GamingDose

Support

BY BabeElena

เปิดตำนานเกม Kid Icarus การผจญภัยของเทวดาผู้พิทักษ์ กับสงครามแห่งสามโลก

00 Feature Thumbnail
Views
ติดตามบน Google News

ทางผู้เขียนเชื่อว่าสำหรับสาวก Nintendo หลาย ๆ คนแล้ว พวกเขาได้ใช้ซีรี่ส์เกมรวมดาราอย่าง “Super Smash Bros.” ในการดึงตนเองให้ได้รู้จักซีรี่ส์เกมเก่า ๆ และซีรี่ส์เกมของ Nintendo ที่ตนเองอาจจะพลาดหรือเกิดไม่ทันที่จะได้เล่นมัน หรือไม่ก็อาจจะย้อนไปศึกษาด้วยตัวเอง โดยการเปิดสารารณุกรมหรือหาเอกสารที่มีการบันทึกเอาไว้มาศึกษาเพื่อที่จะได้รู้เรื่องราวเกี่ยวกับค่ายเกมที่ตนเองชื่นชอบ

ในบรรดาของซีรี่ส์เกมนับสามสิบถึงสี่สิบเกมที่ปรากฏตัวในซีรี่ส์เกม Super Smash Bros. ได้มีหลาย ๆ ซีรี่ส์เกมที่น่าสนใจมากมายที่น่าพูดถึง และในบทความนี้ทาง GamingDose จะขอหยิบหนึ่งในนั้นก็คือซีรี่ส์ระดับเก่าแก่อีกซีรี่ส์หนึ่งของ Nintendo ที่ใช้เซ็ตติ้งเป็น “กรีกโบราณประยุกต์” มาสร้างเป็นโลกของเกม พร้อมกับตัวเอกที่เป็น “กามเทพผู้พิทักษ์ดินแดนสรวงสวรรค์” และเป็นเกมฟอร์มรองของค่าย โดยซีรี่ส์เกมดังกล่าวมีชื่อว่า “Kid Icarus”

01 What is Kid Icarus

อะไรคือซีรี่ส์เกม Kid Icarus ?

Kid Icarus เป็นซีรี่ส์เกมของ Nintendo ที่ถือกำเนิดในปี 1986 โดยตัวเกมภาคแรกนั้นได้ใช้ชื่อว่า “Kid Icarus” ซึ่งซีรี่ส์เกมนี้ก็ออกมาแล้วถึง 3 ภาค ได้แก่ Kid Icarus (1986) บนเครื่อง Famicom, Kid Icarus of Myths & Monsters บนเครื่อง Game Boy และ Kid Icarus : Uprising บนเครื่อง Nintendo 3DS โดยเฉพาะกับภาค Uprising ที่เกมการเล่นจะแตกต่างจากสองภาคแรกเป็นอย่างมาก

โดยเนื้อเรื่องในภาคแรกนั้นเราได้รับบทเป็น “Pit” ผู้พิทักษ์ดินแดนสรวงสรรค์นามว่า “Angel Land” โดยมีเทพธิดาแห่งแสงนามว่า “Palutena” ทำหน้าที่ปกครองทั้งสรวงสรรค์และโลกมนุษย์ โดยตัวเธอนั้นต้องการที่จะให้มนุษย์โลกได้อยู่อย่างมีความสุขภายใต้แสงสว่างของเธอ

02 Story Human Earth

ตามสูตรสำเร็จของเนื้อเรื่องแฟนตาซี เมื่อปูเรื่องมาในเรื่องของความสุข ถัดจากนั้นก็ต้องมาพร้อมกับความวิบัติเสมอ โดยได้มีเทพธิดาแห่งความมึดนามว่า “Medusa” ซึ่งตัวเธอนั้นเกลียดมนุษย์โลกเป็นอย่างมาก และนั้นทำให้เธอได้นำกองกำลังไปทำลายพืชผักเกษตรกรรมของมนุษย์โลก พร้อมกับสาปมนุษย์โลกให้กลายเป็นหินจนเกิดความปั่นป่วนไปทั่วโลกมนุษย์

03 Story Medusa

เทพธิดาแห่งแสง Palutena เห็นแบบนั้นจึงต้องไปหยุดแผนการชั่วของ Medusa ด้วยการสาปตัว Medusa ให้กลายเป็นสัตว์ประหลาด และขับไล่เธอไปยังขุมนรก แต่ด้วยความแค้นของเทพธิดาแห่งความมึด ทำให้ Medusa ได้นำกองทัพปีศาจจากขุมนรกบุกไปโจมตีดินแดนสรวงสวรรค์และทำการยึดครองดินแดนโดยที่ฝั่งของ Palutena นั้นไม่ทันได้ตั้งตัว และได้ขโมยสมบัติวิเศษสามอย่างได้แก่ “Mirror Shield” “Light Arrow” และ “Wing of Pegasus”

02 Story Palutena

ด้วยการโจมตีที่รุนแรงแบบไม่ทันตั้งตัว บวกกับกองกำลังของ Palutena ที่ถูกสาปให้เป็นหินจนหมด ทำให้ Palutena ไม่สามารถต้านทานกองทัพ Medusa เอาไว้ได้ และได้พ่ายแพ้ให้ในที่สุด แต่แล้วเธอก็ได้ใช้พลังเฮือกสุดท้ายในการมอบอาวุธให้กับเทวดาตนนึงนามว่า “Pit” เพื่อให้ตัวเขาหลบหนีออกจากเรือนจำในขุนนรกที่เขาถูกขังเอาไว้ และนี่ก็คือจุดเรื่มต้นของการผจญภัยของหนุ่มเทวดาน้อยนามว่า “Pit” เพื่อนำดินแดน “Angel Land” กลับคืนมาให้ได้

ซึ่งเนื้อเรื่องที่เราได้เล่าไปนั้น เราจะไม่ได้เล่นกันในเกมจริง แต่เราจะได้เล่นตอนหลัง “Pit” ออกจากคุกมาเลย โดยเนื้อเรื่องเกริ่นนำนี้จะมาในรูปแบบของ “Booklet” ที่แถมมาพร้อมกับกล่องเกมของแท้สำหรับเป็นคู่มือไว้อ่านเพื่อศึกษาวิธีการเล่นและเนื้อเรื่องภายในเกม และแต่ละภาคก็จะมีเนื้อเรื่องที่ไม่เหมือนกัน

NES KID ICARUS M

มาในส่วนของเกมเพลย์กันบ้าง โดยเกมเพลย์ของภาคแรกนั้นจะเป็น Action-Platforming ตะลุยด่านแบบเกมแพลตฟอร์มทั่ว ๆ ไป แต่สิ่งที่แปลกกว่าเกมแพลจฟอร์มอื่น ๆ ก็คือฉากของตัวเกมที่จะเป็นฉากแนวดิ่ง (ล่างไปบน) ในขณะที่ฉากของเกมแพลตฟอร์มอื่น ๆ จะเป็นแนวราบ (ซ้ายไปขวา / ขวาไปซ้าย) โดยระหว่างทางเราจะสามารถล่าปีศาจตามทางเพื่อเก็บ “หัวใจ” ที่เสมือนว่าเป็นหน่วยเงินไว้ใช้ซื้อของตามฉากได้ และระหว่างทางจะมีห้องลับที่ทำให้เราได้รับอัพเกรดใหม่ ๆ มาเพิ่มเติม และนอกจากนี้แล้วการล่ามอนสเตอร์นั้นทำให้เราได้คะแนน ซึ่งในเกมนี้คะแนนไม่ได้ไว้ใช้อวดหรือภาคภูมิใจเท่านั้น แต่หากคุณสามารถทำคะแนนสะสมได้เยอะ ๆ คุณก็จะได้ “Life Up” หรือเพิ่มขีดจำกัดพลังชีวิตเป็นการตอบแทน เรียกได้ว่าการทำคะแนนของเกมนี้ดูมีเป้าหมายและมีผลตอบแทนที่คุ้มค่ามากพอที่จะให้เก็บสะสมคะแนน

06 Evolution Kid Icarus NES 2

ส่วนของภาคต่ออย่าง “Kid Icarus : of Myths and Monsters” ที่ออกเมื่อปี 1992 โดยรวมแล้วจะไม่แตกต่างอะไรจากภาคแรกสักเท่าไหร่ แต่ภาคนี้เราจะลุยตัวฉากได้ทัังแนวราบและแนวดิ่ง (สี่ทิศทาง) จากเดิมที่เราตะลุยได้แค่แนวดิ่งเท่านั้น และสามารถเดินไปทางที่เราผ่านมาแล้วได้ จากเดิมที่ภาคแรกผ่านแล้วก็ผ่านเลยเดินย้อนกลับมาไม่ได้อีก โดยด่านภาคนี้จะมีจำนวนที่น้อยลงกว่าภาคแรก แต่แต่ละด่านจะมีความใหญ่และความอัดแน่นที่มากกว่า เช่น ขุมนรก, โลกมนุษย์ และสรวงสวรรค์ และเปลี่ยนจากการสะสมคะแนนกลายเป็นการปราบมอนสเตอร์ให้ได้จำนวนมากพอจึงจะได้ “Life Up”

08 Evolution Kid Icarus GBA2

แต่ในภาคล่าสุดอย่าง “Kid Icarus : Uprising” ที่ออกเมื่อปี 2012 กลับมีเกมเพลย์ที่แตกต่างระดับพลิกโฉมของซีรี่ส์เกม Kid Icarus เลยก็ว่าได้ โดยในภาค Uprising ตัวเกมได้เปลี่ยนจาก Action-Platforming กลายมาเป็น Third Person Shooting ตะลุยด่านที่ใช้ระบบการยิงแบบ “Cabal Shooter” (มุมกล้องกับเป้ายิงแยกควบคุมกัน) ซึ่งรายละเอียดในส่วนนี้เราจะอธิบายเพื่มเติมในหัวข้อต่อ ๆ ไปครับ

1986 – เปิดตำนานซีรี่ส์เกม Kid Icarus

Kid Icarus ภาคแรกได้ถูกพัฒนาโดยทีมพัฒนาสองทีมได้แก่ Nintendo และ TOSE ซึ่งชื่อที่พวกเขาใช้เรียกเกมของพวกเขาในตอนระหว่างพัฒนาก็คือ “Myth of Light : The Mirror of Palutena” โดยในช่วงเรื่มต้นของการพัฒนานั้นได้มีแค่พนักงานของ Nintendo คนเดียวอย่าง “Toru Osawa” เท่านั้นที่รับผิดชอบโปรเจคนี้ โดยตัวของเขาเขาได้ออกแบบให้ตัวเกมมีความแอดชั่นและความเป็น RPG พร้อมกับเริ่มเขียนเนื้อเรื่องที่มีรากฐานจากเรื่องราวของเทพปกรณัมกรีก และทำการวาดสร้างสรรค์งาน Sprite / Pixel Art ด้วยตัวของ Toru Osawa คนเดียว

2126837 osawa

อย่างไรก็ดี เหมือนจะเป็นโชคที่ดีของเขา เพราะหลังจากที่ Metroid ได้ทำการปิดโปรเจคและเสร็จสิ้นการพัฒนา ทีมพัฒนาที่รับผิดชอบในการพัฒนาเกม Metroid ส่วนใหญ่นำทีมโดยคุณ “Yoshio Sakamoto” ก็ได้ย้ายมาเสริมทัพเพื่อให้การพัฒนาเกม Myth of Light : Mirror of Palutena เป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นการย่นเวลาในการพัฒนาให้น้อยลง โดยมีคุณ Satoru Okada เป็นผู้อำนวยการสร้าง Gunpei Yokoi เป็นผู้กำกับการสร้าง และ Hirokazu Tanaka เป็นผู้รับผิดชอบในการแต่งเพลงให้กับเจ้าโปรเจค Myth of Light นี้

sakamoto portrait
“Yoshio Sakamoto เจ้าของโปรเจค Metroid อันโด่งดัง”

นอกจากนี้การมาของทีมงานฝั่ง Metroid ที่มาเสริมทัพ ทำให้คุณ Toru Osawa ได้ลดความตึงเครียดและความจริงจังที่น้อยลง โดยพวกเขาเรื่มทำงานด้วยความสนุกและความโปกฮานับตั้งแต่ทีมงาน Metroid ได้มาเสริมทัพ

แต่เพื่อให้เกมเสร็จทันวันวางจำหน่ายที่ทาง Nintendo ได้วางไว้ในวันที่ 19 ธันวาคม 1986 (โซนญี่ปุ่น) ทำให้เหล่าพนักงานต้องทำงานแบบเกินเวลา (โอที) โดยพวกเขาต้องถึงขั้นนำลังกระดาษมาเป็นที่นอนและให้ความอบอุ่น เพราะออฟฟิศของพวกเขาไม่มีเครื่องทำความร้อน และในตอนนั้นประเทศญี่ปุ่นก็อยู่ในฤดูหนาว ทำให้อากาศหนาวเย็นมาก ๆ ซึ่งอย่างไรก็ดี พวกเขาก็ได้พัฒนาเกมจนเสร็จในวันที่ 16 ธันวาคม 1986 หรือก่อนวางจำหน่ายเกมเพียงแค่ 3 วันเท่านั้น เรียกได้ว่าเป็นเส้นยาแดงผ่าแปดมาก ๆ สำหรับวงการเกม เพราะทันทีที่เกมเสร็จก็ต้องมีการเร่งเพื่อผลิตลงตลับสำหรับวางจำหน่าย แถมเนื่องด้วยเวลาที่จำกัดทำให้หลาย ๆ ไอเดียที่พวกเขาคิดขึ้นมานั้นถูกปัดตกไปเพื่อให้พัฒนาให้เสร็จตามเวลาที่กำหนด

โดย Myth of Light : Mirror of Palutena ก็ได้วางจำหน่ายทันวันดังกล่าว และลงให้กับเครื่อง Famicom ในรูปแบบของ Famicom Disk โดยใช้ชื่อว่า “Light Mythology : Palutena’s Mirror” และหลังจากนั้นในเดือนกุมภาพันธ์ปี 1987 ตัวเกมก็ได้ถูกวางจำหน่ายในโซนอื่น ๆ ในรูปแบบของเกมตลับปกติของ Nintendo Entertainment System โดยเปลี่ยนมาใช้ชื่อ “Kid Icarus” แทนสำหรับการขายในโซนอื่น ๆ

05 Evolution Kid Icarus NES 1

สำหรับ Kid Icarus ภาคแรกนั้นสามารถทำยอดขายไปได้ 1.76 ล้านชุด และได้คะแนนรีวิวอยู่ที่ระดับกลาง ๆ ออกไปทางดี โดย GameSpot ได้ให้คะแนนนี้อยู่ที่ 5.1/10 ส่วนทาง IGN นั้นได้ให้คะแนนอยู่ที่ 7/10 และมีการออกภาครีมาสเตอร์ลงให้กับเครื่อง Nintendo 3DS อย่าง “Kid Icarus : 3D Classics” ที่เพื่มในส่วนการรองรับการแสดงผลภาพสามมิติเข้ามา

1992 – ภาคต่อของซีรี่ส์ในเครื่องพกพา (Kid Icarus : Of Myths & Monsters)

เวลาผ่านไปเกือบ 6 ปี และแล้วก็มาถึงในส่วนการพัฒนาของตัวเกมภาคต่อ โดยในครั้งนี้ Nintendo ยังคงร่วมมือกับ TOSE ในการพัฒนาเกม Kid Icarus ภาคใหม่ ซึ่งเรื่องราวของการพัฒนาเกมภารต่อนี้ กลับไม่มีการถูกบันทึกเอาไว้เยอะแบบภาคแรก แต่ที่แน่ ๆ ตัวเกมได้พัฒนาจากภาคแรกไปพอสมควร ทั้งขนาดของแผนที่ที่ใหญ่ขึ้น และการสำรวจแผนที่อย่างอิสระแบบสี่ทิศทาง ไม่ล็อคตายตัวล่างบนอีกต่อไป

ตัวเกมภาคต่อนี้ได้ใช้ชื่อว่า “Kid Icarus : of Myths and Monsters และได้วางจำหน่ายในช่วงปี 1991-1992 สำหรับโซนอเมริกาและโซนยุโรป โดยลงให้กับเครื่อง Game Boy ซึ่งเกมนี้ถือว่าเป็นหนึ่งในไม่กี่เกมของ Nintendo ที่ “ไม่มี” การวางจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่น

07 Evolution Kid Icarus GBA1

ถึงคะแนนรีวิวจะออกไปทางที่ดี แต่ Kid Icarus : of Myths and Monsters ดันไปชนกับซีรี่ส์เกมยักษ์ใหญ่ของ Nintendo ที่มีคุณภาพและคอนเทนต์ที่เน้นกว่าอย่าง “Metroid : Return of Samus” ทำให้ Kid Icarus : of Myths and Monsters กลายเป็นภาคที่ Underrated โดยแม้แต่แฟน ๆ Nintendo บางคนก็ยังเผลอลืมว่าเจ้าภาคนีัมันมีตัวตนอยู่ด้วย และแฟนคนนั้นไม่ใช่ใครที่ไหน ก็ตัวผู้เขียนเองนี่แหละ โดยตัวผู้เขียนปล่อยไก่ในคอมมูนิตี้ Nintendo แห่งหนึ่งในไทยเกี่ยวกับความนิยมของซีรี่ส์เกมนี้ว่า “Kid Icarus มีแค่สองภาคเอง” จนมีแฟนคนอื่นมาทักท้วงว่า “มันมี 3 ภาคครับ” และไอ้ภาคที่ตัวผู้เขียนลืมก็คือภาคนี้แหละครับ

ส่วนทางฝั่งยอดขายก็ไม่มีการบันทึกเอาไว้ โดยเราต้องละไว้ในฐานที่เข้าใจสำหรับเกม Nintendo เอาไว้ว่า เกมที่ไม่มีการบันทึกยอดขายส่วนใหญ่นั้นจะเป็นไปได้ที่จะต้องละไว้ในฐานที่เข้าใจว่า “เจ๊ง” แต่เท่าที่สังเกตจากแหล่งข้อมูลมาเหมือนยอดขายของเจ้า Kid Icarus ภาคนี้ก็อาจจะอยู่ในหลักแสนอยู่ครับ

2012 – ความติสท์แตกของป๋า Sakurai กับการปฏิวัติครั้งใหญ่ (Kid Icarus :Uprising)

เนื่องจากความนิยมของซีรี่ส์เกมดังกล่าว ทำให้ Nintendo ตัดสินใจปล่อยให้ Pit โบยบินทิ้งขว้างกลางอากาศยาวนานถึงเกือบ 21 ปี จนกระทั่งปฏิหารย์ก็ได้เกิดขึ้น เมื่อซีรี่ส์เกมนี้ได้กลับมาอีกครั้งแบบที่ไม่เคยมีใครคาดคิดมาก่อนว่าจะกลับมา และด้วยความนิยมและความที่ไม่ใช่เกมซีรี่ส์หลักทำให้การกลับมาครั้งนี้อาจจะไม่ค่อยอิมแพคอะไรมาก แต่สำหรับแฟนเกม Kid Icarus อาจจะมีกริ๊ดกันอย่างแน่นอน

เรื่องราวการพัฒนาของตัวเกมภาคใหม่นั้น เรื่มต้นหลังจากการพัฒนาเกม Super Smash Bros. Brawl นั้นได้เสร็จสิ้น โดยคุณ “Masahiro Sakurai” ผู้เป็นบิดาแห่ง Super Smash Bros. ได้ถูกชักชวนจากคุณ “Satoru Iwata” ประธานใหญ่ของบริษัทนินเทนโดในตอนนั้นให้ไปรับประทานอาหารด้วยกัน โดยระหว่างการรับประทานอาหาร คุณ Satoru Iwata ก็ได้พูดคุยกับคุณ Masahiro Sakurai เกี่ยวกับการพัฒนา “Launch Title” ให้กับเครื่องเกมที่กำลังออกใหม่ในช่วงนั้นอย่าง “Nintendo 3DS” โดยในตอนนั้น Nintendo 3DS ยังถือว่าอยู่ในช่วงต้นของการพัฒนาด้วยซ้ำไป

masahiro sakurai.0
Masahiro Sakurai ผู้ให้กำเนิด Super Smash Bros.

ในตอนนั้น Masahiro Sakurai ต้องเผชิญปัญหาเกี่ยวกับไอเดียและปัญหาของขนาดทีมพัฒนาอย่าง “Sora Ltd.” ที่ได้ทำการลดและแบ่งขนาดทีมพัฒนาเพื่อไปพัฒนาเกมอื่น ๆ ในรูปแบบของ Outsource ทำให้เขาพยายามที่จะควบคุมสเกลงานของเขาให้ไม่ใหญ่จนเกินไป โดยตัวเขายังคงร่วมทำงานกับทีม Sora เช่นเดิม

โดยคุณ Masahiro Sakurai ได้คิดที่จะทำเกมแนว “Third Person Shooting” ที่ไม่ได้ความนิยมในประเทศญี่ปุ่นในตอนนั้น และรองรับระบบการแสดงผลสามมิติ ซึ่งในการพัฒนาตอนนั้นตัวเกมไม่ได้ใช้ชื่อว่า “Kid Icarus” แต่เป็นซีรี่ส์เกมใหม่ออริจินอลเลย แต่หลังจากที่คุณ Masahiro Sakurai ได้ไปคุยกับคุณ Satoru Iwata อีกครั้ง ทำให้ Masahiro Sakurai ตัดสินใจหยิบเกมที่ “หลาย ๆ คนจำไม่ได้หรือไม่รู้ว่ามีที่มาจากไหน” โดยได้รับแรงบันดาลใจจากผลตอบรับตัวละครของ Super Smash Bros. Brawl ที่หลาย ๆ คนไม่รู้ถึงที่มาของตัวละครบางตัว และ “Pit” จาก Kid Icarus ก็คือหนึ่งในนั้น ทำให้เขาได้หยิบซีรี่ส์ Kid Icarus มาใช้ในการพัฒนาเกมใหม่ตัวนี้

ขึ้นชื่อว่าบ้าพลังแล้วต้องบ้าให้สุด คุณ Masahiro Sakurai ได้ทำการเขียนเนื้อเรื่องของ Kid Icarus ภาคใหม่นี้ด้วยตัวเอง โดยยังคงกลิ่นอายเดิมของซีรี่ส์เอาไว้ และไม่พยายามให้เซตติ้ง “เทพปกรณัมกรีก” ของเกมนี้ไปคล้ายกับซีรี่ส์เกมโล้นล่าเทพอย่าง “God of War” และพยายามจะทำเกมภาคนี้ให้แตกต่างจากภาคก่อน ๆ มากที่สุด โดยสิ่งที่เขาได้ปรับเปลี่ยนก็คือในภาคนี้ เทพธิดาแห่งแสงอย่าง Palutena จะเป็นคู่หูแนะนำการเดินทางให้กับ Pit โดยตอนแรกเขาจะทำตัวละครมาสคอตใหม่เพื่อทำการช่วยเหลือโดยเฉพาะ แต่ก็ถูกเปลี่ยนเป็น Palutena และหลาย ๆ ไอเดียที่ถูกใส่เข้าไป โดย Masahiro Sakurai ตั้งใจอยากจะให้ Kid Icarus ภาคนี้เน้นเนื้อเรื่องที่เข้มข้นมากขึ้น แต่ก็ยังคงความสนุกเกมเพลย์แบบของ Nintendo

และในปี 2012 เจ้าตัวเกมภาคใหม่นี้ก็ได้ถูกวางจำหน่าย โดยใช้ชื่อว่า “Kid Icarus : Uprising” ลงให้กับเครื่อง Nintendo 3DS พร้อมกับการกลับมาครัังยิ่งใหญ่ของซีรี่ส์ Kid Icarus ที่ได้พลิกโฉมและเปลี่ยนเกมการเล่นของซีรี่ส์ไปตลอดกาล

09 Evolution Kid Icarus 3DS 1

จาก Action-Platforming ในสองภาคแรก มาสู่ Third Person Shooting และนี่ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เรียกได้ว่า “หักดิบ” เป็นอย่างมากของซีรี่ส์เกมของ Nintendo คือหากไม่บอกว่านี่คือภาคต่อของ Kid Icarus : of Myths and Monsters ไอเราก็นึกว่าเป็นเกมซีรี่ส์ใหม่ โดยในภาคนี้จะเป็นการรัดศักยภาพของเครื่อง Nintendo 3DS ออกมาให้สูงสุด ไม่ว่าจะเป็นฟีเจอร์ ระบบ กราฟิก และอื่น ๆ เท่าที่พวกเขาจะบ้าพลังได้

Third Person Shooting ของ Kid Icarus : Uprising ได้ถูกแบ่งเป็นสองส่วนใหญ่ ๆ ได้แก่ “Aerial” (ภาคพื้นอากาศ) ที่เราจะได้อารมณ์ประมาณเกมแนว Rail Shooter ในการไล่ยิงศัตรูตามฉากที่จะบินเข้าหาตัวเราเรื่อย ๆ และ “Ground Based” (ภาคพื้นดิน) ทีเราจะได้เดินสำรวจแบบอิสระในฉาก พร้อมกับการต่อสู้ในภาคพื้นดินที่ใช้งานได้ทั้งอาวุธระยะประชิดและระยะไกล

10 Evolution Kid Icarus 3DS Sky Mode
Combat Third Person Shooting ในภาคของ Aerial
11 Evolution Kid Icarus 3DS Landing Mode
Combat Third Person Shooting ในภาคของ Ground Based

โดยทั้งสองส่วนนั้นการเคลื่อนที่และการเล็งเป้าหมายจะเหมือนถูกแยกออกจากกัน นั้นหมายความว่าคุณจะต้องควบคุมทั้งสองอย่างเพื่อกำจัดเหล่าศัตรูที่แห่ยกขโยงมาเรื่อย ๆ และนั้นหมายความว่าการควบคุมของเกมนี้มันจะวุ่นวาย (แต่ไม่ยุ่งเหยิง) เป็นอย่างมาก จนถึงขั้นที่ตัวเกมแบบกล่องต้องแถมเจ้า “ขาตั้ง” มาให้สำหรับในการตั้งเครื่อง Nintendo 3DS เพื่อให้การเล่นเกม Kid Icarus : Uprising สะดวกมากขึ้น เรียกได้ว่าใครที่ซื้อเจ้า Kid Icarus ตอนช่วงออกใหม่ ๆ นี่โคตรคุ้มเพราะได้ขาตั้งเอาไปใช้งานแบบฟรี ๆ

kid icarus stand hero rm verge.1419964404.0
ขาตั้งเครื่อง Nintendo 3DS ที่แถมมาให้กับแผ่นเกม Kid Icarus : Uprising

นอกเหนือจากเกมเพลย์แล้ว เรื่องของเพลงประกอบและงานศิลป์ก็ถือว่างานดีมาก โดยเฉพาะกับ “งานศิลป์” ที่ภาคนี้ได้ออกแบบเหล่าตัวละครให้มีความน่ารักและมีสีสันเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะกับ Palutena ที่น่าจะทำสาวก Kid Icarus ตกหลุมรักไปหลายคนแล้ว นอกจากนี้ยังมีอีกหลายจะตัวละครที่ออกแบบได้อย่างมีเสน่ห์ ไม่ว่าจะเป็น Pit, Dark Pit, Viridi และ Phosphora ก็ล้วนเป็นตัวละครที่มีบทบาทสำคัญและมีเสน่ห์ในตัวเองเป็นอย่างมาก

smash wiiu 151 thumb
Phosphora หนึ่งในตัวละครจาก Kid icarus : Uprising

ด้วยเหตุผลทั้งหมดนีั Kid Icarus : Uprising ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ถูกทางและประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก โดยสามารถทำคะแนนจากสำนักรีวิวได้มากถึง 83/100 (Metacritic) จาก 75 สำนัก โดยเฉพาะกับสำนักรีวิว Famitsu ที่ให้คะแนนเกมนี้เต็มอยู่ที่ 40/40 ส่วนทางฝั่งยอดขายก็ทำได้ไม่แย่เลยโดยสามารถทำยอดขายได้มากถึง 1.18 ล้านชุด ซึ่งถือว่าเป็นการกลับมาที่ดีมากสำหรับซีรี่ส์ Kid Icarus

แต่อย่างไรก็ตามด้วยความติสท์แตกของ Masahiro Sakurai ทำให้เจ้าตัว “ไม่สนใจ” ที่จะทำภาคต่อของเกม ๆ นี้ ซึ่งคิดแล้วก็น่าใจหาย เพราะของดี ๆ แบบนี้มาทั้งทีมันต้องมีภาคต่อแน่นอน และท่าทาง Masahiro Sakurai จะไม่ได้ล้อเล่นแบบตอน “Super Smash Bros ภาคสุดท้าย ” ซะด้วย เพราะนี่ก็ผ่านไปถึง 5-6 ปีแล้ว เราก็ยังคงไม่ได้เห็นวี่แววของภาคใหม่จากซีรี่ส์เกม Kid Icarus เลย ไม่ว่าแฟน ๆ จะเรียกร้องขนาดไหนก็ตาม

12 Reception

อย่างไรก็ตามสำหรับตัวผู้เขียนแล้ว ซีรี่ส์เกม Kid Icarus นั้นถือว่าเป็นหนึ่งในเพชรเม็ดงามของ Nintendo ที่มีทรัพยากรและวัตถุดิบที่พร้อมและดีมากพอในการผลักดันให้ซีรี่ส์เกมนี้กลายเป็นซีรี่ส์เกมหลักของพวกเขาได้ แต่ด้วยเหตุผลบางประการทำให้พวกเขาเลือกที่จะไม่ดันซีรี่ส์นี้เสียอย่างนั้น ในฐานที่ผู้เขียนเป็นแฟนบอยของ Nintendo แล้วนั้น ก็อยากจะเห็นซีรี่ส์เกมนี้กลับมาอีกครั้งในสักวันนึงครับ

SHARE

BabeElena

BabeElena

Related posts

Read More