5 เกมลอบเร้นลึกลับสุดประทับใจ

Splinter Cell: Chaos Theory

เมื่อโลกไม่ได้อยู่ในยุคสงครามเย็นแต่เรื่องราวสายลับลอบเร้นยังคงตราตรึง บทความที่ว่าด้วย 5 เกมลอบเร้นสุดประทับใจ

“ผมเป็นสายลับมาเกือบตลอดช่วงชีวิตในการเป็นผู้ใหญ่-ผมไม่ชอบอยู่ในจุดสนใจ”

Edward Snowden อดีตนักวิเคราะห์ข่าวกรองฝ่ายเทคนิคของสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐ

ผมมักสงสัยว่าทำไมกันนะเกมแนวสายลับลอบเร้นจารชนไม่เป็นที่นิยมของตลาด ทั้งที่ภาพยนตร์อย่าง James Bond และ Mission Impossible ก็ดังถล่มทลายในสาธารณะ ( ช้าก่อน! ไม่ต้องตบกระโหลกผมก็ตระหนักได้ว่าภาพยนตร์ที่ยกตัวอย่างมานั้นแค่มีตัวละครหลักเป็นสายลับแต่ทว่ายกองค์ประกอบหนังแอ็คชั่นมาปรุงแต่งซะเต็มคราบ )  ผมอนุมานเอาเองว่าน่าจะเป็นเพราะท่วงทำนองของเกมที่ไม่น่าตื่นเต้นเร้าใจเท่าไหร่ เข้าใจว่าการยิงศัตรูให้เลือดสาดตัวขาดครึ่งมันก็สนุกกว่าการนั่งรอในเงามืดให้ยามเดินผ่านหลายอณูนักและก็คงไม่ใช่ทุกคนที่ชอบฉากมืดดำอึมครึมที่ต้องเพ่งมองจนปวดตา

แต่เฮ้ย มันสนุกจริงๆนะพวกเกมแนวนี้น่ะ ตัวละครก็เท่ ฉากก็ดูลึกลับน่าค้นหา องค์ประกอบต่างๆก็ดูน่าสนใจ ผมว่ามันก็เป็นอะไรที่เข้ากันดีและอยากให้มันมีเกมแนวนี้ออกมาสู่ตลาดมากขึ้นเรื่อยๆไม่ใช่ว่าผูกขาดกันสองฝั่งระหว่าง Splinter Cell กับเครื่อง PC และ Metal Gear Solid กับเครื่องคอนโซล ( แต่สิ่งที่ผมอยากเห็นมากจริงๆก็คือการเอาแนวเกม RPG กับโทนลอบเร้นไปใส่รวมกันนี่แหละ )   ถึงตรงนี้คุณก็น่าจะรู้ว่าผมเป็น geek ที่คลั่งเกมแนว Stealth ซะจนเสียสติซึ่งก็อย่างที่เข้าใจแหละครับผมคงจะเป็นเช่นนั้นจริงๆไม่งั้นก็คงไม่เขียนถึง 5 เกมลอบเร้นลึกลับสุดประทับใจที่อยากจะบอกกล่าวสำหรับใครที่ไม่เคยลองให้ไปโดนกันซะเผื่อว่าคุณจะเป็นอีกหนึ่งคนที่ชอบเกมแนวนี้นั่นเอง

1. The Saboteur

The Saboteur
The Saboteur

ก็ไม่เชิงลอบเร้นเสียทีเดียวสำหรับเกมนี้ Pandemic Studios ได้สร้างจุดเด่นที่น่าสนใจในเกมนี้คือการ”ปลดแอก”ประเทศฝรั่งเศษจากการครอบงำของกองทัพนาซีด้วยเนื้อเรื่องในเชิงของจารชนกอบกู้ชาติ(คนอื่น) Sean นักแข่งรถผู้มากความสามารถเหตุการณ์จะพลิกผันโดนตามล่าจากนายทหารเยอรมันทำให้ต้องเข้าร่วมกับกองกำลังปลดปล่อยฝรั่งเศษและร่วมมือกับสายลับจากสหราชอาณาจักรสาวสวยสุดเอ็กซ์  ตัวเกมมีเสน่ห์อย่างเหลือเชื่อในเรื่องของจุดเด่นในการปลดปล่อยเมืองจากอำนาจนาซี , การโลดโผนโจนทะยานแบบ Assassin’s Creed , บทและองค์ประกอบในเกมที่น่าสนใจแต่ดันมาตกม้าตายในส่วนของเกมการเล่นและปัญหานานาประการให้เกมเมอร์ได้สาปส่งก่อนจะกลายเป็นผลงานสุดท้ายของค่ายไป

2. Dishonored

Dishonored
Dishonored

ผมว่า Dishonored ประสบความสำเร็จในการแหกกฏว่าเกมลอบเร้นไม่จำเป็นต้องย่องเพียงอย่างเดียว  ในเกมนี้มีส่วนผสมของ Fantasy ในเรื่องของการใช้พลังพิเศษที่ทำให้เกมมีเสน่ห์มากขึ้นหลายกระบุงโดยเฉพาะการ…เอ่อ…พุ่งป่ะ ? หรือวาร์ป ? ในบรรดาเกมลอบเร้นที่ผมชื่นชอบก็มีเกมนี้แหละครับที่ผมจดจำในฐานะเกมที่เราไม่จำเป็นต้อง”ฆ่า”ใครเลยตั้งแต่ต้นจนจบเกมและก็สามารถช่วยให้คุณจบเกมพร้อมกับทุก side quest อย่างสมบูรณ์แบบซึ่งมันน้อยมากจนแทบจะพูดได้ว่าถ้าให้นึกเกมที่ทำแบบนั้นได้อีกอาจจะต้องเจาะกระโหลกมาค้นดูกันเลยทีเดียว

3. Hitman: Blood Money

Hitman: Blood Money
Hitman: Blood Money

จะดีกว่ามั้ยถ้าทำให้เกมนี้ง่ายขึ้นอีกนิดโดยไม่ทิ้งแนวทางเก่า ? คำถามนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ที่ Hitman: Silent Assassin ออกวางจำหน่ายและแล้วมันก็เกิดขึ้นจริงกับภาค Blood Money ผมรู้สึกว่ามันเป็นช่วงรอยต่อที่ลงตัวระหว่างการเปลี่ยนผ่านจากยุคที่เกมทั่วโลกทำเพื่อกลุ่มคนที่รักเกมแนวนั้นอย่างถึงกึ๋นกับตลาดมวลชนกลุ่มใหญ่เพื่อพยุงยอดขายและคงไว้ซึ่งจุดยืนนะ ตัวเกมภาคนี้เล่นง่ายขึ้นมากแต่ก็ยังท้าทายและลึกในสไตล์ดิบๆแบบ Hitman นะ ผู้เล่นยังคงต้องเดินสำรวจแผนที่พร้อมหลบหลีกการจับตามองของตัวละครต่างๆและศึกษาแผนที่ด้วยตนเองก่อนจะชิบหายวายป่วงกลายเป็นยอดมนุษย์เนตรวงแหวนแบบในภาคล่าสุด (ซึ่งก็สนุกในแบบของมัน)  ก็ได้แต่หวังว่าภาคหน้าขอแบบ Blood Money นะ ( คลิกเพื่ออ่านข้อมูลล่าสุดของ Hitman ภาคต่อไป )

4. Splinter Cell: Chaos Theory

Splinter Cell: Chaos Theory
Splinter Cell: Chaos Theory

มันมีครบเลยสำหรับองค์ประกอบของความเท่พระเอกสุดขรึมฝีปากร้ายมากความสามารถ ความบาดหมางระหว่างสหรัฐอเมริกาและเกาหลีเหนือและฉากที่หลากหลาย ตัวเกมภาคนี้ยกระดับจากสองภาคก่อนหน้าแทบทุกด้านไม่ว่าจะเป็นเอนจิ้นที่ใช้ , รูปแบบการผ่านด่านที่คุณเลือกได้ , เส้นทางในเกมที่มากขึ้น , องค์ประกอบท่วงท่าลีลาใหม่ๆมากมายและโหลด Co-op ที่ให้คุณเล่นร่วมกันกับเพื่อนคู่ใจที่ยังคงคนเล่นในปัจจุบันยาวนานจนถึงช่วงก่อนภาค Blacklist จะออก  เกมนี้เป็นหนึ่งในเกมที่ผมใช้เวลาเล่นซ้ำแล้วซ้ำอีกมากที่สุดจนจำ waypoint ต่างๆในเกมได้จนถึงปัจจุบัน  ภาคนี้ว่ากันว่าเป็นภาคที่ดีที่สุดสำหรับเกมตระกูล Splinter Cell อีกด้วย

5. Death to Spies: Moment of Truth

Death to Spies: Moment of Truth
Death to Spies: Moment of Truth

Death to Spies: Moment of Truth เกมนอกสายตาที่หลายคนอาจไม่รู้จักซึ่งถ้าว่ากันตามจริงแล้วเกมนี้น่าจะเป็นเกมที่มีความเป็น”สายลับ”มากที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้ โดยหากคุณเป็นคนที่ชื่นชอบเรื่องราวสายลับในแบบของ The Good Shepherd และ Tinker, Tailor, Soldier, Spy ที่มีพื้นฐานอยู่บนความเป็นจริงในการลอบเร้น , แฝงตัวและหลบหนีออกจากภารกิจอย่างแนบเนียนซึ่งตรงข้ามกับเกมที่ผมกล่าวไปทั้ง 4 เกมที่ระห่ำฝ่ากระสุนนับพัน  ตัวเกมจะต้องอาศัยการสังเกตและการวางแผนอย่างซับซ้อนเพราะ A.I. ในเกมนี้จัดได้ว่าฉลาดเป็นกรด คุณไม่สามารถเดินเข้าอาคารหลักด้วยชุดพ่อครัวได้ถ้าหากไม่มีถาดอาหาร  การเดินเข้าผิดห้องหรือผิดชั้นอาจหมายถึงสัญญาณเตือนภัยและความตาย   ตัวเกมไม่มีเงามืดให้คุณหลบซ่อน ไม่มีถังหรือตู้เสื้อผ้าตั้งเรียงรายให้เก็บศพและไม่มีอุปกรณ์ไฮเทคให้เป็นตัวช่วยในชีวิต  มีแต่การใช้ความคิด คิด คิด คิดและคิดเพื่อหาทางออก    สุดท้ายเกมนี้จะทำให้คุณต้องน้ำตาตกในและเข้าใจกับความเหนื่อยยากอันเป็นเศษเสี้ยวของชีวิตสายลับตัวจริง

ทั้งหมดนี้คือ 5 เกมลอบเร้นสุดประทับใจที่ไม่ได้ถูกจัดเรียงตามลำดับความชอบและคุณภาพของเกมเพราะทุกคนมีความประทับใจที่แตกต่างกัน ผมชอบ 5 เกมนี้มากที่สุดแต่ไม่ได้หมายความว่าเกมอื่นอย่าง Thief , Deus Ex หรือ Metal Gear Solid ไม่ดีแต่อย่างใด ผมแค่แบ่งปันความประทับใจกับ 5 เกมที่ตราตรึงในความทรงจำและถูกคัดสรรมาเพื่อบอกเล่าเรื่องราวดีๆในรูปแบบของเกมเมอร์สู่เกมเมอร์ และก็คงเป็นเรื่องที่น่ายินดีถ้าจะมีเกมแนวเดียวกันออกมามากเพิ่มขึ้นเพื่อชำระรายชื่อนี้และสร้างประสบการณ์การเล่นเกมที่สดใหม่ให้กับผมและเกมเมอร์ชาวไทยได้ในอนาคต

ผู้เขียนบทความ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

close