สารบัญ / Contents
ทำไม “คนส่งของ” ถึงกลายเป็นฮีโร่ผู้กอบกู้โลกใน Death Stranding ? บทความนี้จะพาคุณลงลึกสู่โครงสร้างของโลกหลังหายนะ และบทบาทสำคัญของระบบโลจิสติกส์ในการฟื้นฟูอารยธรรมมนุษย์
👉 อ่านสรุปเนื้อเรื่อง Death Stranding ภาคแรก
ในสื่อบันเทิงที่เราคุ้นชินกัน กลุ่มตัวละครที่จะมาช่วยโลกในสถานการณ์วิกฤตก็มักจะเป็นผู้มีพลังเหนือมนุษย์ ผู้เชี่ยวชาญอาวุธยุทโธปกรณ์ หรือไม่ก็ผู้ที่เก่งกาจด้านศิลปะการต่อสู้ทั้งหลายแหล่ หรือถ้าเรามองลึกลงไปในกรอบของผลงานดิสโทเปีย (Dystopia) ขนบของตัวเอกที่จะมาสร้างความเปลี่ยนแปลงทางบวกให้กับโลกที่ย่ำแย่ดิ่งลงเหว ก็จะวนอยู่กับคนหัวขบถที่ตั้งคำถามต่อระบบและต้องการความเปลี่ยนแปลงในรัฐเผด็จการเบ็ดเสร็จหรือโลกที่ทุนนิยมกลืนกินเต็มใบ ไม่ก็เป็นคนที่มีความสามารถด้านการต่อสู้หรือมีความฉลาดหลักแหลมในระดับที่จะพลิกโลกหลังหายนะให้กลับมาดีขึ้นได้
เมื่อเราได้เห็นตัวละครลักษณะนี้ในงานดิสโทเปียหลายต่อหลายเรื่องจนชินตา การที่เราได้เจอผลงานวิดีโอเกมดิสโทเปียชิ้นหนึ่งอย่าง Death Stranding หยิบยก “คนส่งของ” มาจับวางอยู่ในบทบาทของ “ผู้กอบกู้” ที่กุมชะตาชีวิตมนุษยชาติ ก็คงจะไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่เราจะเอียงคอแล้วตั้งคำถามแบบติดตลกว่า…
“โลกแตกไม่เป็นท่าขนาดนี้ ทำไมคนส่งของถึงจะมาเปลี่ยนโลกได้?”
หากมองแบบผิวเผิน เราอาจจะทึกทักได้ว่า การวางบทบาทแบบนี้มันเกิดจากความติสต์หรือความอินดี้ตามสไตล์โคจิม่าเอง ไม่ได้มีเหตุผลสลักสำคัญอะไร แต่ถ้าได้ลองมองเข้าไปในแก่นเนื้อหาของตัวชิ้นงาน จะพบว่าการที่ “คนส่งของ” มีบทบาทสำคัญมันไม่ใช่เรื่องแปลกหรือไม่มีที่มาที่ไปใดเลย มันสมเหตุสมผลมากเมื่อได้ส่องแว่นขยายเข้าไปพินิจพิเคราะห์สภาวะของโลกหลังหายนะที่ปรากฏอยู่ในเกม
โลกหลังหายนะ (Post-Apocalyptic)
เป็นแนวงานประเภทหนึ่งที่อยู่ในช็องดิสโทเปีย กล่าวถึงโลกในอนาคตที่เกิดหายนะระดับ “โลกแตก” บางอย่างที่ทำให้มนุษย์หลงเหลือน้อยและสภาพสังคมของมนุษย์ถูกทำลายเละแบบไม่มีชิ้นดีจนอารยธรรมมนุษย์ถึงจุดจบ
หายนะที่ว่าอาจจะเป็นระเบิดครั้งใหญ่จากสงครามนิวเคลียร์ที่พลิกโฉมโลกทั้งใบ เชื้อไวรัสซอมบี้ที่แพร่ระบาดไปทั่วโลก วิกฤตการเอเลี่ยนบุกโลกที่เข้ามาทำลายชีวิตบนโลกจนวินาศสันตะโร หรืออาจจะเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติบางอย่างที่ล้างบางชีวิตมนุษย์ไปเกือบหมด และทำให้มนุษย์แทบจะอาศัยอยู่บนพื้นโลกไม่ได้แบบใน Death Stranding
ความพังอย่างถึงที่สุดของโลกในเกมนี้ก็คือ บ้านเมือง ถนนหนทาง และสาธารณูปโภคต่างๆ ที่มนุษย์สร้างมาตลอดชั่วชีวิตของเผ่าพันธุ์ ถูกทำลายหายไปจนแทบไม่เหลือซากจากปรากฏการณ์ระเบิดล้างบางอย่าง Voidout ที่เกิดขึ้นทั่วโลก พื้นที่เมืองที่เต็มไปด้วยความเจริญ ถูกแปลงสภาพเป็นพื้นดินและเนินเขารกร้างว่างเปล่า
ไหนจะยังมีฝนเร่งเวลาอย่าง Timefall และเอนทิตี้จากโลกหลังความตายที่มาโผล่บนโลกคนเป็นอีก ทุกอย่างที่ว่ามาทำให้การใช้ชีวิตบนพื้นโลกยากลำบากอย่างถึงที่สุด และผลกระทบที่เลวร้ายยิ่งกว่าจากสภาพแวดล้อมแบบนี้ก็คือ “มนุษย์ถูกตัดขาดแยกจากกัน”
เมื่ออันตรายรอบตัวสามารถเรียกความตายมาหาเราได้ทุกเมื่อ และความตายที่ว่ามันมาพร้อมกับระเบิด Voidout ที่พร้อมจะทำลายทุกสิ่งเป็นวงกว้าง มนุษย์ก็ถูกบีบให้ต้องใช้ชีวิตแยกห่างจากกันไกลโขเพื่อความปลอดภัยของตัวเอง ถึงแม้โลกในเกมจะมีสิ่งที่เรียกว่า Chiral Printer ที่สามารถสร้างสิ่งของหรือสิ่งปลูกสร้างขึ้นมาได้โดยไม่ต้องใช้แรงคน แต่มันก็ไม่สามารถสร้างทรัพยากรธรณี อาหาร ยา หรือเสื้อผ้าขึ้นมาได้
เพราะฉะนั้น ในเมื่อทรัพยากรเหล่านี้มันเป็นปัจจัยสำคัญที่ขาดไม่ได้ต่อการดำรงชีวิต และโลกข้างนอกมันอันตรายเกินว่าที่เราจะขึ้นไปหาสิ่งเหล่านี้ได้ด้วยตัวเอง องค์ประกอบที่มีความจำเป็นที่สุดเป็นอันดับหนึ่งก็คือ การขนส่งหรือระบบโลจิสติกส์นั่นเอง ถ้าไม่มีการขนส่ง ทุกอย่างก็จบเห่
เป้าหมายไม่ใช่แค่อยู่รอด แต่ต้อง “ฟื้นฟู”
อีกสิ่งที่เน้นย้ำถึงความสำคัญของระบบโลจิสติกส์ในโลกของ Death Stranding ก็คือ เป้าหมายของเรื่องราวทั้งหมดมันไม่ใช่แค่การต่อลมหายใจให้มนุษย์อยู่รอด
แต่เป้าหมายมันคือ การฟื้นฟูอารยธรรมและประเทศขึ้นมาใหม่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันไม่สามารถสร้างได้ด้วยตัวคนเดียวหรือกลุ่มคนเพียงหยิบมือ แต่มันต้องใช้คนจำนวนนับไม่ถ้วน
คำถามคือจะทำยังไงให้คนที่อยู่แยกขาดจากกันยังสามารถเข้าถึงกันและร่วมกันช่วยสร้างอารยธรรมกลับมาได้? คำตอบก็คือระบบโลจิสติกส์นั่นเอง ถ้าไม่มีสิ่งนี้ อารยธรรมก็เกิดขึ้นไม่ได้
อารยธรรมเจริญขึ้นได้ เพราะการ “เข้าถึงกัน”
อารยธรรม (Civilization) ของมนุษย์ที่เจริญเติบโตอย่างรวดเร็วตลอด ล้วนมีระบบโลจิสติกส์เป็นกลไกสำคัญทั้งสิ้น จากความพยายามแรกของมนุษย์ที่พยายามจะส่งสิ่งของและเสบียงไปในที่ห่างไกลในยุคสมัยโบราณเมื่อกว่า 5,000 ปีก่อนคริสตกาล พัฒนากลายมาเป็นระบบกระจายสินค้าและข้อมูลข่าวสารที่มีการบริหารจัดการซับซ้อนและเป็นเสาหลักของความเจริญทั่วโลกอย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน
ข้อจำกัดของระยะทางถูกทำลายลง มีวิธีการมากมายที่ช่วยรักษาสภาพของสินค้าให้คงดี มียานพาหนะที่เดินทางได้เร็วขึ้นและไกลขึ้น มีการบุกเบิกเส้นทางที่ทำให้คนจากต่างที่สามารถเดินทางไปมาหากันได้สะดวก ทรัพยากรจากแหล่งหนึ่งสามารถกระจายไปอีกแหล่งหนึ่งได้โดยไม่มีพื้นดินหรือผืนทะเลมาขวางกั้น
หลังจากสิ่งเหล่านี้ทยอยเกิดขึ้นมา ทุกอย่างก็พัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดดเพราะมนุษย์เชื่อมโยงถึงกันได้เป็นวงกว้าง ไม่ใช่แค่ในระดับจังหวัดหรือประเทศ แต่เป็นระดับโลก เมื่อเราเชื่อมโยงถึงกัน ทรัพยากรมันก็ถูกแจกจ่ายและแลกเปลี่ยนถึงกันได้ อารยธรรมมนุษย์มันจึงเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว
ตัวอย่างจาก The Walking Dead และ The Last of Us
พอย้อนกลับมามองโลกหลังหายนะที่อารยธรรมมนุษย์แทบจะหายสิ้นไปหมด การที่ทุกอย่างจะฟื้นคืนกลับมาได้จึงต้องอาศัยระบบโลจิสติกส์ที่เชื่อมทุกคนเข้าถึงกัน นี่จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมในสังคมมนุษย์หลังโลกแตกตามงานดิสโทเปียหลายเรื่องมันถึงอยู่รอดและฟื้นคืนกลับมาได้อย่างน่าเหลือเชื่อ
อย่างใน The Walking Dead กับ The Last of Us ที่พอทุกคนสามารถปรับตัวอยู่กับอันตรายจากผู้ติดเชื้อและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปได้แล้ว ทุกคนมันเริ่มกลับมาเชื่อมโยงถึงกัน มีการแลกเปลี่ยนทรัพยากร มีการวางเส้นทางสำหรับการขนส่ง มีการติดต่อสื่อสารกันระหว่างชุมชน จนสุดท้ายโลกมันก็เดินไปข้างหน้าต่อเพราะมนุษย์มันยัง “อยู่รวมกัน” และยัง “เข้าถึงกัน” ได้
ความพิเศษของ Death Stranding ก็คือ มันเน้นย้ำแบบขีดเส้นใต้ตัวหนาๆ ถึงความสำคัญในการเชื่อมโยง (Connectivity) ของมนุษย์นี้ ด้วยการพาเราไปดูผลกระทบเมื่อมนุษย์ถูกตัดขาดจากกัน
เมื่อเกมเพลย์เล่าเรื่อง “การเชื่อมต่อ”
ที่น่าสนใจคือความสำคัญของการอยู่ร่วมกันของมนุษย์ มันถูกนำเสนอออกมาได้ฉลาดมากผ่านเกมเพลย์ของ Death Stranding เอง ก่อนที่เราจะเอาอุปกรณ์ Q-pid ไปเชื่อมต่อตามสถานีต่างๆ เพื่อสร้างเครือข่ายถึงกัน เราจะพบว่าตลอดการเดินทางในพื้นที่นั้นมันลำบากยากเย็นมากเพราะเราต้องฝ่าฟันอุปสรรคทุกอย่างคนเดียว แต่หลังจากเชื่อมต่อกับสถานีในพื้นที่นั้นแล้ว เราจะสามารถเชื่อมต่อกับผู้เล่นคนอื่นอีกจำนวนมากในพื้นที่นั้นได้ เราสามารถเห็นและใช้สิ่งปลูกสร้างของผู้อื่น เราสามารถใช้บันไดหรือตะขอเกี่ยวต่างๆ ที่มีคนวางไว้ก่อนหน้า
เวลาที่เราสร้างบางอย่างไม่เสร็จทิ้งไว้ คนอื่นก็มาช่วยสร้างให้เสร็จได้ ชีวิตเราแฮปปี้ขึ้นและง่ายขึ้นมากเพราะเราได้ความช่วยเหลือจากคนอื่น และในขณะเดียวกัน เราก็ช่วยเหลือคนอื่นไปพร้อมกันด้วย ใครยังสร้างอะไรไม่เสร็จ เราก็ไปช่วยสร้างได้ ของอะไรที่เรามีเหลือ เราก็แบ่งคนอื่นได้ ต่างคนต่างช่วยกันโดยที่เราไม่จำเป็นต้อง “เจอตัวกันเป็นๆ ”
ซึ่งจุดนี้มันยิ่งตอกย้ำว่า การที่เราอยู่ไกลกันจนเจอตัวกันได้ยาก ไม่ใช่ปัญหาตราบใดที่เรายังมีเส้นทางหรือช่องทางที่ทำให้เข้าถึงกันได้แบบไม่มีระยะทางมาขวางกั้น
เกมการเล่นของ Death Stranding มันจึงทำให้เราเห็นความสำคัญของระบบโลจิสติกส์ไปในตัว และทำให้ผู้เล่นรู้สึกว่า ทุกทางที่เราบุกเบิก ไม่ได้มีแค่เราที่ทำหน้าที่นี้อยู่คนเดียว แต่มันมี “คนอื่น” หลายร้อยหลายพันชีวิตที่มีส่วนช่วยในการเดินทางของกันและกันด้วย การเชื่อมต่อมันถึงสำคัญ

โลจิสติกส์ส่งต่อมากกว่าสิ่งของ
สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ระบบโลจิสติกส์พาไป มันไม่ได้มีแค่สิ่งของ แต่มันยังรวมไปถึงความรู้ ความเชื่อ และอุดมการณ์ที่ถูกส่งไปพร้อมกัน สิ่งที่เรามี คนอื่นก็จะมีด้วยได้ สิ่งที่เรารู้ คนอื่นก็รู้ด้วยได้ สิ่งที่เราเชื่อ คนอื่นก็เชื่อไปพร้อมกับเราได้
การโยงใยถึงกันและกัน ทำให้เรามีจุดร่วมเหมือนกัน สามารถรวมกันเป็นเนื้อเดียว
การอยู่ร่วมกันของมนุษย์จึงเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เราสร้างบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่ขึ้นมาได้ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งปลูกสร้าง ถนนหนทาง เทคโนโลยี ทุกอย่างมันเกิดขึ้นมาได้ก็เพราะมนุษย์ช่วยกันคิดช่วยกันทำ
เพราะเราเชื่อมโยงถึงกัน เราจึงยังไม่แตกสลาย
ตราบใดที่มนุษย์ยังคงสายใยแห่งการเชื่อมโยงไว้ มนุษยชาติก็ไม่ดับสูญง่ายๆ
และใช่ครับ… ทั้งหมดนี้มันเริ่มจากการส่งของ
หากคุณสนใจบทต่อไปของเรื่องราวนี้ อย่าพลาด รีวิว Death Stranding 2: On the Beach ที่จะพาคุณไปรู้จักความเชื่อมโยงในมิติใหม่ของโลกหลังหายนะ

















