หลังจากรอคอยกันมาตั้งแต่ปี 2019 ในที่สุด Pearl Abyss ก็เปิดโอกาสให้ผู้เล่นได้ลองสัมผัส Crimson Desert ที่งาน Gamescom 2025 และเพียงแค่ชั่วโมงเดียวที่ได้ลอง ก็ทำให้เห็นชัดว่านี่ไม่ใช่เกมแฟนตาซีทั่วไป แต่คือการผสมผสานระหว่าง โลกกว้างใหญ่ที่โหดร้าย และ ระบบต่อสู้ที่เข้มข้นจนต้องจริงจัง
ในเดโมความยาว 1 ชั่วโมงที่ผมได้ลองสัมผัสตัวเกมจะโยนผู้เล่นเข้าสู่เนื้อหาในช่วงกลางเกม ซึ่งบอกเลยว่าตัวเกมมันมีระบบการบังคับที่ซับซ้อนมาก ๆ จนต้องมีทีมงานมาคอยประกอบผู้เล่น และถึงแม้จะมีแผ่นป้ายบอกว่าปุ่มต่าง ๆ เอาไว้ทำอะไรแปะอยู่ข้างจอผมก็แอบสับสนอยู่นานจนกว่าการต่อสู้จะเข้ามือ
แต่โดยรวมแล้วนี่เป็นอีกเกม Action RPG Open World เล่นใหญ่ที่มีเนื้อหาอัดแน่นและเต็มไปด้วยรายละเอียดมากมาย ใครที่ชื่นชอบการจมดิ่งลงสู่โลกในเกมน่าจะชื่นชอบผลงานชิ้นนี้กันได้ไม่ยาก

Kliff ตัวเอกยอดนักรบ
ผู้เล่นจะได้สวมบทเป็น Kliff หัวหน้ากลุ่ม Greymanes นักรบผู้มีพลังเหนือมนุษย์ ร่างใหญ่เสียงหนักราวกับออกมาจากหนังสงครามยุคเก่า แต่สิ่งที่น่าจดจำจริง ๆ คือ ความสามารถในการต่อสู้และความโหดเหี้ยมของเฮียแกในการจัดการกับศัตรู
เพียงไม่นานหลังจากจบบทแนะนำ Kliff ก็ถูกส่งลงสนามรบทันที ผมได้ลองทำเควสเล็ก ๆ เช่นเพิ่มขวัญกำลังใจทหาร แต่ไม่ทันไรก็ต้องดวลกับคลื่นศัตรูเป็นร้อย การโจมตีศัตรูตัวเล็ก ๆ ไม่ยากนัก แต่พอเจอ บอสตัวแรก ก็แทบเรียกเหงื่อ เพราะถ้าไม่อ่านจังหวะและระบบต่อสู้อย่างจริงจัง มีสิทธิ์ตายแบบไม่รู้ตัว
ฉากการต่อสู้ในเดโมจำลองสนามรบขนาดใหญ่ เรียกได้ว่ามีศัตรูเป็นร้อยอยู่ในฉาก และแม้พวกมันจะไม่ได้มีความฉลาดมากนักแต่ก็พอให้เป็นเป้าซ้อมมือในระบบการต่อสู้สุดลึกล้ำได้อย่างดีในช่วงแรก
ระบบต่อสู้การต่อสู้สุดซับซ้อนแต่ยิ่งเล่นยิ่งมันส์
สิ่งที่ทำให้ Crimson Desert แตกต่างคือระบบต่อสู้ที่ไม่ยอมให้ผู้เล่นกดมั่ว ๆ
อาวุธหลากหลาย: แต่ละอาวุธมีชุดท่าต่อสู้และคอมโบเฉพาะตัว
เวทมนตร์เสริมพลัง: ไฟ น้ำแข็ง และสายฟ้า สามารถเสริมลงบนอาวุธเพื่อสร้างทั้งดาเมจและสถานะผิดปกติ
ลูกเล่นจากระยะไกล: ธนูมีลูกศรพิเศษ เช่นเรียกพายุไฟถล่มลงจากฟ้าใส่ศัตรูหมู่
ตอนแรกยอมรับว่าผม “งง” เพราะต้องจัดการทั้งสกิล คอมโบ และระบบเสริมพลังพร้อม ๆ กัน แต่พอเริ่มคล่อง การสู้ก็กลายเป็นโชว์สุดมันส์ ดาบหนึ่งฟัน ศัตรูปลิว อีกมือยิงธนูใส่กลุ่มใหญ่ ก่อนปิดท้ายด้วยการทุ่มศัตรูลงพื้นแบบมวยปล้ำ ความสะใจมาแบบเต็ม ๆ
การบังคับในเกมนั้นซับซ้อนมาก ๆ เพราะทุกปุ่มบน Controller ถูกใช้งานจนหมดเกลี้ยง ยังไม่รวมการผสมปุ่มแบบกดพร้อมกันอีกมากมายหลายปุ่ม นอกจากการฟันแบบธรรมดา ตัวเกมยังมีการปล่อยคอมโบอีกหลายท่า มีการปล่อยไม้ตายในหลายปุ่ม มีปุ่มเตะ ปุ่มต่อย ปุ่มจับทุ่ม มีการสลับอาวุธ มีการเปลี่ยนธาตเวทเสริมพลัง ยังไม่รวมถึงการหลบ การปัดป้อง และอีกสารพัดท่าการโจมตี
แม้จะไม่สามารถเรียกได้ว่า “คล่องตัว” แต่การมีลูกเล่นเยอะก็ทำให้การต่อสู้สนุกไม่เลว แบบที่เล่าไปข้างต้น
อาจจะมีส่วนที่ผมรู้สึกขัด ๆ บ้างก็คือการต่อสู้กับศัตรูระดับบอสที่ Effect ในเกมนั้นมันกระจายท่วมจอจนมองแทบไม่ออกว่าเกิดอะไรขึ้น ขณะเดียวกันศัตรูก็โจมตีอย่างรุนแรงต่อเนื่องจนหาจังหวะตั้งตัวได้ยาก ซึ่งเอาจริง ๆ ปัญหาน่าจะมาจากฝีมือในการเล่นของผมเองหรือความเหนื่อยล้าสะสมจากการตะลุย gamescom เป็นเวลา 3 วันก็เป็นได้ (เพราะนี่เป็นเกมสุดท้ายที่ผมได้ลองในงานในช่วงค่ำของวันสุดท้าย)

โลกในเกมอันกว้างใหญ่ สวยงาม แต่แฝงด้วยความโหดร้าย
ดินแดน Pywel ที่เป็นฉากหลักของเกมให้บรรยากาศหม่น ๆ คล้ายแดนกันดารใน The Witcher 3 มันเต็มไปด้วยภูมิประเทศขรุขระ เมืองที่รกร้าง และบรรยากาศที่ทำให้รู้สึกว่าโลกนี้ “มีชีวิต” จริง ๆ
Kliff สามารถปีนหน้าผาและใช้พลังร่อนลงมาจากที่สูง ช่วยให้การสำรวจมีมิติ มากขึ้น นอกจากนั้นก็มีการขี่ม้า แต่แม้จะมีให้ใช้งาน แต่จากที่ลอง การควบคุมม้ายังรู้สึกหนืดและไม่ลื่นไหลนัก ซึ่งคิดว่าทีมงานยังมีเวลาปรับปรุงอีกนานพอสมควร
ถึงอย่างนั้น สิ่งที่ Pearl Abyss ทำได้ดีคือ “ขนาด” และ “ความมีชีวิตชีวา” ของโลก ถึงแม้ในเดโมจะยังไม่ได้เปิดให้สำรวจมาก แต่ก็เห็นชัดว่าทีมงานตั้งใจให้ Pywel เป็นมากกว่าฉากหลัง แต่คือเวทีที่เต็มไปด้วยเรื่องราวรอให้ค้นพบ ฉากในเกมงดงามเต็มไปด้วยรายละเอียด มี NPC จำนวนมากเดินไปเดินมาตลอดเวลา
แม้ฉากในเดโมจะไม่ใช่ฉาก Open World แบบเต็มระบบ แต่เป็นหนึ่งในภารกิจหลัก แต่เราก็พอสัมผัสได้ว่าตัวเกมมีระบบการโต้ตอบกับ NPC และสภาพแวดล้อมรอบตัวอย่างเต็มรูปแบบ ขณะเดียวกันทีมงาน Pearl Abyss ก็ใส่การเล่าเรื่องแบบลงลึกในรายละเอียดมาตลอดเวลา

ความท้าทายที่ต้องใช้เวลา
สิ่งที่ Crimson Desert วางไว้ชัดคือ เกมนี้ดูจะไม่โอบอุ้มช่วยเหลือผู้เล่นมากนัก ถ้าอยากผ่านบอสหรือการต่อสู้สุดโหด คุณต้อง “เรียนรู้ระบบ” และฝึกฝน ไม่ใช่หวังจะกดมั่วแล้วรอด มันไม่ได้ถึงขั้นเป็นเกม Soulslike แต่ก็มีความท้าทายพอให้คนเล่นจริงจังรู้สึกคุ้มค่า
ยิ่งไปกว่านั้นตัวเกมดูจะมุ่งเน้นการเป็นเกม Open World อย่างเต็มรูปแบบ ทีมงานดูใส่ใจในเรื่องการมีปฎิสัมพันธ์กับสิ่งต่าง ๆ รอบตัวอย่างแท้จริง เกมเต็มเราเดาไว้ก่อนเลยว่าน่าจะมีกิจกรรมมากมายให้ได้ทำ มี NPC มากมายให้ออกช่วยเหลือ ตามหา และพูดคุย
มหากาพย์ที่น่าจับตา
แม้จะได้ลองเพียงชั่วโมงเดียว แต่ Crimson Desert ทำให้เห็นว่ามันมีศักยภาพจะเป็น เกมแฟนตาซีโลกเปิดที่อลังการ การต่อสู้หลากหลายและมีชั้นเชิง โลกที่กว้างใหญ่และเต็มไปด้วยสิ่งน่าสนใจ และตัวละครเอกที่มีพลังและบุคลิกโดดเด่น
คำถามคือ Pearl Abyss จะสามารถ “บาลานซ์” ทุกระบบเข้าด้วยกันได้ดีแค่ไหนเมื่อเกมเต็มออกมา ถ้าทำสำเร็จ นี่น่าจะเป็นคลื่นลูกใหม่ของเกม Fantasy Open World ที่แฟน ๆ รอคอยมานานและเป็นโลกที่หลายคนจมดิ่งลงไปใช้ชีวิตใช้เวลาอีกหลายร้อยชั่วโมงกันเลยทีเดียว













