สารบัญ / Contents
ผลงานเกมแอคชั่นจับดาบปราบปีศาจในตำนานกลับมาแล้ว หลังทุกคนสนุกไปกับตัวเดโมและสัมผัสความยอดเยี่ยมของตัวเกมกันแบบเต็มอิ่มและคงกำลังเฝ้าคอยจะได้เล่นตัวเกมแบบเต็ม ๆ ล่าสุด GamingDose ของเราได้มีโอกาสสัมผัส กับเนื้อหาอื่น ๆ ของ Onimusha: Way of the Sword ในการทดลองเล่นกับมือในรอบพรีวิว
เรารู้สึกยังไงกับเกม และเนื้อหาที่เราได้สัมผัสมันมีอะไรน่าสนใจ มีแง่มุมไหนให้น่าเล่า ตามไปดูกันได้เลย
สานต่อจากเดโม

สำหรับตัวเกมในส่วนที่เราได้ทดสอบจะเป็นเนื้อหาต่อจากฉากดวลกับบอส Ganryu Sasaki ในฉากสุดท้ายของเดโม เรียกได้ว่าพอเดโมตัดตรงไหนเราก็จับจอยเล่นต่อจากตรงนั้นเลย
จุดที่ต่างไปคือ Skill บางอันที่ปลดล็อกมาให้เลยในเดโมจะถูกนำออกไป พูดง่าย ๆ ก็คือเป็นการเล่นตัวเกมในแบบที่ควรจะเป็นนั่นเอง
เราจะไม่เล่าลงรายละเอียดในส่วนของเนื้อเรื่อง แต่จะขอเล่าความประทับใจให้ฟังแบบโดยรวม จุดที่น่าประทับใจมาก ๆ คือการนำเสนอของตัวเกมนั้นใส่สุดจัดเต็ม พวกฉากคัทซีนต่าง ๆ ลื่นไหล สวยงาม ยิ่งเป็นฉากการต่อสู้ระหว่างตัวละครยิ่งทำออกมาได้ดี เก็บจิตวิญญาณความเท่ของตัวเกมภาคต้นฉบับเอาไว้ได้แบบเต็มอิ่ม
จุดสังเกตอย่างหนึ่งคือการนำเสนอหลาย ๆ ฉากมีกลิ่นอายความเป็น “เกมสยองขวัญ” ถูกใส่เข้ามา แน่นอนว่า Onimusha ไม่ใช่เกมสยองแต่อย่างใด แต่เมื่อผสมการนำเสนอทุกอย่างเข้าด้วยกันก็ทำให้รสชาติโดยรวมของเนื้อหามีความเข้มข้นมากขึ้นกว่าภาคต้นฉบับแบบเห็นได้ชัด
อีกหนึ่งจุดที่เราชอบคือการนำเสนอตัว Mushashi พระเอกของเกม ซึ่งใช้ใบหน้าของ Toshiro Mifune ดาราแอคชั่นซามูไรในตำนานผู้ล่วงลับ ตัวเสียงพากย์ทั้งของ Yoshimasa Hosoya ในเสียงญี่ปุ่น และ Kenichiro Thomson ในเสียงอังกฤษก็ล้วนยอดเยี่ยม และบทบาทของ Musashi นั้นถูกสร้างออกมาได้โดนใจเราจริง ๆ
ระบบการต่อสู้ที่เฉิดฉาย

เพราะตัวเกมมีการพรีวิวและมีเดโมให้เล่นกันมาแล้ว เราจะขอข้ามพวกระบบพื้นฐานของเกมกันไปและพูดถึงระบบใหม่ ๆ ที่เราได้เห็นกันแทน
สำหรับใครที่รู้สึกว่าตัวเกมในเดโมมันง่ายเกินไปก็ขอให้สบายใจกันได้ เพราะพอเป็นของจริงเกมเต็มตัวเกมเริ่มเพิ่มระดับความยากเข้ามามากขึ้น ศัตรูมีจำนวนมากขึ้นกว่าเดิม มีหลากหลายชนิดและโผล่ออกมาพร้อมกันและในบางฉาก ก็มีอุปสรรคอื่นมาเสริมเพื่อให้การต่อสู้ท้าทายขึ้นเรื่อย ๆ
ในการสัมภาษณ์กับทีมพัฒนา GamingDose ได้รับคำตอบยืนยันโดยตรงว่ายิ่งผ่านไปช่วงหลังตัวเกมจะยิ่งท้าทายมากยิ่งขึ้นไปอีกด้วยศัตรูใหม่ ๆ หรือศัตรูเก่าที่กลับมาแบบดุดันขึ้นกว่าเดิม
และยิ่งศัตรูดุดันมากเท่าไหร่ก็ยิ่งส่องประกายเผยให้เห็นถึงความยอดเยี่ยมของระบบการต่อสู้ในเกม ตรงตามชื่อภาคอย่างที่ทีมงานตั้งใจ “วิถีแห่งดาบ” เพราะท่วงท่าลีลาเวลาล้มศัตรูลงได้ในเกมนี้มันสร้างความตื่นเต้นเหมือนเราเป็น ปรมาจารย์ดาบ ของจริง
และถึงแม้ดาบคาตานะจะเป็นอาวุธหลักของ Musashi แต่ในตัวเกมที่เราได้เล่นมา ตัวเอกเราจะค้นพบอาวุธเสริมและพลังใหม่ ๆ มากขึ้นด้วยในภายหลัง ซึ่งทั้งหมดดูแล้วก็ถูกออกแบบมาเพื่อใช้รับมือกับศัตรูให้ถูกตัวถูกสถานการณ์นั่นเอง
การต่อสู้กับบอสคือไฮไลต์เด็ด

จุดที่ตัวเกมทำออกมาได้ดีมาก ๆ คือการต่อสู้กับศัตรูระดับบอส พวกท่วงท่าลีลาการต่อสู้ของศัตรูเหล่านี้ถูกออกแบบมาอย่างดี สู้สนุกและมีความท้าทายฝีมือเพลงดาบของผู้เล่น
ทีเด็ดคืออนิเมชั่นการ Parry เวลาเรารับดาบขนาดใหญ่ของศัตรูและ Parry ได้สำเร็จ เราสัมผัสได้เลยถึงน้ำหนักของตัวดาบที่กดทับและถูกปัดป้องเหวี่ยงการโจมตีออกไปอีกทิศ ซึ่งการปัดป้องการโจมตีแบบนี้ได้สำเร็จจะเป็นการทำให้ศัตรูบางตัวเสียหลักได้จริงและพึ่งไปชนสภาพแวดล้อมในฉากเปิดโอกาสให้เราโจมตี
บอสบางตัวก็มาพร้อมการโจมตีที่หลากหลายหรือมีระบบพิเศษเช่นท่าโจมตีที่เราต้องสลับไปใช้ “ธนู” เพื่อสกัดกั้น
หรือบอสบางตัวก็เน้นซัดกันด้วยฝีมือ เน้นการโจมตีที่ดุดันต่อเนื่อง อาศัยการวัดฝีมือการเล่นและความเข้าใจระบบการเล่นของผู้เล่นแบบตรง ๆ
เรียกได้ว่าใครเป็นสายชอบดวลกับบอสเราสัมผัสได้เลยว่าเกมนี้จะต้องตอบโจทย์คุณแน่ และเราจะได้เห็นวิดีโอโชว์ปราบบอสแบบเท่ ๆ Aura Farming เต็มเน็ตแน่นอนหลังเกมออกมา
ระบบการเล่นที่มีมากกว่าแค่เดินลุย

มาถึงส่วนที่ตัวเกมทำให้ผมแปลกใจมากที่สุด จากเดโมและ Trailer ที่ผ่าน ๆ มาผมเข้าใจไปว่าตัวเกมจะมีความเป็นเส้นตรง เน้นการบุกลุยเป็นฉาก ๆ เปิดพื้นที่ใหม่ไปเรื่อย ๆ
แต่ในเกมจริงปรากฎว่าตัวเกมนำเสนอการเล่นหลักด้วย Hub หรือพื้นที่ฐานหลักของผู้เล่น โดย Musashi จะต้องออกไปทำภารกิจในจุดต่าง ๆ รอบเมือง มีการสำรวจพื้นที่แบบเล็ก ๆ ผสมเข้ามาในเกม มีของซ่อนแอบถูกวางไว้ตามใจต่าง ๆ หรือแม้กระทั่ง Event เล็ก ๆ ระหว่างทางอย่างการช่วยเหลือประชาชนที่ถูกปีศาจโจมตี
การสำรวจเหล่านี้จะมอบทรัพยากรเพื่อให้เรานำไปใช้ “อัปเกรด” ตัวละครในแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการอัปเกรด ชุดเกราะ และ ดาบ เพื่อเพิ่มพลังป้องกันและโจมตี การอัปเกรดถุงมือเพื่อทำให้มีประสิทธิภาพในการดูดวิญญาณที่ดีขึ้น
นอกจากนั้นยังมีทรัพยากรที่ถูกใช้เพื่ออัปเกรด Skill Tree ปลดล็อกความสามารถใหม่ ๆ ให้กับ Musashi ของเรา
ตัวเกมยังมีระบบเครื่องราวที่สามารถติดตั้งเพื่อเพิ่มโบนัสพิเศษและอัปเกรดเพิ่มเติมได้จากทรัพยากรที่เราออกค้นหามา
ทำให้ตัวเกมก็ไม่ได้เป็นเส้นตรงไปหมดซะทีเดียว มีการย้อนกลับมายังฐาน การเปิดเส้นทางใหม่ ๆ หลังเราได้รับพลังใหม่มา และการไปสำรวจก็ช่วยเพิ่มความสามารถให้กับ Musashi ของเรานั่นเอง
ตัวช่วยต่าง ๆ ที่ทำให้ผู้เล่นทุกกลุ่มสนุกได้

สำหรับใครที่กลัวว่าตัวเกมจะมีความยากสูงเกินไป หรือพวกระบบการต่อสู้ต่าง ๆ จะมีเยอะจนจำไม่หมดหรือเอาไปใช้จริงไม่ได้ ตัวเกมก็มีระบบตัวช่วยอยู่หลายอย่าง
อย่างแรกก็คือทุกครั้งที่เราปลดล็อก Skill ใหม่ ตัวเกมจะมีโหมดฝีกสอนให้เราได้เข้าไปใช้งาน ซึ่งเมื่อทำตามเงื่อนไขได้สำเร็จก็จะได้รับรางวัลกันอีกด้วย
อีกอันก็คือตัวเลือกในส่วนของ Option ภายในเกมมีตัวเลือกให้เราสามารถเปิดให้เกม “โชว์” ปุ่มแนะนำล่วงหน้าเหมือนเป็นการเตือนว่าเราควรจะกดปุ่มอะไรกับรับมือกับการโจมตีของศัตรูที่กำลังจะตามมา และเราก็มีหน้าที่กดให้ตรงจังหวะเท่านั้น
แน่นอนว่าไม่ได้เป็นการช่วยถึงขั้นให้ตัวเกมหมดสนุก และอาจจะเหมาะกับเกมเมอร์ที่ไม่อยากใช้พลังสายตาเพ่งมองอนิเมชั่นของศัตรูในเกมนาน ๆ
สุดท้ายตัวเกมยังมีโหมด “ดวล” กับบอสถูกใส่เอาไว้ ทำให้เราเลือกต่อสู้กับศัตรูระดับบอสทุกตัวที่เราเคยล้มมาแล้วได้ ซึ่งการล้มพวกมันอีกครั้งก็จะมอบรางวัลเป็นของตกแต่งตัวละครใหม่ ๆ นั่นเอง
สรุป

จากตัวเกมที่เราได้สัมผัสมาบอกได้เลยว่างานนี้ Capcom มีผลงานเด็ดชิ้นใหม่อยู่ในมือกันอีกแล้ว แน่นอนว่ามันอาจจะไม่ได้ถูกใจแฟน Onimusha ฉบับเก่าทั้งหมดทุกคน แต่การพยายามพาตัวเกมมุ่งหน้าไปทิศทางใหม่ที่น่าสนใจ ผสมเข้ากับระบบการต่อสู้ที่ปฎิเสธไม่ได้ว่ายอดเยี่ยม ก็ชวนให้เราตื่นเต้นรอคอยอยากสัมผัสผลงานชิ้นนี้โชว์วิถีให้ดาบไปพร้อมกับทุก ๆ คนแบบอดใจไม่ไหวแล้ว













