BY Nuttawut Apiratwarakul
27 ธ.ค. 25 2:00 pm

รายชื่อผู้ชนะของทุกสาขารางวัลใน THE BEST 2025

62 Views

สรุปผลรางวัล The Best 2025 ปีนี้ถือเป็นอีกปีที่มีผลงานเกมชั้นเยี่ยมออกมามากมาย แต่นี่คือ “ที่สุด” ของผลงานเกมที่ทีมงาน GamingDose ยกให้ว่ายอดเยี่ยมที่สุดในแต่ละสาขา จะมีอะไรบ้างไปดูกันเลย

ชมวิดีโอเกมยอดเยี่ยมของปี 2025 ทั้งหมดทุกสาขา
YouTube video

YouTube video

ผู้ชนะสาขา Best of the Best | Clair Obscur: Expedition 33

Clair Obscur: Expedition 33 คือเกมที่พิสูจน์ให้เราทุกคนได้เห็นเลยว่า พอการเล่าเรื่อง เกมเพลย์ ภาพ และเสียง สามารถทำงานสอดประสานร่วมกันได้อย่างลงตัวแล้ว มันจะสามารถมอบ “ประสบการณ์เล่นเกม” ที่น่าจดจำและตราตรึงได้มากแค่ไหน

ตั้งแต่ช่วงนาทีแรก ไปจนถึงช่วงโค้งสุดท้าย เกมพาเราดำดิ่งไปกับเรื่องราวที่ถูกเล่าอย่างประณีต ที่สำคัญคือทุกเหตุการณ์มันมีความหมายและฟังก์ชั่นที่ส่งผลต่อการรับรู้และการดำเนินเรื่องของเกมโดยตรง กระทั่งว่าฉากเล็ก ๆ ที่เป็นการพูดคุยสัพเพเหระกันระหว่างสองตัวละคร ก็สามารถทำให้เราเข้าใจแง่มุมบางอย่างของเรื่องราวและตัวละครได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

ยิ่งเล่นไปเรื่อย อารมณ์ร่วมระหว่างเรากับเกมก็ยิ่งทวีคูณมากขึ้น จนเรารู้สึกว่าการเดินทางของ Expedition 33 นั้น ไม่ได้มีแค่ตัวละครในเกมอย่างเดียว แต่ผู้เล่นอย่างเราเองก็รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของการผจญภัยดังกล่าวด้วย

และหนึ่งในจุดแข็งที่สุดของเกม ก็คือการหยิบประเด็นเชิงปรัชญาอย่างการมีอยู่ของชีวิต ความตาย เวลา และคุณค่าของการมีอยู่ในโหมดต่าง ๆ ทั้ง “ข้างนอก” และ “ข้างใน” (คนที่เล่นจบแล้วน่าจะรู้กัน) มานำเสนอได้อย่างเอร็ดอร่อย ทำให้เนื้อหาในเกมที่ “ลึกซึ้งและพาเราขบคิดกับการมีอยู่ของชีวิต” ถูกถ่ายทอดออกมาแบบไม่รู้สึกหนักอึ้งหรือเข้าถึงยาก

ในส่วนของตัวละครใน Clair Obscur: Expedition 33 นั้นก็ถูกเขียนมาอย่างดี ทุกตัวละครจะมีความคิด อุดมการณ์ และแนวทางในดำรงอยู่เป็นของตัวเองอย่างชัดเจน ทำให้ทุกการกระทำของตัวละครมันมีน้ำหนัก ซึ่งเพราะแบบนี้เอง เราจึงเข้าอกเข้าใจตัวละคร “ทุกฝั่ง” ในเกมนี้เลย ต่อให้เราจะเห็นต่างกับใคร เราก็ยังเข้าใจได้ว่า เพราะเหตุใด เขาถึงเลือกที่จะทำหรือเป็นในแบบนั้น

และยิ่งเราใช้เวลาอยู่กับเหล่าตัวละครในเรื่องมากเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งผูกพันกับพวกเขามากขึ้น พวกซีนอารมณ์ต่าง ๆ ก็เลยทำงานกับคนเล่นได้อย่างดีเยี่ยมมาก

ในด้านเกมเพลย์ ระบบ Turn-Based ของเกมนี้ก็ถูกแต่งเติมรสชาติไปด้วยการใส่ระบบ counter และ dodge เข้ามา ซึ่งถึงแม้ว่าอะไรแบบนี้มันจะไม่ได้เป็นเรื่องใหม่สำหรับเกม Turn-Based แต่สิ่งที่เกมนี้มันทำ คือการหยิบระบบ counter และระบบ dodge (รวมไปถึงการกด QTE) เข้ามาเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สุดของ “การเล่น”

ทุกการออกท่าโจมตีหรือการใช้สกิล จะไม่ได้เกิดขึ้นเองออโต้แบบกดปุ่มคำสั่งแล้วจบ แต่ผู้เล่นจะต้องคอยกด QTE ตามจังหวะของสกิลแต่ละท่าด้วย และในช่วงเทิร์นของศัตรู ผู้เล่นก็จะวางจอยไม่ได้เหมือนกัน เพราะจะต้องคอยตอบสนองการโจมตีของศัตรูอยู่ตลอด ซึ่งผู้เล่นก็มีทางเลือกเยอะมากว่าจะกด counter, กด dodge, หรือกด perfecr dodge ซึ่งทางเลือกในการตอบสนองทั้งหมดนี้ก็มีคุณประโยชน์และความยากง่ายแตกต่างกันทั้งสิ้น และมันขึ้นอยู่กับผู้เล่นเลยว่าอยากจะ “เลือก” ตอบสนองแบบไหน

และด้วยการออกแบบในลักษณะนี้เอง ผู้เล่นจึงต้องมีส่วนร่วม (engage) กับเกมการเล่นอยู่ตลอด บีบให้เราจะต้องจดจ่อกับภาพในหน้าจอ มีสมาธิและอ่านจังหวะของศัตรูอยู่อย่างต่อเนื่อง ผู้เล่นจะไม่สามารถเล่นแบบผ่อนคลายหรือเหม่อลอยได้เลย แต่จะต้องมีส่วนร่วมกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า เพราะงั้นเกมเพลย์ของมันจึงทำให้ผู้เล่นตื่นเต้นและตื่นตัวอยู่ตลอด

ท้ายที่สุด พอทุกส่วนประกอบทั้งหมดที่ว่ามานี้ ถูกเสริมพลังไปด้วยงานภาพที่สวยงาม อลังการ และมีสไตล์เฉพาะตัว Clair Obscur: Expedition 33 จึงไม่ได้เป็นเพียงเกมที่ทำได้ดีในหลายด้าน แต่เป็นเกมที่หลอมรวมทุกอย่างเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์ และสามารถมอบประสบการณ์ที่ครบถ้วน ทั้งเนื้อหาที่ตราตรึง ไวยกรณ์การเล่าที่แพรวพราว และเกมการเล่นที่ท้าทาย

ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้เอง เราต้องขอมอบตำแหน่ง Best of the Best ประจำปี 2025 ให้กับ Clair Obscur: Expedition 33

YouTube video

ผู้ชนะสาขา Best Narrative | Clair Obscur: Expedition 33

น้อยครั้งมากที่เราจะได้สัมผัสวิดีโอเกมที่แค่ช่วงหนึ่งชั่วโมงแรก ก็สามารถทำให้เราอ้าปากค้างและทึ่งไปกับการนำเสนอในช่วงเปิดเกมอย่างถึงที่สุดได้ ถึงขั้นที่ว่าพอจบช่วงอารัมภบทปุ๊บ เราก็รู้สึกได้ทันทีว่า…

“นี่อาจจจะเป็นเกมที่มีการเล่าเรื่องยอดเยี่ยมที่สุดเกมหนึ่งประจำปีนี้เลยก็ได้”

ซึ่งบางเกมอาจจะเปิดเรื่องได้ดี แล้วไปแผ่วเบาในช่วงกลางถึงท้ายเรื่อง แต่สำหรับ Clair Obscur: Expedition 33 นั้น นอกจากมันจะเป็นผลงานที่มีฉากเปิดอันทรงพลังที่สุดเกมหนึ่งแล้ว เนื้อหาตั้งแต่ต้นจนจบ ยังถูกร้อยเรียงออกมาอย่างปราณีต ทั้งความน่าติดตามของเนื้อเรื่อง ไวยกรณ์ในการเล่า ใจความสำคัญที่เกมต้องการจะนำเสนอ ประเด็นปรัชญาที่เกมนำมาผูกโยง และตัวละครที่เปี่ยมล้นไปด้วยเอกลักษณ์และ “ความมีชีวิต”

ทุกองค์ประกอบในส่วนของการเล่าเรื่องที่ว่านี้ ถูกถักทอเข้าหากันอย่างไม่มีรอยต่อ ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ทำได้ยากมากเมื่อพินิจพิจารณาความลึกและปริมาณที่อัดเน้นในเชิงเนื้อหาแล้ว แต่เกมนี้ก็สามารถขมวดทุกอย่างเข้าหากันได้อย่างลื่นไหลจนเป็นผืนผ้าใบแผ่นเดียว นั่นจึงทำให้ Clair Obscur: Expedition 33 เป็นผลงานเกมที่โดดเด่นในเรื่องของ narrative อย่างมาก

อย่างที่บอกไปในตอนแรกว่าเกมนี้มันมีหมัดฮุกในช่วงอารัมภบทที่เอาคนเล่นได้อยู่หมัดจริง สามารถเกริ่นนำไอเดียสำคัญของ Worldbuilding (โลกในเกม), อุปสรรคที่ตัวละครต้องเผชิญ, และความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครได้อย่างดีเยี่ยม

ที่สำคัญคือเกมมันโยนคำถามมากมายทิ้งไว้ให้เราเยอะมาก ทั้งปริศนาที่เป็นจุดกำเนิดของหายนะที่โลกกำลังเผชิญ การปรากฏตัวของชายแก่ที่ไม่สมควรจะมีอยู่ รวมไปถึงคำถามที่ว่า “นางจิตรกรคือใคร?” และ “เราจะทำอย่างไรถึงจะโค่นเธอลงได้?”

ทุกสิ่งอย่างที่ถูกเปิดประเด็นและเกริ่นนำขึ้นมาในฉากเปิด คือเชื้อเพลิงสำคัญที่ทำให้เราอยากจะติดตามเกมไปจนจบ แล้วเกมมันก็หล่อเลี้ยงและแต่งเติมอะไรเข้าไประหว่างทาง จนทำให้คนเล่นเกาะติดเรื่องราวไปได้ตลอด

และจุดสำคัญที่ทำให้การเล่าเรื่องของเกมนี้มันสุดยอดมาก ก็คือประเด็นเชิงปรัชญาที่เกมนำเสนอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการตั้งคำถามถึง “ความหมาย” ในการมีอยู่ของมนุษย์ การมองความตายด้วยเลนส์หลายรูปแบบ การรับมือกับความเศร้า รวมไปถึงเรื่อง “ข้างนอก” กับ “ข้างใน” (ซึ่งอันนี้คนที่เล่นจบแล้วน่าจะรู้กัน)

ประเด็นเชิงปรัชญาพวกนี้มันไม่ได้ถูกเล่าออกมาด้วยท่าทีที่เคี้ยวยาก แต่มันเล่าออกมาด้วยท่วงท่าลีลาที่ลื่นไหล และสอดรับไปกับเนื้อหาในเกมได้อย่างละเมียดละไมตั้งแต่ต้นจนจบ

อีกสิ่งหนึ่งที่น่าชื่นชมเกี่ยวกับเกมนี้มาก ก็คือมันเป็นเกมที่ไม่ปรานีคนเล่นในส่วนของเนื้อหาเลย มีอยู่หลายครั้งที่เกมเลือกจะหักโค้งหรือโยนอะไรพีค ๆ ที่ทำให้เราต้องมอง “โลก” ในเกมใหม่หมด แต่ทุกการหักโค้งมันมีเหตุผลที่หนักแน่น

ที่พอเราได้มาย้อนทบทวนทุกสิ่งอย่างที่ได้เจอมาตั้งแต่ต้นเกมจนถึงชั่วขณะนั้นแล้ว เราก็จะตกตะกอนได้เองว่านี่คือสิ่งที่เกมมันต้องการจะเล่ามาโดยตลอด และมันไม่ได้ “หลุดธีม” เลย

และอีกองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้เนื้อหาของ Clair Obscur: Expedition 33 มีเสน่ห์มาก ก็คือกลุ่มตัวละครที่ถูกเขียนออกมาอย่าง “มีชีวิต” อย่างถึงที่สุด ตัวละครทุกตัวมีความเชื่อ อัตลักษณ์ และเจตจำนงของตัวเองที่ชัดเจน นั่นจึงทำให้ตัวละครในเกมมีความมนุษย์

ส่งผลให้เราเข้าอกเข้าใจทางเลือกและความคิดของตัวละคร ต่อให้เราอาจจะไม่ได้เห็นด้วยกับแนวทางของใคร แต่เราก็จะเข้าใจอย่างสุดซึ้งว่าทำไมตัวละครต่าง ๆ ถึงเชื่อและมีแนวทางในการดำรงอยู่แบบนั้น

เพราะฉะนั้นแล้ว ด้วยองค์ประกอบเชิงเนื้อหาทั้งหมดที่ว่ามา ผลงานเกมยอดเยี่ยมอย่าง Clair Obscur: Expedition 33 ถึงเป็นอีกเกมที่มีการเล่าเรื่องยอดเยี่ยมที่สุดเกมหนึ่งประจำปี 2025 นี้

YouTube video

ผู้ชนะสาขา Best Action | Hades II

และถ้าจะมีเกมไหนที่ตอบโจทย์ความเป็นแอ็กชันที่สุด ปีนี้เราก็ต้องยกให้ “Hades II” กับการกลับมาของเกม Roguelike ระดับหัวจ่าย ที่ในภาคนี้ พวกเขาต่อยอดทุกอย่างให้ดีเยี่ยมขึ้นกว่าเดิม

เพราะสิ่งที่ Hades II มอบให้กับผู้เล่น นั่นคือประสบการณ์การเล่นที่เรียกได้ว่า “สนุกทุก Run” ไม่ว่าเราจะ Build ตัวละครไปทิศทางไหน จะผสมความสามารถของแต่ละทวยเทพ และพลิกแพลงใช้งานมันอย่างไร ก็ล้วนแต่ทำให้ตัวเอกของเราอย่าง Melinoë เก่งกาจไปในเวอร์ชันที่ไม่เคยซ้ำกัน

และเมื่อตัวละครของเรานั้น “สู้เก่ง” สามารถเก็บกวาดศัตรูที่แห่กันเข้ามาได้เป็นสิบเป็นร้อย ความรู้สึกที่เรากุมความได้เปรียบไว้ในสนามรบ ก็จะทำให้ผู้เล่นติดใจ ตานี้ไม่ผ่านไม่เป็นไร ตาหน้าค่อยลองใหม่ดูอีกที

เบื้องหลังความสนุกเหล่านี้ มาจากการออกแบบของทีมงาน Supergiant Games ที่พวกเขาต้องคิดมาอย่างดีว่าจะทำอย่างไรให้แต่ละ Boon (พลังของเหล่าทวยเทพในเกม) ดูมีความหมาย สามารถใช้งานได้จริง และชักชวนให้ผู้เล่นเปิดใจลองใช้มันโดยไม่ยึดติดกับอะไรเดิม ๆ

ขณะเดียวกัน จุดเด่นที่พวกเขาสืบทอดต่อมาจากเกมภาคแรก ก็คือการทำให้ “การกดปุ่มทุกครั้งนั้นมีความหมาย” ไม่ว่าจะเป็นจังหวะตอนโจมตี จังหวะหลบ ไปจนถึงการต่อคอมโบ เกมนี้ก็ใส่เอฟเฟคต์และสัมผัสที่มีความหนึบแน่น และไหลลื่นในแบบที่คอเกมแอ็กชันน่าจะต้องชอบกันทุกคน ซึ่งมันก็เป็นอย่างนั้นในแทบจะทุก Build และทุกอาวุธจริง ๆ

แม้แต่อาวุธระยะไกล เช่น Umbral Flames มันก็ยังมีจังหวะทำนองของมัน และทำให้ผู้เล่นรู้สึกสนุกไปกับการร่ายรำบนสนามรบ ซึ่งไม่ใช่แค่การคอยสแปมยิงลูกไฟใส่ศัตรูเพียงอย่างเดียว

อีกเหตุผลหนึ่งที่เรามองว่า Hades II กินขาดเอามาก ๆ ในด้านความเป็นเกมแอ็กชัน นั่นก็คือการนำเสนอเกมเพลย์ที่รวดเร็วฉับไว เร้าใจ แต่ในขณะเดียวกันมันก็ยัง “ดูรู้เรื่อง” ภายใต้ความโกลาหลที่ปรากฏบนหน้าจอ

นี่คือทักษะการสื่อสารที่เกมแอ็กชันหลาย ๆ เกมมักจะพลาด แต่ Hades II ทำได้ ด้วยความใส่ใจในรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น จะออกแบบฉากและศัตรูอย่างไร เลือกใช้โทนสีอย่างไรให้ดูได้ชัดเจน, ต้องทำลูกกระสุนหรือเอฟเฟคต์การโจมตีออกมาประมาณไหนให้ผู้เล่นรู้ชัดว่าสิ่งไหน “ปลอดภัย” หรือ “อันตราย” ทุกอย่างจึงออกมาดูแฟร์ และเมื่อผู้เล่นพลาดท่าพ่ายแพ้ สิ่งที่พวกเขาจะคิดก็คือ “เมื่อกี้เราเล่นพลาดไปตรงไหน” มากกว่าจะโทษตัวเกม

ด้วยแอ็กชันที่หนักแน่นและเข้มข้น พร้อมทั้งอาวุธแบบใหม่ ๆ , กลไกเมคานิกแบบใหม่ ๆ ที่เพิ่มความเป็นไปได้ขึ้นมาเยอะมาก

รวมไปถึงการควบคุมจังหวะของฉากแอ็กชัน รู้ว่าตอนไหนควรเดือด ตอนไหนควรแผ่วเพื่อให้ผู้เล่นได้พักหายใจ มีลีลาลวดลายในการลำดับความสนุกไปตั้งแต่ต้นจนจบเกม

เหตุผลเหล่านี้ จึงทำให้ Hades II คือเกมแอ็กชันยอดเยี่ยมสำหรับพวกเราในปี 2025 นี้ นี่คือประสบการณ์ “เกมฆ่า(ไททันแห่ง)เวลา” ที่สนุกสะใจในทุกครั้งที่ผู้เล่นเดินผ่านประตูออกไปบู๊ และเชื่อเหลือเกินว่ามันได้สร้างมาตรฐานใหม่ ๆ ไว้แล้วเรียบร้อย ให้เกม Rougelike ที่จะตามมาหลังจากนี้ไป

YouTube video

ผู้ชนะสาขา Best RPG | Kingdom Come: Deliverance II

ในยุคที่เกม RPG จำนวนมากพยายามเอาใจผู้เล่นให้กว้างที่สุดและเข้าถึงคนให้เยอะที่สุด ระบบเกม RPG ในแบบฉบับคลาสสิกของเกมดังหลายเกมที่เคยซับซ้อน ก็ถูกแปรเปลี่ยนให้เคี้ยวง่ายขึ้นจนขาดความลึกไป อีกทั้งเกมใหม่หลายผลงานที่หวังเจาะตลาดใหญ่ ก็ดันออกแบบมา “ตื้นเขิน” จนทำให้แฟนเกม RPG ที่ต้องการความลุ่มลึกต้องเสียอารมณ์

แต่ Kingdom Come: Deliverance II (KCD II) กลับเลือกเดินในเส้นทางที่ต่างออกไป มันไม่ใช่เกมแฟนตาซีฟอร์มยักษ์ ไม่ได้มีเวทมนตร์อลังการ ไม่มีเนื้อหาแบบวันสิ้นโลก หรือภัยร้ายระดับถล่มจักรวาลข้ามมิติ

มันคือ RPG ที่ “เฉพาะทาง” เป็นอย่างยิ่ง และความเฉพาะทางนี้เองทำให้มันเป็นเกม RPG ที่ไม่ใช่แค่ดีที่สุดในปี 2025 นี้ แต่มันคือผลงาน RPG ที่ขึ้นหิ้งเป็นอันดับต้น ๆ ในรอบหลายปีเลย

โลกของ KCD II พาเราไปสำรวจแคว้นโบฮีเมียในปี 1403 ยุคกลางที่เต็มไปด้วยการเมือง ความขัดแย้ง และสังคมศักดินา เรื่องราวยังคงติดตามการผจญภัยและวิบากกรรมของ Henry ชายหนุ่มธรรมดาที่ชีวิตถูกเหวี่ยงเข้าไปอยู่ท่ามกลางสงครามและอำนาจของชนชั้นสูง

สิ่งที่เกมทำได้อย่างยอดเยี่ยมคือการทำให้เรื่องราวทั้งหมดดำเนินไปอย่างสมจริงแบบที่ควรจะเป็น ไม่ใช่เพราะผู้เล่นถูกเลือกให้เป็นฮีโร่ ทุกเหตุการณ์ล้วนมีที่มา มีเหตุผล อิงเนื้อหาประวัติศาสตร์ได้อย่างน่าสนใจ

หัวใจสำคัญของความเป็น RPG ของเกมไม่ได้อยู่แค่ตัวเลือกบทสนทนา แต่ฝังอยู่ในทุกระบบ ทุกภาคส่วนของเกม ตั้งแต่การแต่งตัว การเข้าสังคม ไปจนถึงการต่อสู้ การสวมเกราะผิดลำดับหรือแต่งตัวไม่เหมาะสมอาจส่งผลกับการเล่นจริง ๆ 

การต่อสู้เองก็ไม่ใช่เรื่องของการรัวปุ่มปล่อยคอมโบหรือปลดเกจท่าไม้ตาย แต่เป็นการจัดตำแหน่งร่างกาย จังหวะ และการอ่านศัตรู เพราะฉะนั้น การบุกเข้าใส่อย่างไม่คิดหน้าคิดหลังแทบจะจบลงด้วยความตายเสมอ  ความท้าทายนี้เองทำให้ทุกชัยชนะในเกมรู้สึก “ยอดเยี่ยม” สุด ๆ 

มากไปกว่านั้น โลกของเกมยังดำเนินไปแบบสมจริง NPC จดจำพฤติกรรมของเรา ของที่ขโมยมาอาจกลายเป็นปัญหาในภายหลัง และโอกาสเล็ก ๆ อย่างการเดินผ่านเหตุการณ์บางอย่าง อาจทำให้เราได้ Item ชั้นดีตั้งแต่ต้นเกม

ทุกระบบเปิดช่องให้ผู้เล่นสงสัยว่า “ทำแบบนี้จะเป็นยังไง” และหลายครั้งที่ไอเดียบ้า ๆ ของคุณก็ดันทำได้จริง การออกแบบที่ยอดเยี่ยมนี้เองทำให้โลกของ KCD II มีชีวิตชีวา ทำให้เรารู้สึกว่าเข้าไปอยู่ในโลกของเกมจริง ๆ ไม่ใช่แค่การนั่งเล่นวิดีโอเกมอยู่  และควาาเข้าถึงยากของมันก็กลายเป็นความอินในโลกของเกมตรงกันข้ามกับผลงานเกมหลายเกมในยุคปัจจุบัน ที่กระแทกหน้าเราด้วยรายละเอียดแบบเฉลยจนหมดเปลือก หรือ ลูกศรเรืองแสงชี้เป้าไปหาภารกิจ 

กิจกรรมเสริมในเกมก็ถูกออกแบบมาอย่างดี มีประโยชน์จริง เป็นส่วนหนึ่งของการสวมบทบาทอย่างแท้จริง ไล่ไปตั้งแต่การล่าสัตว์ การตีเหล็ก การเล่นลูกเต๋า หรือการปรุงยา ทุกอย่างมีขั้นตอน มีความซับซ้อน และต้องอาศัยการเรียนรู้ เวลาที่ใช้ไปกับสิ่งเหล่านี้จึงไม่ได้สูญเปล่า ทุกการกระทำส่งผลต่อตัวเอกในแบบที่ผู้เล่นต้องการให้เป็น 

ความยอดเยี่ยมของผลงานเกมนี้ยังอัดแน่นในอีกหลายต่อหลายส่วน เนื้อหาหลักและตัวร้ายที่ยอดเยี่ยม โลกในเกมที่สวยงามถูกออกแบบมาอย่างดี ไปจนถึง Performance สุดลื่นไหลแบบไม่น่าเชื่อ ทุกอย่างยืนยันว่านี่เป็นผลงานที่ถูกสร้างสรรค์อย่างใส่ใจในทุกองค์ประกอบ 

เป็นผลงานเกมของทีมสร้างที่เข้าใจถึงความเป็นเกม RPG อย่างแท้จริง

KCD II คือเกมที่ไม่พยายามเอาใจทุกคน แต่มอบประสบการณ์ RPG ที่ลึกล้ำ มันอาจไม่สมบูรณ์แบบ แต่ความทะเยอทะยาน ความกล้า และทิศทางที่ชัดเจน ทำให้เกมนี้โดดเด่นขึ้นมาเหนือใคร 

ในสาขารางวัลที่เราจะมอบให้กับเกมที่มีโลกอันแสนจะมีชีวิตชีวา รังสรรค์เกมการเล่นที่ติดพัน พร้อมระบบปรับแต่งและการพัฒนาตัวละครที่ล้ำลึก

เราก็ต้องขอมอบรางวัลให้ผลงานชิ้นนี้ และสำหรับผู้เล่นที่หลงใหล RPG ตะวันตกที่ให้คุณลงไปสวมบทใช้ชีวิตอยู่ในโลกของเกม นี่คือผลงานที่คุณ “ต้องเล่น” ในปีนี้เลย

YouTube video

ผู้ชนะสาขา Best Horror | Silent Hill f 

สุดยอดเกมสยองขวัญที่เรายกให้เป็นที่สุดของปี 2025 นี้ แน่นอนว่ามันก็คงจะหนีไม่พ้นผลงาน “ม่านหมอกแห่งบุปผาแดงฉาน” อย่าง Silent Hill f นั่นเอง นอกจากนี่จะเป็นผลงานที่ขับเน้นความสยองออกมาได้อย่างเต็มเหนี่ยว ทั้งในเรื่องของบรรยากาศ ความอัปลักษณ์ของศัตรู และเนื้อหาหม่อนหมองสุดแสนจะเขย่าประสาทแล้ว มันยังเป็นผลงานหยิบความสยองมานำเสนอได้อย่างครีเอทีฟและมีท่วงท่าลีลาเฉพาะอันเป็นเอกลักษณ์ด้วย

ในส่วนของความสยองที่จับต้องได้ง่ายที่สุดอย่างบรรยากาศ มันก็ทำออกมาได้ยอดเยี่ยมมากเพราะนี่ถือไม้เด็ดของแฟรนไชส์ “เมืองห่าผี” มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ทุกสถานที่ที่เราก้าวเดินไป ล้วนอบอวลไปด้วยความสยองอย่างเข้มข้นหลากหลายรูปแบบ 

บางสถานจะเน้นไปที่ความอ้างว้างเปล่าเปลี่ยว บางสถานที่จะเน้นไปที่ความอึดอัดที่ชวนหายใจไม่ออก บางสถานที่จะเน้นไปที่ความโกลาหลวุ่นวาน บางสถานที่จะเน้นไปที่ความมืดสลัว หรือบางสถานที่ก็อาจจะเอาทุกอย่างมาผสมปนเปกัน 

แต่นอกจากบรรยากาศที่ทำออกมาดีแล้ว คอมแบตของภาคน้ีก็เป็นส่วนผสมสำคัญที่ช่วยทำให้ประสบการณ์ความสยองมันทวีคูณขั้นไปอีก เพราะในภาคนี้เราจะใช้ได้เพียงแค่อาวุธระยะประชิดเท่านั้น ไร้ซึ่งอาวุธปืนแบบที่เราเคยได้ใช้ในทุกภาคที่ผ่านมา นั่นจึงทำให้ทุกครั้งที่เราเผชิญหน้าศัตรู มีความจำเป็นจะต้องเข้าไปอยู่ใกล้ชิดแนบเนื้อกับพวกมันอยู่ตลอด

ซึ่งพอศัตรูมันมีความบิดเบี้ยวและอัปลักษณ์เหนือจินตนาการอยู่แล้ว คอมแบตของ Silent Hill f ก็เลยเป็น “อาวุธ” ชิ้นสำคัญที่บีบให้เราต้องเข้าไปใกล้กับศัตรูที่เป็นตัวแทนความสยองยิ่งกว่าเดิม

และอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Silent Hill f เป็นเกมสยองขวัญที่มีเสน่ห์มาก ก็คือความสยองที่เราประสบเจอตลอดเกม มันไม่ได้ถูกออกแบบมาอย่างไร้แก่นสาร แต่ทุกความกลัวและความวิปลาสที่เราประสบ ล้วนแล้วเป็นภาพแทนของภาวะความกลัวข้างในจิตใจของตัวละคร Hinako ทั้งสิ้นเลย

ซึ่งความกลัวที่ถูกนำเสนอออกมา ก็จะเป็นเรื่องของภาวะความกดดันและความไร้ซึ่งสู้ที่เธอต้องเผชิญในสังคมที่มีความปิตาอย่างเข้มข้นนั่นเอง

ทุกศัตรูที่เราต้องสู้ ทุกสถานที่ที่เราไป ทุกปริศนาที่ต้องแก้ ทุกความบ้าคลั่งที่กระโจนเข้าหาเรา ล้วนแล้วเป็นการถ่ายทอดสิ่งที่เป็นนามธรรมอย่างความกลัว ออกมาเป็นรูปธรรมผ่านรูปและเสียงที่เราจับต้องได้

เพราะแบบนี้เอง Silent Hill f จึงเป็นสุดยอดเกมสยองขวัญที่เรายกให้เป็นที่สุดของปี 2025 นี้

YouTube video

ผู้ชนะสาขา Best Independent Game | Hollow Knight: Silksong 

และเกมอินดี้ที่ยอดเยี่ยมตรงใจพวกเราที่สุดในปีนี้ ก็คือ “Hollow Knight: Silksong” ภาคต่อที่แฟน ๆ เฝ้ารอกันมา 7 ปี และ Team Cherry ผู้พัฒนาที่มีแฟนคลับคอยส่งแรงเชียร์อยู่ทั่วโลก ก็ตอบแทนการรอคอยนี้ได้อย่างสาแก่ใจ

เพราะเมื่อยิ่งเล่นเกมนี้และสำรวจได้ถ้วนทั่วมากเท่าไร ก็จะยิ่งเข้าใจว่าทำไมเกมถึงใช้เวลาพัฒนากันนาน ไม่ว่าจะเป็นปริมาณคอนเทนต์ แผนที่ หรือทางลับต่าง ๆ ทุกอย่างล้วนถูกซุกซ่อนไว้แบบจัดเต็ม สมแล้วกับที่พวกเขาบอกมาว่า “ทำเพลินเกินไปหน่อย”

จนจากที่สงสัยว่าใช้เวลาไปกับอะไรบ้าง ก็กลายเป็นคำถามขึ้นมาว่า “7 ปี พวกพี่ทำขนาดนี้ออกมาทันได้ไง” แทน แถมล่าสุดก็เพิ่งประกาศเปิดตัว DLC ส่วนเสริมใหม่ เตรียมเพิ่มคอนเทนต์ใหม่มาให้เล่นกันในปีหน้า ซึ่ง DLC นี้ “ฟรี” เช่นเคยแบบที่ Team Cherry เคยทำในเกมภาคแรก

อาณาจักร Pharloom อันเป็นฉากหลังของเกมภาคนี้ จึงเป็นสถานที่ที่กว้างใหญ่ เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา ขณะเดียวกันมันก็ยังมอบรางวัลให้กับคนที่ช่างสังเกต และชักชวนให้ผู้เล่น “หลงทาง” เพื่อไปค้นพบกับสิ่งใหม่ ๆ ที่อาจจะเป็นบอส หรือไม่ก็เป็นเควสต์ที่ยาวต่อเนื่องจุใจ ทำให้รู้จักโลกและความเป็นอยู่ของประชากรแมลงในนี้มากขึ้นกว่าเดิม

ในแง่ของงานออกแบบ ด้วยความเป็นเกม Metroidvania ก็แน่นอนว่าเส้นทางการสำรวจของผู้เล่น จะไม่ได้เป็นเส้นตรง ต้องมีการวนซ้ำไปซ้ำมา และลองคิดลองเชื่อมโยงเพื่อหาทางไปต่อ แต่ถึงอย่างนั้น งาน Level Design ของ Silksong ก็ทำออกมาได้อย่างหมดจดลงตัว การสำรวจแต่ละฉากจึงมีความยาก แต่ไม่เหนื่อยเกินไป และการวนซ้ำกลับมายังฉากเดิม ๆ ก็อาจจะได้พบเจอกับอีเวนต์หรือสภาพแวดล้อมแบบใหม่ ที่เปลี่ยนแปลงไปได้ด้วยเหมือนกัน

เมื่อพูดถึงความมีชีวิตชีวา ก็ไม่ใช่แค่ในเรื่องงานอาร์ตและงานดีไซน์สถานที่เพียงเท่านั้น เพราะสิ่งที่ Team Cherry หยิบยื่นมาให้เรา ก็คือการมีตัวเอกอย่าง Hornet ที่สามารถพูดคุยโต้ตอบได้ ไม่เป็น Silent Protagonist เหมือนอย่างเกมภาคแรกแล้ว นั่นเองจึงทำให้การต่อประโยคพูดคุยเป็นไปอย่างลื่นไหล ผู้เล่นจะได้เห็นนิสัยใจคอ และมีความรู้สึกร่วมไปพร้อมกันกับ Hornet ตลอดทั้งการผจญภัย

การมาถึงของตัวละครใหม่อย่าง “Lace” ก็เข้ามาเติมเต็มรสชาติให้กับเรื่องราวได้ดี เคมีความสัมพันธ์ระหว่าง Lace กับ Hornet คืออีกหนึ่งองค์ประกอบที่ทีมงานหยอดเข้ามาให้น่าติดตาม และก็กลายมาเป็นส่วนสำคัญของเกมภาคนี้ไปด้วยในด้านเนื้อเรื่อง

และด้วยความที่ Hornet ถูกออกแบบมาให้เป็นตัวละครผู้เคลื่อนที่ได้คล่องแคล่ว และเก่งยิ่งกว่าตัวเอกในภาคแรก ดังนั้นภาพรวมเกมเพลย์ มันจึงเต็มไปด้วยความรวดเร็วดุดัน ผู้เล่นจะมีสกิลความสามารถให้ใช้เพื่อต่อกรกับบอสมากขึ้น เช่นเดียวกันกับเครื่องมือต่าง ๆ ที่ก็มีตั้งแต่การปาเข็ม, วางกับดัก, ปล่อยแมลงลูกน้องจักรกล ไปจนถึงการยิงปืนเพื่อซัดศัตรูจากระยะไกล

เพื่อให้สมกับการที่เราได้ควบคุมตัวเอกที่เก่งกาจ บอสไฟต์ของภาค Silksong มันจึงมีความยากมากขึ้นไปด้วย ผู้เล่นมีโอกาสพลาดได้เพียงไม่กี่ครั้ง การเคลื่อนไหวต่าง ๆ จึงต้องมีความแม่นยำ และเน้นพลิกแพลงไปตามสถานการณ์ มากกว่าจะด้นสดไปตามเรื่องตามราว

ซึ่งความยากในที่นี้ ก็รวมไปถึงการที่เกมนั้นผลักดันให้ผู้เล่นต้อง “Pogo” อยู่บ่อยครั้ง สิ่งนี้คือแอ็กชันในการกระโดดฟันลงมาด้านล่าง เพื่อให้ตัวผู้เล่นเด้งกลับขึ้นไปข้างบนและมีเวลาอยู่กลางอากาศนานขึ้น เราจะต้องใช้มันเพื่อท่องไปตามด่านต่าง ๆ รวมไปถึงในหลายบอสไฟต์เองก็จำเป็นต้อง Pogo เพื่อรับมือ

ดังนั้นแล้วเกมเพลย์จึงมีความเข้ม ความตึงมือขึ้นเยอะ แต่เมื่อใดก็ตามที่ผู้เล่นชำนาญแล้ว ก็จะสามารถบังคับควบคุม Hornet ได้สนุกสะใจ ให้ความรู้สึกที่ว่าเรากำลังเป็น “ยอดฝีมือ” แห่งอาณาจักร Pharloom อยู่จริง ๆ

ด้วยปริมาณคอนเทนต์ที่อัดแน่นจนต้องร้องขอชีวิต แอ็กชันที่ดุเด็ดถึงเครื่อง และการนำเสนอเนื้อเรื่องผ่านดนตรีกับงานวิชวลอันวิจิตรเพลิดเพลินตา ทุกอย่างถูกร้อยเรียงจนออกมาเป็นผลงานอันเปี่ยมไปด้วยหัวใจ และเป็นผลงานจากทีมเล็ก แต่ความสำเร็จนั้นยิ่งใหญ่จริง ๆ ที่ Team Cherry ฝากไว้ให้กับวงการเกมในปีนี้

YouTube video

ผู้ชนะสาขา Best Multiplayer | ARC Raiders

ถ้าจะพูดถึงเกมยิงที่เป็นกระแสมากที่สุดในปี 2025 คิดว่าทุกคนคงจะไม่ปฎิเสธว่า ARC Raiders คือเจ้าของตำแหน่งดังกล่าว และนี่ก็คือผู้ชนะในสาขา Best Multiplayer ของพวกเราในปีนี้

เมื่อมองลึกลงไปถึงสิ่งที่เกมนี้มอบให้กับผู้เล่น ก็ไม่ยากเลยที่จะเข้าใจว่าทำไมกระแสตอบรับถึงมาแรงทั้งด้านยอดขายและเสียงชื่นชมจากผู้เล่นทั่วโลก ความสำเร็จของ ARC Raiders ไม่ได้เกิดจากกระแสชั่ววูบ แต่เกิดจากการออกแบบประสบการณ์ที่ผสมผสานความเสี่ยง ความร่วมมือ และการคาดเดาไม่ได้ จนกลายเป็นเกมยิงที่สร้างประสบการณ์ที่โดดเด่นและมีความเฉพาะตัวมากที่สุดของปี

ARC Raiders ยกระดับเกมแนว extraction shooter ด้วยการผสานการต่อสู้ การเอาชีวิตรอด ผู้เล่นทุกคนต้องเผชิญหน้ากับเหล่า ARC สิ่งมีชีวิตจักรกลที่สร้างแรงกดดันในทุกการเล่น ทุกการลงภารกิจคือการวัดใจว่าจะเสี่ยงบุกเข้าไปเพื่อหวังรางวัลมากขึ้น หรือจะถอนตัวก่อนที่ทุกอย่างจะสูญเปล่า ความรู้สึกวัดใจและการเสี่ยงแบบนี้คือหัวใจสำคัญที่ทำให้ทุกการเล่นในแต่ละตาของ ARC Raiders มีความหมายมากกว่าแค่ชัยชนะเหมือนเกมยิงเกมอื่น ๆ 

ในเกมนี้ การ “หนี” เพื่อเอาชีวิตรอดกลับมาได้ ก็เหมือนเป็นชัยชนะในแบบของเราเอง

ระบบการเล่นยังผลักดันให้เกิดการร่วมมือกันจริงจัง เวลาเล่นเป็นทีม หรือไปจับมือกับผู้เล่นคนอื่น ๆ  ผู้เล่นต้องแบ่งบทบาท คอยคุมพื้นที่ สนับสนุนกัน และประสานแผนรับมือสถานการณ์ที่สามารถพลิกผันได้ตลอดเวลา เมื่อเจอศัตรูประเภทใหม่หรือเมื่อทีมต้องถอยในจังหวะที่คาดไม่ถึง ความกดดันแบบนี้ปลุกให้เกิดโมเมนต์เฉพาะหน้าที่ทั้งลุ้น ระทึก และสนุกแบบที่เกม Multiplayer ชั้นยอดควรมี

งานภาพและโทนโลกไซไฟที่ถูกออกแบบให้ดิบและแฝงอารมณ์สิ้นหวัง ทำให้ผู้เล่นรู้สึกเหมือนเป็นกลุ่มกบฏไร้พลัง ที่กำลังต่อสู้กับกองทัพจากนอกโลก เสียงดนตรี ฉากแสง เศษซากเมือง และสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยสิ่งที่พังทลาย ทำให้ ARC Raiders มอบประสบการณ์ที่เหมือนเราเล่น “ภาพยนตร์” ที่งานภาพและเสียงยอดเยี่ยม ทุกฉาก ทุกการต่อสู้น่าจดจำ

เมื่อทุกองค์ประกอบถูกนำมารวมกัน นี่จึงไม่ใช่แค่เกมยิงที่สนุก แต่เป็นเกมที่กำหนดมาตรฐานใหม่ให้แนว Multiplayer ไม่ใช่แค่ในปีนี้ แต่ในรอบหลายปี

มันพิสูจน์ว่าการออกแบบระบบที่กลมกล่อม ทุกอย่างลงตัว เล่นง่ายแต่ตื่นเต้น สามารถดึงให้ผู้เล่นกลับมาเล่นซ้ำได้ครั้งแล้วครั้งเล่า ความสำเร็จนี้ทำให้ ARC Raiders ไม่เพียงเหมาะสมที่จะถูกยกเป็นเกม Multiplayer ที่ดีที่สุดของปี แต่ยังเป็นตัวแทนความสำเร็จของเกมยิงยุคใหม่ที่ดึงดูดผู้เล่นทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ด้วยพลังของความท้าทายอย่างแท้จริง 

ARC Raiders ไม่ใช่แค่เกม Multiplayer ที่ดีที่สุดของปี แต่มันคือหนึ่งในผลงานเกม ที่ดีที่สุดในปีนี้อย่างไม่ต้องสงสัย

YouTube video

ผู้ชนะสาขา Best Casual | Two Point Museum

เกมแคชชวลที่เป็นที่สุดของปีนี้ เราขอยกให้กับ Two Point Museum เพราะนี่คือเกมที่ครบองค์ประกอบที่สุดที่เราอยากได้ในฐานะที่มันเป็นเกม ที่ออกแบบด้วยกรอบความคิดของความเรียบง่าย พร้อมทั้งยังมอบความสนุกและความเพลิดเพลินได้อย่างดี 

ประสบการณ์การเป็นภัณฑารักษ์ของเกมนี้ถือว่าสนุก ติดพัน พร้อมกับเรียกเสียงหัวเราะได้แทบจะตลอดเวลา พร้อมกันนั้นเกมมันยังมอบไอเดียสร้างสรรค์ให้เป็นหน้าที่ของผู้เล่น การได้ออกสำรวจเจอวัตถุโบราณใหม่ ๆ ขยับขยายสาขาพิพิธภัณฑ์ให้ยิ่งใหญ่ขึ้น แต่เกมก็ยังไม่ลืมลายเซ็นความเป็น Two Point นั่นคืออารมณ์ขันที่ใส่เข้ามาในธีมของเกม และล่าสุดเลยคือผ่านภาษาไทยในเกม

ภาคส่วนอื่น ๆ ของระบบเกม UX/UI งานออกแบบ งานศิลป์ ล้วนเป็นตัวผลักดันและทำให้ส่วนอื่น ๆ ของเกมสมบูรณ์ขึ้น เป็นเกมที่ว่างเมื่อไรก็สามารถเปิดมาเล่นได้ โดยที่ไม่ต้องซีเรียสหรือคิดมากว่า Progression ในวันนี้ของเราจะก้าวหน้าไปถึงไหน มันมีความเป็น Casual ในตัวสูงมาก เจริญรอยตามเกม Two Point รุ่นพี่ไปแบบสบาย ๆ 

และจนถึงปัจจุบันที่เรากำลังพูดถึงกันอยู่นี้ เกมก็ยังมีทั้งอัปเดต DLC ฟรี และอื่น ๆ ที่จะตามมาในอนาคตอีกมากมาย ดังนั้น ถ้าคุณยังไม่มีโอกาสได้ลองสัมผัสหรือเล่นเกมนี้ ช่วงท้ายปีแบบนี้ ขอแนะนำว่าไม่ควรพลาด แล้วคุณจะเข้าใจว่าทำไมพวกเรา ถึงให้เกมนี้เป็นผู้ชนะของสาขานี้

YouTube video

ผู้ชนะสาขา Best Performance | Aaron Paul

การสร้างตัวละครให้น่าจดจำถือเป็นการบ้านชิ้นใหญ่อีกชิ้นหนึ่งของเกมเล่าเรื่อง เพราะเป็นไปไม่ได้เลยที่การเล่าเรื่องจะมีน้ำหนัก น่าติดตาม และสื่อสารประเด็นให้โดนใจผู้เล่นได้โดยที่ตัวละครหลักผู้เป็นศูนย์กลางของเรื่องขาดลักษณะที่ชวนให้ติดตาม บรรดาตัวละครดวงใจทั้งหลายของเราคือผลงานจากความทุ่มเทของคนหลายภาคส่วน ทั้งทีมบท ทีมออกแบบ ผู้กำกับ และแน่นอน คนที่จะขาดไปไม่ได้เลยคือนักแสดง

Dispatch ผลงานเกมเปิดตัวสตูดิโอ Ad Hoc ก็เป็นอีกเกมหนึ่งที่ต้องพึ่งพาตัวละครที่แข็งแรงในการเล่าเรื่องอย่างยิ่ง เสน่ห์ของ Z-Team กลุ่มอาชญากรกลับใจซึ่งเป็นตัวละครหลักในเกม มีส่วนอย่างมากในการทำให้ผู้เล่นรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งในนการต่อสู้ของพวกเขา โดยเฉพาะตัวละครดำเนินเเรื่องอย่าง Robert Robertson ซึ่งให้เสียงพากย์โดยคุณ Aaron Paul 

ถึงจะไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาให้เสียงตัวละคร แต่เราก็มั่นใจได้ว่านี่ไม่ใช่งานง่ายแน่นอน เพราะตัวละคร Robert พึ่งพาการแสดงอารมณ์ที่ซับซ้อนและมีรูปแบบอารมณ์หลากหลายกว่า Todd Chavez จาก Bojack Horseman หรือ Powerplex ใน Invincible ที่เขาเคยพากย์ 

Robert มีทั้งจุดที่ต้องกดข่มความไม่พอใจ เล่นมุกตลกประชดประชัน มีโมเมนต์โรแมนติก ปลุกใจ หรือแม้กระทั่งกระอักกกระอ่วนเมื่อต้องรับมือกับความพิลึกพิลั่นของสมาชิกทีม เรียกได้ว่าซับซ้อนพอจะให้นักแสดงหนึ่งคนเอาทักษะทั้งหมดที่มีมาใช้เลยทีเดียว

และผลลัพธ์ที่ได้ก็ออกมาเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาเราแล้วว่า Aaron Paul เก่งมากพอที่จะทำให้เราตกหลุมรักฮีโร่ตกอับอย่าง Mecha Man รุ่นที่ 3 ได้จริง ๆ ทั้งส่วนที่เป็นบทของตัวละคร Robert เอง และส่วนที่ต้องรับส่งกับตัวละครอื่น ๆ ความสามารถในการแสดงอารมณ์อันหลากหลายในซีนที่มีความเลื่อนไหลทางอารมณ์สูง นับเป็นแต้มต่อที่ทำให้เขาโดดเด่นเหนือผู้เข้าชิงรายอื่น ๆ 

เครดิตตรงนี้ส่วนหนึ่งเราต้องชื่นชมทีมผู้เขียนบทด้วยว่าพวกเขากล้าหาญพอที่จะใส่ซีนท้าทายทักษะการแสดงเข้าไปมากมาย สร้างตัวละครออกมาได้ซับซ้อน และเปิดโอกาสให้นักแสดงได้โชว์ฝีมือกันเต็มที่ ส่งให้ตัวละครทั้งชุดเข้าไปนั่งในใจผู้เล่นได้ไม่ยากเย็น

YouTube video

ผู้ชนะสาขา Best Visual | Clair Obscur: Expedition 33

และสำหรับเกมที่นำเสนองานศิลป์ออกมาได้ยอดเยี่ยมที่สุดในปีนี้ เราขอยกให้กับ Clair Obscur: Expedition 33 ซึ่งเรามักจะนิยามว่า การได้เล่นเกมนี้ ก็เหมือนกำลังได้เข้าไปเยี่ยมชมนิทรรศการงานศิลปะ ที่รวบรวมผลงานอันโดดเด่นไว้มากมายหลายศาสตร์หลายแขนง

ยกตัวอย่างองค์ประกอบที่สำคัญที่สุด ก็คือชื่อเกม Clair Obscur ซึ่งหมายถึง “แสงสว่าง” และ “ความมืด”

ในทางศิลปะแล้ว มันมีเทคนิคการวาดภาพแบบหนึ่งที่เรียกว่า Chiaroscuro อยู่ ซึ่งเป็นการเน้นให้มีความสว่างตัดกับเงาอย่างชัดเจน หรือก็คือเป็นภาพที่มีคอนทราสต์สูงนั่นเอง เทคนิคนี้จะช่วยให้ภาพสามารถบอกเล่าอะไรสักอย่างออกมาได้อย่างทรงพลัง และจิตรกรเอกอย่างเลโอนาร์โด ดา วินชี ก็ใช้มันได้อย่างชำนาญในยุคสมัยของเขา

ใน Expedition 33 เอง ทีมงาน Sandfall (ผู้พัฒนา) ก็เลือกที่จะวางสัญญะของ “แสงสว่างและความมืด” ไปไว้ในหลาย ๆ องค์ประกอบของเกมด้วย โดยแทนความสว่างด้วยสีทอง และความมืดเป็นสีดำ ซึ่งเราจะได้เห็น 2 คู่สีนี้ไปปรากฏอยู่ตามหน้าเมนู UI รวมถึงในหลาย ๆ แผนที่ ก็มักจะมีสภาพภูมิประเทศที่เป็นภูเขาหินสีดำขลับ สลับกับลวดลายแตก ๆ ที่เป็นสีทอง ปรากฏมาให้เห็นคู่กันอยู่บ่อยครั้ง

นอกจากนี้ในเกมก็ยังมีอีกหลายองค์ประกอบที่เชิดชูถึงงานศิลปะในองค์รวม ไม่ว่าจะเป็นการหยิบนำกลิ่นอายแบบ Belle Époque (‘ยุคสวยงาม’ ของฝรั่งเศส) เข้ามาใช้เป็นเซ็ตติ้งฉากหลังในเกม ชื่อเมือง Lumière ซึ่งมาจากสองพี่น้องผู้คิดค้นกล้องถ่ายและฉายภาพยนตร์ได้เป็นครั้งแรก รวมไปถึงในด้านเกมเพลย์เอง การที่ตัวเกมมีระบบแอ็กชันที่ผู้เล่นต้องคอยรับมือกับท่าโจมตีของศัตรู ไม่ว่าจะหลบหรือ Parry ก็ตามแต่ ก็เหมือนเป็นการ “เต้นรำ” ไปกับจังหวะทำนองที่แตกต่างกันในแต่ละซีน

ในด้านกราฟิกเอง ก็ต้องบอกว่าทีมงานนำเสนอมาได้น่าสนใจมาก แม้จะเป็นเกมที่พัฒนาบน Unreal Engine 5 ซึ่งก็มีคาแรคเตอร์ของงานภาพที่เกมเมอร์ส่วนใหญ่น่าจะพอจับทางได้ แต่สิ่งที่พวกเขาทำ ก็คือการใช้สารพัดเทคนิคพิเศษมาช่วยแต่งเติมให้เกมนี้มีสไตล์เป็นของตนเอง ทั้งการเล่นแสงเงา การเลือกใช้คู่สี เกลี่ยสีให้เหมาะ การใส่เอฟเฟคต์ Bloom และอีกมากมาย จนทำให้ภาพที่ได้ “ดูงดงามแบบไม่สมจริง” คล้ายว่าเรากำลังชมภาพวาดอยู่ในแบบที่สามารถจับต้องได้

ต้องยอมรับตามตรงว่า ความสวยงามเหล่านี้ ก็ไม่ได้เกิดขึ้นแบบสม่ำเสมอกับทุกฉากในเกม เพราะบางฉากก็มีความแปลก ๆ แบน ๆ อยู่ และผู้เล่นหลายคนก็อาจจะไม่ได้ชอบงานภาพฟุ้ง ๆ ที่ให้ความรู้สึกว่ามีแสงจ้าวูบวาบอยู่ล้นจอไปหมดด้วย

ทั้งนี้ ถึงจะไม่มีหลักฐานปรากฏชัด แต่การเลือกใส่เอฟเฟคต์ Bloom เข้ามา (โดยเฉพาะช่วงที่มีแสงแดดส่อง) ก็อาจจะเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ทีมงานต้องการจะบอกใบ้เราตั้งแต่ต้นด้วยเหมือนกัน ว่าโลกภายในเกมที่เรากำลังเล่นอยู่นี้ แท้จริงแล้วคืออะไรกันแน่

ด้วยองค์ประกอบและแรงบันดาลใจจากประวัติศาสตร์ศิลปะฝรั่งเศส ซึ่งชัดเจนในแนวทาง ไม่ได้ลดทอนลงเพื่อให้ดูร่วมสมัย สิ่งเหล่านี้เอง มันจึงถักทอให้ Clair Obscur: Expedition 33 กลายเป็นละครบทใหญ่ที่ทั้งเศร้าและงดงาม เป็นภาพเขียนชิ้นเอกที่ศิลปิน (ทีมผู้พัฒนา) หลายชีวิตบรรจงสร้างสรรค์มันขึ้นมาด้วยหัวใจ และเป็นเกมที่เปี่ยมไปด้วยความยอดเยี่ยมในด้านงานวิชวล ที่เราขอยกย่องให้ว่าเป็นที่สุดจริง ๆ สำหรับปี 2025 นี้

YouTube video

ผู้ชนะรางวัล Player’s Choice| Clair Obscur: Expedition 33

ไม่ต้องฟังเสียงของคนอื่น ไม่ต้องดูว่าเกมนี้โดนใจ “สื่อ” อย่างพวกเรามากขนาดไหน นี่เป็นรางวัลที่ไม่ได้มาจากคณะกรรมการ หรือความเห็นของทีมงานไม่กี่ แต่มาจากเสียงของผู้เล่นโดยตรง

Clair Obscur: Expedition 33 คว้ารางวัล Player’s Choice ไปครอง เป็นการตอกย้ำอย่างชัดเจนว่า นี่คือผลงานที่ “ยืนหนึ่ง” ในสายตาเกมเมอร์ชาวไทยในปี 2025 อย่างแท้จริง

และถ้าจะวัดกันในแง่ของความ “นิยม” ก็คงปฎิเสธไม่ได้ว่านี่เป็นผลงานเกมที่มีคน “รัก” และพูดคุยถึงมันมากที่สุดของปีแบบไม่สามารถจะปฎิเสธได้เลย

ผลงานจาก Sandfall Interactive ชิ้นนี้ เปรียบเสมือนจดหมายรักถึงเกม RPG ยุคคลาสสิกโดยเฉพาะกลิ่นอายแบบ Final Fantasy ในช่วงยุคแรก ทั้งจังหวะการเล่าเรื่อง โลกแฟนตาซีที่มีความโรแมนติกแต่ผสมเอกลักษณ์เฉพาะตัวแบบ “ฝรั่งเศส” เข้าไป

เนื้อหาถูกขับเน้นด้วยการให้ความสำคัญกับตัวละครเป็นศูนย์กลางเรื่องราว มันนำสูตรเก่าที่แฟนเกม JRPG คุ้นเคยมาปรับปรุงใหม่ เติมความร่วมสมัยลงไปอย่างมั่นใจ จนกลายเป็นเกม RPG ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและเอาชนะใจคนที่อาจจะเคยไม่ชอบเกมสไตล์ JRPG ได้สำเร็จ

ในแง่การนำเสนอ ตัวเกมโดดเด่นตั้งแต่วินาทีแรก งานภาพที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เต็มไปด้วยสไตล์และอารมณ์ผสานเข้ากับบทเพลงที่ทั้งไพเราะ ยิ่งใหญ่ และช่วยขับอารมณ์ฉากสำคัญได้อย่างทรงพลัง

ระบบการต่อสู้เองก็เป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญ การผสมผสานระหว่างเทิร์นเบสแบบดั้งเดิม เข้ากับการจับจังหวะและกดปุ่มแบบเรียลไทม์ในสไตล์เกมแอคชั่น ทำให้ทุกการต่อสู้ไม่น่าเบื่อ เปิดพื้นที่ให้ผู้เล่นได้แสดงฝีมือ แต่ก็สามารถปรับแต่งแผนการสู้ ปั้นตัวละครให้แกร่งได้ตามสไตล์เกม RPG เช่นเดิม

อย่างไรก็ตาม ทุกองค์ประกอบทางเทคนิคจะไม่มีความหมายเลย หากขาดเนื้อเรื่องที่ยอดเยี่ยมคู่กันมารองรับ

และนี่คือจุดที่ Clair Obscur: Expedition 33 โดดเด่นจนยากจะหาใครเทียบ ตัวเกมเล่าเรื่องราวที่ทั้งเจ็บปวด ลึกซึ้ง และจริงใจ ตัวละครทุกตัวโดดเด่น แม้จะมีจำนวนตัวละครน้อยแต่ทีมงานกลับใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่

โดยเฉพาะ Maelle และ Verso สองตัวละครหลักที่ทำหน้าที่เป็นแกนกลางของเรื่องราว สะท้อนธีมของความสูญเสีย ความรัก และการยอมรับความจริงของความตาย ผ่านการแสดงอันทรงพลังของ Jennifer English และ Ben Starr ที่ช่วยยกระดับบทสนทนาและอารมณ์ของเกมไปอีกขั้น

ทุกเหตุการณ์ในเกมดำเนินไปภายใต้เงาของ “Gommage” นาฬิกานับถอยหลังแห่งวันสิ้นสุด
ที่คอยย้ำเตือนอยู่ตลอดว่าเวลาของใครบางคนมีอยู่อย่างจำกัด
เป็นธีมหลักที่ฝังอยู่ในทุกการตัดสินใจของตัวละครและทุกความรู้สึกของผู้เล่น

Clair Obscur: Expedition 33 คือผลงานที่จัดเต็มในทุกมิติ ทั้งอารมณ์ งานภาพ งานเสียง และจังหวะการเล่าเรื่อง จนสามารถยืนเคียงข้างเกมฟอร์มยักษ์ระดับหัวแถวของอุตสาหกรรมได้อย่างสมศักดิ์ศรี

นั่นคือเหตุผลที่ Expedition 33 ไม่ได้แค่คว้ารางวัลมากมายในปีนี้จากสื่อหลายสำนัก จากนักรีวิวหลายคน

แต่มันชนะใจผู้เล่น และกลายเป็นหนึ่งในเกมที่ถูกพูดถึง และถูกจดจำมากที่สุดของปี 2025 อย่างแท้จริง


รวม Post ทั้งหมดแบบรายละเอียดแน่น ๆ บนเพจ Facebook ของเรา

การเปิดตัวงาน

ชวนโหวต Player’s Choice Award

อัลบั้มรวมผู้เข้าชิงสาขา Best of the Best

อัลบั้มรวมผู้เข้าชิงสาขา Best Narrative

อัลบั้มรวมผู้เข้าชิงสาขา Best Action

อัลบั้มรวมผู้เข้าชิงสาขา Best RPG

อัลบั้มรวมผู้เข้าชิงสาขา Best Horror

อัลบั้มรวมผู้เข้าชิงสาขา Best Independent Game

อัลบั้มรวมผู้เข้าชิงสาขา Best Multiplayer

อัลบั้มรวมผู้เข้าชิงสาขา Best Casual

อัลบั้มรวมผู้เข้าชิงสาขา Best Visual

อัลบั้มรวมผู้เข้าชิงสาขา Best Performance 

อัลบั้มรวมผู้เข้าชิงทั้งหมด 11 สาขา

ผู้โชคดีจากกิจกรรมร่วมโหวต Player’s Choice

ประกาศสุดยอดเกม Best of the Best 2025

โพสผู้ชนะรางวัล Player’s Choice

อัลบั้มรวมสรุปผู้ชนะทุกสาขา

วิดีโอสรุปผู้ชนะรางวัลทั้ง 11 สาขา

 

Nuttawut Apiratwarakul

โน้ต - Co-Founder / Editor-in-chief

Back to top