GamingDose

Support

BY Nuttawut Apiratwarakul

ลองแล้วมาเล่า Dying Light: The Beast | หวนคืนสู่รูปแบบการเล่นที่หลายคนชื่นชอบ

DLB WEB 2
Views
ติดตามบน Google News
สารบัญ / Contents

Kyle Crane กลับมาใหม่ในแบบที่โหดและคลั่งมากกว่าเดิม

ก่อนการวางจำหน่ายจริงในเดือนกันยายนนี้ เราได้มีโอกาสลองเล่น Dying Light: The Beast เกมใหม่ล่าสุดจาก Techland ที่ต่อยอดจากซีรีส์ซอมบี้สุดฮิต Dying Light ซึ่งคราวนี้กลับมาในรูปแบบภาคแยกเต็มตัวหลังจากที่เดิมทีถูกวางแผนให้เป็นเพียง DLC ของ Dying Light 2

แม้จะไม่ใช่ภาคหลักเต็มตัว แต่ The Beast ถูกยกให้เป็นเหมือน “Dying Light 1.5” เพราะนอกจากจะพา Kyle Crane พระเอกจากภาคแรกกลับมาแล้ว ยังหยิบสิ่งที่แฟน ๆ ชื่นชอบจากเกมภาคแรกมาผสมกับระบบที่พัฒนามาจากภาคสอง กลายเป็นประสบการณ์ที่ทั้งสดใหม่และคุ้นเคยไปพร้อมกัน

หลังบินไปถึงเยอรมนีและมีโอกาสลองเล่นเดโมช่วงสั้น ๆ และต้องบอกเลยว่า นี่คือการกลับมาของซีรีส์ที่ทั้งคุ้นเคยและมีลูกเล่นใหม่ ๆ เพิ่มเข้ามา แม้จะไม่ใช่ภาคหลักเต็มตัว แต่ก็ถือว่าเป็น “spin-off” ที่แฟน ๆ ภาคดั้งเดิมน่าจะต้องชื่นชอบ

Dying Light The Beast Screenshot 01

จาก DLC สู่ Spin-off เต็มตัว

เดิมที The Beast ถูกวางแผนให้เป็น DLC ของ Dying Light 2 แต่สุดท้ายถูกขยายเป็นเกมแยกเดี่ยว จุดขายสำคัญคือการนำ Kyle Crane ตัวละครเอกจากภาคแรกกลับมาอีกครั้ง หลังจากเขาถูกจับตัวและถูกทดลองโดยนักวิทยาศาสตร์วิปริต จนได้รับพลังเหนือมนุษย์ที่ทำให้เขากลายเป็นต้าว “สัตว์ร้าย”

แม้พล็อตจะฟังดูเชยจัด ๆ และหลายเกมก็หยิบยกเนื้อหาสไตล์นี้มาเล่ากันเราชินตา แต่ก็คงปฎิเสธไม่ได้ว่ามันเข้ากับบรรยากาศของ Dying Light ได้อย่างลงตัว และหลังได้ลองทดสอบสั้น ๆ ก็ต้องบอกว่า The Beast นำเสนอเรื่องราวของ Kyle Crane ได้อย่างน่าสนใจเลยทีเดียว

ซึ่งก็ต้องขอบคุณที่ Roger Craig Smith ผู้ให้เสียง Kyle Crane จากภาคแรกกลับมาให้เสียงตัวละครนี้อีกครั้งให้แฟน ๆ ได้หายคิดถึง

Bloody screenshot 5

Gameplay ของภาคใหม่การผสมระหว่างความ Classic กับนวัตกรรม

หัวใจหลักของภาคแยกนี้คือสิ่งที่แฟน ๆ คุ้นเคยยัง เรียกได้ว่าใครที่ชื่นชอบเกมการเล่นของภาคแรกและอาจจะไม่ชอบสไตล์การนำเสนอในภาคสองน่าจะถูกใจเข้ามือกับการเล่นภาคนี้ได้ไม่ยาก

มันมีทั้ง

  • ระบบปาร์กัวร์ ที่ลื่นไหล กระโดด ปีนป่าย วิ่งข้ามหลังคา และ การต่อสู้ระยะประชิด ที่ทั้งหนักแน่นและดุเดือด ศัตรูปลิวกระแทกกำแพง อวัยวะขาดกระเด็น และอาวุธก็หลากหลาย ตั้งแต่ท่อเหล็กยันดาบโบราณ
    นอกจากนั้นยังมี ระบบใหม่ ๆ เข้ามา เช่น: Beast Mode เกจพลังที่เมื่อเต็มจะปลดปล่อย Kyle ให้แข็งแกร่งขึ้น ฟาดศัตรูอย่างดุราวกับสัตว์ร้าย (ชวนให้นึกถึงโหมด Rage ของ God of War)
  • ยานพาหนะ ที่เหมาะกับฉากใหม่ใน Caster Woods – พื้นที่กว้างแบบหมู่บ้านในหุบเขา ใช้รถช่วยให้เคลื่อนที่เร็วขึ้น หรือแม้แต่ขับไล่บดซอมบี้
  • อาวุธปืน ที่มีบทบาทมากขึ้น เพิ่มกลยุทธ์ใหม่ให้การเอาตัวรอด และ Flamethrower ที่กลายเป็นไฮไลท์ของเดโม โดยเฉพาะตอนกลางคืนที่ไฟลุกวูบวาบกลางความมืด

Bloody screenshot 3

ความท้าทายของการเอาตัวรอด

แม้จะมี Beast Mode และอาวุธใหม่ ๆ แต่แก่นของเกมยังคงคือ การเอาตัวรอด ไม่ใช่ Hack ‘n’ Slash ผู้เล่นต้องบริหารทรัพยากรให้ดี กระสุนและสตามิน่ามีจำกัด การใช้ปืนหรือทำเสียงดังเกินไปอาจดึงฝูงซอมบี้เข้ามาหา
โดยเฉพาะ ตอนกลางคืน ที่ Volatiles กลับมาไล่ล่า ความกดดันก็ยิ่งสูงขึ้น แม้ Crane จะมีพลังใหม่ แต่ทางเลือกที่ดีที่สุดยังคงเป็น “วิ่งหาที่ปลอดภัยให้ทันเวลา” ความรู้สึกนี้คือสิ่งที่ทำให้ซีรีส์ Dying Light แตกต่างจากเกมซอมบี้อื่น ๆ จริง ๆ

ในส่วนของการต่อสู้ด้วยอาวุธระยะประชิดก็ยังสนุกเหมือนเดิม ความสนุกของการ หั่น สับ บด และสาดกระสุนใส่เหล่าซอมบี้ยังสร้างความเพลิดเพลินใจได้เป็นอย่างดี

Bloody screenshot 4

Caster Woods: ฉากใหม่ที่สวย แต่ดูเก่า

ฉากใหม่อย่าง Caster Woods ได้แรงบันดาลใจจากหมู่บ้านภูเขาแถบยุโรป เต็มไปด้วยตรอกซอกซอยและพื้นที่แนวตั้งที่เหมาะกับการเล่นปาร์กัวร์ แต่ในขณะเดียวกัน จุดอ่อนที่เห็นชัดคือ กราฟิกที่เริ่มดูเก่า แม้จะมีรายละเอียดเล็ก ๆ อย่าง Easter Egg ซ่อนอยู่มากมาย แต่โดยรวมยังไม่สามารถเทียบกับมาตรฐานเกมยุคใหม่ได้
กล่าวคือ เกมเต็มไปด้วยบรรยากาศและรายละเอียด แต่ไม่มี “ก้าวกระโดด” ทางเทคโนโลยี

Bloody screenshot 2

ความประทับใจแรก: ภาคเสริมที่เติบโตเกิน DLC

หลังจากเล่นเดโมประมาณ 15–60 นาที ความรู้สึกที่ได้คือ Dying Light: The Beast ไม่ใช่การปฏิวัติ แต่เป็นการ “รวมข้อดีทั้งหมดของซีรีส์” แล้วเติมลูกเล่นใหม่เข้าไป
แฟน ๆ ภาคแรกจะดีใจที่ Kyle Crane กลับมา พร้อมระบบการเล่นที่คุ้นเคย

แฟน ๆ ภาคสองจะได้เรื่องราวที่เข้มข้นขึ้น อาวุธใหม่ และโหมดการเล่นที่โฟกัสกว่า

ส่วนใครที่หวังการอัปเกรดกราฟิกครั้งใหญ่ อาจรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย

สรุป

Dying Light: The Beast คือการผสมผสานระหว่างสิ่งที่แฟน ๆ รักและการเพิ่มสีสันใหม่ แม้ภาพอาจไม่ล้ำยุค แต่ด้วยการเคลื่อนไหวปาร์กัวร์สุดมันส์ การต่อสู้ที่หนักแน่น การเอาตัวรอดสุดกดดัน และ Beast Mode ที่เพิ่มความสะใจ เกมนี้ดูจะเป็นภาคแยกที่ “โตเกินกว่าจะเป็น DLC” อย่างแท้จริง

วันวางจำหน่าย19 กันยายน 2025 บน PS5, Xbox Series X|S และ PC เวอร์ชัน PS4 และ Xbox One จะตามมาภายในปลายปีนี้

 

Nuttawut Apiratwarakul

Nuttawut Apiratwarakul

ณัฐวุฒิ อภิรัตน์วรากุล (โน้ต) – ผู้ร่วมก่อตั้งและนักเขียนผู้หลงใหลในเกม RPG และเกมตระกูลดังจาก Blizzard ปัจจุบันติด Overwatch เข้าไส้

Related posts

Read More