและความหวาดกลัวจากการสัมผัสสภาพแวดล้อมที่ต่างไปจากชีวิตประจำวัน ความรู้สึกที่ไม่ว่าคุณจะโตที่สวีเดนหรือสิงห์บุรีก็มีไม่ต่างกัน

และบนโลกนี้คงมีไม่กี่เกมหรอก ที่ทำให้การขับรถเที่ยวทั้งสนุกและคมคายได้ขนาดนี้

Despelote | จดหมายรักแด่กีฬาฟุตบอล ที่ซึ่งเปี่ยมล้นไปด้วยความฝัน

คุณจำชั่วขณะที่คนทั้งประเทศดูการแข่งกีฬาแมตช์เดียวกันได้หรือเปล่า วันที่โลกดูเหมือนจะหยุดนิ่ง ทุกคนจับจ้องการแข่งขันในจอที่ใกล้ที่สุดอย่างไม่วางตา ทุกบทสนทนาโคจรอยู่กับเรื่องโอกาส ความหวังและความฝัน คล้ายกับเป็นช่วงเวลามหัศจรรย์ที่มีเสียงเฮดังขึ้นพร้อมกันทุกหนแห่ง

แน่นอนว่าใครหลายคนคงมีเรื่องแบบนี้ติดอยู่นเสี้ยวความทรงจำ คำถามต่อมาคือ ความทรงจำของคนเราเชื่อถือได้มาน้อยแค่ไหนกันเล่า ภาพที่จำได้ชัดเจนนั้นเราจำมันได้จริง ๆ หรือลูกเล่นของสมองแกล้งเติมบางอย่างเข้าไป เพราะสิ่งที่หลงเหลือในความทรงจำมีเพียงความรู้สึกเท่านั้น

Despelote เป็นอีกหนึ่งเกมที่หยิบยกเอาคำถามข้างต้นมาผสานเข้ากับประสบการณ์ส่วนตัวแล้วเล่าออกมาได้คมคายที่สุด ตัวเกมบอกเล่าเรื่องราวของฮูเลียน เด็กชายวัย 8 ขวบในเมืองกีโต เอกวาดอร์ กลางปี 2001 ซึ่งเป็นช่วงที่ทีมชาติเอกวาดอร์กำลังลุ้นเข้ารอบฟุตบอลโลกและกระแสฟุตบอลโลกเป็นเหมือนความหวังเดียวของคนทั้งประเทศในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำและการเมืองวุ่นวาย

มุมมองที่ผู้พัฒนามีต่อความทรงจำนั้นน่าสนใจ เมื่อพวกเขาจงใจถ่ายทอดส่วนหนึ่งของชีวิตด้วยลีลากึ่งจริงกึ่งฝัน ฉากเมืองกีโตของพวกเขาประกอบขึ้นจากภาพถ่ายจริง แต่รายละเอียดก็แสนจะคลุมเครือ ทุกอย่างประกอบขึ้นจากความทรงจำเมื่อ 20 กว่าปีก่อนล้วน ๆ เพราะเมืองกีโตในปัจจุบันก็เปลี่ยนไปเสียจนไม่เหลือเค้าเดิม

แต่สิ่งที่แจ่มชัดที่สุดที่เกมสื่อออกมาได้กลับเป็นสิ่งที่ไร้รูปร่างอย่างความรู้สึก โลกที่เด็ก 8 ขวบมองเห็น ฟุตบอลที่หมายถึงอะไรก็ตามที่เตะเข้าประตูสมมุติได้ ภาพของแมตช์หยุดโลกที่ดูเหมือนกับว่าผู้ใหญ่ทุกคนพร้อมใจกันหนีจากความจริงในช่วงเวลา 90 นาทีของการแข่งขัน

ทั้งหมดที่ว่ามานี้ล้วนทำให้ Despelote พิเศษ ตลอดต้นจนจบ 2 ชั่วโมงที่เกมดำเนินไป มันเป็นได้ทั้งเกมฟุตบอล อัตชีวประวัติของผู้สร้าง สารคดี และจดหมายรักถึงกีฬาฟุตบอลที่สื่อสารความแปลกประหลาดของความทรงจำออกมาได้อย่างคมคายและเปี่ยมอารมณ์ขัน

Best Multiplayer

REMATCH | เตะบอลกันทั้งวัน ตานี้ดับ ตาหน้าว่ากันใหม่

ปกติเราเคยเห็นกันแต่เกมฟุตบอลระดับเรือธง ไม่ EA FC ก็ Pro Evolution Soccer แต่มันเป็นเกมฟุตบอลแบบจริงจัง อิงตามหลักกติกาพื้นฐานของฟุตบอลจริง ๆ แม้คนเล่นจะเยอะ แต่ก็คงจะหลายคนที่อยากเล่นเกมฟุตบอลในแนวทางที่”ฉีกกว่าเดิม”

REMATCH ของทีม Sloclap ก็คงคิดแบบเดียวกันนี้ เกมนี้ถึงเกิดขึ้นมาได้ มันคือเกมฟุตบอลที่ Casual มาก จับจอยเล่นครั้งแรกอาจจะรู้สึกว่ายาก แต่พอเล่นเป็นแล้ว นี่คือเกมที่คุณจะกดขอ One More Game ได้เรื่อย ๆ จนกว่าคุณจะพอใจหรือได้ช็อตซัดลูกตุงตาข่ายสวย ๆ ไปอวดคนอื่น

รูปแบบของ REMATCH คือใช้กติกาฟุตบอลพื้นฐาน แต่ตัดกติกาจริงทิ้งให้หมด ไม่มีลูกออกนอกสนาม ไม่ต้องมานั่งเลือกตำแหน่งกองหน้า กองกลาง กองหลัง ใครอยากเล่นอะไรก็เล่น อยากรักษาประตูก็แค่ถอยไปอยู่หน้าโกล รองรับผู้เล่นหลายแบบ ไล่ตั้งแต่ 3v3 ไปจนถึง 5v5 เป้าหมายหลักของเกมนี้มันง่ายแสนง่าย คือยิงประตูเท่านั้น

แต่ด้วยความไร้กฎกติกาของมัน ผู้เล่นมีอิสระในการทำทุกอย่าง จะเสียบศัตรูจนหน้าคว่ำ เตะบอลชิ่งอัดกำแพง แล้วไปรับลูกคืน หรือจะอะไรยังไงก็ได้ ได้หมด ขอแค่ส่งบอลเข้าประตูฝ่ายตรงข้าม นี่คือเกม Multiplayer ที่ทั้งสดใหม่ สนุก เข้าถึงง่าย และเป็นที่นิยมประจำปีนี้อย่างไม่ต้องสงสัย ถึงแม้จะเป็นเกมขาย แต่ราคาก็ไม่ได้แพงมาก มี Progression ที่ชวนให้เราเล่นต่อ เป็นอีกหนึ่งเกมมัลติเพลเยอร์สำหรับคนที่ชื่นชอบฟุตบอล แต่เหนื่อยกับเกมฟุตบอลจริงจัง คุณไม่ควรพลาดเกมนี้จริง ๆ 

Elden Ring: Nightreign | เมื่อคอเกม Soulslike ไหลมารวมตัวกันจึงกลายเป็นความมันระดับห้าดาว

ถ้าจะมีเกมไหนในปีนี้ ที่คอเกม Soulslike ยกให้เป็นที่สุดแห่งความมัน เชื่อเหลือเกินว่าก็ต้องเป็น “Elden Ring: Nightreign” ผลงานสเกลกลาง ๆ ของ FromSoftware ที่เอาเข้าจริงดันสนุกสุดเหวี่ยงเกินคาดไปเยอะ

ความเจ๋งของ Nightreign มันคือการผสมหลาย ๆ ระบบเกมเพลย์เข้ามาไว้อย่างลงตัว ที่นี่เรามีทั้ง “วงบีบ” แบบเกม Battle Royale ศัตรูและบอสที่โหดสุดใจ รวมไปถึงการทำให้มันสามารถเล่น Co-op ได้ถึง 3 คน ก็นับเป็นรสชาติใหม่ ที่เราจะได้เห็นคอเกม Soulslike เข้ามาเจอหน้ากัน ระเบิดความเบียวไปด้วยกัน และมีพื้นฐานอะไรหลาย ๆ อย่างที่ทำให้เล่นเข้าขากันได้ดีแม้จะเป็นคนแปลกหน้าก็ตาม

ดังนั้น ต่อให้เกมนี้จะไม่มีช่องแชท ไม่มีให้เปิดไมค์พูดคุยเลย แต่ผู้เล่นก็ยังสื่อสารกันได้ผ่านการกระทำและการใช้ระบบ Ping ในเกม มันจึงเกิดเป็นโมเมนต์มึน ๆ ฮา ๆ ได้บ่อยครั้ง เช่น ถ้าเราลงไปสำรวจที่ใต้ปราสาทแล้วดันเจอเข้ากับบอส “นักล่ากระดิ่ง” (Bell Bearing Hunter) ก็แทบไม่ต้องสื่อสารอะไรกัน ทุกคนพร้อมจะหันหลังวิ่งหนีออกมาได้ทันที เพราะถ้าใครแหลมเข้าไปก็จะโดนพี่แกฟันฉับตัวขาดในดาบเดียวแน่ ๆ

อีกหนึ่งรสชาติใหม่ที่ทุกคนจะได้รับ นั่นคือ “ความฟิน” หลังจากที่อุตส่าห์บากบั่นและปราบบอสลงได้สำเร็จ ถึงจะฟังดูก็เหมือนเกม Soulslike ทั่วไป แต่สำหรับ Nightreign แล้ว กว่าคุณจะได้เจอกับบอสหลัก (Nightlord) ในแต่ละตา ก็ต้องรอดชีวิตไปให้ถึงวันที่ 3 ก่อน ซึ่งมันกินระยะเวลานานได้ถึง 45 นาที นั่นเท่ากับว่าบอสของเกมนี้ “เข้าถึงได้ยาก” โอกาสในการเรียนรู้ท่าโจมตีของมันก็เลยมีน้อยตามไปด้วย

จากปกติที่เวลาเล่นเกม Soulslike แล้วแพ้บอส เราเสียเวลาวิ่งกลับมาสู้ใหม่เพียงไม่กี่นาที คราวนี้พอเป็น Nightreign — คุณต้องใช้เวลา 45 นาทีในการกลับมาแก้ตัว เพราะแบบนั้นเอง เมื่อผู้เล่นร่วมมือกันจนปราบบอสตัวโหดลงได้ จึงแทบจะอยากก้มลงไปกราบแผ่นดิน เป็นฟีลลิ่งที่เหมือนยกภูเขาออกจากอกเลยก็ว่าได้

แถมพอมันเป็นเกม Co-op ก็ยิ่งยากไปอีกระดับ เพราะทีมงานก็จัดเต็มด้วยการทำให้บอสโหดขึ้น มีท่าอลังการและโจมตีเป็นวงกว้างขึ้น เพื่อให้เหมาะกับที่เราสามารถรุมมันได้ เท่านั้นไม่พอ พวกเขายังจะอุตส่าห์ใส่บอสเวอร์ชันที่ยากขึ้น มีท่าใหม่เพิ่มขึ้นเข้ามาอีก รวมถึงมีโหมดอภิมหายากที่ดำดิ่งลงไปได้ 5 ระดับ รอคอยอยู่ ณ ช่วง Endgame ให้มันสาแก่ใจสำหรับเหล่าเกมเมอร์ผู้เสพติดความเจ็บปวด

นี่เลยเป็นจุดสูงสุดของเกมค่าย FromSoftware อยู่เหมือนกัน ไม่ใช่ในแง่ว่ามันเป็นเกมที่ดีสุด แต่เป็นเกมที่ต้องอาศัยทักษะสูงสุดแล้ว แถมเก่งคนเดียวก็ไม่ได้ด้วย ทั้งปาร์ตี้ต้องเก่ง ต้องนิ่ง ต้องมีสติไปด้วยกันจนจบตา

แม้ประสิทธิภาพของเกมจะชวนให้ผู้เล่นต้องกุมขมับ และยังมีคุณภาพชีวิตอีกหลายอย่างที่ควรต้องปรับปรุง ความสนุกของมันก็ยังโดดเด่นมาก ๆ จนกลบข้อเสียเหล่านั้นไปได้เยอะ นี่คืออีกหนึ่ง “เกมหมา” สุดฮา สุดระทมแห่งปี ที่ถ้าใครชื่นชอบในเกมยากอยู่แล้ว และพร้อมจะนั่งจับจอยลุยฝ่าฝน ฝ่าคืนที่ปวดร้าวนี้ไปด้วยกันกับปาร์ตี้ “Elden Ring: Nightreign” ก็คืออีกหนึ่งเกมในปีนี้ที่ไม่ควรพลาดจริง ๆ

Battlefield 6 | การกลับมาที่รอคอย

หลังจากผิดหวังกันอย่างแรงใน Battlefield 2042 วันนี้ Battlefield กลับมาในรูปแบบที่แฟน ๆ ต้องการ ฉากสงครามยุคปัจจุบัน ระบบ 4 คลาสที่เป็นเอกลักษณ์ การทำลายล้างวินาศสันตะโร และจำนวนผู้เล่น 64 คน ที่กำลังพอเหมาะ นับเป็นการเลือกทางที่ถูกต้อง การันตีด้วยยอดขายสูงที่สุดและเร็วที่สุดในซีรีส์ Battlefield 

Battlefield 6 ไม่ได้เป็นการรีบู๊ตจักรวาล แต่เป็นเหมือนการแก้ตัวให้กับซีรีส์ ด้วยการสานต่อเหตุการณ์จาก Battlefield 4 และเขียนเรื่องที่เชื่อมไปสู่เหตุการณ์ของ Battlefield 2042 โดยที่ยังให้เหตุผลในการมีอยู่ของโหมด Battle Royale ที่เคยใส่มาตั้งแต่ Battlefield 5 ที่อาจจะไม่ได้หวือหวาน่าสนใจ แต่ก็นับเป็นความพยายามในการแก้ไขแนวทางที่ผิดพลาด พร้อมกับวางแนวทางที่เหมาะสมในการสานต่อในอนาคต

เกมการเล่นของ Battlefield 6 มาในรูปแบบที่ใกล้เคียงกับ Battlefield 4 แต่อยู่ในความเร็วและการเคลื่อนไหวที่ใกล้เคียงกับ Battlefield 5 โดยให้ระบบปืนเป็นการใช้ระบบกระสุนเบี่ยง ที่การยิงต่อเนื่องจะทำให้กระสุนกระจายตัวออกจากเป้า เน้นให้ผู้เล่นใช้การยิงเป็นชุดมากกว่าการกดค้างแล้วขืนแรง 

ซึ่งการแบ่งคลาสในภาคนี้จะไม่มีอาวุธปืนล็อคตามคลาสอีกต่อไป แต่จะเปลี่ยนเป็นระบบ ‘Signature weapons’ ที่คลาสนั้น ๆ จะมีปืนที่ถนัด ทำให้เรามีโบนัสเสริมหากเลือกอาวุธที่ถูกคลาส ส่วนการเคลื่อนไหว ผู้เล่นก็สามารถปีนป่าย นอนหงาย วิ่ง-สไลด์ หรือกระโดดทะลุหน้าต่าง ทำให้เกมการเล่นรวดเร็วฉับไว แต่ก็ไม่เร็วเกินไปจนเสียความเป็น Battlefield และระบบการขับยานพาหนะที่เข้าใจง่ายเหมือนกับ Battlefield 4 แต่การจะเล่นให้เก่งต้องอาศัยชั่วโมงการขับขี่ที่เยอะพอตัว 

โหมดการเล่นที่เป็นรูปแบบของ Battlefield กลับมาอย่างครบครัน แต่ก็มีโหมดใหม่ ๆ ที่น่าสนใจ อย่าง ‘Escalation’ ที่เป็นการผสมกันระหว่าง Conquest กับ Breakthrough โดยที่การนับแต้มจะแบ่งเป็น 3 ยก ฝั่งไหนจะได้แต้มก็อยู่ที่ว่าใครยึดธงได้มากกว่า และในยกถัดไปจำนวนธงก็จะลดลงเรื่อย ๆ บีบให้ผู้เล่นเข้ามาโรมรันกันในจุดเล็กลงเรื่อย ๆ ทำให้มันเป็นโหมด Conquest ที่ตื่นเต้นกว่าปกติ

และหากคุณยังไม่อยากซื้อเกมเต็ม คุณก็สามารถทดลองเกมนี้ได้แบบฟรี ๆ ในโหมด ‘RedSec’ หรือโหมด Battle Royale นอกจากโหมดปกติที่เอาวงบีบพายุไฟ หรือ ‘Firestorm’ กลับมาจากภาค 5 เรายังมีโหมดเสริมอีกตัวที่มีชื่อว่า ‘Gauntlet’ ที่จะแบ่งผู้เล่นเป็นหมู่รบ แต่ละหมู่จะต้องแข่งกันทำแต้มตามภารกิจในแต่ละรอบ เพื่อให้หมู่ของเราผ่านการคัดเลือกเข้าไปเล่นในยกถัดไป นับเป็นอีกรสชาติของโหมด Battle Royale ที่สนุกถึงใจ ซึ่งคนที่ยังไม่มีเกมหลักก็สามารถเล่นได้ฟรี ๆ ไว้ประกอบการตัดสินใจก่อนซื้อเกมเต็ม

จริงอยู่ว่ามันไม่ได้ดีรอบด้าน ทั้งโหมดเนื้อเรื่องที่ต่ำกว่ามาตรฐานแม้จะเทียบกับเกม Battlefield ด้วยกัน หรือการออกแบบแผนที่ในช่วงเกมเปิดก็ไม่ได้น่าจดจำสักเท่าไหร่ แต่ด้วยเกมการเล่นที่ถึงอกถึงใจ การอัปเดตคอนเทนต์ที่มีอะไรใหม่ ๆ อยู่เสมอ และความใส่ใจของผู้พัฒนาที่คอยแก้ปัญหา แถมสามารถปราบคนเล่นโกงได้อยู่หมัด ใครเป็นสายเกมยิง Multiplayer ล่ะก็ ยังไง Battlefield 6 ก็คือเกมที่คุณห้ามพลาดเด็ดขาด   

PEAK|เกมสุดบันเทิง เล่นเพลินในกลุ่มเพื่อน พร้อมสร้างคอนเทนต์ให้เฮฮาไม่รู้จบ

ใครจะไปคิดว่าจากเกมที่เปรียบเสมือนโปรเจกต์ฆ่าเวลาของทีมสร้างเกมอินดี้นามว่า Aggro Crab ที่เคยฝากผลงานสุดบันเทิงเชิงโหดป่วนอย่าง Another Crab’s Treasure จะกลายมาเป็นเกมที่ผู้เล่นทั่วทั้งโลกโปรดปรานเช่นนี้

PEAK มีกติกาการเล่นที่เข้าใจได้ง่ายมาก หากแต่ก็ยากมากที่จะทำให้ได้ชำนาญ ซึ่งนั่นก็คือปีนขึ้นไปให้ถึงยอดเขาให้ได้โดยที่คุณกับเพื่อนไม่ม่องเท่งไปซะก่อน บวกรวมกับภาพกราฟิกที่น่ารักของเหล่าตัวละครและส่วนอื่นในเกมที่ดูสบายตา ก็ช่วยดึงดูดให้หลายคนอยากมาเล่นเกมนี้ได้ไม่ยาก

และเพราะการที่ตัวเกมมันยากขนาดหนัก โหดขนาดนี้ เพื่อนที่มาเล่นด้วยกันก็ไม่รู้ว่าจะไว้ใจได้ขนาดไหน แถมยังไม่รู้ว่าทางข้างหน้าจะไปเจอกับอะไร ทำให้มันกลายเป็นเกมที่สร้างเรื่องราวที่คาดเดาไม่ได้และลุ้นระทึกในทุกรอบ ไม่ว่าจะคนดูหรือคนเล่นก็ล้วนบันเทิงทั้งสองฝั่ง รวมกับการขยันอัปเดตของทีมงานก็ทำให้ PEAK กลายเป็นขวัญใจของผู้เล่นไปแบบไม่ยาก

แม้องค์ประกอบและรูปแบบการเล่นของ PEAK จะไม่ได้ใหม่ถึงขั้นแหวกแนวจากเกมแนวเดียวกันที่เคยออกมาก่อนหน้า ทว่ามันก็ส่งมอบความบันเทิงเต็มขั้นให้กับผู้ที่ได้เล่นอย่างสุดความสามารถ และยิ่งสนุกขึ้นไปอีกสำหรับการเล่นร่วมกันกับมิตรสหายที่รู้ใจ พร้อมสร้างช่วงเวลาดี ๆ ให้กับทุกคนที่เล่นได้ตลอดเวลา

แม้จะไม่ได้ตูมตามสะใจ แต่จากความบันเทิงอันล้นหลามของมันก็ทำให้เกมอินดี้เล็ก ๆ เกมนี้เข้าร่วมเฟรมเป็นผู้ท้าชิง The Best 2025 ในสาขา Best Multiplayer ได้ด้วยเช่นกัน

ARC Raiders | เกมยิง Multiplayer ที่ทำให้คอเกมยิงรู้สึกเหมือน “กลับไปเป็นเด็กติดเกม” อีกครั้ง

ทุกภารกิจไม่ใช่แค่การไล่ล่าเหรียญรางวัลหรือเก็บของ แต่คือการเอาชีวิตรอดจากทั้งศัตรูที่เป็นหุ่นยนตร์และมนุษย์ด้วยกันเอง ทำให้การเล่นในทุก ๆ รอบนั้น “คาดเดาไม่ได้” อย่างแท้จริงว่าจะเกิดอะไรขึ้น

Arc Raiders ค้นพบสมดุลในการผสมความยากแบบ Hardcore กับการเข้าถึงง่ายโดนใจสาย Casual ให้เข้ากันอย่างสมบูรณ์แบบ เมื่อรวมเข้ากับความยอดเยี่ยมในส่วนอื่น ๆ ของเกมทั้งงานภาพ งานเสียง และระบบการเล่น ทุกอย่างจึงออกมาเป็นส่วนผสมของเกม Multiplayer ที่สนุกสมบูรณ์ลงตัว

ในขณะที่เกม Loot Extraction กำลังเป็นกระแสมาแรง และทีมพัฒนาหลายทีมก็คาดหวังว่าจะปั้นเกมแนวนี้ที่ยอดเยี่ยมติดตลาดของตัวเองออกมาได้สำเร็จ ทีมงาน Embark ได้เดินหน้านำไปหนึ่งก้าวและพิสูจน์ให้โลกได้เห็น ว่าเกมยิง Loot Extraction ก็สนุกและสามารถเป็นผลงานที่เกมเมอร์ทั่วไปเข้าถึงกันได้ทุกคน

นี่คือประสบการณ์เกม Multiplayer ที่ให้ทั้งความตื่นเต้น ความท้าทาย และความรู้สึกผูกพันกับทีม ถือเป็นหนึ่งในเกมที่โดดเด่นของปี เพราะมันสามารถมอบช่วงเวลาที่ผู้เล่นจะจดจำไปอีกนาน

Arc Raiders ไม่ได้เป็นแค่เกมยิงธรรมดาทั่วไป แต่มันเป็นการ “ปฎิวัติ” เกม Multiplayer ที่ผสมเกมการเล่นแบบ PvPvE เข้ากันอย่างลงตัว ทุกฉากทุกเหตุการณ์ล้วนเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ คุณอาจจะเจอมิตรแท้ได้รับการช่วยเหลือจากคนแปลกหน้าโดยไม่รู้ตัว คุณอาจถูกหักหลังจากผู้เล่นที่คุณไว้ใจที่ร่วมต่อสู้กันมายาวนานหลายสิบนาที 

ท่ามกลางเกมยิงมากมายในปี 2025 นี่คือผลงานที่แตกต่างโดดเด่นเกินกว่าใครและเหมาะสมที่จะเข้าชิงชัยในตำแหน่ง “Best Multiplayer” ใน GD THE BEST 2025 อย่างแท้จริง 

Best Casual

Two Point Museum | พิพิธภัณฑ์ดูดวิญญาณที่พาคนเล่นชิวจนลืมเวลา

เกมซีรีส์ Two Point นั้น ประสบความสำเร็จด้วยดีเสมอ นับตั้งแต่ภาค Hospital และ Campus และสำหรับการจัดการพิพิธภัณฑ์อย่าง Museum นั้นก็ถือว่าเป็นอีกความสดใหม่ที่ทาง Two Point มอบให้เรา

แม้เกมบริหารจัดการจะฟังเป็นแนวเกมที่เล่นได้ยาก และต้องใช้สมอง แต่กับ Two Point Museum ไม่ใช่แบบนั้น นี่คือเกมที่ออกแบบมาให้เข้าถึงง่าย เล่นง่าย และสนุกไปกับมันได้อย่างเพลิดเพลิน และเอกลักษณ์ของ Two Point แต่เดิมนั้น คือเกมที่เน้นขายความตลก ไม่ซีเรียส ทุกคนเล่นได้ ในภาค Museum นี้ ความคิดสร้างสรรค์ต่าง ๆ จึงถูกอัดเข้ามาแบบจัดเต็มยิ่งกว่าสองเกมก่อนหน้า

หน้าที่ของการเป็นผู้บริหารจัดการพิพิธภัณฑ์มีมากมายหลายแบบ ตั้งแต่จัดจ้างพนักงาน คอยจัดโบราณวัตถุเพื่อจัดแสดง ดึงลูกค้า โปรโมท ประชาสัมพันธ์ ขยายหน่วยงานใหม่ และระบบที่เป็นฟีเจอร์สำคัญของเกมภาคนี้เลยคือการส่งทีมสำรวจออกไปหาวัตถุโบราณใหม่ ๆ 

ฟังดูแม้จะเหมือนว่ามันเยอะจนเกินเข้าใจ แต่เมื่อถึงเวลาเล่นจริงแล้ว ทุกอย่างมันไม่ได้ยากขนาดนั้น ทุกคนสามารถเข้าถึงเมนูต่าง ๆ ด้วยการกดปุ่มไม่กี่ปุ่ม เข้าใจระบบหลายอย่างได้ในเวลาไม่นาน จากนั้นผู้เล่นอยากจะออกแบบตัวพิพิธภัณฑ์ให้เป็นแบบไหน ก็แล้วแต่ไอเดียสร้างสรรค์ของตัวเอง

Two Point Museum ถือเป็นอีกเกมที่ต่อยอดจากเกมเก่า ๆ ในซีรีส์ได้ดี นำเอาจุดแข็งจากภาคเก่ามาปรับปรุงแก้ไข นำเสนอสิ่งใหม่เสริมเพิ่มเติมเข้าไป กลายเป็นอีกเกมแคชชวลที่เล่นสนุกจริง ๆ สำหรับปีนี้

Sonic Racing: CrossWorlds | ผู้ใหญ่ซิ่งได้ เด็กน้อยก็ซิ่งดี

ผลงานเกม “แข่งรถ” เล่นสนุกเข้าถึงง่ายโดนใจทุกเพศทุกวัย แม้ฉากหน้าจะดูไม่มีอะไรแต่ Sonic Crossworld กลับใส่ระบบและเกมการเล่นที่เข้าใจผู้เล่นทุกกลุ่ม มันจึงไม่ใช่แค่เกม “เล่นง่าย” ธรรมดา ๆ แต่เป็นผลงานที่ผ่านการคิดมาอย่างดีแล้วว่าจะทำยังไงให้ผู้เล่นทุกระดับสนุกกับเกมนี้ได้

See also  เทคนิคพื้นฐานเคล็ดลับ Overwatch

นี่เป็นผลงานเกม Casual ที่โดดเด่นที่สุดเกมหนึ่งของปี ไม่ใช่เพราะการนำเสนอแบบสดใสที่ทำให้เหมาะกับทุกคน แต่เพราะมันเข้าใจหัวใจของเกมประเภทนี้อย่างแท้จริง 

นั่นคือการทำให้ผู้เล่น “สนุกได้ทันที” โดยไม่ต้องคิดมาก แค่หยิบจอยขึ้นมา เกมก็พาเราก้าวเข้าสู่โลกแห่งความเร็วแบบข้ามมิติ ที่เต็มไปด้วยสีสัน

ความหลากหลาย และความคิดสร้างสรรค์ที่หลอมรวมกันอย่างลงตัว เมื่อไม่มีภาระทางเนื้อเรื่องให้ต้องติดตาม การนำเสนอและระบบการเล่นจึงถูกผลักดันขึ้นมาเป็นแกนหลักที่ยอดเยี่ยม และนี่คือสิ่งที่ Crossworld ทำได้อย่างน่าประทับใจ

งานภาพและสนามแข่งคือจุดเด่นแรกที่ทำให้เกมนี้โดดเด่น การหยิบสเตจจากหลากหลาย ตระกูลเกม ภายใต้ SEGA หรือแบรนด์ที่มาร่วมคอลแลบ ทำให้แต่ละสนามมีเอกลักษณ์และเต็มไปด้วยลูกเล่น เช่น ฉากสไตล์คาสิโนจาก Persona และดินแดนต่างมิติของ Sonic ทุกสนามมีดีไซน์ที่เน้น “ให้สนุก” มากกว่าจะเป็นแค่พื้นหลังสวยงามเฉย ๆ ทำให้การแข่งในแต่ละรอบมีเสน่ห์เฉพาะตัวและไม่รู้สึกจำเจ

ความเป็น Casual ที่แท้จริงยังถูกขับเน้นด้วยระบบการเล่นที่ปรับสมดุลมาแบบเข้าถึงง่าย ทุกคนมีโอกาสพลิกเกมได้เสมอผ่านระบบไอเทมที่ออกแบบให้ผู้เล่นระดับต่าง ๆ ไม่ถูกทิ้งห่างจนหมดสนุก ประกอบกับระบบวงแหวนที่กลายเป็นคะแนนโบนัสท้ายเกม 

ทำให้แม้เข้าเส้นชัยเป็นอันดับรอง ๆ ก็ยังสามารถแซงขึ้นมาได้ถ้าเล่นอย่างชาญฉลาด ความตื่นเต้นตรงนี้ทำให้ทุกการแข่งเต็มไปด้วยจังหวะพลิกผันที่สร้างเสียงหัวเราะและอารมณ์ขันร่วมกับเพื่อน ๆ ได้เป็นอย่างดี

“ความเข้าถึงง่าย” ทั้งในด้านประสิทธิภาพของเกมที่ลื่นไหลบนแทบทุกแพลตฟอร์ม และการรองรับภาษาไทยที่ช่วยให้ผู้เล่นใหม่เข้าใจกติกา การปรับแต่งรถ และระบบสกิลได้ทันที ระบบ Gadgets ที่เปิดให้สร้างสไตล์การเล่นของตนเองยิ่งทำให้เกมมีความลึกแบบพอดี ๆ คือจัดจูนให้สนุกได้โดยไม่ต้องคิดซับซ้อนจนเกินไป

ตัวเกมยังมีโหมดการเล่นที่หลากหลายตั้งแต่ Grand Prix ออนไลน์ Battle และ Time Trial รวมถึงรายชื่อตัวละครรับเชิญที่ขยายจักรวาลความสนุกให้กว้างขึ้นอย่าง Joker ฮัตสึเนะ มิกุ และ SpongeBob 

Sonic Racing: CrossWorlds จึงไม่ใช่แค่เกมแข่งรถทั่ว ๆ ไป แต่เป็นสนามเด็กเล่นที่เปิดกว้างให้แฟน ๆ จากทุกตระกูลเกมลงมาร่วมสนุกกันแบบ “จอย ๆ” เน้น “ม่วน” เข้าว่า

นี่คือผลงานเกมที่เข้าใจธรรมชาติของความเป็น Casual แบบแท้จริง มัน “สนุก” เข้าถึงง่าย มีความลึกสำหรับคนที่ต้องการ มอบความบันเทิงในแบบที่ไม่ต้องเตรียมตัว ขอแค่หยิบจอยขึ้นมา นั่งลง แล้วกดเข้าเกม หรือถ้ายิ่งมีเพื่อนหรือครอบครัวมาร่วมสนุกกันก็ยิ่งทวีความบันเทิงแบบคูณสอง

Sonic Racing: CrossWorlds คือจึงเป็นหนึ่งในเกม Casual ที่ดีที่สุดของปี และเป็นประสบการณ์ความเร็วที่ผู้เล่นทุกระดับไม่ควรพลาด

Ball x Pit  | เบาสมอง แต่สนุกสุดมันจนลืมเวลา

ช่วงหลัง ๆ นี้ ทุกปีจะมีเกมอินดี้ประเภท “ตัวกระตุ้นโดปามีน” ปรากฏตัวออกมาอย่างน้อยปีละ 1-2 เกม (อาทิ Vampire Survivors และ Balatro) ซึ่งสำหรับเรา Ball x Pit คือเกมประเภทที่ว่า

เรื่องราวของ Ball x Pit ไม่มีอะไรซับซ้อน เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่ออุกกาบาตเวทมนตร์ตกลงมาบนพื้นโลกทำให้เกิดโพรงขนาดใหญ่ เหล่านักสำรวจจึงมาตั้งฐานบนปากปล่องลึกและส่งผู้กล้าพร้อมอาวุธกระสุนเวทที่เรียกว่า Ball ลงไปปราบสัตว์ประหลาดที่อยู่ในแต่ละชั้น 

ส่วนไอเดียตั้งต้นของแมคานิกเกมก็แสนจะเรียบง่าย นั่นคือการเอาเกมคลาสสิกแบบ Space Invader มารวมร่างกับ Arkanoid แล้วเติมลูปเกมเพลย์สร้างฐานและการผสมอาวุธลูกบอลมากมายหลายแบบเข้าไป ผลลัพธ์ที่ได้นั้นร้ายกาจเกินกว่าคำบรรยายเกมบนหน้าสโตร์ไปหลายขุม เจตนาจะเปิดเกมทดลองเล่นสักครึ่งชั่วโมงในเซสชันแรกกลายเป็นการนั่งติดเก้าอี้ทดลองผสมอาวุธต่อเนื่องหลายชั่วโมง

เกมมีความเป็นไปได้ให้สำรวจมากมายตั้งแต่การเลือกใช้ตัวละคร การผสม Ball แบบต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ไปจนถึงการเลือกไอเท็มสุ่มมาใช้ในแต่ละรัน เอฟเฟกต์พลังทำลายและตัวเลขที่เกิดจากคอมโบต่าง ๆ ล้วนออกแบบมาเพื่อป้อนความสะใจเข้าสมองโดยตรง ยังไม่นับเกมยังมีระบบสร้างฐานที่ประยุกต์ใช้แนวคิดของ Pinball (ยิงตัวละครไปชิ่งตามฐานและทรัพยากรเพื่อเก็บเกี่ยวผลประโยชน์) การกล่าวว่าเกมนี้รูปธรรมของความสนุกสะใจจึงไม่ถือว่าเกินจริงแต่อย่างใด

เมื่อเกมถึงพร้อมทั้งความสนุก การออกแบบที่รัดกุม และความคิดสร้างสรรค์จากการประยุกต์ใช้กลไกเกมคลาสสิกโดยไม่ก่อให้เกิดความรู้สึกซ้ำซากจำเจ จึงไม่ใช่เรื่องยากเลยที่เกมจะจับจองที่นั่งพิเศษในใจพวกเราจนเข้าชิงรางวัลเกมเบาสมองแห่งปีในที่สุด

Lonely Mountains: Snow Riders | ปลุกความชื่นมื่น เพิ่มความสดชื่นตามธีมเกม

ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ เทรนด์ cozy game หรือเกมเล่นสบาย ๆ ถือเป็นอีกกระแสในวงการเกมที่น่าสนใจและมีแนวโน้มว่าจะเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ สังเกตได้จากการที่มันมีงานโชว์เคสเป็นของตัวเองตามแพลตฟอร์มจัดจำหน่ายเกมต่าง ๆ เริ่มมีงานวิจัยมากมายเกี่ยวกับกลไกทางจิตวิทยาที่เกมแนวนี้มีต่อผู้เล่น รวมไปถึงการปรากฏตัวตามเวทีรางวัลของเกมที่ดูจะชิลกว่าเพื่อนผู้เข้าชิงรายอื่น ๆ 

เกมซีรีส์ Lonely Mountains เป็นอีกหนึ่งประสบการณ์เกมที่น่าสนใจอย่างยิ่ง แม้แต่กับคนที่คลุกคลีกับวีดิโอเกมมายาวนานอย่างพวกเรา ขึ้นชื่อว่าเกมกีฬาย่อมต้องมีการขับเคี่ยว มีความบีบคั้นที่ทำให้อะดรีนาลีนหหลั่งเป็นส่วนประกอบสำคัญ แต่ปรัชญาของเกมนี้ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง มันไม่มีคู่แข่ง ไม่มีลำดับการเข้าเส้นชัย มีแค่เราไถลลงเนินท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติเท่านั้น

หากมองกันเผิน ๆ แล้ว Snow Riders อาจจะไม่ต่างจาก Lonely Mountains ภาคแรก นอกจากเปลี่ยนจักรยานเสือภูเขามาเป็นสกีหิมะ แต่ในรายละเอียดก็นับว่าเป็นการปรับเปลี่ยนที่ให้ความรู้สึกสดชื่นได้ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นฉากหลังที่ฉาบด้วยหิมะ เสียงลมเสียงบรรยากาศซึ่งถูกออกแบบมาอย่างปราณีต ระบบพื้นผิวหิมะหนา-บาง  ฟิสิกส์การกระโดดกับการเบรก รวมไปถึงคอร์สวิ่งที่ให้ความสำคัญกับการหาจังหวะปล่อยมือจากปุ่มเร่งความเร็ว ทำให้จุดเด่นของเกมที่มีแต่เดิมอย่างการทดลองวิ่งซ้ำในเส้นทางเดิมเพื่อผลลัพธ์ที่ดีนั้นแข็งแรงขึ้นอีก

นอกจากนี้ สิ่งที่ทำให้ตัวเกมภาคต่อยังคงพิเศษสำหรับเราก็คือการได้เห็นเกมกีฬาถูกออกแบบด้วยแรงขับใหม่ ๆ ที่ไม่ใช่การแข่งขันกับผู้เล่นหรือ NPC แต่เป็นการทดลองวิ่งตามเส้นทางของตัวเอง ลองผิดลองถูก หรือแม้กระทั่งลองวิธีการที่พิเรนทร์ที่สุดที่คิดออกเพื่อชนะชาเลนจ์

สิ่งที่ทำให้เราวนกลับมาเล่นเกมซ้ำ ๆ ไม่ใช่รสชาติของชัยชนะจากการเป็นคนที่เก่งที่สุดในสนาม แต่เป็นความเพลิดเพลินจากการทำดีที่สุดในแบบของตัวเอง ทำให้ปรัชญา “ระหว่างทางสำคัญกว่าเส้นชัย” ที่ไม่น่าเข้ากับเกมกีฬาวัดความเร็วกลับหลอมรวมเข้ากับตัวเกมได้เป็นหนึ่งเดียวกัน ผลงานอย่าง Lonely Mountains: Snow Riders จึงกลายเป็นอีกหนึ่งเกมที่เรามักจะนึกถึง เมื่อต้องการความสงบในจิตใจจากการเล่นเกม

Cast n Chill | ปล่อยใจให้จอย แล้วล่องลอยไปกับความชิว

อีกหนึ่งผลงานเกมที่พิสูจน์ให้เห็นว่า “ความเรียบง่าย” มันสามารถถูกนำมาขัดเกลาให้มอบประสบการณ์ที่ผ่อนคลาย อบอุ่น และเป็นกันเองได้มากแค่ไหน

จังหวะในการเล่น (pacing) ของเกมนี้ก็จะมีความเนิบช้า ล่องลอย ปล่อยใจให้ไหลไปกับบรรยากาศชิว ๆ ในเกม มันคือเกมตกปลาที่ช่วยให้เราลืมความวุ่นวายในโลกความเป็นจริงไปได้เลย กิจกรรมของเกมถูกออกแบบมาให้ผู้เล่นได้พักจากความวุ่นวาย ไม่มีการเร่งรีบ ไม่มีการกดดัน ทำให้ Cast n Chill เป็นพื้นที่ปลอดภัยเล็ก ๆ สำหรับเกมเมอร์ที่ต้องการจะพักผ่อนหย่อนใจ

ในด้านการออกแบบ เกมเลือกใช้งานภาพและเสียงที่เรียบง่ายแต่มีเสน่ห์ สีสันอบอุ่น ดนตรีชวนสบาย และรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ช่วยเติมชีวิตให้กับโลกในเกม ทำให้การใช้เวลาอยู่กับเกมนี้เป็นอะไรที่เพลิดเพลินมาก แม้จะไม่ได้มีเป้าหมายใหญ่โตหรือเรื่องราวซับซ้อนก็ตาม

สิ่งที่ทำให้ Cast n Chill โดดเด่นในฐานะเกมแคชชวล คือความชัดเจนในตัวตนของตัวเอง รู้ว่าตัวเองอยากมอบประสบการณ์แบบไหน และถ่ายทอดมันออกมาได้อย่างตรงไปตรงมาอย่างจริงใจ

ด้วยแนวคิดที่เรียบง่าย แต่การนำเสนอที่กลมกล่อม Cast n Chill จึงเป็นเกมที่สะท้อนความเป็นเกมแคชชวลได้ดีเยี่ยมมาก และคู่ควรกับการเข้าชิงรางวัล Best Casual

Best Performance

Aaron Paul | Robert Robertson จาก Dispatch

สำหรับเกมเล่าเรื่องอย่าง Dispatch การแสดงถือว่ามีส่วนสำคัญต่อเกมอย่างมากจนอาจเรียกได้ว่า ถ้าการแสดงไปไม่รอด ชะตากรรมของส่วนอื่น ๆ ที่เหลือก็คงไม่ต่างกันนัก แต่อย่างที่ทุกคนทราบกันดีว่า ท้ายที่สุดแล้ว 

นี่คือผลงานเกมที่เรากล้าพูดได้ว่าเป็นการกลับมาอย่างสมศักดิ์ศรีของอดีตทีมงานเบื้องหลัง Telltale Games ในนาม AdHoc Studios ไม่ใช่แค่อยู่ในระดับคาดหวังได้ เพราะมันดีเกินคาด

ความดีความชอบส่วนหนึ่งของความสำเร็จนี้ เราต้องยกให้ Aaron Paul ผู้สวมบทบาทเป็น Robert Robertson ตัวละครหลักของ Dispatch ผู้พาเราไปสำรวจประเด็น “โอกาสที่สอง” ของคนที่เคยทำผิดพลาดได้เข้มข้น น่าสนใจ  

ตัวละครโรเบิร์ตเปิดตัวในฐานะ Mecha Man ฮีโร่ที่ไล่ล่าผู้ร้ายด้วยเจตนาล้างแค้น แต่กลับลงเอยด้วยความเสียหายในระดับที่ต้องยอมรามือจากการเป็นผู้พิทักษ์คุณธรรม ถือเป็นโชคดีในโชคร้ายเพราะโอกาสที่สองที่เขาได้มาจากการถอยไปเป็นฝ่ายสนับสนุนให้ฮีโร่ในสังกัด SDN เปิดโอกาสให้เขาได้ทบทวนนิยามของการเป็นวีรบุรุษอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน

การผจญภัยของโรเบิร์ตกับบรรดาฮีโร่ป่วนประสาทในทีม Z เปิดโอกาสให้นักแสดงอย่าง Aaron Paul ได้โชว์ของทุกอย่างที่มี ไม่ว่าจะเป็นความเคร่งเครียดในซีนจริงจัง อารมณ์ขันในช่วงปะทะฝีปาก ความเคอะเขินในจังหวะโรแมนติก หรือแม้กระทั่งการแสดงความกระอักกระอ่วนเมื่อต้องรับมือความเพี้ยนของเพื่อนในทีม ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเวทีให้นักแสดงได้โชว์ฝีมือเพื่อพิสูจน์ว่า เขาเป็นได้มากกว่า Jesse Pinkman จาก Breaking Bad

และการที่โรเบิร์ต โรเบิร์ตสันแห่ง Z-Team ได้เข้าไปจองที่พิเศษในใจหลายคนได้ก็ถือเป็นเครื่องยืนยันแล้ว Aaron Paul ถ่ายทอดฝีมือของเขาผ่านตัวละครนี้ได้ดีเยี่ยมจริง ๆ

Alex Jordan | Jan Dolski จาก The Alters

ปีนี้เราได้เห็นเกมที่โชว์พลังเคมีของทีมนักแสดงให้เห็นมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Clair Obscur: Expedition 33, Dispatch หรือ Kingdom Come: Deliverance 2 ยังมีอีกเกมหนึ่งที่ทีมนักแสดงแข็งแรงมาก แต่ได้รับแสงสปอตไลท์น้อยจนน่าเสียดาย เกมที่ว่านั่นคือ The Alters

ความพิเศษของทีมนักแสดงในเกมนี้ก็คือ “พวกเขา” มีกันอยู่หนึ่งคน นั่นคือ Alex Jordan ผู้สวมบท Jan Dolski วิศวกรอับโชคที่รอดชีวิตเพียงคนเดียวในภารกิจขุดแร่บนดวงดาวอันไกลโพ้น เพื่อที่จะมีชีวิตรอดกลับไปให้ได้ เขาจึงต้องสร้างตัวเองในเวอร์ชันที่ต่างออกไปเพื่อมาร่วมมือกันบังคับยานอวกาศ

โจทย์ของการเล่าเรื่องใน The Alters มีความท้าทายอยู่ตรงที่ทำอย่างไรผู้ชมแยกออกว่าตัวละครที่กำลังดูอยู่คือ Jan เวอร์ชันไหน คุณ Jordan จึงต้องแยกวิธีการแสดงเป็นผู้ชายคนเดียวกันออกเป็นสิบ ๆ แบบ โดยที่พวกเขาจะต้องไม่แตกต่างกันมาก แต่ก็ต้องมีเอกลักษณ์พอให้คนเล่นเกมแยกออกได้ แม้จะได้ยินแค่เสียง ทั้งหมดนี้ดูเป็นวิธีการทำงานที่ยากเกินกว่าจะนึกภาพตามได้

และเขาก็ทำได้จริง ๆ Alter ของ Jan Dolski ทั้ง 10 ร่างมีอัตลักษณ์เป็นของตัวเองจนเราแทบไม่รู้สึกว่ากำลังเล่นเกมที่มีคนคนเดียวเดินเพ่นพ่านไปมาเต็มฐานทัพ ทั้งที่ทุกคนแตกต่างกันในระดับรายละเอียดไม่กี่อย่าง ยังไม่นับว่า Jan ทุกคนรับส่งบทสนทนากันอย่างลื่นไหลมีชีวิตชีวาอีกต่างหาก นับเป็นการแสดงที่มหัศจรรย์จนอาจพูดได้ว่าส่วนของการเล่าเรื่องในเกมนี้อยู่บนบ่าของเขาแทบทั้งหมด

ท่ามกลางการแสดงที่เข้มข้นมากมายในวีดิโอเกมของปีนี้ พวกเราอยากบันทึกเอาไว้ว่าการแยกร่างของ Alex Jordan ใน The Alters ถือเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ยากจะลืมเลือน 

Jennifer English | Maelle จาก Clair Obscur: Expedition 33

คลื่นลูกใหม่ของวงการที่หลายคนให้การยอมรับ เชื่อว่าผลงานการแสดง Performance Capture และงานพากย์ของเธอ ได้กลายมาเป็นตัวละครโปรดของใครหลาย ๆ คนในช่วงปีที่ผ่านมา ไล่ไปตั้งแต่ Shadowhearts จาก Baldur’s Gate 3 มาจนถึง Maelle ใน Expedition 33 

สิ่งที่ทำให้ Jennifer English โดดเด่นอย่างแท้จริงใน Expedition 33 คือความสามารถในการ “ฉายภาพ” ตัวละครเอกที่ต้องเผชิญหน้ากับโชคชะตาอันโหดร้ายออกมาได้อย่างชัดเจนและทรงพลัง เธอถ่ายทอดอารมณ์ผ่านบทสนทนา น้ำเสียง และจังหวะการพูดได้อย่างเต็มอิ่ม

Maelle เป็นตัวละครที่เต็มไปด้วยมิติทางอารมณ์ มีบทอันหลากหลายที่ทำให้เธอได้แสดงศักยภาพอย่างรอบด้าน ตั้งแต่ความเปราะบางภายใน ไปจนถึงความแข็งแกร่งที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นตลอดการเดินทาง

ทุกบทพูดมีน้ำหนักและความหมาย ไม่ว่าจะเป็นความอ่อนแอในยามสิ้นหวัง ความหวังเล็ก ๆ ที่ยังไม่ดับสูญความโกรธที่อัดแน่น หรือความตั้งใจแน่วแน่ที่จะลุกขึ้นต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงชะตากรรม Jennifer English สามารถทำให้ผู้เล่นสัมผัสอารมณ์เหล่านี้ได้โดยอย่างลื่นไหลและเต็มเปี่ยม

นอกจากนี้ Jennifer English ยังเติมเสน่ห์ให้กับช่วงเวลาที่เบาและผ่อนคลายในเกม ด้วยจังหวะการพูดที่อบอุ่น มีมิติ และเป็นกันเอง ช่วยสร้างความผูกพันระหว่างผู้เล่นกับตัวละครตั้งแต่ต้นจนจบ จนถึงขั้นนำไปสู่การถกเถียงในหมู่แฟน ๆ ว่าฉากจบแบบใดคือฉากที่ดีที่สุด ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าผู้เล่นอินกับตัวละครมากเพียงใด

เมื่อตัวเกมเต็มไปด้วยบทพูดอันเฉียบคม เนื้อหาก็ยิ่งส่งเสริมให้ทุกประโยคของ Jennifer ถูกจดจำโดยแฟน ๆ 

ทั้งหมดนี้ทำให้การเดินทางใน Expedition 33 ไม่ใช่แค่การเล่นเกม แต่เป็นประสบการณ์ทางอารมณ์ที่ฝังอยู่ในความทรงจำของผู้เล่น เป็นหนึ่งใน “การแสดง” ที่ยอดเยี่ยมที่สุดของปี 2025 อย่างไม่ต้องสงสัย

Konatsu Kato | Shimizu Hinako จาก Silent Hill f

ในแต่ละปีของวงการเกม เราจะได้พบเจอกับการแสดงยอดเยี่ยมหลากหลายสไตล์ ทั้งฝั่งการแสดงที่เน้นความมีชีวิตชีวาสดใส ฝั่งที่เน้นความฮา ฝั่งที่เน้นความเท่ และฝั่งที่เน้นความหดหู่หม่นหมอง

ซึ่งสำหรับผลงานการแสดงประจำปี 2025 นี้นั้น นักแสดงหญิงสัญชาติญี่ปุ่นอย่าง Konatsu Kato ในบทบาท Shimizu Hinako จาก Silent Hill f คืออีกหนึ่งการแสดง Performance Capture ที่สามารถถ่ายทอดความหม่นหมองและห้วงอารมณ์ที่หนักอึ้งของตัวละคร ออกมาได้อย่างดีเยี่ยมอย่างไม่ต้องสงสัย

Hinako เป็นตัวละครที่มักจะไม่ได้พูดอะไรออกมามากมาย แต่จะเป็นตัวละครที่เน้นการแสดงออกทางสีหน้า ท่าทาง และแววตาเมื่อเจอกับสถานการณ์ต่าง ๆ เป็นหลัก แล้วการแสดงของ Kato ก็สามารถส่งห้วงอารมณ์ของตัวละครออกมาได้ดีเยี่ยม โดยเฉพาะเรื่องของแววตาที่ทำให้คนเล่นรู้สึกได้เลยว่า Hinako ในขณะนั้น กำลังกดดัน เฉยชา กลัว หรือโกรธอยู่

ที่สำคัญคือพอถึงจังหวะที่ Hinkao จะต้องเอ่ยปากพูดอะไรออกมา ทั้งน้ำเสียงและการเว้นจังหวะหายใจของเธอก็ช่วยถ่ายทอดความความรู้สึกของตัวละครออกมาได้ดีเยี่ยมไม่แพ้กันเลย ยิ่งในฉากที่เธอจะต้องระเบิดอารมณ์โกรธหรือหม่นหมองออกมาแบบเต็มที่ การแสดงและการใช้น้ำเสียงของเธอก็ช่วยขับเน้นให้อารมณ์ที่ท้วมท้นของ Hinako ส่งมาถึงคนเล่นได้อย่างเต็มเปี่ยม จนทำเอาเราขนลุกกันไปตาม ๆ กัน

มากไปกว่านั้นคือพอการแสดง Performance Capture มันไม่ได้มองเห็นฉากหรือสภาพแวดล้อมจริง ๆ เหมือนการแสดงทั่วไป แต่เป็นการใช้จินตนาการล้วนแบบ 100% แถมการแสดงเป็น Hinako ยังเป็นบทที่ค่อนข้างหนักในเรื่องของการขับเน้นอารมณ์ลบมาก เพราะฉะนั้นการที่เธอสามารถสวมบทบาทเป็นตัวละครนี้ได้อย่างดีเยี่ยม จึงเป็นอีกบทพิสูจน์ที่การันตีว่าเธอเป็นนักแสดงที่เก่งมากแค่ไหน

และเพราะแบบนี้เอง การแสดงของ Konatsu Kato ในบท Shimizu Hinako จึงคู่ควรแก่การได้เข้าชิงในสาขา Best Performance ทุกประการ

Ben Starr | Verso จาก Clair Obscur: Expedition 33

ผลงานการพากย์เสียงของ Ben Starr ในเกม Clair Obscur: Expedition 33 คืออีกหนึ่งบทพิสูจน์ชัดเจนว่าเขาไม่ได้เป็นเพียงคนที่ “เสียงดี” “เสียงหล่อ” แต่เป็น “ยอดนักแสดงและนักพากย์” ที่เข้าใจตัวละครที่ตัวเองรับบทได้อย่างลึกซึ้ง สามารถถ่ายทอดมิติทางอารมณ์ที่ซับซ้อนได้อย่างน่าประทับใจ 

บทบาทของเขาในเกมนี้แตกต่างจากผลงานก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด และกลายเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้แฟนเกมจำนวนมากยกย่องว่านี่คือหนึ่งในงานพากย์ที่ดีที่สุดของปี 

ใน Expedition 33 พ่อหนุ่ม Ben Starr ของเรารับบทเป็นตัวละครที่เต็มไปด้วย “ความลึกลับ” ขณะเดียวกันทิศทางของตัวละคร Verso ก็เป็นการตั้งคำถามทางศีลธรรมต่อผู้เล่นว่าสิ่งใดถูกหรือผิด 

บทบาทของ Verso มีทั้งความแข็งกร้าว ความสับสน และบาดแผลทางใจที่สะสมมาอย่างยาวนาน สิ่งที่ Ben Starr ทำได้โดดเด่นคือการ “ฉายภาพ” ของตัวละครออกมาผ่านน้ำเสียง เขาไม่ได้เลือกใช้การแสดงที่ “เล่นใหญ่” เร่งเร้าอารมณ์ตลอดเวลา แต่เน้นการคุมโทนเสียงให้นิ่ง ลึก และหนักแน่น ทำให้ทุกประโยคที่ตัวละครพูดมีน้ำหนักและชวนให้ผู้เล่นตั้งคำถามกับตัวตนและแรงจูงใจของเขาอยู่เสมอ 

จุดแข็งของ Ben Starr ในบทนี้คือการเล่นกับรายละเอียดเล็ก ๆ ไม่ว่าจะเป็นจังหวะหยุดพูด การลดระดับเสียงในช่วงที่ตัวละครลังเล หรือการเน้นน้ำหนักคำเพียงเล็กน้อยในฉากสำคัญ รายละเอียดเหล่านี้ทำให้ตัวละครดูมีชีวิตจริง เป็นมนุษย์ที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งภายใน ผู้เจ็บปวดจากการปิดบังความจริงต่อ “มิตรสหายรอบข้าง”

เมื่อเปรียบเทียบกับผลงานก่อนหน้าอย่าง Final Fantasy XVI ที่เขาพากย์เป็น Clive Rosfield จะเห็นได้ว่า Ben Starr เลือกใช้แนวทางการแสดงที่ต่างออกไปอย่างชัดเจน

Clive คือฮีโร่ที่แสดงอารมณ์รุนแรงและตรงไปตรงมา แต่บทใน Expedition 33 กลับเป็นการแสดงที่เน้นการเก็บงำอารมณ์ เน้นความเงียบ และความไม่แน่ใจในการตัดสินใจของตนเอง

ทั้งหมดที่ว่ามาต้องอาศัยทักษะการแสดงในระดับที่ละเอียดอ่อนและซับซ้อน และ Ben Starr ก็ทำมันได้อย่างยอดเยี่ยม

ทั้งหมดที่เล่ามานี้ทำให้การพากย์ของ Ben Starr ใน Clair Obscur: Expedition 33 ไม่ได้เป็นเพียงงานที่ “ดี” แต่เป็นงานที่ยกระดับการเล่าเรื่องของเกมอย่างแท้จริง เสียงของเขาช่วยเติมเต็มตัวละคร เพิ่มพลังให้บท และสร้างประสบการณ์ที่ผู้เล่นจะต้องจดจำไปอีกยาวนาน 

Best Visual

Clair Obscur: Expedition 33 | เมื่อ “แสง” และ “เงา” ถูกนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการเล่าเรื่อง

ถ้าจะมีเกมไหนในปีนี้ที่โดดเด่นในด้านของงานอาร์ตและวิชวล เชื่อว่า “Clair Obscur: Expedition 33” คงจะต้องวิ่งเข้ามาในหัวหลายคนก่อนเป็นชื่อแรก ๆ แน่นอน

เพราะนี่คือเกมที่เต็มเปี่ยมไปด้วยแรงบันดาลใจ และการเชิดชูวงการศิลปะในหลากหลายแขนง ไม่ว่าจะเป็นการเลือกใช้เซ็ตติ้งแบบ Belle Époque (‘ยุคสวยงาม’ ของฝรั่งเศส) , ชื่อของเมืองที่มาจากสองพี่น้อง Lumière ผู้ให้กำเนิดการฉายภาพยนตร์ ไปจนถึงการทำวิชวลในเกมให้มีแสงสีฟุ้ง ๆ พร้อมกับคู่สีที่สวยงามดูคล้ายภาพวาด

ขณะเดียวกัน พวกเขาก็เล่นกับคอนเซ็ปต์ “แสงและเงา” (Clair และ Obscur) ด้วยการใส่มันเข้าไปไว้ในหลาย ๆ องค์ประกอบของเกม ผ่านงานดีไซน์ฉาก, UI, เหล่าศัตรู รวมไปถึงทิวทัศน์รอบตัว “นางจิตรกร” อันเป็นเป้าหมายที่เหล่าคณะเดินทางต้องมุ่งหน้าไปกำราบให้จงได้

ทั้งหมดนี้เอง จึงทำให้งานภาพในเกมมันไม่ได้สวยเพียงเพราะพึ่งพาแค่พลังของ Unreal Engine 5 อย่างเดียว แต่พวกเขาเลือกที่จะใช้มันเป็นผืนผ้าใบ ถ่ายทอดวิสัยทัศน์ในด้านศิลปะลงไป จนพิสูจน์ให้ทั้งโลกเห็นว่า Engine เดียวกันก็สามารถสร้างความแตกต่างได้ หากมีกึ๋นและทิศทางในด้านงานศิลป์ที่แข็งแรงพอ

นี่จึงเป็นผลงานที่ไม่ได้แค่สวยอย่างเดียว แต่เป็นความสวยที่สามารถ “เล่าเรื่อง” ได้ ซึ่งเปี่ยมไปด้วยพลังและอารมณ์ สามารถขับเอาเรื่องราวและสัญญะที่ซ่อนอยู่มานำเสนอแก่ “ผู้เยี่ยมชม” ได้อย่างลงตัว

คล้ายกับเรากำลังเดินชมนิทรรศการที่เต็มไปด้วยงานศิลปะที่น่าสนใจ จัดวางเรียงรายอยู่มากมาย และคู่ควรแก่การได้ปิดไฟ นั่งเล่น เสพบรรยากาศในเกมกันไปแบบยาว ๆ

Hades II | อาร์ตสไตล์อันงดงาม ที่คละคลุ้งไปด้วยห้างอารมณ์อันหนักแน่น

Hades II หนึ่งในผลงานเกมที่ถูกพูดถึงมากที่สุดของปี ในเรื่องของคุณภาพโดยรวมคงไม่ต้องบรรยายกันมาก นี่คือตระกูลเกมที่ภาคแรกก็กวาดรางวัลไปแล้วมากมาย เป็นต้นแบบของเกม Roguelite นับร้อยในยุคปัจจุบัน

แต่นอกจากเกมการเล่นที่โดดเด่น อีกหนึ่งจุดของ Hades II ที่เป็นเสน่ห์สำคัญที่ทำให้หลายคนหลงรักผลงานชิ้นนี้ก็คือ “ความงดงาม” ของงานภาพ

และไม่ใช่เรื่องเกินจริงเลยหากจะบอกว่านี่คือผลงานที่ Supergiant Games พาตัวเองไปไกลกว่าที่เคยทำมาในทุกมิติในด้านงานศิลป์ ตัวเกมยังเลือกใช้งานภาพสไตล์วาดมือที่เป็นเอกลักษณ์ แต่ถูกยกระดับให้มีรายละเอียด ความหลากหลาย ที่ชัดเจนยิ่งขึ้นกว่าเดิม

งานศิลป์ของ Hades II โดดเด่นตั้งแต่การเลือกใช้สีที่จัดจ้านดึงดูดสายตา ฉากแต่ละพื้นที่ไม่ได้มีแค่ความสวยงาม แต่สื่ออารมณ์และบุคลิกของโลกนั้น ๆ ออกมาได้ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่มืดหม่น อึดอัด หรือโลกที่เต็มไปด้วยเวทมนตร์และพลังเหนือธรรมชาติ ทุกฉากถูกออกแบบให้มีชั้นเชิงด้านแสง เงา และองค์ประกอบภาพ เรียกได้ว่าทุกรอบการ “รัน” ให้ความรู้สึกไม่จำเจแม้จะต้องเล่นกันเป็นร้อย ๆ รอบก็ตาม

การออกแบบตัวละครคืออีกส่วนที่ Hades II ทำได้ยอดเยี่ยม ตัวละครทุกตัวมีรูปลักษณ์ที่สะท้อนตัวตนและบทบาทในเรื่องอย่างชัดเจน ตั้งแต่ตัวเอกอย่าง Melinoë ไปจนถึงเหล่าเทพและศัตรู แต่ละคนมีโครงร่าง สีสัน และรายละเอียดเฉพาะตัวที่ทำให้จดจำได้ทันที ตัวละครเหล่านี้ยังไม่ได้แค่ถูกออกแบบมาให้ “เท่” หรือ”สวย” เพียงอย่างเดียว แต่ยังถ่ายทอดนิสัย อารมณ์ผ่านภาพลักษณ์ได้อย่างทรงพลัง

ด้านแอนิเมชัน Hades II ก็ยกระดับขึ้นอย่างชัดเจน ทุกการเคลื่อนไหวลื่นไหล หนักแน่น และเต็มไปด้วพลัง การโจมตี เวทมนตร์ และเอฟเฟกต์ต่าง ๆ ถูกออกแบบให้ทั้งดูได้อย่างสบายตา แต่ก็สวยงามในเวลาเดียวกัน จังหวะการเคลื่อนไหวสอดรับกับเกมเพลย์อย่างลงตัว ทำให้การต่อสู้ดูทั้งเร้าใจ ตอบสนองต่อการกด และก็สวยงามเหมือนดูแอนิเมชันดี ๆ ตลอดเวลา

แม้แต่ส่วนของหน้าจอ UI และกราฟิกเมนูต่าง ๆ ก็ถูกออกแบบให้กลมกลืนกับโลกของเกม ตัวอักษร เมนู และเอฟเฟกต์ต่าง ๆ มีเอกลักษณ์ สร้างความรู้สึกที่กลมกลืน ไม่ทำให้เรารู้สึกว่ากำลังอยู่ใน “เกม” แต่เป็นเรื่องเล่าตำนานของเหล่าทวยเทพ ทุกอย่างทำงานร่วมกันอย่างเป็นหนึ่งเดียว ส่งผลให้งานภาพของ Hades II ไม่ได้โดดเด่นเป็นจุด ๆ แต่ยอดเยี่ยมในทุกภาคส่วน

Hades II ไม่ใช่แค่เกมที่ “สวย” แต่เป็นเกมที่ใช้ภาพเป็นเครื่องมือเล่าเรื่อง สร้างอารมณ์ และยกระดับประสบการณ์การเล่นอย่างแท้จริง 

นี่คือผลงานที่แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในการออกแบบศิลปะสื่อวิดีโอเกมอย่างลึกซึ้ง จนเราต้องขอยกย่องให้ Hades II เป็นหนึ่งในเกมที่มีงาน Visual ยอดเยี่ยมที่สุดของปีนี้อย่างไร้ข้อกังขา

Lost Records: Bloom & Rage | ผลงานที่หยิบความเรโทรมาสอดประสานกับธีมเรื่องได้อย่างถึงแก่น

หากพูดถึงวิดีโอเกมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะทั้งในเรื่องของภาพและเสียงประจำปี 2025 นี้แล้ว ชื่อของผลงานเกมชิ้นล่าสุดจากค่าย Don’t Nod อย่าง Lost Records: Bloom & Rage คือชื่อที่ยังไงก็ต้องติดเข้ามาในลิสต์ Best Visual อย่างไม่ต้องสงสัยเลย

แน่นอนว่าความโดดเด่นในส่วนของงานภาพที่เด่นชัดที่สุด ก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องของอาร์ตสไตล์แนว Retro ของตัวเกม ที่ถูกขับเน้นออกมาผ่าน “เฉดสีที่แจ่มแจ้งชัดเจน” ทำให้ฉากที่เป็นทิวทัศน์ของป่าเขา และบรรยากาศของโลกในเกมโดยรวม ออกมามีชีวิตชีวาอย่างถึงที่สุดมาก

แต่สิ่งสำคัญที่ทำให้งานภาพของ Lost Records: Bloom & Rage โดดเด่นนั้น มันไม่ใช่แค่องค์ประกอบที่จับต้องได้ง่ายที่สุดอย่าง “ความสวย” แต่อาร์ตสไตล์ที่เน้นความชัดและความเข้มข้นของเฉดสีนี้เอง มันยังล้อไปกับมวลสารในเชิงของเนื้อหาและการนำเสนอของเกมอีกด้วย

ด้วยความที่เกมนี้มันเป็นผลงานที่มีความ “introspective” สูงลิ่ว (ประเภทงานที่มีเรื่องราวและการนำเสนอที่ขับเน้นความคิดและอารมณ์ความรู้สึกของตัวละคร) เพราะแบบนี้เอง ความเข้มข้นฉูดฉาดของเฉดสีจึงช่วยสะท้อนให้ความคิดและอารมณ์ที่อยู่ข้างในตัวละครต่าง ๆ ถูกฉายภาพออกมาเป็นรูปธรรมอย่าง “ชัดเจนแจ่มแจ้ง” ผ่านงานภาพไปด้วย

อีกอย่างคือเกมนี้จะเล่นกับประเด็น nostalgic หรือการโหยหาอดีตอยู่ตลอดทั้งเรื่อง ทำให้ความสวยงามฉูดฉาดดังกล่าวของงานภาพ สะท้อนให้เห็นถึงภาพจำอันสวยงามที่กลุ่มตัวละครเหล่านี้มองเห็นเมื่อนึกถึงอดีต หรือก็คือช่วงเวลาในวัยเด็กของพวกเขา

จะสังเกตได้ชัดเลยว่าเฉดสีงานภาพในช่วงไทม์ไลน์ปัจจุบันกับไทม์ไลน์ในอดีตของเกม มันจะมีความตรงกันข้ามกันอย่างเห็นได้ชัด โทนสีของเหตุการณ์ปัจจุบันมันจะมีความธรรมดา ไร้สีสัน ในขณะที่โทนสีในเหตุการณ์อดีตจะมีสีสันที่ชัดเจนและดูมีชีวิตชีวามาก

และลายเซ็นสำคัญประจำค่าย Don’t Nod อย่างเพลงประกอบที่ตราตรึง มาในเกมนี้เขาก็ยังรักษามาตรฐานความยอดเยี่ยมไว้ได้ และอาจจะเรียกได้ว่าสุดยอดที่สุดในบรรดาผลงานที่ผ่านมาของพวกเขาเลย ทุกบทเพลงที่เราได้ยินและได้ฟังในเกม ล้วนเป็นเพลงที่แต่งขึ้นมาเพื่อเกมนี้โดยเฉพาะ ทำให้บทเพลงของเกมนี้มีเนื้อหาที่สอดคล้องไปกับเรื่องราวด้วย

ซึ่งพอมันงานภาพที่ก็โดดเด่นเป็นทุนเดิมในตัวอยู่แล้ว มาประกอบร่างเข้ากับเพลงประกอบอันทรงพลัง ฉากสำคัญทั้งหมดในเกมจึงออกมาน่าจดจำและเข้าไปฝังรากลึกอยู่ในหัวคนเล่นอย่างมาก ถึงขั้นที่ว่าพอเราเปิดเพลงต่าง ๆ ขึ้นมาย้อนฟังเมื่อไหร่ ภาพของฉากนั้น ๆ ก็จะพุ่งเข้ามาในหัวของเราทันทีเลย

ด้วยเหตุผลทั้งหมดที่ว่ามานี้ ผลงานอย่าง Lost Records: Bloom & Rage จึงเป็นเกมที่มีสุนทรียะทั้งงานภาพและเสียงอย่างถึงที่สุดมาก เพราะงั้นมันจึงเป็นหนึ่งในเกมที่ยังไงเราก็ต้องเอาเข้ามาใส่ในลิสต์ผู้ท้าชิง Best Visual ประจำปี 2025 อย่างไม่ต้องสงสัย

Hollow Knight: Silksong | เมื่อ Art Direction กลายเป็นภาษาหลักในการเล่าเรื่อง

และเกมที่ยอดเยี่ยมสะดุดตาเช่นกันในปีนี้ ก็คือ “Hollow Knight: Silksong”

ในความเป็นเกมภาคต่อ แม้ว่าลายเส้นของเกมจะยังคงไว้ในสไตล์เดิม คือเป็นแบบ 2D วาดด้วยมือ แต่สิ่งที่พัฒนาขึ้นมากก็คือการเล่นแสงเงา สีสัน และพาร์ติเคิล ซึ่งผสมกันจนออกมาเป็นฉากที่สวยงาม ไม่ว่าจะเดินไปจุดไหน แมปไหน พวกเขาก็จัดวางองค์ประกอบภาพได้ลงตัว จนแทบจะกด Screenshot แล้วเอาไปตั้งเป็นภาพ Wallpaper ได้ทั้งหมดเลย

ด้วยงานฉากหลังที่มีความละเอียดมากขึ้น และใช้เทคนิคการซ้อนเลเยอร์ภาพได้อย่างมีชั้นเชิงกว่าเดิม มันจึงส่งให้ Silksong เป็นเกมที่ดูมีมิติ มีชีวิตชีวาขึ้นกว่าเกมภาคแรกเมื่อ 7 ปีก่อน

ซึ่งเมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ส่วนหนึ่งเองก็เป็นเพราะว่าทีมงานเลือกที่จะใช้ Palette สีที่มีความสดขึ้นด้วยเช่นกันในหลาย ๆ ฉาก การจับคู่แต่ละสีเลยได้คอนทราสต์ที่มากกว่า และหากได้รับชม ได้เล่นบนหน้าจอคุณภาพดีหน่อย ก็จะเป็นประสบการณ์ด้านงานภาพที่เต็มอิ่มสะใจมากทีเดียว

การใช้คู่สีที่ต่างกันไปในแต่ละด่าน ไม่ได้สะท้อนแค่เพียงมู้ดแอนด์โทนอย่างเดียว แต่ก็ยังทำให้เราเห็นถึงภาพรวมความเป็นอยู่ของสถานที่นั้น ๆ ด้วย ว่าที่ใดดูมีชีวิต ที่ใดดูเหงาหงอย และที่ใดดูหดหู่ ทุกอย่างถูกเล่าออกมาได้ผ่านบรรยากาศและสีสันที่ปรากฏอยู่บนจอ

เช่นเดียวกันกับงานแอนิเมชัน ซึ่งก็บอกได้เลยว่า Silksong ยกระดับขึ้นมาจากเดิมได้เยอะมาก ๆ ทั้งความลื่นไหลของท่าทาง การกระโดด และการโจมตี ทุกอย่างล้วนสะท้อนให้เห็นถึงบุคลิกของแต่ละตัวละคร ยิ่งถ้าเป็นฉากบอสไฟต์ มันก็ยิ่งสนุกสะใจ ราวกับกำลังได้ดูผลงานการ์ตูนต่อสู้ดี ๆ อยู่สักเรื่องเลย

ดังนั้นแล้ว Silksong จึงเป็นบทพิสูจน์ที่ Team Cherry ทำให้เห็นว่า พวกเขาสามารถหยิบจับเอางาน Art Direction เข้ามาช่วยสื่อสารกับคนเล่นได้อย่างชัดเจน มันทั้งเรียบง่าย ลึกซึ้ง และทรงพลัง คู่ควรแก่การได้เป็นอีกหนึ่งเกมที่รังสรรค์งาน Visual ออกมาได้ยอดเยี่ยมของเราประจำปีนี้

Death Stranding 2: On The Beach | งาน Art Direction ที่พาเราจมดิ่งสู่โลกหายนะที่ลึกซึ้งขึ้นยิ่งกว่าเดิม

สิ่งที่เปรียบเสมือนลายเซ็นประจำตัวของผลงานจากผู้กำกับ Hideo Kojima ก็คือการนำเสนอโลกของเกมที่สมจริงผสมรวมกับความเหนือจริงที่ตื่นตาตื่นใจ ดังที่เราเคยได้เห็นจาก Metal Gear Solid ที่นำเสนอโลกที่ถูกเปลวเพลิงแห่งสงครามปกคลุมด้วยเทคโนโลยีอันน่าสะพรึงกลัว และหัวใจของการสร้างโลกของเกมในรูปแบบนี้ก็ถูกนำมาใช้ในเกม Death Stranding ทั้งสองภาค รวมถึงภาคล่าสุดนี้ด้วยเช่นกัน

Death Stranding 2: On The Beach ยังคงเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในโลกหลังหายนะ แต่มีความหลากหลายและแสดงให้เราเห็นการฟื้นตัวของมนุษยชาติที่กำลังเริ่มต้นขึ้น ชวนเราออกไปสำรวจในพื้นที่อื่น ๆ ของโลกทั้งที่ไม่ถูกหายนะกลืนกินหรือไม่ถูกรุกล้ำ หากแต่เต็มไปด้วยความหลากหลายทางธรรมชาติ แม้จะยังอยู่ในพื้นที่รกร้างและกว้างสุดลูกหูลูกตา แต่ความสวยงามของทิวทัศน์ในเกมนั้นยังคงจัดเต็มไม่ขาดเช่นเดิม

และมันคงจะเป็น Death Stranding ไม่ได้ถ้าหากความสวยงามมีดีเพียงแค่เปลือกนอก เพราะเกือบทุกครั้งสิ่งที่เราเห็นด้วยตาและคิดว่ามันสามารถเดินไปถึงได้ ก็คือเดินไปถึงได้จริง ๆ และพื้นที่ที่ถูกออกแบบให้มีความลาดชันสูงต่ำ ก็เป็นอุปสรรคที่ผู้เล่นต้องเผชิญ ผสมรวมกับความสวยงามที่เป็นธรรมชาติแล้ว มันก็กลายเป็นสิ่งที่เกื้อหนุนให้การเล่นเกมนี้มีความดื่มด่ำมากขึ้นไปอีก แม้บางทีความสวยงามเหล่านี้จะเป็นอุปสรรคที่ต้องผ่านไปให้ได้ก็ตาม

นอกจากฉากและ Setting เรื่องราวของเกมที่สวยงามโดดเด่นแล้ว ตัวละครทั้งใหม่และเก่าของซีรีส์เองก็ล้วนเต็มไปด้วยสิ่งที่น่าจดจำ ทั้งเรื่องราวที่พวกเขาและเธอได้เผชิญจนหล่อหลอมให้กลายเป็นอย่างทุกวันนี้ หรือพลังที่พวกเขาหรือเธอได้รับมาและใช้มันในสถานการณ์ต่าง ๆ ที่ก็ทำให้เราทั้งทึ่ง หรือกลัวพลังนี้อย่างน่าประหลาดทีเดียว

Death Stranding 2 ถือเป็นเกมที่ทำผลงานทางด้าน Visual ได้ดียิ่งขึ้นกว่าภาคเก่ามาก แถมยังโดดเด่นมากกว่าเกมอื่น ๆ ในปีนี้อีกหลายเกม และในเกมนี้คุณจะได้สัมผัสมันอย่างเต็มที่ยิ่งกว่าเดิม ยิ่งถ้าคุณอินมาจากเกมภาคแรก และชอบการเดินทางชมความงามของสิ่งรอบตัว Death Stranding ก็จะมอบประสบการณ์ที่ดียิ่งกว่าเก่าให้คุณแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วยตามที่คุณคาดไว้ และเข้ามาร่วมชิงตำแหน่ง Best Visual ของเราในปีนี้ด้วยเช่นกัน

 

 

Nuttawut Apiratwarakul

โน้ต - Co-Founder / Editor-in-chief

Back to top
Enable Notifications OK No thanks