แม้เครื่อง Famicom หรือ NES จะเป็นผู้กอบกู้ของอุตสาหกรรมเกมคอนโซลในยุคก่อน แต่สำหรับผู้พัฒนาที่ไม่ใช่เจ้าของเครื่องหรือ 3rd Party นั้นกลับต้องเจอกับความยากลำบากที่คาดไม่ถึงอย่างยิ่ง
เรื่องนี้ได้รับการเปิดเผยโดยคุณ Yoshiki Okamoto อดีตโปรดิวเซอร์ของ Capcom ที่สร้างผลงานยอดเยี่ยมอย่าง Street Fighter II และ Final Fight ได้บอกเล่าเรื่องราวของการพัฒนาเกมผ่านทางช่อง YouTube ของเขา โดยเขาได้อธิบายถึงปัญหาทางด้านการเงินที่ทาง Capcom ต้องเจอในตอนนั้น ในยุคสมัยที่พวกเขายังไม่ได้ยิ่งใหญ่เท่ากับในยุคนี้

คุณ Okamoto อธิบายว่าการสร้างเกมมาวางจำหน่ายบนเครื่อง Famicom หรือ NES นั้นต้องเสียค่าธรรมเนียมให้กับทาง Nintendo ถ้าหากเป็นค่ายเกมจากภายนอกหรือ 3rd Party ซึ่งมีราคาที่สูงมาก เหตุที่มีราคาสูงนั้นก็เพื่อควบคุมให้คุณภาพของเกมนั้นเป็นไปในทางที่ดี ทำให้มันเป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับค่าย 3rd Party ที่จะทำกำไรจากการขายเกมบนเครื่อง Famicom และเท่าที่เขาทราบ ไม่มีบริษัทไหนเลยที่ทำกำไรจากการสร้างตลับเกมแบบที่ Nintendo ทำได้ แม้ในยุคนั้นจะขายเกมได้มากกว่า 60 ล้านตลับก็ตาม
“สมมติว่าราคาตลับเกมแบบขายปลีกบนเครื่อง Famicom นั้นอยู่ที่ 10,000 เยน จากจำนวนนั้น 3,000 เยนเป็นของร้านขายปลีก 4,000 เยนเป็นของผู้พัฒนา และอีก 3,000 เยนก็ตกเป็นของ Nintendo ซึ่งส่วนแบ่งนี้ของพวกเขาครึ่งหนึ่งก็จะเป็นของบริษัทผู้รับเหมาการผลิตตลับเกมครับ” คุณ Okamoto อธิบาย “และพอทาง Nintendo ได้รับเงินล่วงหน้าจากการผลิตและส่งมอบแล้ว หลังจากนี้จะเกิดอะไรขึ้นพวกเขาก็ไม่ได้สนใจแล้ว เพราะพวกเขาได้กำไรแล้วนั่นเองครับ”

ปัญหาที่คุณ Okamoto มองก็คือเงินส่วนแบ่ง 3,000 เยนที่ว่านี่เองที่สร้างปัญหาให้กับ Capcom ในตอนนั้น เพราะพวกเขานั้นแทบจะทำอะไรไม่ได้เลยเนื่องจากยังเป็นทีมพัฒนาหน้าใหม่ และไม่ได้มีเงินสำรองมากขนาดนั้น อีกทั้งยังต้องใช้เวลานานกว่าจะได้เงินที่ลงทุนไปกลับคืนมา จนสุดท้ายทางเลือกเดียวที่มีอยู่ก็คือการกู้ยืมจากธนาคารนั่นเอง
นอกจากนี้ยังมีปัญหาอีกมากที่คุณ Okamoto แจกแจง ทั้งความล่าช้าในการจัดส่งสินค้าและใบแจ้งหนี้ เงินเบิกจากการขายสินค้าที่ก็ล่าช้าถึงสามเดือน รวมถึงสินค้าที่ขายไม่ออก และพอหักลบต้นทุนแล้ว ก็ยิ่งทำให้กำไรหดหายลงไปอีก
โชคดีที่ในยุค PlayStation นั้นได้มีการเปลี่ยนจากตลับมาเป็นแผ่น CD แทน ซึ่งมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่ามาก และทาง Sony เองก็มีการจัดการและสามารถส่งมอบสินค้าให้กับร้านค้าปลีกได้รวดเร็วกว่า ทำให้ Capcom เริ่มทำกำไรในการขายเกมได้มากขึ้นด้วย

“สมมติว่า Capcom จ่ายเงินให้ Sony เป็นจำนวนเงินแผ่นละ 1,800 เยน ต้นทุนการผลิตจะอยู่ที่แผ่นละ 200 เยน ส่วนอีก 1,600 เยนก็เป็นส่วนแบ่งที่ Sony ได้ไป” Okamoto กล่าว “แต่สิ่งที่แตกต่างจาก Nintendo ก็คือ เมื่อทาง Capcom คืนแผ่นที่ขายไม่ออกให้กับ Sony พวกเขาก็จะคืนเงินส่วนแบ่งให้ 1,600 เยนต่อแผ่น ซึ่งเป็นส่วนที่ทางค่ายสามารถแบกรับได้ง่ายกว่ามาก”
แต่แม้การทำเกมลงเครื่อง NES ในยุคนั้นของ Capcom จะไม่ได้ทำกำไรมากนัก แต่เครื่องเกมเหล่านี้ก็มีความสำคัญต่อพวกเขาไม่น้อย ในการสร้างรากฐานของแฟนเกมและอุตสาหกรรมมาจนถึงทุกวันนี้นั่นเอง













