GamingDose

Support

BY Kawikon Kangkavakin

รีวิว Return to Silent Hill | เมืองห่าผีที่ครานี้ยังไม่คืนชีพ

รีวิว Return to Silent Hill
Views
ติดตามบน Google News
สารบัญ / Contents

ปี 2026 นี้ถือเป็นอีกหนึ่งปีที่มีภาพยนตร์ดัดแปลงจากเกมจ่อคิวเข้าฉายกันเยอะมาก แต่สำหรับแฟนเกมและคอหนังสยองขวัญแล้ว คงจะไม่มีภาพยนตร์จากเกมเรื่องไหนที่น่าตื่นเต้นไปกว่า Return to Silent Hill (เมืองห่าผี นรกคืนชีพ) ที่เป็นการกลับมาของแฟรนไชส์ “เมืองห่าผี” บนจอแก้วในรอบ 13 ปี

แล้วการกลับมาในครั้งนี้ก็พิเศษมาก เนื่องจากผู้กำกับที่เข้ามาคุมบังเหียนก็ไม่ใช่ใครอื่นไกล แต่เป็น Christophe Gans ผู้ที่ได้สร้างลายเซ็นความสยองของเมืองห่าผีฉบับภาพยนตร์อย่าง Silent Hill ฉบับปี 2006 นั่นเอง

ด้วยลีลาการนำเสนอที่หยิบกลิ่นอายของเกมมาไว้ในหนังได้ครบถ้วน พร้อมทั้งยังสามารถหยิบเอกลักษณ์ต่าง ๆ ในเกม Silent Hill มาบิดถ่ายทอดในรูปแบบของภาพยนตร์ได้อย่างครีเอทีฟ จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไรที่ผู้คนจะยกให้ผลงานหนังเมืองห่าผีภาคแรก เป็นหนึ่งในหนังที่ดัดแปลงจากเกมที่ยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาลเรื่องหนึ่ง

แต่การหวนคืนสู่ม่านหมอกแห่งความสยองใน Return to Silent Hill ครั้งนี้ มันจะยอดเยี่ยมและน่าประทับใจสมการรอคอยหรือไม่ และตัว Christophe Gans เองจะยังรักษามาตรฐานเดิมของตัวเองไว้ได้หรือเปล่า ติดตามหาคำตอบกันได้ในบทความรีวิวนี้เลย

เรื่องราวของชายที่ถูกเพรียกหาให้ย่างกรายเข้ามาใน “เมืองห่าผี”

รีวิว Return to Silent Hill

Return to Silent Hill จะหยิบเนื้อหาของเกม Silent Hill 2 มาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ โดยสารตั้งต้นของเนื้อหา ตัวละคร และโครงเรื่องโดยรวมจะอ้างอิงเหมือนกับในเกมทั้งสิ้น

ตัวหนังจะบอกเล่าเรื่องราวของ James Sunderland ชายคนหนึ่งที่เดินทางมาที่เมืองไซเลนต์ ฮิลล์ หลังจากได้รับจดหมายจาก Mary ภรรยาของเขา โดยข้อความในจดหมายก็ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน เธอได้เขียนบอกว่าตัวเธอนั้นกำลังเฝ้ารอเขาอยู่ที่เมืองแห่งนี้ และนี่ก็คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ James ตัดสินใจมาเยือนไซเลนต์ ฮิลล์เพื่อตามหาภรรยาสุดที่รักของเขา

อย่างไรก็ตาม การเล่าเรื่องในช่วงต้นของภาพยนตร์ก็จะไม่ได้เดินรอยตามที่เราได้เห็นในเกมแบบเป๊ะ ๆ แต่จะมีการแต่งเติมเสริมเรื่องราวเข้าไป ซึ่งสิ่งที่หนังได้ใส่เพิ่มเข้ามาก็คือเบื้องหลังความสัมพันธ์ของ James และ Mary นั่นเอง

พัฒนาการความสัมพันธ์ของทั้งสองคู่รัก

รีวิว Return to Silent Hill

ในช่วงครึ่งแรกของภาพยนตร์จะมีการบอกเล่าเรื่องราวที่ผ่านมาตลอดช่วงความสัมพันธ์ของ James และ Mary โดยจะไล่ไปตั้งแต่เหตุการณ์ที่ทำให้พวกเขาได้มาพบรักกัน เหตุการณ์ทั้งสุขและทุกข์ที่เกิดขึ้นในช่วงที่คบกัน ไปจนถึงเหตุการณ์ล่าสุดก่อนที่ James จะเดินทางออกตามหา Mary ในปัจจุบัน

โดยเหตุการณ์เบื้องหลังความสัมพันธ์ของทั้งสองคนนี้ จะถูกเล่าออกมาในรูปแบบของ “แฟลชแบ็ก” (Flashback) หรือก็คือการเล่าย้อนอดีตนั่นเอง ทำให้เราได้เห็นว่าพวกเขาผ่านอะไรมาด้วยกันบ้าง และเรื่องราวในอดีตพวกนี้ก็จะค่อย ๆ เปิดเผยที่มาที่ไปว่า ชายที่ชื่อ James Sunderland มาลงเอยอยู่ในสภาพอดอาลัยตายอยากได้อย่างไร แล้วทำไมเขาถึงต้องออกตามหาภรรยา

รีวิว Return to Silent Hill

การที่ภาพยนตร์เลือกใช้แฟรชแบ็กเป็น “เครื่องมือหลัก” ในการเล่าพื้นเพของตัวละคร ถือเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลมาก เพราะเดิมทีแล้วเรื่องราวในอดีตทั้งหมดของ James และ Mary ในฉบับวิดีโอเกมจะถูกเล่าออกมาผ่านไฟล์เอกสารมากมายที่ผู้เล่นจะต้องตามเก็บ และต้องคอยสังเกตหรือตีความเอาผ่านรายละเอียดสำคัญต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่ตามฉากหรือในปริศนาที่ต้องแก้

พอตัวเกมถูกดัดแปลงเป็นฟอร์แมตของภาพยนตร์แล้ว การเล่าเรื่องผ่านไฟล์เอกสารกับอะไรต่อมิอะไรจึงไม่ได้สามารถเกิดขึ้นได้ ทำให้ต้องแปรเปลี่ยนมาเล่าอดีตของตัวละครผ่านการเล่าย้อนอดีตตรง ๆ แทน

อย่างไรก็ตาม เครื่องมือการเล่าเรื่องที่เรียกว่า “แฟรชแบ็ก” นี้ คือผีร้ายตัวสำคัญที่ทำให้ครึ่งแรกของ Return to Silent Hill ออกมามีสภาพที่ไม่ค่อยจะสู้ดีเท่าไหร่นัก

เมื่อทุกจังหวะสำคัญถูก “ขัดจังหวะ” ด้วยการย้อนอดีต

รีวิว Return to Silent Hill

แน่นอนว่าขนบไวยกรณ์การเล่าเรื่องด้วยแฟรชแบ็กนั้น จะไม่ใช่การเล่าเรื่องย้อนอดีตแบบยิงยาวรวดเดียวจบ แต่จะเป็นการเล่าอดีตสลับกับปัจจุบันไปเรื่อย ๆ 

ปัญหาคือแฟรชแบ็กเหล่านี้มันมักจะโผล่แทรกขึ้นมาในระหว่างที่ James กำลังกระทำการอะไรสักอย่างอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการเอาตัวรอด ลุ้นระทึก หรือติดอยู่ในภวังค์ความหม่นหมองบางอย่าง มันจึงทำให้โมเมนต์ที่มีผลกับอารมณ์ร่วมของคนดูเหล่านี้ ถูกตัดทิ้งกลางคันไปแบบดื้อ ๆ 

และนี่ถือเป็นผลกระทบที่ใหญ่หลวงมากเพราะทุกโมเมนต์ที่ว่านี้ มันอยู่ในช่วง (sequence) ที่ James กำลังย่างกรายและดำดิ่งเข้าสู่ม่านหมองความสยองของเมืองไซเลนต์ ฮิลล์ ซึ่งมันคือเหตุการณ์ที่สำคัญที่สุดช่วงหนึ่งของเรื่องเลยก็ว่าได้ เพราะมันคือช่วงที่เราจะได้เริ่มสัมผัสความสยองของเมืองห่าผีแบบเต็มเปี่ยมเป็นครั้งแรก

เหตุการณ์ที่ควรจะสยองที่สุด กลับออกมาไม่สุดถึงขั้นไม่ผ่านเกณฑ์

รีวิว Return to Silent Hill

พอทุกจังหวะในระหว่างการ “ย่างกรายเข้าเมือง” มันถูกคั่นด้วยการเล่าเรื่องย้อนอดีตบ่อยมาก อีกทั้งยังเลือกย้อนอดีตในช่วงที่หนังกำลังบิวท์อัพ (build up) ความสยองอยู่ มันจึงทำให้ปรอทความน่ากลัว ความอึดอัด หรือความตื่นเต้นในช่วงเข้าเมือง ลดหายไปจนเกือบหมด แทนที่เราจะได้ดำดิ่งอยู่กับความไม่ชอบมาพากลของเมืองนี้ไปทีละนิดอย่างต่อเนื่อง แล้วได้ระเบิดอารมณ์ความระทึกระดับป่าช้าแตกในช่วงผีโผล่ได้แบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย 

จะเห็นได้ว่าเครื่องมือแฟรชแบ็กมันไม่ใช่ต้นตอของปัญหาที่เกิดขึ้น แต่มันคือเรื่องของจังหวะ ปริมาณ และความถี่ของการใช้แฟรชแบ็กที่ทำให้เกิดปัญหานี้ขึ้นมา แล้วมันก็ดันเป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้ครึ่งแรกของภาพยนตร์ออกมาเก้ง ๆ กัง ๆ จนเปิดต่อมรับรสความสยองแรกของผู้ชมได้ไม่ดีเท่าที่ควร

การเล่าอดีตกลับไม่ได้ช่วยให้อินกับความสัมพันธ์ของ James และ Mary มากขึ้น

รีวิว Return to Silent Hill

หากการเล่าแฟรชแบ็กมันทำให้เรามีอารมณ์ร่วมไปกับสองตัวละครนี้มากขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ การสูญเสียความสยองในช่วงเข้าเมืองไป ก็อาจจะดูเป็นการได้อย่างเสียอย่างที่พอจะอนุโลมให้ได้ แต่โชคร้ายที่มันกลับไม่เป็นเช่นนั้น

มีอยู่ครั้งสองครั้งที่แฟรชแบ็กมันทำงานได้ดีจนทำให้เราได้เห็นแง่มุมที่ลึกขึ้นของตัวละคร Mary และ James ได้จริง ๆ แต่ส่วนที่เหลืออีกกว่า 80% มันกลับไม่ได้มีประโยชน์อะไร ที่จะช่วยให้คนดูอินกับความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งสองเลย มิหนำซ้ำยังทำให้โมเมนต์สำคัญของช่วงครึ่งแรกถูกขัดจังหวะไปแบบดื้อ ๆ อย่างที่ได้อธิบายไปในหัวข้อก่อนหน้าอีกด้วย

เมืองห่าผีที่เนรมิตออกมาได้อย่างน่าประทับใจ

รีวิว Return to Silent Hill

ถึงแม้ตัวหนังจะตะกุกตะกักในการเล่าเรื่องในครึ่งแรก แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับว่าทำออกมาได้ดีเยี่ยมมากก็คือ การเนรมิตเมืองห่าผีออกมาในภาพยนตร์นั่นเอง

ซึ่งนี่คือสิ่งที่ผู้กำกับอย่าง Christophe Gans ทำได้ดีอยู่แล้วตั้งแต่ในภาพยนตร์ Silent Hill (2006) 

ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของงานสถาปัตยกรรมของตัวเมือง มวลสารของบรรยากาศที่รายล้อมรอบตัว และการใช้เกรดดิ้งของสีที่มีการใช้โทนหม่นหมองดำมืด สลับกับโทนสีฟ้าคราม ทำให้ตัวหนังสามารถถ่ายทอดความหม่นและความเยือกเย็นส่งมาถึงคนดูผ่านงานภาพได้ดีมาก

รีวิว Return to Silent Hill 

ในส่วนของการใช้ซีจีก็อยู่ในเกณฑ์ที่น่าประทับใจ โดยเฉพาะฉากที่เราได้เห็นเมืองไซเลนต์ ฮิลล์ ค่อย ๆ เปลี่ยนสภาพกลายเป็นโลกสนิม (Otherworld) ก็ถือเป็นอีกฉากที่น่าตื่นตาตื่นใจใช้ได้เลย ถึงแม้จะมีบางช่วงที่ซีจีจะดูลอยถึงขั้นที่ภาพของตัวละครกับฉากหลังมันมีการตัดกันแบบชัดเจน แต่มันก็ไม่ค่อยมีโมเมนต์ซีจีลอยแบบนี้ออกมาบ่อยนัก จึงไม่ได้เป็นปัญหาหนักหนาอะไร

นอกจากเรื่องของเมืองไซเลนต์ ฮิลล์แล้ว อีกองค์ประกอบที่สำคัญมากในผลงานชิ้นนี้ก็คือตัวประหลาดในเรื่องนั่นเอง

ดีไซน์มอนสเตอร์ที่ชวนขนหัวลุก มีลายเซ็น Silent Hill ชัดเจน

รีวิว Return to Silent Hill

การออกแบบมอนสเตอร์ในเรื่องนี้ถือเป็นอีกจุดที่ยังไงก็ต้องเอ่ยคำชมจริง ๆ เหล่าตัวประหลาดทั้งหลายที่เราเคยได้เห็นในวิดีโอเกม ถูกแปลงสภาพให้มีชีวิตขึ้นมาในโลกภาพยนตร์ มีทั้งตัวที่ยึดโครงให้ออกมาเหมือนกับในเกม และตัวที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์แต่งเติมขึ้นมาให้มีลักษณะเฉพาะในภาพยนตร์ ซึ่งจุดนี้สามารถพูดออกมาได้อย่างเต็มปากเลยว่า รูปลักษณ์ของเหล่าตัวประหลาดเหล่านี้ทำออกมาได้มาตรฐานความเป็น Silent Hill เลย

แต่ถึงแม้ Return to Silent Hill จะทำการบ้านในเรื่องของการออกแบบมอนสเตอร์มาดี มันก็มีอยู่ข้อหนึ่งที่หนังสอบตกอย่างชัดเจน แล้วมันก็ดันเป็นข้อที่มีค่าน้ำหนักคะแนนสูงเสียด้วย…

หนังไม่ได้นำเสนอให้เห็นแง่ลึกและสัญญะของเหล่ามอนสเตอร์เลย

รีวิว Return to Silent Hill

อีกหนึ่งลายเซ็นสำคัญที่ทำให้แฟรนไชส์ Silent Hill เป็นแฟรนไชส์ Silent Hill ก็คือ มอนสเตอร์ทั้งหลายที่ปรากฏตัวออกมานั้น จะไม่ได้เป็นเพียงแค่ตัวละครที่มีหน้าที่สร้างความสยองกับคนเล่นหรือคนดูเพียงอย่างเดียว แต่มอนสเตอร์ “ทุกตัว” ยังถูกนำเสนอออกมาให้เป็นภาพแทนของปัญหาและสภาวะจิตใจของตัวเอกในภาคนั้น ๆ ด้วย

ซึ่งในผลงานฉบับภาพยนตร์ครั้งนี้ ตัวหนังแทบจะไม่ได้มีท่วงท่าลีลาในการเล่าเรื่องหรือการนำเสนอใด ๆ ที่ช่วยทำให้มอนสเตอร์เหล่านี้ ถูกถ่ายทอดออกมาให้เป็นภาพแทนสภาพจิตใจข้างในตัวละคร James Sunderland เลย

มันจึงทำให้เหล่ามอนสเตอร์ ที่ถึงแม้จะอัปลักษณ์และไม่น่าเข้าใกล้ตรงตามลายเซ็น กลับไม่ได้มี “ความสุขุมนุ่มลึก” ในเชิงของสัญญะ 

คุณจะเก็ตว่ามอนสเตอร์ตัวไหนเป็นภาพแทนของอะไรก็ต่อเมื่อคุณเคยสัมผัสเกม Silent Hill 2 มาก่อน แต่ถ้าหากว่าคุณไม่เคยผ่านเกมนั้นมา แล้วมาดูภาพยนตร์เรื่องนี้ ตัวประหลาดทั้งหลายในเรื่องจะไม่ได้เป็นอะไรไปมากกว่าตัวน่าเกลียดน่ากลัว ซึ่งมันก็ถือเป็นข้อผิดพลาดที่ใหญ่มากเมื่อพิจารณาว่านี่คือผลงานที่ดัดแปลงมาจากเกม Silent Hill

Pyramid Head: หัวใจที่(ควรจะ)สำคัญแต่กลับไร้ซึ่งจิตวิญญาณ

รีวิว Return to Silent Hill

หากจะพูดถึงอีกตัวละครที่สำคัญที่สุดของภาคนี้ ยังไงก็คงจะหนีไม่พ้นบอสใหญ่อย่าง Pyramid Head อยู่แล้ว มันไม่ใช่แค่ตัวละครที่เหี้ยมโหดและน่าเกรงขามที่สุด แต่มันคือตัวละครที่เป็นกุญแจสำคัญในการเล่าเรื่องด้วย

อาจจะไม่ขอพูดว่ามันสำคัญในการเล่าเรื่องในแง่ไหนเพื่อไม่ให้เป็นการสปอย แต่สำหรับคนที่เล่นเกมมาแล้วก็จะเข้าใจดีว่า Pyramid Head มันเป็นแกนหลักของธีมเรื่องเลยก็ว่าได้

ซึ่งก็อย่างที่ได้เล่าไปในหัวข้อที่แล้ว… มอนสเตอร์ในภาพยนตร์เรื่องนี้มันไม่ได้ถูกนำเสนอให้เห็นแง่มุมในเชิงสัญญะเลย และนั่นก็รวมไปถึงมอนสเตอร์ตัวเบ้งอย่าง Pyramid Head ด้วย

รีวิว Return to Silent Hill

ท้ายที่สุด Pyramid Head มันก็เลยเป็นได้แค่มอนสเตอร์ที่ตามไล่ James เฉย ๆ และไม่สามารถเป็นอะไรได้มากกว่านั้น ถือเป็นจุดที่น่าเสียดายอย่างมาก

อีกทั้งตัวละครนี้ก็มี airtime หรือระยะเวลาการปรากฏตัวที่น้อยมาก… น้อยจนน่าตกใจเลยก็ว่าได้ ความสำคัญของ Pyramid Head ก็เลยยิ่งถูกลดทอนลงไปอย่างถึงที่สุดอีก 

แผลฉกรรย์ของการกลับสู่เมืองห่าผีครั้งนี้ คือรสชาติความสยองที่จืดชืด

รีวิว Return to Silent Hill

ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของการขาดความสุขุมนุ่มลึกในการนำเสนอประเด็นด้านสภาวะจิตใจของตัวละคร แต่มันคือเรื่องพื้นฐานที่เป็นบาร์ต่ำสุดของการเป็นหนังสยองขวัญ ซึ่งมันก็คือการสร้างความสยองนั่นเอง

องค์ประกอบทางอารมณ์ของความสยองจะแบ่งออกเป็น 4 องค์ประกอบหลักด้วยกัน คือความน่ากลัว ความลุ้นระทึก ความตึงเครียด และความกดดัน ซึ่ง Return to Silent Hill ไม่สามารถทำแต้มให้ผ่านเกณฑ์ต่ำสุดของแต่ละอย่างได้เลย

ในส่วนของครึ่งแรก หนังถูกขัดจังหวะความสยองไปด้วยการใช้แฟรชแบ็กที่ผิดที่ผิดทาง แล้วในส่วนของครึ่งหลัง ถึงแม้การดำเนินเรื่องจะดูเข้าที่เข้าทางขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และอยู่ในเกณฑ์ที่น่าประทับใจ แต่ในส่วนของความสยองมันก็ยังทำออกมาได้ไม่ผ่านเกณฑ์เช่นเดิม

รีวิว Return to Silent Hill

ไม่มีช่วงไหนที่ทำให้เรากลัวจนต้องเอามือมาปิดตา

ไม่มีช่วงไหนที่ทำให้เราลุ้นจนต้องกลั้นหายใจ

ไม่มีช่วงไหนที่ทำให้เราเครียดจนต้องอ้อนวอนให้พ้นช่วงนี้ไปไว ๆ

ไม่มีช่วงไหนที่ทำให้เรากดดันจนต้องเอามือจิกเบาะ

วลีที่ใช้นิยามภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ดีก็คือคำว่า “เกือบจะสยอง”

กราฟความสยองระหว่างดูมันจะอยู่แน่นิ่งตลอด หากไม่ได้งานภาพและการดำเนินเรื่องในช่วงครึ่งหลังช่วยประครองไว้ กราฟที่ว่าก็อาจจะลงไปอยู่ในระดับติดลบก็ได้ ต่อให้มองในเลนส์ของหนังสยองขวัญทั่วไปที่ไม่ได้คาดหวังอะไรมาก การไม่สามารถเนรมิตความสยองได้ก็ถือเป็นเรื่องน่าผิดหวังอยู่แล้ว

แต่ความผิดหวังมันยิ่งทวีคูณขึ้นไปอีกเพราะนี่ไม่ใช่หนังสยองขวัญทั่วไป แต่มันคือหนังที่ใช้ชื่อของ Silent Hill… แฟรนไชส์ที่ขึ้นชื่อเรื่องการรังสรรค์ความสยองอันยากจะลืมเลือน แล้วมันก็ดันทำสิ่งนี้ไม่ได้

Verdict: งานสยองขวัญครึ่ง ๆ กลาง ๆ ที่ไปไม่สุดสักทาง

รีวิว Return to Silent Hill

Return to Silent Hill อาจไม่ใช่หนังดัดแปลงจากเกม Silent Hill ที่ยอดเยี่ยมเกรดเดียวกับ “เมืองห่าผี” ฉบับปี 2006 แต่มันก็ไม่ใช่หนังห่วยที่ไม่ควรเสียเวลาไปดู มันคือหนังสยองขวัญธรรมดาที่อยู่ในเกณฑ์เฉย ๆ

ถ้าหากคุณเป็นแฟนหนังสยองขวัญหรือชื่นชอบเกม Silent Hill อยู่แล้ว นี่ก็เป็นภาพยนตร์อีกเรื่องที่คุณสามารถเข้าโรงไปดูแบบเพลิน ๆ แบบไม่ตะขิดตะขวงใจอะไรได้

ถึงกระนั้น การที่มันเป็นได้แค่ “หนังที่เฉย ๆ” ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดายอยู่ไม่น้อย เพราะในส่วนของไวยกรณ์การเล่าเรื่องในช่วงครึ่งหลัง ความยอดเยี่ยมของงานภาพ ดีไซน์มอนสเตอร์ที่ออกแบบมาอย่างดี และที่สำคัญที่สุด ความเข้าอกเข้าใจในโลก Silent Hill ของตัวผู้กำกับ มันมีศักยภาพที่เพียบพร้อมพอที่จะทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้มันออกมาน่าจดจำได้

แต่ด้วยปัญหาต่าง ๆ ที่แต่ละอันก็ถือเป็นแผลใหญ่ทั้งนั้น โดยเฉพาะความสยองที่แทบจะหาไม่ได้ มันจึงทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ออกมาครึ่ง ๆ กลาง ๆ แบบไปไม่สุดสักทาง

จะติสต์ในแบบหนังสยองขวัญจิตวิยาน้ำดีก็ไม่ใช่

จะสนุกเอามันส์เพื่อขายคนหมู่มากก็ทำออกมาได้ไม่สำเร็จเช่นกัน

ท้ายที่สุด Return to Silent Hill จึงเป็นเพียงการกลับมาเยือนเมืองห่าผีที่แค่ทำให้เราหายคิดถึงมันเท่านั้น แต่มันไม่ได้มีอะไรที่น่าจดจำ จนทำให้เราอยากจะติดอยู่ในเมืองห่าผีนี้ไปตลอด

Kawikon Kangkavakin

Kawikon Kangkavakin

กวีกร กังกเวคิน (กีวี่) – คนรักวรรณกรรมที่หลงใหลในโลกวิดีโอเกม ผู้จัดรายการ “วรรณเกม” และรับบทบาทเป็น Content Manager ประจำบ้าน GamingDose

Related posts

Read More