สารบัญ / Contents
ถ้าจะพูดถึงหนึ่งใน “ช่วงเวลาทอง” ในหน้าประวัติศาสตร์ของวงการเกมไทย ยุคที่เป็นความทรงจำของหลาย ๆ คนก็น่าจะเป็นยุคที่มีร้านอินเตอร์เน็ตเกิดขึ้นมาจำนวนมากทั่วประเทศ
กระแส “ร้านเน็ต” เข้ามาในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านจากยุค Analog เข้าสู่ยุค Digital ผู้คนเพิ่งรู้จักกับเทคโนโลยีที่เรียกว่าอินเตอร์เน็ตและการเข้าถึงข้อมูลบนโลกก็พลันเปิดกว้างขึ้นมาทันที
แน่นอนว่านอกจากความรู้และสื่อบันเทิงต่าง ๆ ที่เติบโตไปพร้อมกับเทคโนโลยีนี้ “เกม” ก็เป็นอีกอย่างที่เติบโตขึ้นมาพร้อมกับอินเตอร์เน็ตด้วยเช่นกัน และสำหรับหลาย ๆ คน ในช่วงเวลานั้น การเล่นเกมไม่ใช่การกลับมาเปิดเครื่อง Console ที่บ้าน หรือนั่งเล่น PC อยู่ในห้องคนเดียว แต่เป็นการมุ่งหน้าไปยังร้านเน็ตแถวบ้านหลังเลิกเรียน
ตัวผู้เขียนเองก็เคยเป็นคนหนึ่งที่เปิดร้านอินเตอร์เน็ตมาก่อน และวันนี้ก็อยากหยิบยกเรื่องราวน่าสนใจในการทำธุรกิจร้านเน็ตมาเล่าสู่กันฟัง

ที่บ้านมาเปิดร้านเกมได้ยังไง?
ที่บ้านของผู้เขียนเริ่มต้นทำธุรกิจร้านเกมย้อนหลังไปเกินกว่า 20 ปี อย่างที่เล่ากันไปตอนนั้น “ร้านเน็ต” เป็นธุรกิจที่ฮิตมาก ๆ อย่างหนึ่งในประเทศไทย ตอนนั้นผู้เขียนเพิ่งจะร่ำเรียนอยู่ในช่วง ม. ต้นเท่านั้นเอง
สาเหตุจริง ๆ น่าจะเป็นเพราะว่า ทั้งพ่อและแม่เล็งเห็นว่าไอ้ลูกชายเอาแต่ไปหมกตัวอยู่ในร้านเกมคนอื่น อย่ากระนั้นเลยไหน ๆ มันจะเล่นเกมก็ให้ได้ประโยชน์ก็เลยเปิดร้านเน็ตเล็ก ๆ ให้มันนั่งเฝ้า
ประกอบกับพี่สาวและพี่เขยทำธุรกิจนี้อยู่ในเมืองชลบุรี ก็เลยพอจะมีผู้ให้คำปรึกษา ก่อนที่ภายหลังพี่สาวของผู้เขียนจะเลิกธุรกิจร้านเน็ตก็ทำให้ได้ PC จำนวนมากมาขยายร้านของบ้านตัวผู้เขียนเองจนมีจำนวนหลายสิบเครื่อง เปลี่ยนจากร้านเล็ก ๆ ไม่ถึงสิบเครื่องกลายเป็นร้านใหญ่ขึ้นมาทันที
บทบาทและกิจวัตรประจำวันเป็นยังไงบ้าง ?
สำหรับบทบาทของตัวผู้เขียนก็อย่างที่เล่ากันไว้ ตอนนั้นจริง ๆ แล้วก็ถือว่ายังเป็นแค่ “นักเรียนมัธยมต้น” เอาจริง ๆ การเปิดร้านเน็ตส่งผลกระทบต่อการเรียนของผู้เขียนอย่างน่าใจหาย เพราะกลายเป็นเด็กติดเกมที่มีร้านเน็ตเป็นของตัวเอง แถมพ่อกับแม่ก็ไม่สนใจปล่อยให้มันโดดเรียนตามใจชอบ
ผลที่ตามมาก็คือ ลูกชายไม่ไปเรียน แต่มานั่งเฝ้าร้านเน็ตตัวเองทั้งวันทั้งคืน จนชั่วโมงเรียนไม่ครบ หมดสิทธิสอบแล้วต้องไปไล่แก้กันอยู่นาน
หน้าที่จริง ๆ ของผู้เขียนก็คือการเป็นเด็กนั่งเฝ้าร้านเน็ตธรรมดาทั่วไป ถ้าเป็นวันธรรมดาก็กลับจากเลิกเรียนมาช่วยงาน จดเวลา ลงเวลาแต่ละโต๊ะ คอยเตือนลูกค้าว่าใกล้ครบชั่วโมงแล้ว (ที่ร้านใช้ระบบจดลงสมุดกระดาษ ไม่มีระบบอัตโนมัติแบบในยุคถัดมา)
นอกจากนั้นก็เป็นการดูแลร้านทั่วไป ทำความสะอาด ปัดกวาดเช็ดถู ดูแลระบบ รักษาและซ่อมแซมเครื่อง เรียกได้ว่าทำทุกอย่างตั้งแต่ต้นจนจบ รับมือกับทั้งเหล่ากองกำลังเข้าตรวจลิขสิทธิ์ รวมไปถึงผู้ปกครองที่ถือไม้เรียวมารอไล่ฟาดลูก ๆ ติดเกม

ตอนเฝ้าร้านเกม เคยพบเจออะไรแปลก ๆ หรือฮา ๆ บ้าง ?
ช่วงเวลาหลายปีในการเปิดร้านเน็ตก็ได้มอบเหตุการณ์ดีร้ายมากมายให้ผู้เขียนได้พบเจอ เอาจริง ๆ ก็เรียกได้ว่ามีความวายป่วงโกลาหลวุ่นวายเกิดขึ้นทุกระยะ
ไม่ว่าจะเป็นการที่ทั้งร้านใช้เน็ตกาก ๆ เส้นเดียวความเร็ว 56k แต่แชร์กันเป็นสิบเครื่อง นำไปสู่ความเดือดของผู้ใช้งานสายเกมเวลามีคนโหลดไฟล์หนัก ๆ (มีกันถึงขั้นแอบเดินไปดึงสาย Lan เครื่องคนอื่นเพราะเกมตัวเองกำลังเดือดลง Raid กันอยู่)
มีทั้งปัญหาหัวใจกับการจีบกันของหนุ่มสาวผ่านโปรแกรมแชทอย่าง Pirch ที่บางครั้งมันต้องนัดกันมาดูตัวหรือแอบส่องที่ร้านว่าหน้าจริงเป็นยังไง
หรือจะเป็นการหวิดฟาดปากข้ามร้านเน็ตของผู้เล่นสอง Clan จากสองร้าน และการหวดกันเองของเหล่าเด็กช่างหรือเหล่าวัยรุ่นมัธยมต้นเลือดร้อนที่ทะเลาะกันเรื่องเกมภายในร้าน นัดกันไปฟาดปากกันหลังร้านก่อนจะกลับมานั่งเล่นเกมกันเหมือนเดิมหน้าตาเฉย
และแน่นอนยังไม่รวมถึงสารพัดเว็บโป๊ที่เหล่าลูกค้ามาทำเนียนแอบเปิดดูกันในมุมมืดแบบลับ ๆ ล่อ ๆ หรือบางครั้งมันก็เปิดกันกลางร้านแบบไม่เกรงใจใคร
แต่ถ้าเอาที่ฝังใจ ฮาปนแค้นมากที่สุดก็คือ การโดนทีมโจรสองหนุ่มแอบทำทีมาเล่นเน็ตตอนกลางคืน แล้วมานั่งชวนคุยก่อนจะแอบย่องไปแงะขโมย RAM และ HDD ของคอมในร้านไปหลายตัว เรียกได้ว่าการเปิดร้านเน็ตสอนให้ต้องรับมือกับสารพัดปัญหา เพราะเราพบเจอกับผู้คนมากมายหลายรูปแบบจริง ๆ

มีความทรงจำดี ๆ อะไรเกี่ยวกับตอนนั้นไหม ?
เอาจริง ๆ แล้วถึงการเปิดร้านเน็ตจะทำให้ผู้เขียนปวดหัวกับการรับมือสารพัดปัญหา แต่ทุกอย่างทุกฉากก็ถือเป็นความทรงจำที่ดีไปหมดถ้ามองย้อนกลับไปดูในตอนนี้
การเป็นเด็กมัธยมต้นที่มีร้านเน็ตเป็นของตัวเองมันช่าง “เท่” เหลือเกินในตอนนั้น แถมพอมีร้านก็เหมือนกลายเป็นว่าเรามีกลุ่มเพื่อนที่พร้อมมาเล่นเกมกับเราทั้งวันทั้งคืน (แถมเราได้เงินมันอีกด้วย ฮ่า ๆ)
ถ้าจะนับเอาความทรงจำที่ดีที่สุดก็คงจะแยกได้เป็นเรื่องของการสนุกไปเกมใหม่ ๆ พร้อมกับเพื่อน และการได้เห็น “พ่อ” นั่งเล่น Counter-Stike หรือ Red Alert 2 เป็นเพื่อนเหล่าเด็ก ๆ ในร้าน
แต่ถ้าถามว่าจำอะไรได้ชัดเจนมากที่สุดก็คงเป็นเวลาปิดร้านตอนดึก พร้อมความรู้สึกว่านี่เป็นวันที่ “สนุก” อีกหนึ่งวันสำหรับเรา

การเป็นเด็กเฝ้าร้านเกม มันหล่อหลอมพี่โน๊ตให้เป็นพี่โน๊ตอย่างไร ?
ต้องบอกว่าการเป็นเด็กเฝ้าร้านนี่ส่งผลอะไรหลายอย่างกับตัวผู้เขียนมากจริง ๆ (อย่างน้อย ๆ ก็ผลการเรียนในช่วงมัธยมต้น)
มันตอกย้ำให้เรารู้สึก “รัก” ในวิดีโอเกมมากขึ้นกว่าเดิม เพราะมันเป็นสิ่งที่เราเห็นว่ามันสร้างความสุขให้ผู้คนต่อหน้าทุก ๆ วัน มันทำให้เราเห็นว่าเกมเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกันผ่านมิตรภาพ ผ่านการพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวหรือเคล็ดลับ (หรือจะฟาดปากเปิดใจใส่กันตรงหลังร้าน)
มันพาเราไปเรียนรู้การรับมือกับปัญหาต่าง ๆ ที่ถาโถมเข้ามาได้เรื่อย ๆ พาเราไปดูด้านที่ไม่ค่อยสวยงามเท่าไหร่ของมนุษย์ทั้งการโกง การผิดหนี้ และการขโมย
มันมอบความรับผิดชอบ มอบทักษะการพูดคุยกับคน พาเราไปเจอกับผู้คนจากหลากหลายภูมิหลังที่แวะเวียนมาใช้งานงานอินเตอ์เน็ตในสาเหตุแตกต่างกันออกไป
เรียกได้ว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโต เป็นหนึ่งในขั้นบันไดที่ส่งให้รู้สึกว่าอยากจะทำงานที่เกี่ยวข้องกับ “เกม” มาโดยตลอด
ปัจจุบัน “ร้านเน็ต” ล้มหายตายจากกันไปจนเกือบหมด เพราะการเข้าถึง PC และอินเตอร์เน็ตทำได้ง่ายขึ้นกว่าเดิมมาก ๆ หลายร้านปรับเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการ พยายามหาจุดแข็งของตัวเองจนมีที่ยืนอยู่ได้สำเร็จ ส่วนร้านเน็ตของผู้เขียนก็มีอันต้องแยกทางกันไปหลังทิศทางลมของธุรกิจเริ่มเปลี่ยน และตัวผู้เขียนก็หันมาโฟกัสกับการเรียนในช่วงมัธยมปลายก่อนเข้ามหาวิทยาลัย
แต่สำหรับหลายคนที่เคยผ่านช่วงเวลาแบบเดียวกันมาก่อน บรรยากาศการ “เล่นเกม” ในร้านไม่เคยมีอะไรมาแทนที่ได้สำเร็จ เป็นความทรงจำอันสวยงามที่น่าจะอยู่กับเราไปตลอดชีวิต และเรียกได้ว่าเป็นประสบการณ์พิเศษ เป็นเอกสิทธิเฉพาะที่คนในยุคนั้นเท่านั้นถึงจะได้สัมผัส
คิดถึงเหล่าลูกค้าเก่าทุกคนเสมอมา หวังว่าทุกคนจะโชคดี และมีความสุขกันอยู่ในตอนนี้












