BY Satthathan Chanchartree
Less than a minute ago

รีวิว REDMAGIC 11 Pro — มือถือ × ชุดน้ำ = ที่สุดของความแรง

0 Views

ใครที่กำลังอยากได้มือถือเน้นเล่นเกม จะบอกว่านี่คือ “ตัวสุด” ณ เวลานี้เลยก็ว่าได้

เพราะเครื่องที่เราได้ลองใช้อยู่ในช่วงนี้ คือ “REDMAGIC 11 Pro” สมาร์ทโฟนที่จัดสเปกมาแน่น ๆ เพื่อคนเล่นเกม กับชิปเซ็ต Snapdragon 8 Elite Gen 5 ที่เรียกว่าแรงสุดในวงการ และที่สำคัญ นี่คือรุ่นแรกของโลกที่มาพร้อมชุดน้ำ Liquid Cooling ซึ่งเป็นทีเด็ดที่ทำให้มันต่างจากมือถือเรือธงรุ่นอื่น

ตัวนี้ ราคาเริ่มต้นจะอยู่ที่ 26,990 บาท และหลังจากที่ได้ลอง เราสปอยล์ให้ก่อนเลยว่ามันทำได้เกินคาดจริง ๆ ในด้านของ Performance การใช้งาน

ใครอยากรู้ว่าประสบการณ์เล่นเกมจะเป็นอย่างไร มันจะเก่ง จะคุ้มราคาแค่ไหน มาติดตามกันได้เลยในรีวิวนี้

สเปกเครื่อง

Redmagic 11 Pro Dsc07539

แบรนด์ REDMAGIC ถือเป็นอีกหนึ่งผู้เล่นสำคัญของวงการมือถือฝั่งเกมมิ่ง ซึ่งในแต่ละรุ่นแต่ละปี ก็มักจะมีการอัปเกรดที่น่าสนใจเกิดขึ้นอยู่เสมอ

และในรุ่น 11 Pro นี้ก็เช่นเดียวกัน เพราะสิ่งที่พวกเขาใส่มาด้วย ก็คือระบบ “AquaCore Cooling System” การระบายความร้อนแบบไฮบริด ที่มีครบทั้ง

  • พัดลมเทอร์โบ 24,000 RPM
  • มี Liquid Metal ช่วยถ่ายเทความร้อน
  • มี Vapor Chamber 13,116 mm² ขนาดใหญ่ที่สุดในตลาด
  • และมีของใหม่อย่าง Liquid Cooling ซึ่งเป็นชุดน้ำรูปวงแหวน ไหลวนอยู่ภายในเครื่อง ตรงบริเวณฝาหลังแบบเท่ ๆ

ขณะเดียวกัน ชิปเซ็ตที่เขาใช้ก็ “ใส่สุด” เท่าที่จะสุดได้แล้วเหมือนกัน เพราะอย่างที่บอกไปว่านี่คือ Snapdragon 8 Elite Gen 5 ชิประดับตัวท็อปของวงการ

ฉะนั้นเรื่องความแรงก็ไม่ต้องสงสัย ถ้าดูจากคะแนน Benchmark ไม่ว่าจะเป็นของ Geekbench หรือ AnTuTu ที่ทะลุ 4,000,000 เข้าไปแล้ว ก็พูดได้ว่านี่คือชิปมือถืออันดับ 1 ของโลกจริง ๆ ในตอนนี้ มันมาในสถาปัตยกรรม 3 นาโนเมตร, GPU เป็น Adreno 840 พร้อมมากสำหรับการรันกราฟิกแบบหนักหน่วง

และเสริมไปอีกชั้นด้วย REDMAGIC RedCore R4, ชิปเกมมิ่งที่ REDMAGIC ออกแบบมาเพื่อช่วยเรื่องประสิทธิภาพ, การระบายความร้อน และยังรองรับฟีเจอร์การแทรกเฟรม & อัปสเกลภาพให้เป็น 2K

Redmagic 11 Pro Redmagic Redcore R4

สเปกส่วนอื่น ๆ

  • RAM+Storage : 12+256GB / 16+512GB / 24+1T
    เครื่องที่เราได้มาลองใช้ จะเป็นตัวเริ่มต้นเลยที่ 12+256GB
    แต่มี Extend RAM ขยายเพิ่มได้จาก 12=>24GB
  • Memory & Storage Tech : LPDDR5T + UFS 4.1 Pro
  • กล้องหลัง : 50MP (OIS) + 50MP wide angle + 2MP third camera
    APL-coated Anti-glare
    เท่ากับว่า รุ่นนี้จะไม่มีเลนส์เทเลฯ ให้ใช้
  • จอแสดงผล : AMOLED 6.85 Inch, 2688 x 1216, 144 Hz
  • ความสว่างสูงสุด : 1,800 nit
  • Touch Sampling Rate : 360 Hz
  • Instant Touch Sampling Rate : 3,000 Hz
  • 100% DCI-P3 Wide Color Gamut
  • กระจก Corning® Gorilla Glass
  • ทนน้ำทนฝุ่นที่มาตรฐาน IPX8
  • แบตเตอรี่ : 7,500mAh, ชาร์จไว 80W ทั้งแบบเสียบสายและ Wireless
    มี Reverse wireless charging
    ตอนเสียบชาร์จสามารถตั้งค่าให้เปิดพัดลมไปด้วยได้ ทำให้ชาร์จไฟได้สบายใจไม่ต้องกลัวเครื่องร้อน

การเชื่อมต่อ

  • เสาอากาศ 360 องศา & dual-band 5G Wi-Fi
  • Bluetooth 5.4
  • NFC (รองรับการแตะจ่ายผ่าน Google Pay)
  • พอร์ต USB 3.2 Gen 2
  • มีช่องเสียบหูฟัง 3.5mm Audio Jack
  • มีเซนเซอร์สแกนนิ้วแบบ Single-point 3D ultrasonic
  • รองรับ Dual SIM

ดังนั้นโดยรวม ก็เป็นสเปกที่แน่นเอาเรื่อง มันสามารถเป็นมือถือเครื่องหลัก เอาไว้ใช้ครอบคลุมได้ทุกอย่างที่ไม่ใช่แค่การเล่นเกม

โดยระบบปฏิบัติการจะเป็น Android 16 ครอบทับไว้ด้วยรอม REDMAGIC OS 11 อีกที ซึ่งหน้าตา UI ก็ถือว่าดูเรียบร้อย อย่างน้อยส่วนตัวเราก็ให้สอบผ่าน

และในตอนเปิดเครื่องครั้งแรก เราสามารถติ๊กเอาพวกแอปฯ Bloatware ที่ไม่จำเป็นออกไปได้ด้วย ระบบก็จะไม่ติดตั้งมาให้ ทำให้แอปฯ ในเครื่องค่อนข้างคลีนอยู่ประมาณหนึ่ง

ดีไซน์ตัวเครื่อง

Redmagic 11 Pro Dsc07545

สิ่งที่เราต้องชม REDMAGIC ก่อนเลย ก็คือเขาออกแบบเครื่องมาเพื่อให้เราโฟกัสกับการเล่นเกมเต็มที่ สังเกตว่ารูปทรงจะมีความเหลี่ยมค่อนข้างสูง ตรงมุมมีความโค้งมนอยู่บ้างเพื่อไม่ให้มันทิ่มจนเจ็บมือ

และหน้าจอเครื่องนี้ มันจะไม่มีเว้ามีแหว่งอะไรทั้งสิ้น นั่นเพราะกล้องหน้ามันถูกซ่อนไว้ที่ใต้จอแล้ว ดังนั้นการแสดงผลก็จะมาแบบเต็มกรอบ ทำให้เราเล่นเกม หรือรับชมสื่อได้โดยไม่มีอะไรเกะกะสายตา

Redmagic 11 Pro Dsc07550

ไม่ใช่แค่ด้านหน้า เพราะฝาหลังก็ถูกคิดมาแล้วอย่างดี เพราะตรงโมดูลกล้องถ่ายรูป มันจะถูกแนบสนิทชิดไปกับเครื่องเลย ไม่มีเลนส์ไหนที่ยื่นออกมา มันทำให้ฟีลลิ่งการจับถือนั้นเรียบเนียนไม่รำคาญนิ้ว แต่ก็แน่นอนว่าต้องแลกกับคุณภาพการถ่ายรูปที่ไม่ได้โดดเด่นมาก อาจจะแพ้มือถือเรือธงรุ่นอื่น แต่ก็ยังอยู่ระดับไปวัดไปวา ใช้ในชีวิตประจำวันได้สบาย

ส่วนในเรื่องรูปลักษณ์หน้าตา, REDMAGIC 11 Pro จะมีให้เลือกอยู่ 3 สีคือ “Cryo” , “Nightfreeze” และ “Subzero”

  • ถ้าเป็นรุ่นเริ่มต้น RAM 12 + ROM 256GB จะได้เป็นสี Cryo ซึ่งเป็นฝาหลังแบบทึบ
  • ถ้าเลือกซื้อเป็น RAM 16 + ROM 512GB หรือ RAM 24, ROM 1TB จะเลือกได้ระหว่างสี Nightfreeze กับ Subzero ซึ่งทั้งสองสีนี้จะเป็นแบบเปลือย มองเห็นวงแหวน Liquid Cooling อยู่ข้างในแบบเท่ ๆ

Redmagic Redcore R4 Colors

ส่วนบริเวณเฟรมเครื่องก็น่าสนใจเหมือนกัน

  • อย่างที่บอกไปว่านอกจาก Liquid Cooling แล้ว เครื่องนี้ก็มีพัดลมระบายอากาศด้วย ดังนั้นมันก็จะมีช่องอากาศอยู่บริเวณขอบซ้ายขวา
  • มีปุ่ม Shoulder Trigger ที่เป็นเหมือนปุ่ม L/R ซึ่งเราตั้งค่าได้ว่าจะให้มันไปกดตำแหน่งไหนของจอ
  • และมีปุ่มสวิตช์ สำหรับเปิดหน้าแรกของโปรแกรม Game Space ขึ้นมา เพื่อกดเข้าเกม หรือใช้งานสารพัดฟีเจอร์ที่รวมไว้เยอะมาก ๆ ในนี้

Redmagic 11 Pro Dsc07543

อย่างไรก็ตาม เท่าที่เราลองจับถือดู ก็ต้องบอกว่าเครื่องมันหนักเอาเรื่อง ซึ่งน้ำหนักจะอยู่ที่ 230 กรัม หากถือเล่นเกมมือเดียว จะรู้สึกได้เลยว่าเริ่มลำบากมือแล้ว นี่คือสิ่งที่ต้องแลกกันกับประสิทธิภาพ และการระบายความร้อนที่ใส่มาให้แบบเต็มระบบ

ประสิทธิภาพและการใช้งาน

Redmagic 11 Pro Dsc07552

จากที่เราลอง, ก็อย่างที่บอกไปว่า Performance มันทำได้เกินคาดจริง ๆ โดยทุกเกมที่เล่น เราจะปรับกราฟิกให้สุดทุกอย่างเท่าที่จะสุดได้เลย

ซึ่งต้องขอแนะนำให้รู้จักกันก่อน ว่าในทุก ๆ ครั้งที่เรากดเข้าเกม จะมีอยู่ 2 อย่างที่จะถูกเปิดทำงานขึ้นมา ได้แก่

  1. ระบบเปิดพัดลมอัตโนมัติ — ช่วยระบายความร้อนได้ดีมาก และเสียงพัดลมก็ถือว่าเบามากแบบที่คุณต้องเอามาแนบหูถึงจะเริ่มได้ยิน
  2. จะมีเมนู Game Space รันเป็น Overlay อยู่เบื้องหลังด้วย
    นี่คือซอฟต์แวร์ตัวเก่งของมือถือ Nubia กับ REDMAGIC ที่ช่วยให้เราปรับแต่งเครื่องได้เยอะมากในระหว่างเล่นเกม
    ซึ่งในนี้ เราก็จะปรับโหมดพลังงานไปที่ขั้น “Rise” เพื่อให้รีดพลังของ CPU และ GPU มาใช้ให้เต็มที่ วัดกันไปเลยว่าชิปตัวบนสุดของตลาด เมื่อนำมาเล่นเกมแล้วจะเป็นอย่างไร

PUBG Mobile

เริ่มกันด้วย PUBG Mobile ก่อนเลย เราจะตั้งกราฟิกไว้ที่ขั้น UltraHDR ซึ่งสูงสุดแล้วเท่าที่ปรับได้ตอนนี้ และตั้งค่า Framerate เป็นระดับ Extreme และเปิด Anti-aliasing เสริมเข้าไปด้วย

น่าเสียดายหน่อยที่ตัวเกมจะล็อคไว้สูงสุดที่ 60 FPS แต่ก็ถือเป็น 60 FPS ที่นิ่งสุด ๆ แบบที่เรามั่นใจว่าถ้ามันปลดล็อคได้ ก็น่าจะพุ่งไปเกิน 100 แน่นอน

เพราะในทุกจังหวะการเล่น ไม่ว่าจะอยู่ในห้องล็อบบี้, ตอนโดดร่ม หรือตอนบวกกัน ก็ไม่มีจังหวะกระตุกใด ๆ ให้เห็นทั้งสิ้น ทั้งนี้เราก็มีเจอบั๊กอยู่ตาหนึ่ง คือพอโหลดแมพเข้าไปแล้วจะเป็นอาการจอดำ มองไม่เห็นอะไรเลย แต่กดออกเกมแล้ว Join เข้ามาใหม่ก็หายเป็นปกติ

ส่วนในเรื่องแบตเตอรี่ สำหรับการเล่นเกมนี้จบ 1 ตา (ประมาณ 25-30 นาที) ผลคือแบตจะลดไปแค่ประมาณ 5% ซึ่งก็ถือเป็นตัวเลขที่น่าพอใจมาก ๆ เพราะตีไปคร่าว ๆ ก็เท่ากับว่าเราสามารถเล่น PUBG ต่อเนื่องกันได้ถึง 20 ตาแบบไม่มีพัก

Genshin Impact

ต่อกันด้วยเกมปราบเซียนอย่าง Genshin Impact ซึ่งการได้มาเล่นบน REDMAGIC 11 Pro เครื่องนี้… คุณลืมภาพจำเก่า ๆ ไปได้เลย มันไม่มีอีกแล้วกับการเล่นเกนชินแล้วมือถือร้อนจนแทบไหม้

เพราะตลอดการเล่น ไม่ใช่แค่ว่ามันลื่น 60 เฟรมแบบนิ่งสุด ๆ อย่างเดียว แต่เราไม่รู้สึกว่าเครื่องร้อนเลยจริง ๆ , คือในอุณหภูมิห้องประมาณ 27 องศา เต็มที่อย่างมากก็แค่อุ่น ๆ ซึ่งต้องลองเอาเครื่องมาแนบแก้มดูถึงจะรู้สึกได้

อันนี้ทำเราอึ้งจริง ๆ ว่ามือถือ Liquid Cooling มันให้ผลลัพธ์ได้ดีถึงขนาดนี้ เสียดายก็แค่ว่าเราหาฟีเจอร์วัดอุณหภูมิใน Game Space ไม่เจอ ก็เลยไม่มีตัวเลขชัด ๆ มาโชว์ให้ดู

ทั้งนี้โดยรวมก็ถือเป็นประสบการณ์เล่น Genshin บนมือถือที่ดีสุดตั้งแต่เราเคยลองมาแล้ว คุณสามารถปรับกราฟิกให้สุดได้หมดทุกอย่าง เล่นได้ลื่นทุกแมพ และได้ภาพที่สวยคมใกล้เคียงกับ PC เลยก็ว่าได้

ที่น่าสนใจคือเครื่องนี้มีฟีเจอร์อัปสเกลและแทรกเฟรม (จากขุมพลังชิป REDMAGIC RedCore R4) ที่สามารถปลดล็อคพลังให้เล่น Genshin Impact ได้ที่ 120 FPS ด้วย แต่นอกเหนือจากเกมนี้ ก็จะยังมีรองรับอยู่อีกแค่ไม่กี่เกมเท่านั้น ณ ปัจจุบัน

Call of Duty: Mobile

สำหรับเกมนี้ ถือว่าทำมาให้รองรับเครื่อง REDMAGIC 11 Pro ได้ดี เพราะคุณสามารถเล่นได้ที่ 144 FPS เต็มเพดาน Refresh Rate ของหน้าจอ

การปรับแบบนี้ เกมจะบังคับให้ใช้กราฟิกแค่ Medium ซึ่งก็ต้องแลกกันไป แต่เราแนะนำว่าปรับไปได้เลย เพราะความลื่นระดับนี้มันสะใจจริง ๆ สำหรับเกม FPS

อีกอย่างที่ประทับใจเหมือนกัน ก็คือลำโพงของเขาทำมาดังสะใจมาก ๆ คือถ้าเล่นอยู่คนเดียวในห้องเงียบ ๆ คุณไม่สามารถเปิดสุดได้เพราะมันจะดังเกินไป และอาจจะต้องลดเสียงลงมานิดหนึ่งด้วยซ้ำ

Umamusume: Pretty Derby

Redmagic 11 Pro Dsc07548

ปิดท้ายด้วยเกมม้าที่เรียกว่าฮิตกันมาแบบข้ามปี ซึ่งสำหรับการเล่นบนเครื่องนี้ เราให้ไปก่อนเลย “0/10” คะแนน

เพราะอะไร… เพราะมันเล่นไม่ได้😭 กดเข้าเกมยังไงก็เด้งออกมา

อันนี้เป็นปัญหาเรื่อง Compatibility ที่คนได้ลองเครื่อง REDMAGIC 11 Pro จะเจอกันหมด ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่ามือถือรุ่นอื่นที่ใช้ชิป Snapdragon 8 Elite Gen 5 จะเป็นเหมือนกันหรือเปล่า

อาจจะเป็นเพราะว่าชิปเซ็ตนี้ยังใหม่มาก ๆ และตัวเกมเซิร์ฟเวอร์ Global ก็ถือว่ายังเป็นเวอร์ชันเก่าอยู่ ก็เลยน่าจะมีอะไรสักอย่างที่ยังไม่รองรับ

ในขณะที่ถ้าเป็นเซิร์ฟเวอร์ญี่ปุ่น (อยู่ในเวอร์ชัน 2 กว่า ๆ , นำหน้า Global ไปก่อนหลายปี) ตัวนี้จะเปิดเล่นได้ปกติเลย ซึ่งเมื่อเราลองเล่นเซิร์ฟเวอร์ญี่ปุ่น โดยเปิด High Quality 3D เพิ่มเข้าไปด้วย ผลลัพธ์ก็ออกมาน่าพอใจ เพราะมันลื่นทุกจุดทั้งในฉากวิ่งแข่ง, ฉากคอนเสิร์ต และในหน้าจอหลักของเกม
พวกแอนิเมชันตอนเปลี่ยนผ่านระหว่าง UI ทำได้โฟลวมาก แบบไม่เห็นจังหวะกระตุกเลย อะไรพวกนี้ก็ถือว่าไม่เกินมืออยู่แล้วสำหรับชิปตัวท็อปสุดของวงการ

ขณะเดียวกัน เราก็เทสเรื่องแบตเตอรี่กับเกมนี้ด้วย โดยหลังจากที่นั่งเทสกดเกมม้าแบบต่อเนื่อง ตั้งแต่แบต 100 ยัน 1%

  • โดยปรับความสว่างไว้ครึ่งหนึ่ง (ถ้าเต็มร้อยเลย แสงมันจะจ้ามาก)
  • ตั้งค่าโปรไฟล์ Power ไว้ที่ระดับ Balance เพราะแค่นี้ก็เหลือกินเหลือใช้มากแล้ว
  • ทดสอบอยู่ในห้องแอร์ประมาณ 25 องศา

ผลที่ออกมา ก็เรียกว่าเป็นการเทสมือถือที่ยาวที่สุดตั้งแต่เราเคยทำแล้ว เพราะ REDMAGIC 11 Pro เครื่องนี้ อยู่ได้นานถึง 11 ชั่วโมง 40 นาที หรือก็คือเกือบ ๆ ครึ่งวัน !

ที่มันลากได้นานขนาดนี้ ต้องยกเครดิตให้กับแบต 7,500mAh ที่ถือว่าสุดจริง ๆ รวมถึงการที่มี Liquid Cooling ก็ทำให้เราเล่นเกมกราฟิก 3D ได้ต่อเนื่องโดยที่เครื่องไม่ร้อน แบตก็เลยอยู่ได้ยาวด้วยเหมือนกัน

โดยรวมจึงเป็นประสบการณ์ที่ดีมากสำหรับ Umamusume ติดแค่เรื่องเดียวก็คือยังเล่นเซิร์ฟ Global ไม่ได้นี่แหละ ที่ต้องรอดูกันว่า Dev ฝั่งไหนจะมีแก้ไขอะไรกันบ้างหรือไม่

Redmagic 11 Pro Dsc07556

ฟีเจอร์อื่น ๆ

นอกจากนี้ REDMAGIC 11 Pro ก็มีฟีเจอร์ยิบย่อยอีกเพียบ ซึ่งถูกรวมไว้ในเมนู Game Space โดยมีทั้งการนำ AI เข้ามาช่วยให้สะดวกขึ้น, มีระบบ Bypass Charge ทำให้เสียบสายแล้วจ่ายไฟตรงได้เลย ช่วยถนอมแบตตอนเล่นเกม และอื่น ๆ อีกมากมาย

ขณะเดียวกัน ปุ่มสวิตช์ที่ติดอยู่ข้างเครื่อง, ถ้าเรากดเปิดมันขึ้นมา ก็จะเป็นการเข้าสู่หน้า Hub สำหรับการเล่นเกม จากจุดนี้เราสามารถลงปลั๊กอินเพิ่มได้
และมีโหมด Host เอาไว้ให้เราต่อมือถือไปออกจอใหญ่ด้วย โหมดนี้จะช่วยรองรับการต่อเมาส์, คีย์บอร์ด หรือต่อจอย ทำให้เล่นเกมได้ฟินเต็มอารมณ์ไปอีกขั้น

สรุป

Redmagic 11 Pro Dsc07541

และทั้งหมดนี้คือ REDMAGIC 11 Pro มือถือที่โปรสมชื่อ

เพราะในด้านความแรง, ฟีเจอร์ที่มีให้, ความจุแบตเตอรี่ และระบบ Liquid Cooling ทุกอย่างคือใส่สุดมาเพื่อคนเล่นเกม

คือเอาจริง ๆ สเปกมือถือในยุคนี้ เรามองว่ามัน Overkill กับเกมในตลาดไปประมาณหนึ่งแล้ว ดังนั้นในเรื่องของความแรงก็ส่วนนึง แต่อีกส่วนที่ทำให้ REDMAGIC 11 Pro น่าสนใจ และต่างจากเรือธงเจ้าอื่นที่ใช้ชิปเดียวกัน ก็คือมันจัดการความร้อนได้ดีจริง ๆ ไม่ว่าจะเล่นเกมไหน อย่างมากก็แค่อุ่น ๆ เท่านั้นเอง ยังไม่เคยเจอระดับที่ร้อนจนรู้สึกได้ผ่านฝ่ามือ

ดังนั้นมันจึงเหมาะกับคนชอบเล่นเกมหนัก ๆ , เกมที่กินกราฟิกเยอะ ๆ และอยู่กับมันวันละหลายชั่วโมง ในขณะเดียวกัน ก็พกไว้เป็นมือถือเครื่องหลัก ใช้ในชีวิตประจำวันได้สบาย

แต่ก็ต้องแลกกับน้ำหนักที่เยอะถึง 230 กรัม และฟังก์ชันถ่ายรูปที่อาจจะไม่ได้เด่นมาก ก็เป็นอันเข้าใจกันสำหรับมือถือประเภทนี้ ที่ทำมาเพื่อเน้นเล่นเกมอยู่แล้ว

REDMAGIC 11 Pro จะเริ่มเปิดพรีออเดอร์ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์นี้
และวางขายจริงในวันที่ 12 กุมภาพันธ์

ใครที่สนใจ ก็ดูราคาและช่องทางจัดจำหน่ายได้ที่ด้านล่างนี้เลย

รุ่น / ราคาที่มีให้เลือก

12GB+256GB :
Official Website – 26,990 บาท
Shopee, Lazada, TikTok – 28,990 บาท

16GB+512GB :
Official Website – 31,990 บาท
Shopee, Lazada, TikTok – 32,990 บาท

24GB+1TB :
Official Website – 39,990 บาท
Shopee, Lazada, TikTok – 41,990 บาท

ช่องทางจัดจำหน่าย

Official Website : https://bit.ly/3YOEqlQ
Shopee: https://bit.ly/4jQVlOv
Lazada: https://bit.ly/4sNijKr
TikTok: https://www.tiktok.com/view/product/1733970557403038797

REDMAGIC 11 Pro

- / 10 คะแนน

-

ข้อดี

  • เล่นเกมลื่นสบาย ด้วยชิปที่แรงสุดในตลาดตอนนี้
  • ระบบระบายความร้อนคือของจริง เกมไหนที่เคยเล่นแล้วร้อน มาเจอเครื่องนี้ก็แค่อุ่น ๆ
  • แบตเตอรี่ 7,500mAh อยู่ได้ยาวนาน
  • มีฟีเจอร์ภายในอีกเพียบ ที่ช่วยสนับสนุนการเล่นเกม

ข้อเสีย

  • น้ำหนัก 230 กรัม ทำให้การจับถือและพกพาค่อนข้างลำบาก
  • คุณภาพรูปถ่ายอยู่แค่ระดับพอใช้ และไม่มีเลนส์ซูม

Satthathan Chanchartree

ฟ่าง - Content Writer

Back to top