คนเถื่อนแดนสิงห์ สุดขีดของความใส่ใจและคุณภาพคือสิ่งที่เราสัมผัสได้จากทุกซอกทุกมุมของผลงานชิ้นนี้จาก Rockstar Games

มาตรฐานใหม่ของเกม Open World

ลองหลับตาแล้วนึกถึงผลงานศิลปะชิ้นหนึ่ง มันเป็นผลงานที่ผู้สร้างบรรจงสร้างสรรค์ ใส่ใจในทุกรายละเอียด เป็นผลงานที่คุณรู้ดีว่าศิลปินทุ่มเทแรงกายแรงใจใส่จิตวิญญาณลงไปภายใน เป็นผลงานที่สร้างขึ้นจากความเชี่ยวชาญและผู้สร้างรู้ดีว่าตนเองกำลังจะยกระดับมาตรฐานใหม่ให้กับวงการ

แล้วลองจินตนาการไปอีกขั้นว่างานศิลปะที่ผมบอกชิ้นนี้คือ “วีดีโอเกม” และนั่นก็คือนิยามของเกมที่มีชื่อว่า Red Dead Redemption 2 ผลงานชิ้นใหม่จากค่าย Rockstar Games ที่เกมเมอร์ทั่วโลกเฝ้าคอยมาหลายปี นี่คือเกมที่ยกระดับ “เกม” ไปอีกขั้น เป็นมาตรฐานใหม่ของเกม Open World ที่จะถูกพูดถึงไปอีกหลายปี มันอัดแน่นด้วยรายละเอียดและความใส่ใจจนเรียกได้ว่ายากที่จะพูดถึงให้ครบทุกมุมของเกม

แดงเดือดเลือดทรชน

ใครที่คิดว่า Red Dead Redemption 2 จะเป็นเกม Grand Theft Auto ที่เปลี่ยนจากยุคปัจจุบันมาเป็นยุคคาวบอยก็ขอให้โยนความคิดดังกล่าวทิ้งไปได้ทันที  นี่คือเรื่องราวของเหล่าทรชนที่เน้นความเข้มข้น เต็มไปด้วยเหล่าตัวละครที่มีแนวคิดและเป้าหมายของตนเอง

เรื่องราวในเกมเกิดขึ้นในช่วงปี 1899 (ก่อนเหตุการณ์ในเกม Red Dead Redemption ภาคแรก) เหล่าคนเถื่อนนอกกฎหมายของอเมริกากำลังถูกความเจริญของเทคโนโลยีและยุคสมัยใหม่เข้ามาขับไล่ วิถีชีวิตของคาวบอยแบบดั้งเดิมกำลังถูกท้าทายและเปลี่ยนแปลง เนื้อหาของเกมจะมีศูนย์กลางอยู่ที่แก๊งค์โจรของ Dutch Van der Linde โดยตัวเอกรับบทเป็นชายหนุ่มนาม Arthur Morgan สมาชิกคนสนิทของ Dutch Van der Linde

เนื้อหาของเกมจะพาคุณไปพบกับตัวละครที่น่าสนใจและปมประเด็นต่าง ๆ มากมาย โดยที่แกนเรื่องหลักก็อยู่ที่ความสัมพันธ์ของเหล่าสมาชิกในแก๊งค์ ต้องชื่นชมการเขียนบทและเทคโนโลยีของเกมที่ทำให้ตัวละครทุกตัวเหมือนเป็น “คน” จริง ๆ ส่งผลให้เรารู้สึกอินไปกับเหตุการณ์ทุกฉากที่เกิดขึ้นตรงหน้า ตัวละครทั้งสมาชิกกลุ่ม Van der Linde ไปจนถึงเหล่าตัวร้ายและคนทั่วไปที่คุณได้พบจะมีเอกลักษณ์น่าจดจำแทบทุกคน

ผมจะไม่ขอเล่าเนื้อหาอะไรมากไปกว่านี้เพื่อให้คุณได้ไปสัมผัสกับทุกอย่างด้วยตัวเองในเกม แต่บอกได้คำเดียวว่านี่เป็นเกม Rockstar Games ที่มีเนื้อหาเข้มข้นมากที่สุดเท่าที่มีมา และตีคู่สูสีกับเนื้อเรื่องของภาคหนึ่งมาเลย และเป็นเพราะเนื้อหาของภาคนี้เกิดขึ้นก่อนภาคแรกดังนั้นคุณไม่จำเป็นต้องเล่นภาคแรกมาก่อนก็สามารถสนุกกับ Red Dead Redemption 2 ได้ทันที (และผมเชื่อว่าหลายคนที่เล่นเกมภาคนี้จบจะรีบอยากไปหาภาคแรกมาเล่นเพื่อสานต่อเนื้อเรื่อง) ส่วนใครที่เคยเล่นเกมภาคแรกมาแล้วก็จะยิ่งอินกับเนื้อหาขึ้นไปอีกขั้น

แดนเถื่อนอันงามงด

งดงามและเต็มเปี่ยมไปด้วยรายละเอียดคือคำนิยามที่ดีที่สุดของโลก Open World ในเกม Red Dead Redemption 2 ทีมงาน Rockstar Games ใส่ใจในทุกรายละเอียดของโลกใบนี้ จะเป็นหิมะบนยอดหุบเขา ป่ารกที่มีเหล่าสัตว์อยู่อาศัย หรือภายในเมืองที่ผู้คนอาศัยอยู่ ทุกฉากเต็มเปี่ยมไปด้วยความงาม

นอกจากความสมจริงด้านภาพแล้ว โลกภายในเกมยังเต็มไปด้วยชีวิตชีวาจนทำให้เรารู้สึกว่าเรา “อยู่ในโลกจริง” มากกว่าจะเป็นเพียงแค่เกม และเพราะมันเป็นเหมือนโลกจริง ๆ ดังนั้นเวลาส่วนใหญ่ในเกมของคุณจะหมดไปกับการเดินทางชมวิวรอบกาย (ซึ่งจุดนี้เกมเมอร์ใจร้อนบางท่านอาจจะไม่ชอบ) แต่นอกการชมวิวแล้วตัวเกมยังเต็มไปด้วยกิจกรรมและฉากบู๊ให้คุณได้ลุย คุณสามารถทักทายหรือข่มขู่คนได้ทุกคน คุณอาจเจอกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันระหว่างการออกสำรวจโลกอันแสนกว้างใหญ่ เจอการปล้นรถไฟ เจอการยิงกันข้างทาง ยังไม่รวมไปถึงการล่าสัตว์ ตกปลา ทำกิจกรรมในเมือง พูดคุยกับผู้คน

และบอกได้เลยว่าคุณจะอยากออกสำรวจทุกมุมของโลกในเกม Red Dead Redemption 2 และคุณจะมีเรื่องเล่าและประสบการณ์โปรดที่คุณจะจดจำไปอีกนานจากการแค่ขี่ม้าไปมาในเกม

ใครที่คุ้นเคยกับเกม Open World เกมอื่นที่มีของสะสมให้คุณไล่เก็บ มีเป้าหมายชัดเจนให้คุณมุ่งหน้าไปคว้ามา บอกได้เลยว่า Red Dead Redemption 2 จะไม่ใช่เกม Open World แบบนั้น นี่คือเกมที่ปล่อยให้คุณดำดิ่งเข้าไปในโลกและให้คุณเล่นและทำในสิ่งที่คุณอยากทำจริง ๆ

ขณะที่เกมแนวนี้ส่วนใหญ่กิจกรรม Mini Game มักจะทำให้คุณรู้สึกว่ามันไม่สำคัญหรือไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาหลักของเกม แต่นี่เป็นปัญหาที่ไม่มีใน Red Dead Redemption 2 ทุกสิ่งที่คุณทำล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องและสำคัญไปหมดทุกอย่าง เป้าหมายหลักของเกมคือการเอาชีวิตรอดในโลกกว้างอันแสนโหดร้ายแม้ภารกิจหลักจะเกี่ยวเนื่องกับการปล้นครั้งใหญ่เพื่อหาเงิน แต่กิจกรรมเล็กน้อยอื่น ๆ ก็ล้วนทำให้คุณรู้สึกว่าคุณกำลังทำสิ่งที่มีคุณค่าจริง ๆ  แค่การออกไปขี่ม้าสำรวจป่าก็อาจพาคุณไปยังทิศทางหรือภารกิจที่คุณไม่คาดฝัน

คนโหดปืนระห่ำ

โครงสร้างของภารกิจหลักในเกมนี้ก็ยังคงรูปแบบเหมือนกับเกมอื่นจากค่าย Rockstar Games โดยภารกิจหลักส่วนใหญ่ก็จะเกี่ยวข้องกับการปล้นเป้าหมาย การดวลปืนกับฝูงศัตรู การช่วยเหลือตัวประกัน ฉากไล่ล่าสุดระทึก หรือฉากลอบเร้นเข้าทำภารกิจตามคำสั่ง แต่โดยรวมแล้วภารกิจหลักส่วนใหญ่จะส่งคุณไปยิงกับฝูงศัตรูและจัดการเป้าหมายให้หมดตามที่เกมกำหนด

เป็นที่น่าดีใจที่ระบบการต่อสู้ของเกมนั้นทั้งเล่นสนุกและดูสวยงามไปพร้อมกัน ตัวเกมมีอาวุธมากมายให้คุณเลือกใช้ (แต่ภารกิจหลักก็มีการบังคับเปลี่ยนปืนของคุณบางจุด) การเล็งยิงเป็นไปอย่างลื่นไหล ควันปืนและประกายไฟดูโดดเด่นชวนให้คุณอยากยิงเป้าหมายได้ไม่เบื่อ ตัวเกมมาพร้อมฉาก Slow Motion ให้คุณเห็นวินาทีสังหารแบบเต็ม ๆ ท่วงท่าการตายของเหล่าศัตรูก็มีความหลากหลาย ตัวเกมยังมาพร้อมความโหดขนาดที่คุณสามารถยิงชิ้นส่วนอวัยวะของศัตรูให้หลุดเป็นชิ้น ๆ ได้อีกด้วย (และละเอียดไปถึงขั้นที่คุณสามารถยิงหมวกให้หลุดออกจากหัวของศัตรูก็ยังได้)

ในเรื่องของการบังคับ คนที่ชอบการเคลื่อนที่แบบฉับไวอาจจะติดขัดอยู่บ้างในช่วงแรก แต่นอกจากการหลงไปกดปุ่ม “ปล้น” ชาวบ้านโดยไม่ตั้งใจในบางครั้ง โดยรวมแล้วตัวเกมไม่ได้มีปัญหาใด ๆ อีกสำหรับผม (และผู้เล่นที่มีสติอยู่กับตัวตลอดเวลาก็คงไม่เจอกับปัญหานี้)

ระบบ Dead Eye กลับมาอีกครั้งในภาคนี้ สำหรับใครที่ไม่ได้เล่นภาคแรก ความสามารถ Dead Eye ทำให้ตัวเกมเข้าสู่โหมด Slow Motion ให้เราเล็งยิงจัดการกับศัตรู โดยใน Red Dead Redemption 2 ระบบ Dead Eye ได้ถูกอัพเกรดไปอีกระดับภาคนี้คุณสามารถพัฒนาระดับขั้นของ Dead Eye ให้มีความสามารถที่ดียิ่งขึ้นได้

นอกจากระบบการต่อสู้ ตัวเกมยังมีระบบอื่นอีกมากมายหลายอัน ทั้งการอัพเกรดแคมป์ซึ่งนอกจากจะทำให้แคมป์ของคุณสวยงามมากขึ้นยังมาพร้อมประโยชน์ใช้สอยจริง ระบบความสัมพันธ์กับม้ายิ่งคุณสนิทสนมกับม้ามากแค่ไหนพวกมันก็จะมีความสามารถเพิ่มขึ้น ระบบค่าหัวและระบบค่าเกียรติยศของ Arthur ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามการกระทำของเรา จะเป็นโจรคุณธรรมอันทรงเกียรติหรือโจรโฉดฆ่าแหลกแจกกระสุน การกระทำของคุณจะส่งผลให้ผู้คนในโลกปฏิบัติกับคุณแตกต่างกันออกไป

แดนทมิฬสิ้นยุค

Red Dead Redemption 2 เป็นเกมที่มีเป้าหมายและแนวทางที่ชัดเจน มันไม่ได้เคารพว่าต้องป้อนความสนุกให้คุณทุกนาที มันไม่ได้ใส่ใจว่าระบบการเล่นต้องเรียบง่ายหรืออำนวยความสะดวกให้กับคุณ นี่คือเกมที่ก่อนที่คุณจะกินกาแฟได้คุณต้องเดินไปชงกาแฟ นี่เป็นเกมที่เมื่อคุณอยากจะไปที่ไหนคุณต้อง “เดินทาง” ไปที่นั่นด้วยตัวเองจริง ๆ

มันมีโลกอันแสนงดงาม มีเรื่องราวที่เข้มข้น มีระบบการเล่นที่ล้ำลึกและสนุกสนาน นี่คือผลงานของ Rockstar Games ที่สร้างด้วยหยาดเหงื่อและแรงใจ ทุกส่วนของเกมอัดแน่นด้วยความใส่ใจและรายละเอียด (ผมดูจะย้ำคำนี้มากแต่นั่นคือสิ่งที่ผมรู้สึกตลอดเวลาที่จอยและจิตใจจดจ่ออยู่กับเกมนี้)

ตัวเกมอาจจะมี “ปัญหา” เล็กน้อยอยู่บ้างในบางจุดอย่างเรื่องระบบความสมจริงของเกมที่อาจขัดใจบางคนหรือมุมกล้องและการควบคุมในบางจังหวะแต่ปัญหาเหล่านี้ถือได้ว่าเป็นปัญหาที่เล็กน้อยเอามาก ๆ เมื่อเทียบกับคุณภาพส่วนอื่นของตัวเกม

คุณน่าจะใช้เวลาประมาณ 60 – 70 ชั่วโมงในการจบเนื้อเรื่องหลักของเกม และหลังจบเกม Red Dead Redemption 2 ก็ยังมีกิจกรรมและพื้นที่มากมายให้คุณได้ไล่ออกสำรวจ ยังไม่รวมถึงโหมด Red Dead Online ที่จะถูกปล่อยตามหลังออกมาในเดือน พฤศจิกายน นี้ ซึ่งเรายังไม่รู้ว่าตัวโหมดจะมีอะไรเด็ดรอคอยเราอยู่

Red Dead Redemption 2 คือเรื่องราวสุดเข้มข้นของครอบครัว Van der Linde คือโลกอันงดงามกว้างใหญ่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา คือเกมที่สนุกมากด้วยระบบการเล่นอันหลากหลาย คือมาตรฐานใหม่ของเกม Open World ที่จะต้องถูกพูดถึงไปอีกนานแสนนาน

เกณฑ์การให้คะแนนรีวิวจาก GamingDose

**ขอขอบคุณ Rockstar Games สำหรับตัว Code ในการรีวิว**

10
เกมในตำนาน
มาตรฐานใหม่ของเกม Open World
สุดยอดผลงานชิ้นใหม่ของ Rockstar สมศักดิ์ศรีและคุ้มค่าการรอคอย หากคุณชื่นชอบเกมแนว Open World หรือต้องการเกมที่มีเนื้อเรื่องเข้มข้นและเนื้อหาอัดแน่นเต็มเปี่ยม ไม่มีเกมไหนที่จะเข้ามาเทียบชั้น Red Dead Redemption 2 ได้แล้วในตอนนี้ นี่ไม่ใช่แค่ว่าที่เกมแห่งปีแต่คือ "เกมแห่งยุค" ที่ต้องถูกพูดถึงไปอีกนาน
ข้อดี
เนื้อหาหลักเข้มข้นบีบหัวใจ
เนื้อหาอัดแน่นล้นด้วยคุณภาพ
สภาพแวดล้อมสุดงดงาม
ข้อด้อย
สมจริงจนอาจทำให้บางคนหงุดหงิด

Jokeboy

โน้ต – Co-Founder / Editor-in-chief

บทความที่เกี่ยวข้อง