สารบัญ / Contents
ผลงานของทีมสนับสนุนผู้พัฒนา Street of Rage 4 และเป็นถึงผู้เข้าชิงเกมอินดี้ยอดเยี่ยมประจำปี 2025 เกมนี้จะเป็นยังไง มาดูกันได้ใน Absolum Review
Story – 4 นักรบผู้กอบกู้ Talamh ด้วยพรแห่ง Uchawi

ดินแดน Talamh Azra ปกครองอาณาจักรด้วยระบอบเผด็จการ ตัว Azra นั้น มีกองทัพส่วนตัวในนาม Crimson Order และออกคำสั่งล้างบางเหล่าผู้ใช้เวทมนตร์ แต่ด้วยพรศักดิ์สิทธิ์ของ Uchawi และ 4 นักรบของ Talamh จึงต้องออกเดินทางโดยมีภารกิจหลักคือสังหาร Azra
สำหรับเกม Roguelike ที่เราต้องเกิด-ตาย-วนเวียน เรื่อยไปนั้น การเล่าเนื้อเรื่องน่าจะเป็นสิ่งที่ท้าทายน่าดู เพราะจะทำยังไงให้เนื้อเรื่องมันถูกเล่าออกมาได้ถูกจังหวะในการเล่นแต่ละรัน ทำให้ทุกการเริ่มต้นรันใหม่ เราจะได้พบเจออะไรใหม่ ๆ ตลอด และแม้มันจะเป็นฉากเดิม แต่สิ่งที่เราเจอก็จะไม่เหมือนเดิม มีเนื้อหาใหม่เพิ่มเติม มีภารกิจใหม่สอดแทรกเข้ามา ทำให้ทุกการเริ่มรันใหม่ ไม่ใช่แค่ตัวละครเราเก่งขึ้น แต่เราก็ค่อย ๆ เปิดโลกของ Talamh ไปด้วย
แต่การจะเสพเรื่องราวและความลับของโลกในเกมนี้ ย่อมต้องมาพร้อมกับการตายแล้วตายเล่า เพื่อให้ตัวละครแกร่งขึ้น และให้เนื้อเรื่องก้าวไปข้างหน้า ส่วนนี้ใครชอบก็จะชอบไปเลย แต่ถ้าไม่ชอบก็จะไม่ชอบไปเลยเช่นกัน แต่เพราะข้อดีของเกมนี้มันอยู่ที่ระบบเกมเพลย์และ Progression ทำให้มันยังคงตื่นเต้นและน่าติดตามเสมอ แต่เราอาจจะสะดุดกับการติดตามเนื้อเรื่อง เพราะกว่าจะกลับมาจุดเดิม หรือไปเจออะไรใหม่ ๆ ได้ เราก็แทบจะลืมไปแล้วว่าก่อนหน้าเราเจออะไรมาบ้าง

และด้วยความที่เกมนี้มีตัวละครที่เล่นได้มากถึง 4 ตัวละครด้วยกัน ทำให้ทุกรัน เราอาจจะได้อ่านบทพูด หรือการสนทนากับ Uchawi ในมุมมองที่ต่างตัวละครกันไปด้วย แต่ส่วนใหญ่จะไม่ใช่ Major Plot อะไรขนาดนั้น ดังนั้นเนื้อเรื่องของเกมนี้ ใครอยากอ่านก็อ่าน หรือจะไม่สนใจ Lore เนื้อหาใด ๆ มันก็ทำได้เหมือนกัน เพราะอย่าลืมว่าอีกส่วนหนึ่งของเกมนี้ก็คือ Beat em’ up และหากใครยังไม่รู้ เกมนี้มีแผนจะได้รับการดัดแปลงเป็น Animation ด้วย ประกาศกันไปเมื่อช่วงก่อนเกมออกที่ผ่านมา ก็รอไปเก็บตกเนื้อหาเพิ่มเติมกันได้
Presentation – กราฟิก และโทนภาพอันโดดเด่น พร้อมระบบเกมการเล่นแบบ “One More Run”

ตามปกติแล้ว เกม Roguelike มันจะเป็นเกมที่เราต้องอยู่กับอะไรเดิม ๆ แบบซ้ำไปซ้ำมา จนกว่าเราจะเก่งขึ้น แต่ความสนุกของ Absolum จะอยู่ที่ทุกรันใหม่เราจะได้อะไรใหม่ ๆ เสมอ โดยที่เกมไม่ได้บอกเราโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นสกิล หรือ Trinket ที่ทำหน้าที่เป็นเครื่องประดับสำหรับบัฟ โดยหากชิ้นไหนเป็นของใหม่ มันจะมีคำว่า New กำกับเอาไว้อยู่ด้วย และจากที่เราเล่นมา ยิ่งเล่นก็ยิ่งเจออะไรใหม่ ๆ เสมอ ซึ่งการที่เกมไม่บอกเรานี่แหละ ทำให้เราอยากค้นหาและไปเจอมันด้วยตัวเองต่อไปเรื่อย ๆ
แม้จะเป็นรายละเอียดเล็กน้อย แต่ก็นับเป็นของใหม่ในทุกรันที่เราเจอ ทุกรอบจึงมีแต่ปริศนา และคำใบ้ใหม่ ๆ รอให้เราไปค้นพบ ทั้งแบบมีเบาะแส พาเราไปเจอเอง หรือเราบังเอิญไปเจอ และเกิดเป็นเควสท์ใหม่ขึ้นมา และแทนที่เมื่อเล่นไปเรื่อย ๆ เราจะเบื่อและรู้สึกว่าเกมมันหมดมุก แต่มันก็ยังดึงให้เราให้ค้นหาสิ่งต่าง ๆ ภายในเกมได้เสมอ
ไม่ใช่แค่เนื้อเรื่อง แต่การพบเจออาวุธ อุปกรณ์ใหม่ ๆ มันจะทำให้เรามีความรู้สึก “One More Run” หรือขออีกตาแล้วกัน สาเหตุแรกเริ่มจากตัวละครที่เราเล่นเกมนี้ได้ มีถึง 4 ตัวด้วยกัน แต่ไม่ใช่ว่าผู้เล่นจะเล่นได้ทั้งหมดเลยแต่แรก เราต้องเล่นไปตามฉาก เพื่อปลดล็อกตัวละครใหม่ที่ฐาน และหลังจากนั้น เมื่อเล่นไปแล้วเราจะรู้สึกว่าสกิลแต่ละชนิด คอมโบแต่ละอย่าง มันดีนะ แต่ถ้าเกิดใช้กับตัวละครนี้มันอาจจะดีมากกว่าเดิม แถมบางตัวละครนี่มันสนุกจนคาดไม่ถึงเลย นี่ถือเป็นการออกแบบเกมที่เน้นความสนุก และยั่วผู้เล่นด้วยของรางวัลใหม่ ๆ ตลอด จนทำให้เราวางจอยแทบไม่ลง

ที่โดดเด่นไม่แพ้กันคือกราฟิกและงานภาพของเกมนี้ที่โดดเด่นและมีเอกลักษณ์มาก แม้จะนำเสนอแบบ Animation กึ่งการ์ตูน แต่มันก็สวยงามมีเอกลักษณ์ และที่ชอบเป็นการส่วนตัวคือการใช้สีของเกมนี้ มันตัดกันลงตัว แบบสวยมาก ใครเป็นสายศิลป์น่าจะบรรยายตรงนี้ได้ดีกว่าเราแน่ ๆ
และในตอนแรก ผมก็แอบติดใจกับราคาอยู่ว่า เกมสไตล์นี้ ภาพแบบนี้ ขาย 640 บาทเลยหรือ? แล้วผมก็ต้องกลืนความคิดนี้ลงไปหลังจากได้ลองเล่นมัน นอกจากจำนวนชั่วโมงการเล่นที่ได้จะเยอะมาก ๆ จากการเล่นซ้ำแล้ว เกมมันยังมีคอนเทนต์อื่นอีกมาก ซ่อนเอาไว้ รวมไปถึง Progression การปลดล็อคสิ่งของต่าง ๆ ที่บางทีเล่นไปเกินสิบชั่วโมงแล้วเพิ่งเจอก็มี
และไม่ใช่แค่สิ่งเล็กน้อย แต่เป็นการอัปเกรดที่ยิ่งทำให้เกมมันสนุกขึ้นไปอีก โดยเฉพาะเมื่อเวลาผ่านไป ตัวละครของเราเก่งขึ้น ปลดบัฟและคอนเทนต์มากขึ้น คือมันสนุกจนลืมเวลาไปเลย แล้วพอจบแต่ละรอบ ได้ของใหม่มาก็จะแบบ ขออีกตา ๆ แล้วก็ยาวไป โชคดีที่เกมนี้เขามีระบบออกกลางเกมได้ กลับเข้ามาใหม่ก็เล่นต่อจากของเดิมไปเลย มีช่วงให้พักกันบ้าง

ด้านกราฟิก ก็เป็นอีกจุดเด่นของเกม ด้วยการนำเสนอแบบลายเส้นของหนังสือการ์ตูน แต่มีการเคลื่อนไหวที่ขยับได้จริง และดูลื่นไหลมาก แถมยังมีการใช้โทนสีที่โดดเด่น ไม่ได้จัดจ้านหรือแสบตาจนเกินไป เรื่องสีนี้กลายเป็นสิ่งที่เราไม่ค่อยได้พูดถึง แต่เกมนี้ทำได้ดีมากจริง ๆ
กลายเป็นว่าเกมนี้คุ้มค่าทั้งการนำเสนอ และงานศิลป์ ทีนี้มาดูปัจจัยสำคัญที่สุดของมันในหัวข้อต่อไปกันได้เลย
Gameplay – ยิ่งแพ้ยิ่งแกร่ง

ดูเป็นเรื่องปกติของเกมแนว Roguelike อยู่แล้ว กับการที่หากคุณจะแข็งแกร่งขึ้น หรือปลดล็อคอะไรใหม่ ๆ ได้ คุณจำเป็นจะต้องตายซ้ำตายซาก ตายกันจนเบื่อไปข้างหนึ่ง ดังนั้นปัญหาในการออกแบบและสร้างเกมเพลย์ของเกมแนวนี้จึงขึ้นอยู่กับการมอบประสบการณ์อะไรให้ผู้เล่นไม่เบื่อจนเลิกเล่นไปซะก่อน
Absolum ใช้วิธีการหยอดสิ่งใหม่ ๆ เข้าไปในทุก ๆ รันของการเล่น แม้จะผ่านเส้นทางเดียวกัน รูทเดียวกัน แต่รันที่ 4 อาจจะไม่เหมือนครั้งที่ 3 อาจเป็นเรื่องของ Progression หรือถ้าใครมือไว ตาดี ซุกซนมากพอ คุณจะพบเจอเส้นทางลับที่พาคุณไปเจอภารกิจเสริมใหม่ ๆ หรือไปเจอระบบเกมใหม่เข้าโดยบังเอิญ Hub ศูนย์กลางก่อนเริ่มภารกิจของเรา ในตอนแรกจะไม่ได้มีอะไรมาก แต่เมื่อเล่นไปเรื่อย ๆ จะมี NPC มาอาศัยอยู่และเข้าร่วมมากขึ้น ซึ่งเป็นการปลดล็อคระบบเกมไปในตัว
เกมเพลย์หลักของ Absolum คือ Beat em’ up ผสมกับ Roguelike ทุกรันที่ตาย เราจะต้องย้อนกลับมาเริ่มเล่นใหม่ทั้งหมดตั้งแต่จุดเริ่มต้น แต่เราก็จะได้ทรัพยากรที่ใช้ในการอัปเกรดแบบถาวร ทำให้ทุกรันที่เราเริ่มต้นใหม่นั้น ตัวละครและความสามารถของเราจะแข็งแกร่งขึ้นไม่มากก็น้อย โดยการอัปเกรดตัวละครของเรกา็มีหลายแบบ ตั้งแต่ Heartroot ต้นไม้ใหญ่ที่เป็นการใช้เศษอัญมณีอัปเกรดพลังแบบถาวร ที่จะเกี่ยวข้องกับ Passive Skill ทั้งหลาย ทั้งพลังชีวิตสูงสุด พลังของเพื่อนร่วมทีม และเสริมพลังโจมตีในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งเป็นความสามารถที่ทั้ง 4 ตัวละครนั้นมีร่วมกันอยู่แล้ว

แต่ว่าในแต่ละตัวละครทั้ง 4 ตัวก็จะมีรูปแบบการเล่น การคอมโบและสกิลที่แตกต่างกันออกไป อย่างเช่น Galandra ที่จะเน้นการโจมตีด้วยการใช้ดาบ Karl คนแคระจะเน้นการโจมตีด้วยหมัดระยะประชิด Cider จะเน้นความรวดเร็ว ว่องไว การต่อคอมโบที่ลื่นไหล และ Brome ที่เป็นกบจอมเวทจะถนัดทั้งสองระยะ แต่จะมีความคล่องตัวน้อย
แม้สไตล์การเล่นจะต่างกันอย่างชัดเจนทั้ง 4 ตัวละคร แต่สิ่งที่ทำให้มันสนุก และสดใหม่อยู่เสมอคือระบบของเกมนี้ นั่นคือระบบ Ritual และไอเทมเสริมพลังต่าง ๆ ที่มาในรูปแบบของบัฟ ที่จะทำให้เกมเพลย์การเล่นแต่ละรอบ และแต่ละตัวละคร สนุกไม่ซ้ำกันเลย เพราะการโจมตีที่หลากหลายทำให้เราสนุกกับการต่อคอมโบ และค้นพบวิธีการใหม่ ๆ ในการกำจัดศัตรู ยิ่งเล่น ยิ่งปลดบัฟ และไอเทมต่าง ๆ ที่ทำให้ชวนติดพันมากยิ่งขึ้น
และเกมนี้ไม่มีการ Fix ว่าบัฟนี้เหมาะสมกับตัวนั้นตัวนี้ เพราะทุกตัวละครจะมีความสามารถหลัก ๆ คือ Strike (การโจมตีปกติ) Clash (การใช้โจมตีหนักสวนกลับศัตรู) Defect (ปัดป้องการโจมตีศัตรู) และ Dodge (หลบหลีก) และบัฟแต่ละตัวจะถูกสนับสนุนให้กับการโจมตีเหล่านี้ทั้งหมด ผู้เล่นถนัดแบบไหนมากกว่ากัน ก็พยายามเลือกบัฟให้กับการโจมตีประเภทนั้น และใน 4 ตัวละคร ทั้ง Strike, Clash, Defect, Dodge ก็จะมีรูปแบบต่างกัน และต่อคอมโบได้ไม่เหมือนกันอีกต่างหาก ทำให้ระบบการต่อสู้ของ Absolum มีความยืดหยุ่น และสนุกมาก

จากแนวเกมที่คนตายจนกันเบื่อ แต่เกมนี้ยิ่งตาย ยิ่งแพ้ ยิ่งสนุก แม้จะมีความน่าเบื่อจากการวนฉากเดิมอยู่บ้าง แต่เกมก็ใส่ความลับไว้มากพอที่จะทำให้เราไม่เบื่อ และจังหวะที่เราเก่งขึ้น สู้ชนะได้ ก็จะเป็นจังหวะเดียวกันกับที่เราสำรวจไปมากพอ หรือเจอครบทุกอย่างแล้ว ทำให้จังหวะของการเล่นเกมนี้มันลื่นไหลมาก ๆ ถ้าคุณชอบเกม Roguelike ชอบเกม Beat em’ up นี่เกมที่ผสมผสานการลงตัวที่สุดในรอบหลายปีเลยทีเดียว
Performance – เกมเล็ก สเปคเบา เข้าถึงง่าย
สำหรับเรื่องสเปคที่ใช้เล่น Absolum ถือว่าหายห่วงได้เลย ด้วยความที่เกมเป็น 2D Side Scrolling เกมใช้สเปคขั้นแนะนำที่เข้าถึงได้ง่ายมาก ใครมีคอมพิวเตอร์เก่า ๆ ก็สามารถเล่นได้แล้ว ตัวเกมต้องการสเปค CPU แค่ i5 gen 2 เท่านั้น ส่วนการ์ดจอใช้แค่ GTX 1060 และแรม 8GB ก็เพียงพอสำหรับการเล่นแบบ 1080p 60fps ซึ่งคิดว่าคอมพิวเตอร์ของเกมเมอร์ยุคนี้ ยังไงก็สบายแน่นอนอยู่แล้ว
ส่วนของการ Setting ก็สามารถปรับแต่งตั้งค่าได้เยอะกว่าเกมแนวเดียวกันหลายเท่า เพราะเกมนี้สามารถตั้งค่า Rollback Frames ได้ด้วย มันคือเทคโนโลยีที่ใช้ในเกมต่อสู้เพื่อป้องกันปัญหาการเชื่อมต่อ แต่ถึงอย่างนั้น เน็ตเราก็จะแรงและดีตอนเล่น Co-op เหมือนกัน เพราะจะหวังพึ่งระบบนี้แก้ปัญหาไปเลยก็คงไม่ได้

การตั้งค่าปุ่ม สามารทำได้ตามใจชอบ และถึงแม้เกมนี้จะรองรับการเล่นด้วยเมาส์ คีย์บอร์ด แต่สำหรับเกม Beat em’ up ที่ต้องใช้ความแม่นยำในการควบคุมสูงมาก การใช้จอยก็เป็นทางเลือกที่ดีกว่า ซึ่งก็แล้วแต่คนถนัด
ในด้านงานภาพ ตัวเกมก็มอบการตั้งค่าแบบละเอียดมาให้ ตั้งแต่กราฟิกแสงเงา ภาพ Ambiance เอฟเฟกต์บลูมต่าง ๆ ใครอยากให้ภาพและเอฟเฟกต์ของเกมตัวเองเป็นแบบไหนก็สามารถทำได้ตามใจชอบ
และปิดท้ายด้วย Assist Mode จริงอยู่ว่าการเกิด-ตาย-วนเวียน ของเกมนี้คือจุดแข็งที่ทำให้เกมสนุก แต่เชื่อว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะชอบมัน เกมจึงมอบ Assist Mode มาให้ ซึ่งโหมดนี้จะทำให้เราสามารถปรับแต่งดาเมจที่เราทำกับศัตรู และศัตรูทำกับเราได้อย่างอิสระ ปรับได้ตั้งแต่ 25-500% กันเลยทีเดียว ใครชอบยากง่ายระดับไหน ก็ปรับเอาได้ แต่ถ้าปรับโหมดนี้จะไม่ได้รับ Achievement หรือถ้วยรางวัลใด ๆ และใช้ในโหมดออนไลน์ไม่ได้ด้วย
สมศักดิ์ศรีแล้วที่ตัวเกมได้รับการเสนอชื่อให้เข้าชิงตำแหน่งเกมอินดี้แห่งปี 2025 เพราะนี่คืออีกผลงานเกมคุณภาพที่ไม่ควรพลาดจริง ๆ สำหรับ Absolum














