ย้อน 8 ภาคเส้นทางเกมซิ่ง จาก Undercover สู่ NFS Heat


ก่อนที่เกมตระกูล Need For Speed มาถึงภาค Heat แฟรนไชส์ NFS ก็ได้ผ่านมาตลอดเกือบ 10 ปี แล้วมีการเปลี่ยนแปลง, ทดลองระบบเกม หรือเปลี่ยนธีมใหม่มากมาย ซึ่งเกม NFS บางภาคก็ได้ประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้น แต่บางภาคก็มีผลลัพธ์ที่ทำให้สาวกต้องรู้สึกผิดหวังไม่ใช่น้อยเช่นกัน

แล้วเกมตระกูล NFS ได้ผ่านอุปสรรค และสร้างปรากฏการณ์ต่อวงการเกมแข่งรถอย่างไรบ้าง นี่จะเป็นการย้อน 8 ภาคเส้นทางเกมซิ่งจาก Undercover สู่ NFS Heat ให้ท่านรับชมกันครับ

Need For Speed: Shift & Shift 2 Unleashed

Need For Speed Shiftมาเริ่มต้นด้วยเกม NFS ที่สามารถเข้าถึงได้สำหรับผู้เล่นขาซิ่งบางคนกันก่อน อย่างเกม NFS: Shift เน้นการแข่งขันรถยนต์แบบถูกกฎหมาย มีฟิสิกส์การขับขี่แบบสมจริง และแข่งขันในสนามแข่งรถที่อ้างอิงจากสถานที่จริง

NFS: Shift เป็นเกมที่ผ่านการปรับปรุงระบบหลายอย่างจาก NFS: Pro Street ซึ่งมีปัญหาจุกจิกมากมาย ตั้งแต่ระบบเกมเพลย์ไม่ค่อยหลากหลาย และประสิทธิภาพการทำงานขาดความเสถียร ซึ่งมาในภาคนี้ ปัญหาดังกล่าวได้รับการแก้ไขเกือบทั้งหมด พร้อมมีการซื้อลิขสิทธิ์รถยนต์ผ่านการดัดแปลงพิเศษ เพื่อใช้ในสนามแข่งอีกด้วย ทำให้ซีรีส์ภาค Shift มีความสมจริงกว่า NFS ทุก ๆ ภาค

Need For Speed: Undercover

Need For Speed Undercoverนี่อาจเป็นภาคเกม NFS ที่ได้รับความนิยมน้อยที่สุด เนื่องจากระบบเกมเพลย์หลายอย่าง มีความคล้ายคลึงกับ Most Wanted ซึ่งโดนตัดระบบทิ้งหลายอย่างจนไม่มีของใหม่ ซึ่งถึงแม้เนื้อเรื่องของเกมจะเป็นแนวอาชญากรรม-ดราม่า เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับตำรวจ เข้ามาแฝงตัวในวงการนักซิ่งนอกกฎหมายที่มีเครือข่ายต่อองค์กรอาชญากรรม แต่เนื่องจากองค์ประกอบเนื้อหาส่วนใหญ่ค่อนข้าง Cliche จึงทำให้เนื้อเรื่องไม่มีอะไรน่าจดจำ

ด้วยเหตุผลดังกล่าว ทำให้ NFS: Undercover มีกระแสตอบรับทั้งคนและไม่ชอบ และทำยอดขายได้ 1.4 ล้านแผ่นในโซนอเมริกาเท่านั้น ซึ่งจัดว่าเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างน่าผิดหวังเล็กน้อย

Need For Speed: Hot Pursuit (2010)

NFS: Hot Pursuit ฉบับ 2010 จัดเป็นเกมแรกของ NFS ที่พัฒนาโดยทีมงาน Criterion Games ที่เคยฝากผลงานจากตำนานเกม Arcade Racing สุดมันอย่าง Burnout Paradise

นอกจากจะเป็นการ Reboot ของเกมภาค PlayStation 2 แล้ว เกมเมอร์ยังสามารถเลือกเล่นเป็นฝ่าย “นักซิ่งนอกกฎหมาย” หรือ “ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์บนท้องถนน” ซึ่งรวมถึงตัวเกม ยังมีกลิ่นอายของ Burnout เล็กน้อย เพราะเกมนี้มีระบบการกำจัดคู่แข่งด้วยการชน หรือใช้อุปกรณ์พิเศษ และระบบเสียงที่ออกแบบได้อย่างดุดัน ก็ต้องบอกเลยว่าเป็น NFS อีกภาคหนึ่ง ที่เกมเมอร์หลายคนชื่นชอบมาก

Need For Speed: The Run

Need For Speed The RunNFS: The Run ถือเป็นภาคแรกของซีรีส์ที่พยายามจะฉีกเนื้อหา ที่ไม่ขายแค่ฉากแอ็กชันไล่ล่าบนท้องถนนอย่างเดียว แต่รวมไปถึงฉากสตั้นของตัวละครเอกด้วยระบบ Quick Time Event, ฉาก Cinematic, พร้อมมอบเนื้อเรื่องราม่าน้ำดี ที่ไม่เคยมีมาก่อนในเกม NFS

นอกจากนี้ NFS: The Run ยังมีฟีเจอร์การแข่งขันแบบ Coast to Coast (จากตะวันออก-สู่ตะวันตก) ที่ให้ผู้เล่นจะต้องผจญภัยกับอากาศ พื้นถนน สภาพแวดล้อม และมีอุปสรรคต่อการแข่งขันเกือบตลอดเวลา ทำให้การแข่งขันมีหลายแพลตฟอร์ม ค่อนข้างซับซ้อนกว่าเกม NFS ทั่วไป

แต่อย่างไรก็ตาม กระแสตอบรับของ NFS: The Run ก็ยังคงจัดเป็นเกมที่น่าผิดหวังจากหลายสำนักและเกมเมอร์หลายคน จึงเป็นเหตุผลทำให้ทีมงาน EA Black Box ถูกปลดพนักงานเป็นจำนวนมาก จนมีการปิดกิจการในปี 2013 พร้อมเปลี่ยนทีมงานให้ Ghost Games เป็นผู้สานต่อการพัฒนาเกม NFS สำหรับภาคต่อไป

Need For Speed: Most Wanted (2012)

Need For Speed Most Wantedหลังจาก NFS: Hot Pursuit ประสบความสำเร็จทั้งด้านยอดขาย และเสียงวิจารณ์ ทีมงาน Criterion Games จึงได้รับมอบหมายให้พัฒนาเกม NFS: Most Wanted เวอร์ชัน 2012 ที่เป็นการ Reboot จากภาค PlayStation 2

NFS: Most Wanted จะมีการปรับปรุงระบบจากภาคเก่าหลาย ๆ ส่วน ให้เข้ากับเกมยุค 2012 ไม่ว่าจะเป็นด้านเกมเพลย์, ฟิสิกส์การขับขี่ ที่รถยนต์แต่ล่ะคันจะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และคุณภาพเนื้อเรื่องมีความเข้มข้นมากขึ้น

รวมถึงระบบ Blacklists (ภาคนี้เรียกว่า Most Wanted List) ที่ชวนคิดถึงได้กลับมาให้เกมเมอร์ต้องแข่งขัน พร้อมท้าทายอำนาจต่อหน่วยตำรวจลาดตระเวน เพื่อไต่เต้าให้เป็นสุดยอดนักแข่งรถนอกกฎหมายในนาม “Most Wanted”

Need For Speed: Rivals

หลังจากเครื่องเกม PlayStation 4 และ Xbox One ได้เปิดตัวเป็นทางการในช่วงงาน E3 2013 ทางทีมงาน EA จึงไม่รอช้าที่จะพัฒนาเกม NFS ภาคใหม่ สำหรับเครื่องเกมเจเนอเรชันรุ่นแปด ซึ่งก็มีผลลัพธ์ออกมาคือ NFS: Rivals

NFS: Rivals เป็นเกมซีรีส์ NFS ที่อีเว้นท์ The Game Awards ยกย่องว่าเป็น “เกมแข่งรถที่ดีที่สุด” ประจำปี 2013 ด้วยระบบเกมเพลย์ที่สานต่อจาก NFS: High Stakes ได้อย่างยอดเยี่ยม พร้อมได้ยืมระบบจาก NFS: Hot Pursuit นำมาปรับปรุงใหม่ให้ดียิ่งขึ้น ทำให้เกมการเล่นมีความสนุกสนาน ดุดัน และมีความสดใหม่ในเวลาเดียวกัน

นอกจากนี้ ด้วยขุมพลังกราฟิก Frostbite Engine ของ EA DICE ทำให้การทำงานของเกมมีประสิทธิภาพลื่นไหล และมีภาพกราฟิกสวยงามสมจริง รวมถึงเป็นการเปิดเดบิวต์ครั้งแรกของทีมงาน Ghost Games ได้อย่างสวยงาม

Need For Speed (2015)

Need For Speedเนื่องจากช่วงปี 2014 เหล่าเกมเมอร์หลายคนต่างเรียกร้อง NFS: Underground กันเป็นอย่างมาก ทางทีมงาน EA จึงจัดให้! ด้วยการเสิร์ฟ NFS เวอร์ชัน 2015 ซึ่งเป็นการ Reboot จากเกมตระกูล NFS ทั้งหมด ด้วยการนำเสนอฉากคัตซีนแบบ Live Action และระบบการตกแต่งรถยนต์ที่จัดเต็มเหมือนกับภาค Underground (แม้ทีมงานจะยืนยันแล้วว่า NFS 2015 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับภาค Underground ก็ตาม)

นอกจากนี้ ตัวเกมใช้ฉากหลังเป็นการแข่งขันรถยนต์แบบผิดกฎหมาย และเนื่องจากตัวเกมยังคงใช้ Frostbite Engine เช่นเดิม จึงไม่มีทางสามารถปฏิเสธว่า NFS 2015 เป็นเกม Arcade Racing ที่มีฉากกลางคืนสวยงามที่สุดในตระกูล NFS หรือเกมแข่งรถหลายเกม ณ ตอนนี้

ถึงแม้เกมนี้จะมีข้อเสียเรื่องการเล่นเกมต้องบังคับออนไลน์ตลอดเวลา กับบรรยากาศในเมืองค่อนข้างเงียบเหงาเป็นป่าช้า แต่ถ้าหากเกมเมอร์เป็นผู้ชื่นชอบการแต่งรถเป็นชีวิตจิตใจ ก็ไม่แน่ว่าเกมนี้จะสามารถตอบโจทย์ให้คุณได้ไม่น้อย

Need For Speed: Payback

หากเกมเมอร์กำลังมองหาเกมแข่งรถเล่นง่ายที่สุดในซีรีส์ NFS ละก็… NFS: Payback คงเป็นคำตอบสำหรับคุณ เพราะระบบฟิสิกส์ของเกมนี้จะคล้ายคลึงกับ Burnout ที่เพียงแค่แตะเบรกนิดเดียวก็สามารถดริฟต์ลงเขาได้อย่างง่ายดาย

รวมถึงฉากหลังของเมือง Fortune City ก็มีขนาดใหญ่พอสมควร และระบบเกมเพลย์ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการเล่นเกมในระยะยาว ภาคนี้จึงเหมาะสำหรับคนชื่นชอบการลาดตระเวนหรือแข่งขันทั่วแผนที่ หรือเพื่อเล่นเตรียมตัวในการเล่น NFS: Heat ที่มีแผนออกจำหน่ายวันที่ 8 พฤศจิกายน 2019 นี้