Tomb Raider

REVIEW: Tomb Raider

หนังแอคชั่นจากเกมเรื่องใหม่ล่าสุดที่คุณต้องดู

มันไม่ใช่หนังห่วย ถ้าคุณเปิดใจ

จริง ๆ ก่อนหน้าที่จะเข้าไปดูภาพยนตร์เรื่องนี้ ได้รับเสียงลือเสียงเล่าอ้างมาก่อน ถึงเรื่องคุณภาพหนังว่ามันไม่ค่อยดีซักเท่าไหร่นัก ด้วยความที่เราเป็นเกมเมอร์ที่ขี้สงสัย ว่าทำไมนะ ? หนังจากเกมมันต้องถูกวิจารณ์ว่าห่วยเสียทุกเรื่องไป เรื่องล่าสุดที่เราดูอย่าง Assassin’s Creed ก็ไม่ได้ห่วยขนาดนั้นนี่นา ไหงแต่ละคนรุมสับกันจัง และด้วยเหตุนี้ผู้เขียนถึงต้องเดินเข้าโรงภาพยนตร์เป็นครั้งแรกหลังจากที่ไม่ได้เดินเข้าไปเป็นเวลานาน

มาเริ่มที่เนื้อเรื่องกันก่อน เนื้อหาของหนังจะเล่าถึงสาวน้อย Lara Croft (รับบทโดย Alicia Vikander) ลูกสาวของตระกูลใหญ่ที่มีทั้งทรัพย์สมบัติและธุรกิจที่เยอะจนพูดได้ว่า ต่อให้ไม่ทำงานพี่ก็มีกินยันแก่ เธอใช้ชีวิตอย่างมีความสุขจนพ่อของเธอ Lord Richard Croft (รับบทโดย Dominic West) อยู่ ๆ ก็หายตัวไปเพราะไปทำภารกิจที่เธอไม่รู้นานถึง 7 ปีด้วยกัน ซึ่งในเรื่องใคร ๆ ก็ต่างมองว่าพ่อเธอน่าจะเสียชีวิตไปแล้ว มีแต่เธอคนเดียวที่เชื่อว่าพ่อเธอยังไม่ตาย ซึ่งสุดท้ายเธอก็พบกับเบาะแสที่เชื่อถือได้ จนเธอต้องเข้าสู่ภารกิจตามหาพ่อในที่สุด

Tomb Raider

เบาแสนำเธอไปยังเกาะที่ชื่อว่า “ยามาไต” ซึ่งเกาะนี้มีตำนานของราชินีฮิมิโกะอยู่ ตำนานเล่าว่าหากใครสัมผัสตัวเธอจะต้องถูกสูบวิญญาณจนเสียชีวิตทันที  ด้วยเหตุนี้เธอจะต้องผจญภัยพร้อมหาคำตอบให้ได้ว่า จริง ๆ แล้วพ่อเธออยู่ที่ไหน และยังมีชีวิตรอดอยู่หรือเปล่า

พล็อตเรื่องด้านบนนั้นถูกประยุกต์มาจาก Tomb Raider เวอร์ชั่นรีเมคทั้งสองภาค แต่ถูกนำเนื้อหาบางส่วนมาใช้เพื่อยำรวมกัน พร้อมตัดบางอย่างที่ไม่จำเป็นออก ทำให้เราเข้าใจในส่วนแรกว่าทำไมคนที่เล่นเกมทั้งสองภาคถึงรู้สึก “ไม่ชอบ” ตัวหนัง เพราะตอนแรกที่ผู้เขียนเข้าไปดู ก็รู้สึกตะหงิด ๆ และรู้สึกว่ามันดูตลกยังไงไม่รู้ แต่พอกลับไปนั่งเล่นเกมทั้งสองภาคอีกรอบ พร้อมทั้งเปิดใจดูหนังรอบใหม่ ก็เข้าใจแล้วครับว่าจริง ๆ หนังมันมีแนวทางของมันเอง เอาตรง ๆ การวิจารณ์ที่ตรงจุดที่สุดคือคุณมองหนังเป็นหนัง คุณมองเกมเป็นเกม คุณอย่าเอาสองอย่างนี้ไปเทียบกัน เพราะมันไม่เหมือนกัน

Tomb Raider

จุดที่ผู้เขียนชอบมากในหนังเรื่องนี้คืออุปนิสัยของคุณ Croft (Lara Croft) ที่เราไม่ได้เห็นมานานแล้ว เนื่องจากในเกมสองภาคที่รีบูท เธอดูนิ่ง ๆ ติ๋ม ๆ และจริงจังกว่าในเวอร์ชั่นต้นฉบับ ในเวอร์ชั่นต้นฉบับเธอเป็นผู้หญิงต้นแบบของคำว่า Feminist คือเธอแกร่งและเธอเป็นตัวแม่เอามาก ๆ ในหนังเราจะได้เห็นลาล่าเวอร์ชั่นนี้แหละ แต่เป็นลักษณะที่เด็กมากกว่า เพราะมันคือภารกิจแรกของเธอ ผู้เขียนชอบ Alicia Vikander มาก เรารู้สึกว่าเธอเอาอยู่กับบทนี้จริง ๆ เธอแสดงออกทางด้านอารมณ์ได้ดีมาก เวลาที่ต้องกล้าหาญเราก็เชื่อว่าเธอกล้าหาญ เวลาที่เธอกลัวเราก็รู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน และในตอนสุดท้ายที่หนังจบเราก็เชื่อเลยว่าเธอคือ Lara Croft โดยที่ไม่ติดภาพ Angelina Jolie ไว้ในหัว (แม้ฉากสุดท้ายก่อนหนังจบจะทำให้เราคิดก็ตาม)

Tomb Raider

ในส่วนที่ไม่ชอบคงเป็นฉากแอคชั่นที่เรารู้สึกว่า มันง่ายไปหน่อย การตัดสลับมุมกล้องไปมาให้เราเห็นสถานการณ์แคบ ๆ มันทำให้ตัว Lara ดูเวอร์และเก่งกว่าความเป็นจริง คือคนบ้าอะไรถือธนูเดินไปเดินมาในแคมป์ที่มีคนถือปืนอยู่เต็มแคมป์อย่างกับบ้านตัวเอง ตรงนี้ผู้เขียนรู้สึกว่ามันไม่โอเคเท่าไหร่ ฉากที่ทำให้ผู้เขียนลุ้นและนั่งตัวเกร็งที่สุดไม่ใช่ฉากแอคชั่นต่อยตีกันเลย กลับเป็นฉากจักรยานตอนต้นเรื่องมากกว่า แค่นี้ก็คอนเฟิร์มได้แล้วว่าคิวบู๊ในหนังเรื่องนี้อ่อนแอแค่ไหน

เรื่องซีนอารมณ์ก็เหมือนกัน ผู้เขียนเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับซีนอารมณ์เอามาก ๆ และชอบที่จะเห็นวิธีแสดงออกของหนังแต่ละเรื่อง การแสดงออกทางด้านอารมณ์ของหนังเรื่องนี้แสดงออกมาได้ผิดแปลกไปจากหนังเรื่องอื่นเอามาก ๆ คือการตัดเข้าซีนอารมณ์แทนที่จะเป็นซีนสั้นเพราะเวลามันมีน้อย กลับทำซีนยาวเหมือนว่าหนังเรื่องนี้เป็น “ละคร” ซะงั้น ซึ่งตรงนี้ผู้เขียนไม่ชอบใจอย่างมากถึงมากที่สุด คือเราเห็นฉากแอคชั่นว่ารวดเร็ว จบไว ไม่ยืดยื้อ แต่ดันมายืดฉากอารมณ์ในหนังเนี้ยนะ ! ปรับตัวไม่ทันจริง ๆ

Tomb Raider

อีกเรื่องนึงคือเรื่องมิติของตัวละครอื่น ๆ นอกจากตัวละครหลักสามตัว ที่มันจางเสียยิ่งกว่าน้ำยาล้างจานละลายน้ำเสียอีก ไม่รู้จะเอาอะไรมาจางกว่านี้แล้ว เราเข้าใจว่าหนังมีเวลาไม่มากพอที่จะยัดอะไรเข้ามาให้มากให้มาย แต่ถ้าจะสร้างตัวละครอื่น ๆ ให้มีปูมหลังเกี่ยวข้องกับนางเอกแล้วปล่อยทิ้งแบบนี้มันก็ไม่โอเค อย่างที่บอก ตัวละครทุกตัวนอกจากสามตัวละครหลัก (นางเอก พ่อนางเอก ตัวร้าย) ไม่มีมิติอะไรเลย คือตัวร้ายนี่ก็เกือบไม่รอดจากความจืดจางเหมือนกัน ยังดีที่การแสดงของ Walton Goggins ช่วยเซฟบทนี้เอาไว้ได้

Tomb Raider

สรุป : 6/10

Tomb Raider เป็นภาพยนตร์ที่สนุกมาก ๆ หากคุณอยากผ่อนคลายในวันหยุด และไม่ต้องการเนื้อหาดราม่าอะไรมากมาย แค่อยากดูการผจญภัยสนุก ๆ เรื่องนี้ก็ตอบโจทย์คุณได้ แต่ระมัดระวังนิดนึงหากคุณเป็นเกมเมอร์ที่ดันเล่นเกมนี้เวอร์ชั่น Reboot ไปแล้ว ถ้าคุณไม่สามารถเคลียร์หัวตัวเองให้ลืมเนื้อหาจากเกมได้ ก็แนะนำให้วางมันไว้ก่อน มันยังไม่เหมาะกับคุณในตอนนี้ ไว้ลืมหมดแล้วว่าเนื้อหาในเกมเป็นยังไง แล้วมาดูก็ยังไม่สาย

มาร์ค (Mark) - Content Writer/Editor

บทความที่เกี่ยวข้อง