สารบัญ / Contents
อัศวินรัตติกาล ฮีโร่ที่ใครหลายคนก็หลงรักและรู้จักดี Batman กลับมาอีกครั้ง และเป็นการกลับมาที่รวบรวมเอาจุดเด่น ความเข้มข้น ความสนุกของตลอดระยะเวลาที่ Batman โลดแล่นอยู่บนโลกของเรา มามัดรวมกันไว้ และนี่คือ LEGO Batman: Legacy of the Dark Knight
Story – อัศวินรัตติกาลฉบับเล่าใหม่ ขายขำผสมจริงจัง

สำหรับแฟน ๆ DC หรือ Batman เชื่อว่าเรื่องราวของ Bruce Wayne ก่อนที่จะกลายเป็น Batman นั้น ถูกเล่ามาแล้วไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง หากลุงเบนของ Peter Parker ต้องตายซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกครั้งที่ Reboot ตัว Thomas และ Martha Wayne เองก็คงไม่ต่างกัน
แต่สำหรับเนื้อเรื่องของเกมภาคนี้ จะเป็นการนำเอาหลากหลายเรื่องราวของจักรวาล Batman มาเรียบเรียงและเล่าเรื่องใหม่ทั้งหมด แบ่งออกเป็น Chapter แต่ละ Chapter ก็จะเป็นชุดภารกิจยาวให้เราได้ต่อสู้กับวายร้าย 1 ตัว ให้อารมณ์เหมือนดูซีรีส์เป็นซีซั่นไป
ด้วยความเป็น LEGO เราจึงจะได้เห็นเนื้อเรื่องฉบับเล่าใหม่ ไปเน้นความตลกขบขัน ยิงมุกกันกระจายตลอด อาจจะมีบางช่วงที่เข้าสู่จุดซีเรียสบ้าง แต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นดาร์คแต่อย่างใด เรียกได้ว่าเป็น Batman เวอร์ชันที่ทุกคนเข้าถึงได้ง่าย ๆ
แต่ด้วยความที่ใช้ชื่อภาคว่า Legacy และขนเอาแทบจะทุกตัวร้าย และพันธมิตรทุกคนมารวมไว้ในเกมเดียว ทำให้อาจจะมีการเกลี่ยบทที่ต้องกระจายกันไป ไม่มีตัวใดตัวหนึ่งเด่นเป็นพิเศษ แต่เนื้อเรื่องของทุก ๆ Chapter จะขมวดรวมกันในช่วงจบเกม ก็ถือว่าเล่าเรื่องได้น่าประทับใจ และเข้าถึงง่ายอยู่ดี

ด้วยความที่ติดตลกตลอดทั้งเกม ทำให้บางช่วงอาจจะรู้สึกว่ามันน่าเบื่อไปหน่อย แต่ในภาพรวม นี่คือการนำเอา Batman กลับมาเล่าใหม่ แถมใส่หลากหลายตัวละครเข้ามารวมกันได้อย่างลงตัว กลมกล่อม และเพลิดเพลินตั้งแต่ต้นจนจบ
Presentation – เน้นภารกิจเส้นตรง มากกว่าออกสำรวจโลก Gotham

ลูกผสมระหว่างเกม Open Zone และ Mission Linear ดูจะเป็นแนวเกมที่เหมาะสมที่สุดสำหรับนิยาม LEGO Batman: Legacy of the Dark Knight
แม้จะมีการสำรวจโลกเปิดกว้าง แต่ขนาดของมันก็ไม่ได้ใหญ่มาก เป็น Open Zone มากกว่า แถมเอาเข้าจริงแล้ว หากเรายังไม่ปลดล็อคเหล่าตัวละครและสมาชิกทีมจากเนื้อเรื่องหลัก เราก็แทบจะสำรวจอะไรไม่ได้เลยในโลก Gotham ของเกมนี้
แถมโลกภายในเกมของมันก็แทบจะไม่มีอะไรให้เราทำ นอกจากขับรถเล่น ซิ่งไปวัน ๆ และไปตามจุดต่าง ๆ เพื่อปลดล็อคภารกิจใหม่ หรือ Collectible ใหม่ ๆ เท่านั้น ใครที่ซื้อเกมนี้โดยหวังว่าเราจะได้ออกผจญภัยในโลกเปิดกว้างของ Gotham ก็อาจจะต้องผิดหวัง
นอกจากนั้นเรายังสามารถทำตัวเกรียนได้ในเมืองแบบตามสบาย จะขับรถชนมันทุกอย่าง แหกทุกโค้งแค่ไหนก็ได้ แต่ใครที่คิดจะขับชนผู้คนเล่น อันนี้ต้องบอกเลยว่า ทำไม่ได้
ส่วนในด้านของ Mission Linear ก็ตรงตามชื่อ คือเราเดินหน้าทำภารกิจตาม Objective ได้เลย และแม้จะไม่ค่อยมีอะไรให้สำรวจมากนัก แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่ระหว่างภารกิจเส้นตรงคือ Collectible ต่าง ๆ ที่ซ่อนไว้ในฉากได้อย่างแนบเนียน ชนิดที่ว่าถ้าไม่หยุดสังเกตดี ๆ เราแทบจะไม่เห็นเลย
และบ่อยครั้งที่ Collectible ในฉากนั้น ถูกวางไว้ตรงหน้าผู้เล่น แต่เราจะหาทางปลดล็อค และเข้าไปเก็บยังไง ก็ยกให้เป็นหน้าที่ของผู้เล่นในการจัดการ
แต่ปัญหาของ Side Activities ของเกมนี้เลยก็คือ เราจะปลดล็อคมันไม่ได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอ เพราะส่วนใหญ่จะถูกล็อคเอาไว้หลังตัวละครที่จำเป็น อย่างเช่นการเลาะกระจกออก ก็ต้องมี Catwoman หรือถ้าจะคุยกับ NPC บางตัว ต้องเป็น Jim Gordon
ทำให้ในช่วงแรก ผู้เล่นจะออกนอกลู่นอกทางไม่ค่อยได้ และทำได้แค่ไล่ตามภารกิจหลักไป จนกว่าจะปลดล็อคตัวละครครบ แล้วค่อยย้อนกลับมาสำรวจแผนที่ต่าง ๆ ซึ่งกว่าจะถึงตอนนั้นก็ต้องใช้เวลาไปหลายชั่วโมง

แต่ที่ทำให้ความเป็น Open Zone และการสำรวจมันดูไม่น่าเล่น ก็เพราะว่ามันแทบจะไม่มีอะไรส่งผลกระทบกับ Progression และความเก่งกาจของตัวละครเลย คือสำรวจไปเราก็ไมไ่ด้เก่งขึ้นเร็วขนาดนั้น และ Progression หลักบางอย่าง ก็ถูกล็อคเอาไว้หลังเนื้อเรื่อง พวกชุดของตัวละคร ใครที่ไม่ใช่สาย Costume หรือชอบเปลี่ยนชุดไปเรื่อยก็ไม่มีความหมายให้ตามเก็บสักเท่าไร
ทำให้แรงจูงใจในการเล่นนอกลู่นอกทางของเกมนี้มันน้อยมาก มุ่งตรงไปเคลียร์เนื้อเรื่องอย่างเดียวเลย และสำหรับใครที่ไม่ชอบวนกลับมาเก็บอะไรซ้ำ ๆ ก็อาจจะมองว่า Presentation ของเกมนี้มันน่าเบื่อไปเลยก็ได้
Gameplay – การกลับมาของ Free Flow Combat ของซีรีส์ Arkham

ใครที่คิดถึงระบบ Combat ของเกมชุด Arkham Series นี่คือเกม Batman ที่คุณจะต้องชอบมันแน่ ๆ เพราะระบบ Combat ของเกมนี้ เรียกได้ว่าถอดแบบระบบ Free Flow Combat มาจากเกมชุด Arkham เลยก็ว่าได้ ซึ่งส่วนหนึ่งก็เพราะ Rocksteady ก็เข้ามาช่วยจัดการระบบนี้ด้วย
ระบบการต่อสู้ของเกมนี้มันง่ายมาก ต่อให้คุณกดยากสุดก็ยังง่าย ยิ่งใครชินกับ Free Flow Combat มา จะรู้สึกว่ามันแทบไม่ต่างอะไรกันเท่าไรนัก และอาจจะเพราะด้วยความที่เป็นเกมชุด LEGO ก็อาจจะต้องทำให้มันไม่ยากจนเกินไป ความยากจึงไปอยู่ที่ปริมาณของศัตรูแทน
ส่วนตัวเรารู้สึกว่าปริมาณศัตรูที่เกมเสิร์ฟมาให้เราสู้ในแต่ละรอบ ถ้าอ้างอิงจากการกดโหมดยากสุด มันจะเน้นปริมาณมากกว่า เพราะระบบ Free Flow Combat ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนไปมากกว่าการกด Counter แล้วโจมตีกลับ สะสมเกจเพื่อใช้ท่าพิเศษ และมันก็เป็นอย่างนี้แทบจะตลอดทั้งเกม

ไม่ใช่แค่ในส่วนของการต่อสู้ แต่การออกสำรวจและการผจญภัยในส่วนของโลก Gotham ก็แทบจะเอาระบบของ Arkham Series กลับมาใช้ ทั้งการร่อน การดึงสลิงแล้วกดบินก็ทำออกมาได้ดีเช่นกัน
และในด้านอื่นของเกมก็ถือว่าสนุกและสร้างสรรค์ใช้ได้ ด้วยความเป็น Linear Mission เกมเลยสามารถใส่สิ่งต่าง ๆ แทรกเสริมเพิ่มเข้ามาได้มากขึ้นนอกจากระบบต่อสู้ นั่นก็คือการบังคับใช้ตัวละครหลาย ๆ ตัว เพื่อเริ่มต้นภารกิจหรือเปิดเส้นทางบางอย่าง
ตัวอย่างเช่น ถ้าจะคุยกับพวกตำรวจที่ยืนให้ข้อมูลอยู่ตามข้างทาง ก็ต้องเอา Jim Gordon มาคุย หรือถ้าจะลักลอบเข้าไปในตึก ตัดกระจก หรือช่องลมเล็ก ๆ ก็จะต้องเป็น Catwoman ฟังดูเฉย ๆ อาจจะน่ารำคาญ เพราะ Batman มันน่าจะทำเองได้ทุกอย่าง แต่ในแง่ความเป็น LEGO และความสนุก เกมนำเสนอจุดนี้ออกมาได้ดีมาก
นอกจากนั้นตัวละครแต่ละตัว ยังสามารถผสมผสานและทำคอมโบกันในแง่ของการใช้อุปกรณ์ร่วมกันได้ ซึ่งดูจากสไตล์การออกแบบเกมเพลย์ของทีมงานนี้ มันเหมือนได้แรงบันดาลใจหลายส่วนมาจาก It Takes Two มาก ๆ เพราะหลายด่าน หลายฉาก ต้องเน้นทำภารกิจกันแบบ 2 คนเป็นหลัก ไม่ว่าจะกับตัวละครใดก็ตาม
แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้มันเกิดความยุ่งยาก ในกรณีที่คุณเป็นผู้เล่นสาย Solo เพราะการสลับตัวละครไปมานั้น ทำได้ง่ายมาก รวมไปถึงปริศนาและ Puzzle ต่าง ๆ มันก็ไม่ได้ยากขนาดนั้น หรือมีกลไกซับซ้อนอะไรให้เรารู้สึกว่ามันลำบากเกินไป

ผลพวงจากการที่เกมมันล็อคแทบจะทุกอย่างเอาไว้หลังเนื้อเรื่อง เลยทำให้การพัฒนาตัวละครมันช้ามาก กว่าผู้เล่นจะรู้สึกว่าตัวละครเก่งขึ้น เตะต่อยแรงขึ้น หรือ Gadget อุปกรณ์ของตัวละครนั้นมีความสามารถที่หลากหลายขึ้น มันก็ต้องใช้เวลามากพอ ๆ กับเนื้อเรื่องที่เราเล่นไป
และที่สำคัญ หากคุณเป็นคนเล่นเกมแบบไม่สนใจ Collectibles หรือของสะสมเลย คุณจะจบเกมนี้ไวกว่าคนอื่น ๆ เล็กน้อย นั่นเพราะคุณจะไม่ต้องมานั่งเสียเวลาสำรวจฉากเพื่อดูว่ามีอะไรให้เก็บ นอกจาก Brick Lego ที่เป็นตัวอัปเกรดสกิล แต่สำหรับพวกของซ่อนในฉาก ไม่ต้องเก็บเลยก็ได้ เพราะมันไม่มีผลกับเกมเพลย์สักเท่าไรนัก
ข้อเสียหลัก ๆ ที่พอจะบอกได้อย่างชัดเจนเลยก็คือ Boss Fight แต่ละตัวที่ไม่สู้มือเท่าไรนัก อาจเพราะตัวเกมขายความเป็น Lego ที่อยากให้ทุกคนสนุก เข้าถึงง่าย Boss Fight เลยไม่ดุเดือดเท่าที่ควร
ภาพรวมของเกมนี้ มันเลยเป็นเกมที่กลาง ๆ ไม่ได้แย่จนถึงขั้นเล่นไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้ดีจนถึงขั้นห้ามพลาดแต่อย่างใด
Performance – โปรดระวังพื้นที่เปิดกว้าง เพราะอาจกินสเปคมากกว่าที่คิด

แม้ว่าตัวเกมจะเรียกร้องสเปคขั้นต่ำของเครื่องคอมพิวเตอร์ว่าใช้แค่ GTX 960 เท่านั้น แต่ก็อย่าได้ชะล่าใจไปจะดีกว่า
ด้วยความที่เกมนำเสนอทั้งในรูปแบบ Linear Mission และพื้นที่ Open Zone แบบเปิดกว้าง ดังนั้นสเปคขั้นต่ำที่เรียกร้องแค่ GTX 960 อาจจะยังไม่เพียงพอ จริงอยู่ว่าในพื้นที่ที่เป็น Linear Mission ภารกิจเป็นเส้นตรง ไม่มีฉากเปิดกว้าง มันเล่นได้ลื่น แต่พอกลับสู่พื้นที่ Open Zone เฟรมเรทจะตกลงอย่างเห็นได้ชัด
เพราะงั้นใครที่คิดจะเล่นเกมนี้ ก็อยากให้เตรียมเครื่องคอมพิวเตอร์ที่สูงกว่าสเปคขั้นต่ำขึ้นมาหน่อย ซึ่งก็อย่างที่เราบอกไปในแทบจะทุกเกม สเปคขั้นต่ำ มันคือเปิดเกมเล่นได้ แต่จะเล่นได้ราบรื่นไหม นั่นมันอีกเรื่อง
ส่วนอื่น ๆ ของตัวเกมก็ถือว่าทำได้ดีตามมาตรฐาน การ Setting การตั้งค่าปรับปุ่ม เสียง และรายละเอียดกราฟิก สามารถตั้งแบบละเอียดยิบได้ เพื่อให้ตัวเกมรันบนเครื่องของผู้เล่นได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด
ด้านปัญหาการเล่นอื่น ๆ ก็ถือว่าเจอบั๊กน้อยมาก หรือแทบไม่เจอเลยก็ได้ ถือเป็นเกมที่ขัดเกลาประสิทธิภาพออกมาได้เป็นอย่างดี

LEGO Batman: Legacy of the Dark Knight ถือเป็นการหยิบเอาเรื่องราวของ Batman มาเล่าซ้ำอีกรอบ ใส่ความสนุก ความฮา ความกวนเข้าไป ผสมผสานกับระบบการต่อสู้ที่สนุก เข้าถึงง่าย แม้จะเล่นง่ายไปหน่อย แต่บางครั้งได้เกมเพลิน ๆ แบบนี้มาเล่นบ้างก็ดีเหมือนกัน













