Clair Obscur: Expedition 33 คือเกมที่พิสูจน์ให้เราทุกคนได้เห็นเลยว่า พอการเล่าเรื่อง เกมเพลย์ ภาพ และเสียง สามารถทำงานสอดประสานร่วมกันได้อย่างลงตัวแล้ว มันจะสามารถมอบ “ประสบการณ์เล่นเกม” ที่น่าจดจำและตราตรึงได้มากแค่ไหน

ตั้งแต่ช่วงนาทีแรก ไปจนถึงช่วงโค้งสุดท้าย เกมพาเราดำดิ่งไปกับเรื่องราวที่ถูกเล่าอย่างประณีต ที่สำคัญคือทุกเหตุการณ์มันมีความหมายและฟังก์ชั่นที่ส่งผลต่อการรับรู้และการดำเนินเรื่องของเกมโดยตรง กระทั่งว่าฉากเล็ก ๆ ที่เป็นการพูดคุยสัพเพเหระกันระหว่างสองตัวละคร ก็สามารถทำให้เราเข้าใจแง่มุมบางอย่างของเรื่องราวและตัวละครได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
ยิ่งเล่นไปเรื่อย อารมณ์ร่วมระหว่างเรากับเกมก็ยิ่งทวีคูณมากขึ้น จนเรารู้สึกว่าการเดินทางของ Expedition 33 นั้น ไม่ได้มีแค่ตัวละครในเกมอย่างเดียว แต่ผู้เล่นอย่างเราเองก็รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของการผจญภัยดังกล่าวด้วย
และหนึ่งในจุดแข็งที่สุดของเกม ก็คือการหยิบประเด็นเชิงปรัชญาอย่างการมีอยู่ของชีวิต ความตาย เวลา และคุณค่าของการมีอยู่ในโหมดต่าง ๆ ทั้ง “ข้างนอก” และ “ข้างใน” (คนที่เล่นจบแล้วน่าจะรู้กัน) มานำเสนอได้อย่างเอร็ดอร่อย ทำให้เนื้อหาในเกมที่ “ลึกซึ้งและพาเราขบคิดกับการมีอยู่ของชีวิต” ถูกถ่ายทอดออกมาแบบไม่รู้สึกหนักอึ้งหรือเข้าถึงยาก
ในส่วนของตัวละครใน Clair Obscur: Expedition 33 นั้นก็ถูกเขียนมาอย่างดี ทุกตัวละครจะมีความคิด อุดมการณ์ และแนวทางในดำรงอยู่เป็นของตัวเองอย่างชัดเจน ทำให้ทุกการกระทำของตัวละครมันมีน้ำหนัก ซึ่งเพราะแบบนี้เอง เราจึงเข้าอกเข้าใจตัวละคร “ทุกฝั่ง” ในเกมนี้เลย ต่อให้เราจะเห็นต่างกับใคร เราก็ยังเข้าใจได้ว่า เพราะเหตุใด เขาถึงเลือกที่จะทำหรือเป็นในแบบนั้น

และยิ่งเราใช้เวลาอยู่กับเหล่าตัวละครในเรื่องมากเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งผูกพันกับพวกเขามากขึ้น พวกซีนอารมณ์ต่าง ๆ ก็เลยทำงานกับคนเล่นได้อย่างดีเยี่ยมมาก
ในด้านเกมเพลย์ ระบบ Turn-Based ของเกมนี้ก็ถูกแต่งเติมรสชาติไปด้วยการใส่ระบบ counter และ dodge เข้ามา ซึ่งถึงแม้ว่าอะไรแบบนี้มันจะไม่ได้เป็นเรื่องใหม่สำหรับเกม Turn-Based แต่สิ่งที่เกมนี้มันทำ คือการหยิบระบบ counter และระบบ dodge (รวมไปถึงการกด QTE) เข้ามาเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สุดของ “การเล่น”
ทุกการออกท่าโจมตีหรือการใช้สกิล จะไม่ได้เกิดขึ้นเองออโต้แบบกดปุ่มคำสั่งแล้วจบ แต่ผู้เล่นจะต้องคอยกด QTE ตามจังหวะของสกิลแต่ละท่าด้วย และในช่วงเทิร์นของศัตรู ผู้เล่นก็จะวางจอยไม่ได้เหมือนกัน เพราะจะต้องคอยตอบสนองการโจมตีของศัตรูอยู่ตลอด ซึ่งผู้เล่นก็มีทางเลือกเยอะมากว่าจะกด counter, กด dodge, หรือกด perfecr dodge ซึ่งทางเลือกในการตอบสนองทั้งหมดนี้ก็มีคุณประโยชน์และความยากง่ายแตกต่างกันทั้งสิ้น และมันขึ้นอยู่กับผู้เล่นเลยว่าอยากจะ “เลือก” ตอบสนองแบบไหน
และด้วยการออกแบบในลักษณะนี้เอง ผู้เล่นจึงต้องมีส่วนร่วม (engage) กับเกมการเล่นอยู่ตลอด บีบให้เราจะต้องจดจ่อกับภาพในหน้าจอ มีสมาธิและอ่านจังหวะของศัตรูอยู่อย่างต่อเนื่อง ผู้เล่นจะไม่สามารถเล่นแบบผ่อนคลายหรือเหม่อลอยได้เลย แต่จะต้องมีส่วนร่วมกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า เพราะงั้นเกมเพลย์ของมันจึงทำให้ผู้เล่นตื่นเต้นและตื่นตัวอยู่ตลอด
ท้ายที่สุด พอทุกส่วนประกอบทั้งหมดที่ว่ามานี้ ถูกเสริมพลังไปด้วยงานภาพที่สวยงาม อลังการ และมีสไตล์เฉพาะตัว Clair Obscur: Expedition 33 จึงไม่ได้เป็นเพียงเกมที่ทำได้ดีในหลายด้าน แต่เป็นเกมที่หลอมรวมทุกอย่างเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์ และสามารถมอบประสบการณ์ที่ครบถ้วน ทั้งเนื้อหาที่ตราตรึง ไวยกรณ์การเล่าที่แพรวพราว และเกมการเล่นที่ท้าทาย
ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้เอง เราต้องขอมอบตำแหน่ง Best of the Best ประจำปี 2025 ให้กับ Clair Obscur: Expedition 33











