GamingDose

Support

BY Nuttawut Apiratwarakul

จาก “Git Gud” สู่ “Let me solo her” : วิวัฒนาการของแฟนเกม Dark Souls ที่ท้าทายวัฒนธรรม Toxic

article web cover ggtoxic
Views
ติดตามบน Google News
สารบัญ / Contents

ย้อนเวลากลับไปยังปี 2009 หนึ่งในค่ายเกมที่มีประวัติศาสตร์อย่างยาวนานและแม้อาจจะยังไม่มีชื่อเสียงโด่งดังก้องโลกอย่างทุกวันนี้ FromSoftware ได้ปล่อยเกมแอ็คชั่น RPG นามว่า Demon’s Souls ลงสู่เครื่อง PlayStation 3

ตัวเกมนั้นสร้างความสับสนและท้อแท้ให้กับผู้เล่นแบบเต็มที่  และแม้ตัวเกมจะมีผู้ชื่นชอบจำนวนหนึ่งแต่โดยรวมกระแสของเกมก็ยังไม่ได้โด่งดัง จนกระทั่งการมาถึงของผลงานต่อมาอย่าง Dark Souls ในปี 2011 ที่ซีรีส์และเกมแนวนี้ได้ค่อย ๆ สะสมชื่อเสียงกลายเป็นตำนานมาจนถึงปัจจุบัน

ทั้งสองเกมโดดเด่นด้วยความยากมหาโหด ความลึกลับ และบรรยากาศที่หม่นหมองอย่างไม่ประนีประนอม ไม่เป็นการกล่าวเกินจริงเลยว่าเกมทั้งสองนี้ไม่เปิดรับผู้เล่นใหม่แม้แต่นิด

อย่างที่เล่ากันไป ในขณะที่ Demon’s Souls ยังคงเป็นที่นิยมแบบเฉพาะกลุ่มในหมู่ผู้เล่นระดับฮาร์ดคอร์ในยุคนั้น ตัวเกม Dark Souls กลับดึงดูดผู้เล่นในวงกว้างกว่ามาก และก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในวิดีโอเกมที่มีอิทธิพลมากที่สุดตลอดกาล มันถึงสร้างนิยามใหม่ของแนวเกมที่เรียกว่า “Soulslike”

การเล่นเกม Dark Souls รวมไปถึงการโต้ตอบในกลุ่มผู้เล่นได้กลายเป็นวัฒนธรรมย่อยของเกมออนไลน์ที่เติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงปี 2010

ในขณะที่เกมเมอร์ทั่วโลกสนุกกับเกมตระกูล Dark Souls และเกมแนวนี้ก็ถูกเปิดรับอย่างกว้างขวางในยุคปัจจุบัน แต่ถ้าย้อนเวลากลับไปในช่วงเริ่มแรก เกมตระกูลนี้มีสภาพแวดล้อมที่ไม่เปิดรับผู้เล่นใหม่เลยแม้แต่น้อยไม่ใช่ในแง่ของระบบการเล่น แต่เป็น “กลุ่มแฟนเกม” บนอินเทอร์เน็ตบางส่วนที่มักจะใช้มีมของ Dark Souls เพื่อล้อเลียนผู้เล่นใหม่ที่เข้ามาขอคำแนะนำในการเล่น หรือเมื่อมีใครออกมาบ่นว่าตัวเกมนั้นยากจนน่าท้อใจ

แต่เรื่องราวมันดันพลิกผัน เมื่อเกมที่ครั้งหนึ่งเคยถูกใช้เยาะเย้ยเกมเมอร์มือใหม่ กลับกลายเป็นพื้นที่พักใจของเกมเมอร์จำนวนมาก

วันนี้เราจะขอพาไปสำรวจเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวกัน

Dark Souls 3 0004

“Git Gud” 

เรื่องราวในจักรวาลเกม Dark Souls นั้นคลุมเครือและซับซ้อน แม้เกมจะขาดการเล่าเรื่องที่ชัดเจนและเป็นเส้นตรง แต่ตัวเกมก็ถูกชดเชยด้วยบรรยากาศที่หนักแน่น คุณคือคนนอกผู้เป็นอมตะที่ร่อนเร่อยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังของอาณาจักรที่ล่มสลาย ผ่านสงครามและความโกลาหลมาหลายชั่วอายุคนก่อนที่คุณจะมาถึง

ทุกย่างก้าวของคุณถูกคุกคามโดยเหล่า Undead ตัวอื่นๆ ที่สูญเสียความเป็นมนุษย์ไปนานแล้ว  มันเป็นเรื่องง่ายอย่างเหลือเชื่อที่จะตายใน Dark Souls (และหลายคนก็คงคุ้นเคยกับประโยค You Died You Died และ You Died)

ความยากของ Dark Souls ผสมผสานกับโทนที่รุนแรง ได้ส่งผลให้เกมนี้กลายเป็นเหมือนพิธีกรรมรับน้องสำหรับเกมเมอร์สาย Hardcore ในช่วงต้นยุคปี 2010  ยุคที่เว็บบอร์ดอย่าง 4chan และ Reddit กำลังเติบโต “Git gud” (ไปฝึกให้เก่งขึ้น) ซึ่งเป็นคำแนะนำเริ่มต้นสำหรับการเอาชีวิตรอดใน Dark Souls ได้ถูกนำไปใช้กับทุกแง่มุมของชีวิต

พูดง่าย ๆ ก็คือว่าในยุคแรกตัวเกม Dark Souls ถูกนำไปผูกกับไม่ใช่แค่แง่มุมของการพยายาม หรือ การต่อสู้เพื่อให้ประสบความสำเร็จ แต่ถูกนำไปใช้โดยเกมเมอร์สุดโต่งบางส่วน

ทำให้มันมีเส้นแบ่งที่บางมาก ๆ ระหว่างการตบบ่ามอบกำลังใจให้คนอื่นลุกขึ้นสู้พยายามอีกครั้ง กับการล้อเลียนฝีมือการเล่นเกมของผู้เล่นมือใหม่

bloodborne the old hunters

จากความมืดมิดสู่แสงสว่าง

แฟนเกมจำนวนมาก เริ่มทิ้งความเป็นพิษ Toxic ของตนเองไว้เบื้องหลัง พวกเขานำความรักใน Dark Souls ติดตัวไปด้วย ความรักเหล่านั้นยิ่งแพร่หลายมากขึ้นเมื่อเกมที่ตามมาของ FromSoft ประสบความสำเร็จในวงกว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Bloodborne และ Elden Ring

Bloodborne ดึงดูดผู้เล่นด้วยความรุนแรงที่สวยงามและเรื่องราวแนว Gothic ที่มีสไตล์เกี่ยวกับมนุษย์หมาป่า แวมไพร์ และนักบวชที่เสื่อมทราม

สไตล์ Gothic ของตัวละครได้ดึงดูดผู้เล่นที่หลากหลาย มีการสร้างแฟนอาร์ต เขียนแฟนฟิก และชื่นชมตัวละครที่แข็งแกร่งเหล่านั้น แฟนคลับ Bloodborne กลุ่มใหม่นี้ได้รับการต้อนรับเข้าสู่ Fandom ของ FromSoft โดยกลุ่มแฟน Dark Souls

ควบคู่ไปกับการมาถึงของวิดีโอคู่มือการเล่นเกมสมัครเล่นและวิดีโออธิบายเนื้อเรื่องหรือ Lore จำนวนมากบน YouTube

แฟน ๆ ของ FromSoft นำสิ่งที่ได้จากตัวเกมและเปลี่ยนมันให้กลายเป็นพลังเชิงบวก ตัวเกมถูกเชื่อมโยงกับการค้นหาตนเอง ความพยายาม และการ “ร่วมมือ” กันเพื่อเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่

YouTube video

หลายคนก็คุ้นเคยผลงานวิดีโอในตำนานของเราอย่าง “เกมยากสนุกตรงไหน ?”  ซึ่งก็สอดคล้องกับการนำเสนอในแง่มุมดังกล่าว

ด้วยการเปิดตัวของ Elden Ring ในช่วงล็อกดาวน์จาก Covid 19  ความนิยมของเกมแนว Soulslike ก็พุ่งทะยานอย่างรวดเร็ว มันกลายเป็นศูนย์รวมของงานศิลปะและมีมบนโซเชียลมีเดีย

กระแสสังคมได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม  จากความสับสนและความท้อแท้รวมไปถึงความเป็นพิษของกลุ่มแฟนเกมในยุค Dark Souls ผู้เล่นที่ได้สัมผัส Elden Ring ตอบสนองต่อบรรยากาศที่หม่นหมองและความยากอันโหดร้ายของเกมด้วยความปิติยินดีเป็นพลังงานเชิงบวก

แน่นอนว่าในช่วงต้น กระแสการโจมตีผู้เล่นหน้าใหม่ที่อาจจะเล่นเกมไม่เก่งก็ยังคงมีอยู่บ้างในเกมใหม่ ๆ ของ FromSoftware แต่กระแสหลักของกลุ่มแฟนเกมได้เปลี่ยนโฉมไปแล้วเรียบร้อย

Elden Ring Let Me Solo Her Set To Beat Malenia 1000 Times

Let Me Solo Her

Elden Ring นำเสนอเกมการเล่นที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น แม้แต่เหล่าทีมผู้สร้างทีมพัฒนาจาก FromSoftware เองก็ออกมาเอ่ยปากว่าพวกเขาใส่ลูกเล่นหลายอย่างเข้าไปในเกมเพื่อให้ผู้เล่น “สนุก” ไปกับเกมได้ง่ายยิ่งขึ้น ตัวเกมภาคนี้มาพร้อมตัวช่วยหลายอย่าง ทั้งการ Summon อสูรมาช่วยต่อสู้กับศัตรู การ Summon ผู้เล่นคนอื่น (ที่จริง ๆ ก็มีในเกมก่อน ๆ ของ FromSoftware อยู่แล้ว)

แม้จะมีกระแสต่อต้านอยู่บ้างจากแฟนเกมระดับ Hardcore ที่บอกว่าตัวเกมนั้นง่ายเกินไป หรือการเล่นเกมนี้จบแบบ “คนจริง” ต้องไม่ใช้อาวุธแบบนั้น ใช้เวทแบบนี้ ไม่ใช้การ Summon แต่กระแสผู้เล่นส่วนใหญ่ก็เปิดรับสไตล์การเล่นใหม่ ๆ ทั้งหมด

ผู้เล่นส่วนใหญ่ลงความเห็นว่าไม่ว่าคุณจะใช้วิธีไหน แต่การ “จบเกม” นี้ได้สำเร็จก็ถือว่าคุณประสบความสำเร็จในการผจญภัยครั้งนี้เรียบร้อยแล้ว

กระแสแง่บวกมาถึงจุดพีคหลังการมาถึงของผู้เล่นที่ใช้ชื่อว่า Let Me Solo Her ฮีโร่ผู้คอยช่วยเหลือผู้เล่นคนอื่น ๆ ในการปราบ “มาเลเนีย ดาบแห่งมิเคล่า” บอสที่หลายคนลงความเห็นว่ายากที่สุดในเกม

ผู้เล่น Let Me Solo Her เข้าช่วยเหลือผู้เล่นคนอื่น ด้วยการประกาศขอ “ใส่เดี่ยว” กับมาเลเนีย และกลายเป็นกระแสบนโลกอินเตอร์เน็ตอย่างรวดเร็ว ชื่อเสียงของเขานั้นโด่งดังจนแม้กระทั่งทีมงาน FromSoftware ก็ยังต้องออกมาให้การยอมรับ

Let Me Solo Her กลายเป็นสัญลักษณ์ของการช่วยเหลือผู้เล่นคนอื่นและความเก่งกาจในฝีมือการเล่นของเกม การถกเถียงในแง่ว่าการเล่นเกม Elden Ring แบบไหนถึงจะเรียกว่าใช้ฝีมือ “จบจริง” ก็ถูกลบเลือนให้หายไป

และล่าสุดเองผลงานอย่าง Elden Ring Nightreign ก็กลายเป็นเกม Co-op เต็มรูปแบบไปเสียแล้ว และผู้เล่นหลายคนก็ออกมาแบ่งปันประสบการณ์ดี ๆ ในการร่วมกันต่อสู้กับคนแปลกหน้าในทั่วโลก

Bonfire III

Bonfire กองไฟอันอบอุ่น

จริง ๆ เราก็อาจจะบอกได้ว่า ในที่สุด “ธีม” การผจญภัยฝ่าฟันอุปสรรคของเกมตระกูล Souls และ Elden Ring ก็เติบโตออกดอกออกผลในที่สุด ระบบการเล่นของเกมหลายส่วน อย่างการ Co-Op แบบไม่รู้จัก ไม่เห็นหน้า พูดคุยกันไม่ได้ ซึ่งคุณ Miyazaki ผู้กำกับของตัวเกมได้รับแรงบันดาลใจจากการช่วยเหลือกันของเหล่าคนแปลกหน้าในคืนหิมะตก ที่ช่วยกันดันรถคนหน้าตัวเองขึ้นเนินไปสำเร็จ มุ่งเน้นการร่วมมือร่วมใจของผู้เล่น

ตัวเกมนั้นแฝงไว้ด้วยความอบอุ่นของคนแปลกหน้าบนโลกอินเตอร์เน็ตมาโดยตลอด แม้ช่วงแรกความเป็นพิษของกลุ่มแฟนส่วนน้อยจะบดบังความอบอุ่นที่ตัวเกมมอบให้ แต่สังคมเกม เหล่าผู้เล่น และตัวเกมเองได้ผ่านการเติบโตจนโอบรับแก่นแท้ดั้งเดิมของตัวเกมได้สำเร็จ

กลุ่มแฟนเกม Dark Souls และ Elden Ring ได้กลายเป็นเหมือน “กองไฟอันอบอุ่น” (bonfire) ในโลกที่ยากลำบากและโหดร้าย พื้นที่ที่เคยเต็มไปด้วยบึงพิษสุด Toxic ได้ถูกเติมเต็มด้วยผู้คนที่เข้าใจแนวคิดหลักของ Dark Souls และมันก็คือ “การเปิดใจช่วยเหลือกัน” นั่นเอง

Nuttawut Apiratwarakul

Nuttawut Apiratwarakul

ณัฐวุฒิ อภิรัตน์วรากุล (โน้ต) – ผู้ร่วมก่อตั้งและนักเขียนผู้หลงใหลในเกม RPG และเกมตระกูลดังจาก Blizzard ปัจจุบันติด Overwatch เข้าไส้

Related posts

Read More