และถ้าจะมีเกมไหนที่ตอบโจทย์ความเป็นแอ็กชันที่สุด ปีนี้เราก็ต้องยกให้ “Hades II” กับการกลับมาของเกม Roguelike ระดับหัวจ่าย ที่ในภาคนี้ พวกเขาต่อยอดทุกอย่างให้ดีเยี่ยมขึ้นกว่าเดิม

เพราะสิ่งที่ Hades II มอบให้กับผู้เล่น นั่นคือประสบการณ์การเล่นที่เรียกได้ว่า “สนุกทุก Run” ไม่ว่าเราจะ Build ตัวละครไปทิศทางไหน จะผสมความสามารถของแต่ละทวยเทพ และพลิกแพลงใช้งานมันอย่างไร ก็ล้วนแต่ทำให้ตัวเอกของเราอย่าง Melinoë เก่งกาจไปในเวอร์ชันที่ไม่เคยซ้ำกัน
และเมื่อตัวละครของเรานั้น “สู้เก่ง” สามารถเก็บกวาดศัตรูที่แห่กันเข้ามาได้เป็นสิบเป็นร้อย ความรู้สึกที่เรากุมความได้เปรียบไว้ในสนามรบ ก็จะทำให้ผู้เล่นติดใจ ตานี้ไม่ผ่านไม่เป็นไร ตาหน้าค่อยลองใหม่ดูอีกที
เบื้องหลังความสนุกเหล่านี้ มาจากการออกแบบของทีมงาน Supergiant Games ที่พวกเขาต้องคิดมาอย่างดีว่าจะทำอย่างไรให้แต่ละ Boon (พลังของเหล่าทวยเทพในเกม) ดูมีความหมาย สามารถใช้งานได้จริง และชักชวนให้ผู้เล่นเปิดใจลองใช้มันโดยไม่ยึดติดกับอะไรเดิม ๆ
ขณะเดียวกัน จุดเด่นที่พวกเขาสืบทอดต่อมาจากเกมภาคแรก ก็คือการทำให้ “การกดปุ่มทุกครั้งนั้นมีความหมาย” ไม่ว่าจะเป็นจังหวะตอนโจมตี จังหวะหลบ ไปจนถึงการต่อคอมโบ เกมนี้ก็ใส่เอฟเฟคต์และสัมผัสที่มีความหนึบแน่น และไหลลื่นในแบบที่คอเกมแอ็กชันน่าจะต้องชอบกันทุกคน ซึ่งมันก็เป็นอย่างนั้นในแทบจะทุก Build และทุกอาวุธจริง ๆ
แม้แต่อาวุธระยะไกล เช่น Umbral Flames มันก็ยังมีจังหวะทำนองของมัน และทำให้ผู้เล่นรู้สึกสนุกไปกับการร่ายรำบนสนามรบ ซึ่งไม่ใช่แค่การคอยสแปมยิงลูกไฟใส่ศัตรูเพียงอย่างเดียว

อีกเหตุผลหนึ่งที่เรามองว่า Hades II กินขาดเอามาก ๆ ในด้านความเป็นเกมแอ็กชัน นั่นก็คือการนำเสนอเกมเพลย์ที่รวดเร็วฉับไว เร้าใจ แต่ในขณะเดียวกันมันก็ยัง “ดูรู้เรื่อง” ภายใต้ความโกลาหลที่ปรากฏบนหน้าจอ
นี่คือทักษะการสื่อสารที่เกมแอ็กชันหลาย ๆ เกมมักจะพลาด แต่ Hades II ทำได้ ด้วยความใส่ใจในรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น จะออกแบบฉากและศัตรูอย่างไร เลือกใช้โทนสีอย่างไรให้ดูได้ชัดเจน, ต้องทำลูกกระสุนหรือเอฟเฟคต์การโจมตีออกมาประมาณไหนให้ผู้เล่นรู้ชัดว่าสิ่งไหน “ปลอดภัย” หรือ “อันตราย” ทุกอย่างจึงออกมาดูแฟร์ และเมื่อผู้เล่นพลาดท่าพ่ายแพ้ สิ่งที่พวกเขาจะคิดก็คือ “เมื่อกี้เราเล่นพลาดไปตรงไหน” มากกว่าจะโทษตัวเกม
ด้วยแอ็กชันที่หนักแน่นและเข้มข้น พร้อมทั้งอาวุธแบบใหม่ ๆ , กลไกเมคานิกแบบใหม่ ๆ ที่เพิ่มความเป็นไปได้ขึ้นมาเยอะมาก
รวมไปถึงการควบคุมจังหวะของฉากแอ็กชัน รู้ว่าตอนไหนควรเดือด ตอนไหนควรแผ่วเพื่อให้ผู้เล่นได้พักหายใจ มีลีลาลวดลายในการลำดับความสนุกไปตั้งแต่ต้นจนจบเกม
เหตุผลเหล่านี้ จึงทำให้ Hades II คือเกมแอ็กชันยอดเยี่ยมสำหรับพวกเราในปี 2025 นี้ นี่คือประสบการณ์ “เกมฆ่า(ไททันแห่ง)เวลา” ที่สนุกสะใจในทุกครั้งที่ผู้เล่นเดินผ่านประตูออกไปบู๊ และเชื่อเหลือเกินว่ามันได้สร้างมาตรฐานใหม่ ๆ ไว้แล้วเรียบร้อย ให้เกม Rougelike ที่จะตามมาหลังจากนี้ไป











