Review: Call of Duty Modern Warfare


รีบูทกันใหม่กับภาคอันดับหนึ่งในใจแฟน ๆ Call of Duty มันจะยอดเยี่ยมสมการรอคอยหรือเปล่า เชิญติดตามกันใน Review ตัวนี้

Story

เพื่อไม่ให้เป็นการสปอยล์กันมาก ขอสรุปให้สั้น ๆ ว่า นี่คือสงครามต่อต้านการก่อการร้ายเช่นเดียวกับที่เราเคยเห็นในไตรภาคต้นฉบับ มันจะเป็นเรื่องราวของทหารกลุ่มหนึ่งที่จะต้องร่วมมือกันฝ่าภารกิจไปทั่วโลก โดยเหตุการณ์ในภาคนี้จะอยู่ในช่วงยุคปัจจุบัน ปี ค.ศ. 2019 นี่เอง แต่เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ให้ท่านผู้อ่านไปสัมผัสด้วยตัวเองจะเป็นการดีที่สุด 

ในขณะที่ไตรภาคต้นฉบับจะเป็นเหมือนกับภาพยนตร์สงครามยิ่งใหญ่อลังการ แต่ Modern Warfare ภาคนี้ จะเป็นเหมือนภาพยนตร์แนวหน่วยปฏิบัติการพิเศษ การต่อสู้ในแต่ละฉากจะไม่ได้มีศัตรูเป็นร้อยวิ่งดาหน้ามาให้เรายิงเสมอไป แต่มันจะให้ความรู้สึกของการเป็นหน่วยรบพิเศษจริง ๆ ที่เข้ามาทำภารกิจตามที่ได้รับมอบหมาย และด้วยความที่ทุกอย่างดูสมจริง เข้าถึงได้ ทำให้เราอินไปกับฉากเหตุการณ์ได้ดีกว่าภาคก่อน ๆ  ยิ่งบวกกับความเข้มข้นในการโชว์ความโหดร้ายแบบไม่กลัวเสียงวิจารณ์ พูดได้เลยว่านี่คือโหมดเนื้อเรื่องที่ต้องลองสัมผัสซักครั้งหนึ่ง

และ Modern Warfare ก็ยังรักษาเอกลักษณ์เดิมที่เคยทำเอาไว้ในภาคก่อน ๆ แถมทำให้มันดียิ่งขึ้นไปอีก นั่นคือการปูพื้นฐานของตัวละคร ถึงจะเป็นตัวละครหน้าใหม่ที่เราเพิ่งจะเคยเห็น แต่เราก็จะรู้สึกผูกพันไม่ต่างกับเหล่าสหายร่วมศึกจากไตรภาคที่แล้ว และถ้าใครเคยผ่าน Modern Warfare ไตรภาคต้นฉบับ ก็จะได้เห็นการอ้างอิงถึงตัวละครหน้าเก่าในดวงใจ ที่เป็นแฟนเซอร์วิสกันพอหอมปากหอมคอ แต่ถึงจะเล่นภาคนี้เป็นภาคแรกมันก็ยังเป็นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมอยู่ดี แถมเรื่องราวในภาคนี้มันคือการเปิดจักรวาลใหม่ที่น่าจะสานต่อได้อย่างยอดเยี่ยมเลยทีเดียว 

จะมีข้อเสียอย่างเดียวนั่นคือ เกมมันสั้นไปหน่อย แม้ว่าเนื้อเรื่องโดยรวมจะยังดำเนินตามขนบธรรมเนียมของ Modern Warfare ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่กว่าเดิมมาก แต่ความเข้มข้นของฉากต่อฉากที่พาให้เรานั่งเล่นยาว ๆ จนวางแทบไม่ลง ทำให้ความยาว 4 ชั่วโมง ตามมาตรฐานของ Call of Duty ดูน้อยเกินไปเลย 

 

Presentation   

ตามที่เล่าถึงในช่วงเนื้อเรื่อง สงครามของภาคนี้จะไม่ได้ยิ่งใหญ่อลังการแบบในไตรภาคที่ผ่านมา ทำให้การนำเสนอฉากจะเป็นอะไรที่ดูใกล้ตัวเรามากขึ้น ถึงจะไม่มีฉากนิวเคลียร์ระเบิดกลางเมืองตะวันออกกลาง แต่มันก็มีอะไรที่น่ากลัวไม่แพ้กัน เพราะการนำเสนอที่เน้นสมจริงยิ่งกว่า Call of Duty ภาคไหน ๆ มันเลยทำให้เราเข้าใจความรู้สึกของตัวละครอยู่เสมอ

แต่ถ้าเกิดว่าใครเคยดูภาพยนตร์แนวทหารในช่วง 4-5 ปี ที่ผ่านมา แน่นอนว่าเราจะได้เห็นการอ้างอิงที่เอามาใช้กันแบบชัดเจนมาก ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับในภาคต้นฉบับที่ยกหลายฉากจากภาพยนตร์ดังมาใช้แบบโต้ง ๆ แต่เพื่อไม่เป็นการสปอยล์ ทางเราก็ขออุบไว้ก่อนแล้วกันว่าเขายกมาจากเรื่องอะไรบ้าง 

ในด้านของอนิเมชั่น กับเสียงประกอบ ผู้เล่นหลายคนจะชอบบ่นว่าปืนของ Call of Duty ไม่ค่อยมีความสะใจในการยิงเท่าที่ควร ทั้งท่วงท่าในการใช้ปืน กับเสียงเอฟเฟคต่างให้ความรู้สึกเบาโหวงมาตลอด แต่กับภาคนี้ เราจะรู้สึกได้ถึงความดุดัน ทรงพลัง ตั้งแต่ปืนพกยันเครื่องยิงจรวด ด้วยการสร้างอนิเมชั่นแบบ Tier 1 ที่เน้นให้ตัวละครของเราเป็นพวกชำนาญการใช้ปืนระดับมืออาชีพ แถมด้วยเสียงเอฟเฟคที่ดุดันไม่ต่างกับตัวปืน ทำให้ทุกการปะทะดูพลุ่งพล่านอย่างที่สุด และมันไม่ใช่แค่เสียงปืนของเราเอง ทั้งเสียงปืนข้าศึกที่ยิงใส่ เสียงกระสุนตัดอากาศ คือต่อให้เล่นแบบปิดเสียงเพลงประกอบ มันก็ยังเป็นประสบการณ์ที่สุดยอดอยู่ดี (หรืออาจจะดียิ่งกว่าก็ได้)

นอกจากโหมดเนื้อเรื่องความยาว 4 ชั่วโมง ยังมีโหมด Multiplayer กับโหมด co-op ในส่วนของ Multiplayer จะมีโหมดการเล่นที่รองรับผู้เล่นหลายแบบ ถ้าใครชอบโหมดปกติที่มีในทุกภาคมันก็ยังอยู่ครบทุกโหมด แต่ถ้าคุณอยากจะวิ่งยิ่งกันในสเกลที่ใหญ่ขึ้น เกมก็มีโหมด 20 คน ที่เดือดขึ้นกว่าเดิม (โดยปกติ Call of Duty จะเล่นกันที่ 12 คน) และถ้ายังไม่สะใจพอ ก็ขอเชิญพบกับ Ground War ที่มาเพื่อแข่งกับ Battlefield เลยทีเดียว มันจะมีผู้เล่นถึง 64 คน บนแผนที่ขนาดยักษ์ พร้อมกับยานพาหนะให้แต่ละฝั่งเอาออกมาซัดกัน

แต่ถ้าคุณอยากได้ความ Competitive วัดฝีมือกันช็อตต่อช็อต เกมก็มีโหมด Gun Fight ที่ให้เราสู้กันแบบฝั่งละ 2 คน หรืออย่าง Cyber Attack ที่เป็นโหมด Search and Destroy แนวใหม่ คือไม่ว่าคุณจะเป็นผู้เล่นแบบไหน เป็นพวกเน้นยิงเรื่อย ๆ ไม่คิดมาก หรืออยากเล่นเกมที่ต้องเล่น Objective กันบ้าง หรืออยากจะซีเรียสระดับแข่ง E-Sport กันเลย โหมด Multiplayer ของ Modern Warfare ก็พร้อมรองรับทุกคน 

ส่วนโหมด co-op ของภาคนี้ มันจะไม่เหมือนกับโหมด spec-ops ในภาคต้นฉบับ แต่มันจะเป็นโหมดที่คล้ายกับ Extinction ของภาค Ghost นั่นคือผู้เล่นทั้ง 4 คน จะต้องตะลุยภารกิจไปด้วยกัน เพียงแต่ว่ามันจะไม่ใช่การป้องกันสว่านสุดน่าเบื่ออีกแล้ว ภารกิจที่เราจะได้เจอมันจะยากขึ้นเรื่อย ๆ คุณต้องใช้ความสามัคคีกับฝีมือการเล่นที่สูงพอตัว

ในขณะนี้ภารกิจของโหมด co-op จะมีอยู่ 4 มิชชั่น และยังมีโหมด Special-ops classic ที่ให้เราได้สู้กับศัตรูเป็น Wave เหมือนกับในภาคต้นฉบับ และเราขอย้ำอีกหนึ่งข่าวดีสำหรับใครที่ยังไม่รู้ นั่นคือบรรดาโหมดใหม่ แผนที่ใหม่ เราไม่ต้องซื้อเป็น DLC อีกแล้ว ในภาคนี้ทุกคนจะได้รับการอัพเดตของใหม่เรื่อย ๆ ฟรี เพราะฉะนั้นถ้าใครคิดว่าของที่มีอยู่ในเกมตอนนี้ยังไม่เยอะพอ ในอนาคตจะมีการอัพเดตคอนเท็นต์เพิ่มให้อย่างแน่นอน  

ระบบ Progression ก็เป็นอีกอย่างหนึ่งที่จะดึงให้คุณเล่นมันไปได้นานขึ้นอีก การตกแต่งปืนในภาคนี้ เรียกได้ว่าเอาให้สะใจ มันไม่ใช่แค่การใส่กล้อง ติด Perk ติด Grip เหมือนที่ผ่านมา แต่คุณจะได้ถอดประกอบชิ้นส่วนจนมันกลายเป็นปืนกระบอกใหม่ไปเลย ลำกล้อง ปากกระบอก พานท้าย ด้ามจับ ทุกอย่างสามารถเอามาใส่ผสมกันได้ และการจะได้ของตกแต่งอาวุธแต่ละชิ้น คุณต้องใช้ปืนกระบอกนั้นในการทำแต้มเพื่ออัพเลเวล

นี่คือจุดที่จะทำให้คุณติดพันจนแทบไม่หลับไม่นอน อย่างช่วงที่เราปลดของไปได้ระดับนึงแล้ว เกมก็จะมีการใบ้ให้ว่าถ้าเลเวลเราสูงกว่านี้ เราจะได้อะไรมาเพิ่มอีก ทำให้บางทีเราก็ว่าจะเลิกเล่นอยู่แล้ว กลายเป็นต้องขออีกซักเกมสองเกมทุกที และอีกอย่างคือ ทั้งโหมด Multiplayer กับโหมด co-op จะใช้ Progression ร่วมกัน นั่นคือบรรดาอาวุธที่คุณปลดล็อค ตกแต่ง ใช้จนถนัดมือ คุณสามารถเอาไปลุยได้ทั้งกับคนและบอท โดยที่ยังได้แต้มในการอัพเลเวลขึ้นเรื่อย ๆ 

เยอะ หลากหลาย ติดพัน และฟรี… เรียกได้ว่านี่คือ Call of Duty ในอุดมคติเลยทีเดียว แต่จะมีเรื่องนึงที่ถือเป็นความแสบนิด ๆ คือในการปลดล็อคของแต่งปืนแต่ละกระบอก มันจะไม่ยอมให้ของแต่งที่ช่วยอุดจุดอ่อนของปืนนั้นง่าย ๆ อย่างเช่นปืนกระบอกหนึ่งจะมีข้อเสียในเรื่องความแรง บรรดาของแต่งที่เพิ่ม Damage ก็จะไปอยู่ช่วงท้ายของเลเวลปืนนั้น พาให้เราต้องเล่นยับ ๆ Grinding เข้าไป กว่าจะได้ของที่เราอยากได้ก็ใช้เวลากับปืนกระบอกนั้นร่วม 3-4 ชั่วโมง ถึงจะแสบแต่ก็ไม่น่าเรียกว่าเป็นข้อเสีย เพราะถ้าเราแต่งปืนให้เทพได้เร็วก็คงไม่มีเหตุผลให้เราทุ่มเวลากับมัน

 

Gameplay 

เห็น Gameplay ครั้งแรกเราก็แทบไม่รู้สึกว่านี่คือ Call of Duty ท่วงท่าการวิ่ง การยกเล็ง การใช้กำบัง ดูเหมือนเกมแนว Tactical-based shooter กันเลย แต่พอได้เราได้ลองสัมผัสถึงเข้าใจว่ามันก็ยังเป็น Call of Duty อยู่เหมือนเดิม ไม่ได้เล่นยากอย่างที่คิด ถ้าใครมีประสบการณ์จากภาคก่อน ๆ ก็ยังใช้ได้กับภาคนี้ 

คุณจะได้เจอลูกเล่นใหม่ ๆ อย่างเช่นการเติมกระสุนระหว่างยกปืนเล็ง (Aim Down Sight Reload) ปืนทุกกระบอกในภาคนี้ ในจังหวะที่กระสุนหมดคุณไม่จำเป็นต้องออกจากการยกเล็งเสมอไป ตัวละครของเราสามารถเติมกระสุนเข้าปืนได้ทั้งที่ยังยกปืนประทับเล็ง หรือระบบการ Mount หรือการเอาปืนพาดกับที่กำบัง มันคือการแอบยิงจากกำบังที่เมื่อก่อนจะเป็นการกดเล็งเพื่อเอียงตัวออกไป แต่ในภาคนี้มันเป็นมากกว่านั้น นอกจากคุณจะโผล่หน้าออกไปเพียงนิดเดียว มันยังเป็นการเอาปืนพาดไว้กับกำบังทำให้ในจังหวะนั้นปืนจะยิงได้นิ่งเหมือนกับการตั้งขาทราย ซึ่งถ้าคุณใช้อย่างคล่องแคล่วร่วมกับการสไลด์ คุณจะสามารถรุกคืบเข้าหาศัตรูแบบ cover-to-cover อย่างลื่นไหล

และในการดีไซน์เกมการเล่นของโหมดเนื้อเรื่อง ก็เป็นอะไรที่สมควรทำมานานแล้ว ปกติ Call of Duty จะชอบใช้ระบบ กองทัพมนุษย์โคลนนิ่ง ในบางจุดที่คุณต้องรุกคืบเข้าหาเป้าหมาย ถ้าเกิดว่าคุณยิงศัตรูตายหมดแต่ยังเข้าไปไม่ถึงจุดหมาย ศัตรูจะเกิดออกมาใหม่เรื่อย ๆ ไม่จบไม่สิ้น ซึ่งในภาคนี้ มันจะไม่ใช่แบบนั้น

ในฉากที่คุณต้องฝ่าศัตรูเข้าหาเป้าหมาย มันจะมีศัตรูในจำนวนที่ถูกจำกัดไว้แล้ว ถ้าหากคุณฆ่าหมดก็คือหมด ไม่มีเกิดเพิ่มมาอีก ยกเว้นว่าคุณจะเดินผ่านช่วงสคริปท์รอบใหม่ ช่วยให้การเล่นในระดับความยากสูง ๆ ยิ่งสนุกและแฟร์มากขึ้น  แต่ก็อย่าลืมว่าภาคนี้ เราจะไม่ได้ยิงแหลกแจกกระสุนกันอย่างเดียว ในบางฉากคุณจะได้เจอเกมการเล่นแบบใหม่ที่ไม่เคยมีใน Call of Duty ก็ขอย้ำคำเดิมว่า ลองเล่นเองดีที่สุด 

แต่ยังไงก็ต้องขอติในเรื่องของ AI เพื่อนและศัตรู ที่ยังไม่ดีขึ้นจากภาคก่อน ๆ ในหลายฉากเรายังเห็นเพื่อนเรากับศัตรู วิ่งมามองหน้ากันแบบงง ๆ หรือที่แย่ที่สุด คือปล่อยให้ศัตรูเดินมายิงหลังเราได้ ซึ่งมันก็น้อยลงหากเทียบกับที่ภาคผ่านมา แต่มันก็เป็นสิ่งที่เราเห็นใน Call of Duty มาร่วม 10 ปีเข้าไปแล้ว

ในด้าน Multiplayer ถ้าหากใครเคยผ่านภาค WW2 มาก่อน ระบบการเล่นในภาคนี้ก็จะมีความคล้ายกันนิดนึง การยิงปืนโดยที่ไม่ใส่ปลอกเก็บเสียงจะไม่ทำให้ตัวเราแสดงเป็นจุดใน Mini-map แต่เราจะไปแสดงเป็นจุดในช่องเข็มทิศของฝั่งศัตรู นั่นคือเป็นการบอกแค่ทิศทางเสียงเท่านั้น ส่วนระบบคลาส หรือสกิลอัลติเมท จะไม่มีอีกต่อไป แต่เราจะได้อย่างอื่นเข้ามาแทน โดยมันจะเรียกว่า Field Upgrades ระบบของ Field Upgrades จะใกล้เคียงกับการใช้สกิลที่ต้องรอชาร์จจนเต็มแล้วค่อยกดใช้

แต่ในภาคนี้มันจะเป็นแค่การใช้อุปกรณ์พิเศษ อย่างเช่น กล่องกระสุน โดรนสอดแนม หรือโล่กำบัง ซึ่งถือเป็นไอเดียที่น่าสนใจมาก เพราะมันไม่ใช่การใช้สกิลเหนือมนุษย์ แต่มันเป็นการเสริมพลังชั่วคราวหรือช่วยสนับสนุนเพื่อนร่วมทีมก็ได้ และ Perk บางอย่างที่เคยเป็นของตาย อย่าง Stopping Power ก็ถูกแปลงให้มาเป็นการกด Field Upgrades ที่ต้องรอชาร์จใหม่ ทำให้มันเป็นลูกเล่นที่ลงตัวกับภาคนี้

แต่เกมการเล่นโดยรวมก็ยังเป็น Modern Warfare อย่างที่หลายคนเคยผ่านมาก่อน มันคือเกมที่ยิงกันตายเร็วมาก Time To Kill สูงทะลุเพดานบิน ผู้เล่นมหาเทพที่ Kill จนได้ kill streak สุดโหดก็จะกดทับชีวิตของ noob อีกฝั่งไม่ให้ผุดให้เกิดกันไปเลย ซึ่งถ้าใครไม่ถูกกับแนวทางของ Call of Duty อยู่แล้ว ก็คงจะไม่ไหวกับเกมนี้ แต่ถ้าคุณชอบสไตล์นี้ คุณคงจะถูกใจภาคนี้อย่างมาก

และในด้านดีไซน์แผนที่ ก็ถือเป็นอีกจุดที่ว่าถ้าใครไม่ชอบก็เกลียดไปเลย หลังจากที่แฟน ๆ บ่นกันในเรื่องของดีไซน์แผนที่แบบเป็นเลน กลาง ขวา ซ้าย มาในภาคนี้ เราจะได้เห็นรูปแบบที่หลากหลายขึ้น แผนที่ในรูปแบบเลนก็ยังมีอยู่ แต่นอกจากนั้นคุณจะได้เจอแผนที่แบบ Modern Warfare ยุคแรก ที่บรรดาตึก หน้าต่าง หลังคา สามารถปีนขึ้นไปซุ่ม ปีนขึ้นไปดัก มันเลยเอื้อให้เกิดมหกรรมแห่งการ Camping 

ด้วยความที่ระบบเกมอย่างการ Mount ปืนกับที่กำบัง บวกกับดีไซน์ฉากที่เอื้อให้คนดักชนะง่ายมาก เลยไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเป็นแบบนี้ ถ้าเกิดว่าใครเคยหัวร้อนกับเหล่า Camper ดักซุ่มในเกมอื่น มาเจอเกมนี้คุณจะไม่บ่นเรื่อง Camper ในเกมอื่นอีกเลย (เพราะอันนี้หนักสุด) แต่ถ้ามองกันในด้านของความหลากหลาย นี่ก็น่าจะตอบโจทย์เหล่าแฟน ๆ ได้ดีกว่าที่ผ่านมา 

กับอีกเรื่องที่น่าจะเป็นปัญหาปกติของเกม Multiplayer นั่นคือเรื่องของบาลานซ์ ในช่วงแรกของเกมแน่นอนว่ามันจะต้องมีอาวุธบางอย่างที่ยังไม่สมดุล อย่างในช่วงนี้ก็คงไม่อาวุธชิ้นไหนจะดีไปกว่า M4A1 ด้วยความที่มันดีเกินหน้าปืนทุกกระบอกทำให้ไม่ค่อยมีใครใช้ปืนอื่นกันเลย ซึ่งจริง ๆ ก็ต้องขอชมอย่างนึงว่า อย่างน้อยภาคนี้ก็ไม่มีอาวุธที่เป็นมะเร็ง (เช่นอาวุธ Akimbo ทั้งหลาย..) อย่าง M4A1 ในตอนนี้ มันก็ไม่ได้เป็นอะไรที่ Overpower แค่ว่ามันดีจนปืนอื่นไม่น่าใช้ กว่าเราจะปลดล็อคอาวุธอื่นที่ดีพอจะต่อกรกับมันได้ก็ต้องใช้เวลาเกินความจำเป็น เพราะฉะนั้นการปรับบาลานซ์ก็ยังเป็นอะไรที่เราต้องดูกันในระยะยาว

ส่วนในโหมด co-op ถ้าหากว่าคุณชอบเกมการเล่นของโหมดซอมบี้ในภาคอื่น ๆ ก็เป็นไปได้ว่าคุณอาจจะไม่ชอบ co-op ของภาคนี้ เพราะระดับเสกลการเผชิญหน้ามันจะเยอะระดับเดียวกับซอมบี้เลย แต่เป็นศัตรูที่ถือปืนแทน ซึ่งบางคนอาจจะรู้สึกว่ามันจะดูแปลกชอบกล และระดับความโหดในการยิงของพวกมันก็ไม่ใช่เล่น ๆ ถ้าคุณเคยผ่านโหมด spec-ops ใน Modern Warfare 2 และ 3 มาก่อน มันคือความยากระดับเดียวกันเลย แต่เปลี่ยนมาอยู่ในแผนที่ขนาดใหญ่ที่คุณจะถูกล้อมได้จากทุกสารทิศ แต่ถ้าคุณมีเพื่อนร่วมทีมที่เป็นงาน ช่วยกันผ่าน ช่วยกันยิง ช่วยกัน support มันคือหนึ่งในประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมของภาคนี้เลย 

โดยรวมแล้ว เกมการเล่นของ Modern Warfare แม้จะไม่ได้แปลกใหม่กว่าเดิมมาก แต่ความสนุก เร้าใจ ความลื่นไหลในการเล่น ก็เป็นอะไรที่สดใหม่และก็น่าจะเป็นประสบการณ์เกมยิงที่ดีที่สุดของปีนี้เลย  

 

Performance

อีกหนึ่งจุดที่ทำให้ภาคนี้ดูไม่เหมือน Call of Duty ที่เรารู้จัก นั่นคือการยกเครื่องเอนจิ้นใหม่หมด ที่ผ่านมาเราจะเห็นแสงเงา น้ำหนักฟิสิกส์ อนิเมชั่น ที่ดูคล้ายกันทุกภาค แต่มาคราวนี้มันดูเป็นเกมใหม่ไปเลย และที่สำคัญคือมันสวยงามอลังการอย่างมาก ซึ่งทั้งภาพและเสียงเราคงไม่ต้องพูดอะไรกันมาก เพราะมันตามมาตรฐานของเกมปี 2019 อยู่แล้ว

ที่น่าประทับใจอีกเรื่องนั่นคือการปรับแต่งภายใน Option ถ้าใครยังติดภาพพจน์ว่า Call of Duty เวอร์ชั่น PC คือเกมพอร์ทของเวอร์ชั่นคอนโซล คุณอาจจะต้องปรับความเข้าใจใหม่ เพราะ Call of Duty ในช่วง 2 ปีมานี้ มันคือเกม PC ที่ผ่านการ Optimize มาอย่างเต็มรูปแบบ การปรับแต่งที่เราทำได้ละเอียดมาก  ซึ่งในจุดนี้ Modern Warfare ก็ยังทำได้ดีเหมือนเดิม 

ในด้านปัญหาบนเครื่อง PC ที่หลายคนเจออาการเกมล่ม เกมค้าง ทางเราก็ได้พบกับปัญหานี้แตกต่างกันไป ซึ่งมันน่าจะเป็นปัญหาที่ OS ของแต่ละเครื่อง เพราะเครื่อง PC ที่ใช้ในการรีวิว ก็เพิ่งจะผ่านการล้างเครื่องไปไม่นาน ทำให้เราไม่พบกับปัญหาเกมล่มแต่อย่างใด แต่ในจุดที่เป็นปัญหาจริง ๆ คือฉากคัทซีนระหว่างเกมที่กระตุก ด้วยความที่เกมจะทำการโหลดฉากใหม่พร้อมกับการเล่นวิดีโอคัทซีน ภาพระหว่างวิดีโอก็เลยกระตุกจนทำให้เสียงตามภาพไม่ทัน ทำให้อารมณ์สะดุดอยู่บ้าง

กับปัญหาอีกอย่างที่เป็นเรื่องของ UI Head-Ups Display ที่บางทีก็เกิดบั๊คไอคอนติดค้างอยู่หน้าจอ หรือที่แย่ที่สุดคือบั๊คสวมหมวก Juggernaut ตลอดเวลาในโหมด co-op ที่ทำให้เล่นลำบากมาก ก็ยังดีที่ว่ามันไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย แต่เกิดขึ้นทีก็น่ารำคาญใช่เล่น

อีกเรื่องนึงที่อาจจะไม่ใช่ข้อเสีย แต่น่าจะเป็นอะไรที่เราควรจะทำได้ นั่นคือการขอเลือกแพลตฟอร์มที่เราอยากจะเล่นด้วย ด้วยความที่ภาคนี้มีระบบ Crossplay ที่เปิดโอกาสให้เราไปเจอกับผู้เล่นบนเครื่องอื่น ซึ่งเราสามารถเปิด-ปิดลูกเล่นนี้ได้ แต่ในตอนที่เราลองต่อจอยเกมกับเครื่อง PC แล้วกดหาห้อง เกมก็ยังพาให้เราไปเจอกับชาว PC ที่ใช้ เมาส์-คีย์บอร์ด อยู่ดี

ซึ่งก็น่าแปลกเพราะในช่วงเบต้า พวกเราได้ลองต่อจอยเล่นบนเวอร์ชั่น PC เราก็ได้เจอกับผู้เล่นบน PS4 ล้วน ๆ แต่ในเกมเต็มกลับไม่ใช่แบบนั้น ซึ่งถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้ระบบแยกผู้เล่นที่ใช้การควบคุมใกล้เคียงกันกว่านี้

 

Verdict

นี่อาจจะไม่ใช่ Call of Duty ภาคอันดับ 1 ในใจของทุกคน แต่ก็ถือเป็นภาคที่ยอดเยี่ยมที่สุดในรอบหลายปี นี่คือการเปิดจักรวาลใหม่ที่น่าสนใจอย่างมาก และถือเป็นหนึ่งในเกมที่ห้ามพลาดประจำปี 2019 เลยทีเดียว  

Story   9/10
Presentation  10/10
Gameplay  7.5/10
Performance  8.5/10
GamingDose Score  8.8/10